คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 426 วงเวทเซาปิ่งประกบคู่
จินเฟยเหยายืนอยู่ตรงนั้น การรับรู้แผ่ขยายออกไป พบว่าคนของทั้งสามเผ่าที่มุงดูจากไปหมดแล้วจึงหัวเราะอย่างภาคภูมิ “พลังบำเพ็ญเพียรสูงแล้วก็โอหังได้ รู้สึกสบายใจจริงๆ”
ราชันอี้ถู่ยืนถือยันต์หลายสิบใบอยู่ด้านข้าง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ใต้เท้าจิน เมื่อครู่ราชันเหวินส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงมา ต้องตอบเขาแบบที่ตกลงกันไว้ในอดีตหรือไม่ ”
“ใครนะ?” จินเฟยเหยาตะลึงงัน
“ราชันเหวินไง ท่านรู้จักนี่นา ก็ยุงตัวนั้นอย่างไรเล่า” ผู้สูงศักดิ์ลืมเรื่องราวมากมายจริงๆ คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจินจะลืมไปแล้วว่าราชันเหวินเป็นใคร เวลานี้อี้ถู่จึงทอดถอนใจพ พลังบำเพ็ญเพียรสูงก็ดีแบบนี้ สามารถไม่เห็นคนขั้นเดียวกันอยู่ในสายตาได้
จินเฟยเหยาใกล้จะมีโทสะแทบตายแล้ว ตะคอกใส่เขา “เมื่อครู่ทำไมจึงไม่บอกข้าแต่แรก เจ้ารู้ชัดๆ ว่าเขากับพวกเราเป็นอริกัน ก่อนหน้านี้ยังไล่ล่าพวกเราตั้งหลายเดือน เมื่อครู่ต้อง งได้ยินเสียงของข้าแน่ เจ้าพวกโง่เง่า!”
ราชันอี้ถู่ครุ่นคิดแล้วเอ่ย “ไม่หรอก หลายปีมานี้ข้าเคยพบเขาหลายครั้ง เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรกับข้าเลย ดูเหมือนจะจำไม่ได้”
“ไม่ใช่ดูเหมือน แต่จำเจ้าไม่ได้เลยต่างหาก ทว่าตอนนี้ รับประกันว่าเขาต้องนึกออกแล้วว่าเจ้าเป็นใคร อีกทั้งยังถือว่าเจ้าเป็นคนทรยศของเผ่าปิศาจไปแล้วแน่ๆ” จินเฟยเหยากุมขมับ ไม ม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเขาจริงๆ
“จะเป็นคนทรยศได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย” ความผิดใหญ่หลวงขนาดนี้อี้ถู่จะรับไหวได้อย่างไร จะถูกเผ่าปิศาจทำลายจนราบนะ
ครั้งนี้ไม่รอให้จินเฟยเหยาเอ่ยปาก หวาหวั่นซีที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มนับ “เจ้าช่วยให้เผ่ามนุษย์หลบหนี ขายแร่ให้เผ่ามนุษย์และเผ่ามารทำของวิเศษมาสังหารเผ่าปิศาจ อีกทั้งยั งขายให้เผ่าปิศาจในราคาเดียวกันโดยไม่ลดราคาสักนิด ในมือของเจ้ามีผู้บำเพ็ญเซียนเกือบหนึ่งแสนคน แต่ไม่เคยช่วยเผ่าปิศาจสังหารศัตรูเลยสักคน ใช้ชีวิตอย่างเอ้อระเหยแบบนี้ เจ้าว ว่าเป็นคนทรยศหรือไม่”
ครั้งนี้ราชันอี้ถู่ร้อนใจแล้ว ทำไมจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? เขารีบเอ่ยอย่างร้อนรน “ทำอย่างไรดี ทุกคนต้องเก็บสัมภาระหนีไปหรือไม่ ไม่เช่นนั้นราชันเหวินต้องพาคนมาแน่”
“ไม่ต้องร้อนใจขนาดนั้น คนที่เป็นหัวหน้าเผ่าปิศาจน่าจะไม่ใช่ราชันเหวินสินะ?” จินเฟยเหยาตะโกนเรียกให้เขาหยุดและเริ่มสอบถาม
เรื่องนี้หวาหวั่นซีรู้กระจ่าง ดังนั้นจึงเอ่ยว่า “ไม่ใช่ กองทัพเผ่าปิศาจในโลกวิญญาณจ้งถู่หลักๆ แล้วสร้างขึ้นจากเผ่าเหมิ่ง แม่ทัพใหญ่ผู้นำของพวกเขาคือราชันพั่วเทียน ได้ยินว่ านิสัยค่อนข้างเถรตรง เป็นคนหยาบผู้หนึ่ง ทว่าไม่ใช่ชนชั้นดีแต่กล้าหาญทว่าไร้ซึ่งแผนการ”
“เช่นนั้นข้าจะส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงถึงเขาใบหนึ่ง บอกเขาว่าข้าเป็นครึ่งปิศาจ อยู่ร่วมกับเผ่ามนุษย์ไม่ได้ ยินดีรับใช้เผ่าปิศาจ เพียงแต่ข้าเพิ่งบรรลุขั้นแปลงจิต ต้องใช้เวลาเล็ กน้อยในการทำให้พลังบำเพ็ญเพียรเสถียร ให้เวลาสักหน่อยแล้วข้าค่อยไปหา” จินเฟยเหยาครุ่นคิดแล้วเอ่ยวาจา
“ใช้แผนถ่วงเวลาเสร็จแล้วต่อไปล่ะ?” พอหวาหวั่นซีได้ยินก็เข้าใจ ยายนี่คิดจะถ่วงเวลา ราชันพั่วเทียนได้ยินว่ามีครึ่งปิศาจขั้นแปลงจิตมาเข้าร่วม ไม่ว่าเป็นปิศาจแท้หรือไม่ก็ยินดี ต้อนรับ เพียงแต่ต่อมาเล่า นางต้องไม่ไปช่วยเหลือเผ่าปิศาจแน่ๆ คงหลบหนีไปเสียแปดส่วน
จินเฟยเหยาส่ายกระจกโลกวิญญาณในมือเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “ตรงนี้มีคนที่ร้ายกาจอย่างยิ่งอยู่ ข้าจะหารือกับเขาหน่อย ขอให้ปกป้องตนเองก่อนแล้วค่อยว่ากัน” จากนั้นนางก็ถามหวาหวั่ นซีอีก “คนจำนวนมากในเผ่าพิภพเป็นประชาชนธรรมดา ต่อสู้ไม่เป็น สร้างเมืองเสียใหญ่ขนาดนี้ ในคลังสมบัติน่าจะมีสิ่งของไม่น้อยสินะ”
“มีไม่น้อยจริงๆ พัฒนาเมืองยังพอไหว เจ้าคิดจะเอาไปทั้งหมดเลยหรือ?” หวาหวั่นซีถามอย่างสงสัย
พวกนางพูดกันต่อหน้าอี้ถู่แบบนี้ อี้ถู่ได้ยินแล้วสีหน้าซีดขาว ในใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง พวกเขายั่วโทสะกองทัพใหญ่เผ่าปิศาจ ถ้าตอนนี้นางนำสิ่งของแล้วสะบัดก้นหนีไป เผ่าพิภพของ พวกเขาจะทำอย่างไร
“ไม่ ที่นี่พัฒนาได้ไม่เลว ข้าไม่คิดจะละทิ้งสถานที่แห่งนี้” ราชันอี้ถู่โล่งอก จากนั้นคำพูดต่อมาเขาฟังแล้วก็หนังศีรษะชาหนึบ
จินเฟยเหยาพูดตรงๆ ว่า “ข้าให้พี่กระจกทำวงเวทเล็กๆ อันหนึ่งไว้ตรงประตูดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ละปีให้เผ่าพิภพส่งมอบสิ่งของสองส่วนในคลังเข้าไปเก็บไว้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ท ทั้งหมด แบบนี้ถึงพวกเราจากไปแล้ว พวกเขาก็สามารถส่งมอบบรรณาการตามเวลาได้”
“คนไปกันหมดแล้ว ถ้าพวกเขาไม่มอบให้ล่ะ?” หวาหวั่นซีเอ่ยถามอีก
คนทั้งสองจงใจยืนพูดที่นี่ให้อี้ถู่ได้ยิน ไม่ได้หารือกับเขาเลย แค่ให้เขาฟังอยู่ด้านข้าง ความหมายบ่งบอกชัด จะให้ก็ต้องให้ ไม่ให้ก็ต้องให้
สำหรับปัญหาข้อนี้ของหวาหวั่นซี ราชันอี้ถู่สนใจอย่างยิ่ง ถ้าไม่ให้บรรณาการจะเป็นอย่างไร คนก็ไปจากโลกวิญญาณจ้งถู่แล้ว จะจับตาดูพวกเขาส่งมอบบรรณาการได้อย่างไร
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ “วางใจได้ ข้าให้พี่กระจกทำไว้แล้ว ขอเพียงไม่เห็นเครื่องบรรณาการหนึ่งปีก็หยุดวงเวทดินชุ่มชื้น ทำให้โลกวิญญาณจ้งถู่กลับคืนสู่สภาพเดิม มีแต่หญ้าแห้งเหี่ ยว ไม่มีอะไรสักอย่าง”
“ใต้เท้าจิน ข้ารู้สึกว่าให้สองส่วนไม่ได้” ยามนี้ราชันอี้ถู่สอดปาก เขามีสีหน้าสัตย์ซื่อ เอ่ยอย่างไม่เสียดายเลยสักนิด “ถ้าเมืองซั่นเหรินไม่มีใต้เท้าทั้งหลายคงไม่อาจสร้างสำเ เร็จ ถ้าไม่มีใต้เท้าทั้งหลายคุ้มครองพวกเรา ให้เสื้อผ้าและอาหาร ตอนนี้พวกเรายังกินรากหญ้าอยู่ในดินอยู่เลย ข้ารู้สึกว่าสมควรให้ครึ่งหนึ่ง เช่นนี้จึงแสดงถึงความจริงใจของพวกเรา ท ทุกคนประหยัดเสื้อผ้าและอาหารหน่อยก็ไม่เป็นไร”
นี่คือกำลังต่อรองราคากับจินเฟยหยาอยู่ จินเฟยเหยายิ้มแย้มมองหวาหวั่นซี หวาหวั่นซีรู้ค่าใช้จ่ายของเมืองซั่นเหรินกระจ่างที่สุด เก็บเท่าไรจึงไม่ขาดทุนและไม่ทำให้เผ่าพิภพลำบ บากจนอยากตาย เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนางแล้ว
ตอนจินเฟยเหยาพูดจาหวาหวั่นซีก็คำนวณออกมาแล้ว เดิมทีสามารถนำไปได้อีกนิดหน่อย ทว่าเผ่าพิภพให้กำเนิดลูกมากจริงๆ ถ้านำไปมากจะไม่เพียงพอให้ประชาชนที่นี่ใช้ชีวิตอยู่ ดังนั้นนา างจึงยื่นนิ้วมาสามนิ้วพลางเอ่ยว่า “สามส่วน”
“สามส่วน” จินเฟยเหยายิ้มให้อี้ถู่
อี้ถู่ครุ่นคิด จำนวนนี้พอเหมาะพอดีจริงๆ ทว่าขอเพียงทุกปีมีสิ่งของส่งมอบ นางน่าจะไม่ทิ้งเมืองซั่นเหรินไว้แล้วหนีไปโดยไม่สนใจ อีกทั้งวงเวทดินชุ่มชื้นสำคัญขนาดนี้ ไม่มีมัน นก็ไม่มีพืชพรรณและไม่มีเสบียงอาหาร ถ้าไม่มอบสามส่วนนี้ แม้แต่เจ็ดส่วนที่เหลือก็จะไม่มี
“บรรดาใต้เท้ายอมรับเพียงสามส่วน ข้าขอเป็นตัวแทนเผ่าพิภพทุกคนขอบคุณบรรดาใต้เท้า” ราชันอี้ถู่เอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
เจรจาเรื่องนี้เสร็จแล้ว จินเฟยเหยาก็ส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงถึงราชันพั่วเทียน ถึงไม่รู้จักและไม่เคยเจอเขา ทว่าสิ่งนี้ขอเพียงรู้ที่ตั้งค่ายก็พอ จากนั้นนางกลับไปดินแดนศักดิ์สิ ทธิ์อีกครั้ง ต้องพูดคุยกับพี่กระจกดีๆ ขอเพียงพี่กระจกออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็จะกลับคืนสู่ความเงียบงัน พูดคุยเรื่องราวกับเขายังต้องวิ่งมาที่นี่โดยเฉพาะ
จินเฟยเหยาตะโกนเรียกพี่กระจกให้ออกมาแล้วบอกเขาถึงความคิดของตนเอง สร้างวงเวทขนาดเล็กไว้ตรงประตูทางเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ใช้ศิลาวิญญาณขับเคลื่อนเพื่อส่งสิ่งของโดยเฉพาะกลับไ ไม่มีปัญหา อีกทั้งด้วยฝีมือของเขายังสามารถทำให้คนอื่นเข้ามาในวงเวทส่งตัวไม่ได้ ทว่าไม่ส่งมอบบรรณาการแล้วปิดวงเวทชุ่มชื้นเขากลับไม่ทำ
เขายังรอให้จินเฟยเหยาไปเปิดวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้น ถ้าปิดที่นี่ คงวิ่งกลับมาอีกรอบไม่ได้ จินเฟยเหยายิ้มแย้มบอกให้เขาวางใจ นางแค่ข่มขู่เผ่าพิภพเท่านั้น จะทำเรื่องเช่ นนี้จริงๆ ได้อย่างไร ทว่าทำอย่างไรจึงสามารถรักษาเมืองซั่นเหรินไว้ได้ เรื่องนี้ต้องหารือกันดีๆ
“ตอนนี้ในเมืองซั่นเหรินไม่มีวงเวทขนาดใหญ่ดีๆ แค่โจมตีส่งเดชครั้งหนึ่งก็บุกเข้ามาได้ พลังบำเพ็ญเพียรของเผ่าพิภพพวกนี้ก็ต่ำมากต้านทานไม่ได้เลยสักนิด ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่ านั้นคือที่นี่จะผลิตทรัพย์สินก้อนใหญ่ให้ข้าทุกปี ข้าไม่คิดจะทิ้งเมืองนี้ ไม่แน่ว่าต่อไปสำนักจินคุนของข้าต้องการสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาให้เติบโตแข็งแกร่ง” จินเฟยเหยาพยายามโน น้มน้าวอย่างเต็มที่ พูดชักจูงให้พี่กระจกช่วยมอบวงเวทให้
“ท่านเป็นเจ้าแห่งวงเวทนี่นา มอบวงเวทที่สามารถใช้ประโยชน์จากแร่ของที่นี่ได้ให้ข้า ต้องมีพลังป้องกันสูง ทางที่ดีโจมตีกลับได้ด้วย ใช้วัตถุดิบเยอะได้ แต่ต้องราคาถูก สุดท้ ายทั้งหมดต้องเป็นผลผลิตของที่นี่ ท่านผู้สูงส่ง ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ท่านลงมือช่วยเหลือหน่อยเถอะ ท่านดูสิเผ่าพิภพพวกนี้น่าสงสารเพียงใด ในบรรดานั้นยังมีเด็กและคนชราไม่น้อย ท่านไม่เห็นแก่เด็กน้อยเผ่าพิภพที่กำลังดูดนมแม่ ก็เห็นแก่สาวน้อยเผ่าพิภพที่งามราวบุปผาเหล่านั้น ช่วยเหลือพวกเขาอีกแรงเถอะ” จินเฟยเหยากำลังเอาใจพี่กระจกด้วยสีหน้าประจบประแจ จง
พี่กระจกส่งเสียงขึ้นจมูกเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนทุบตีข้าเมื่อครู่ก็ลืมว่าข้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้จำเป็นต้องใช้ข้าก็นึกถึงฐานะของข้าได้ ยังมีสาวน้อยเผ่าพิภพที่งามราวบุ ปผา ต่อให้หน้าตางดงามก็สูงเพียงครึ่งตัวคน จะมีเสน่ห์ดึงดูดอะไรต่อข้า!”
“ข้ารู้ว่าพี่กระจกเป็นคนดีที่สุด รอจนไปโลกวิญญาณอื่นๆ ข้าจะไปชิงตัวองค์หญิงเผ่าปิศาจ ให้นางวางท่านไว้ในอ้อมอก แม้แต่นอนหลับก็โอบกอดท่าน” จินเฟยเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มสัป ปดน
“ฮึ! เจ้านึกว่าการรับรู้ของข้าอยู่ในกระจกแล้วจะทำอะไรไม่ได้หรือ? ถึงเวลาถ้าเจ้าไม่หาองค์หญิงเผ่าปิศาจผู้งดงามให้นางวางข้าไว้ในอ้อมอก ครั้งหน้าข้าจะไม่ช่วยเจ้าสักนิด” ไม่ รู้ว่าถูกสาวงามล่อลวงหรือไม่ พี่กระจกถึงกับตอบตกลง
จินเฟยเหยาแจ้งชนิดแร่ที่ผลิตได้ในโลกวิญญาณจ้งถู่แก่เขาด้วยรอยยิ้มกว้าง จากนั้นกำชับเป็นพิเศษว่าต้องใช้สิ่งของราคาถูก แร่ชั้นดีหายากพวกนี้ต้องเหลือไว้แลกเปลี่ยนสิ่งของ
ถ้าพี่กระจกไม่ได้มีการรับรู้อยู่ที่นี่เพียงเส้นเดียวก็อยากจะออกมาดูแคลนนางอย่างรุนแรงจริงๆ อยากได้ของดีและราคาถูกที่สุด ในโลกนี้ไหนเลยมีเรื่องดีงามเช่นนี้ แต่เขายังพยาย ยามทำให้ได้ตามนั้น นำแร่แต่ละชนิดมาเข้าคู่กัน ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบเล็กน้อย สุดท้ายสร้างวงเวทวงหนึ่งให้นาง
“รับไปสิ วงเวทนี้สร้างขึ้นจากแร่ทั้งหมด สามารถโจมตีและป้องกันได้ เมืองซั่นเหรินแห่งนี้แบ่งเป็นบนพื้นดินและใต้ดินสองชั้น ข้าสร้างวงเวทประกอบให้เป็นพิเศษ อันที่กางไว้ ชั้นบนใช้โจมตี ชั้นล่างใช้ป้องกัน รีบนำไปกางเถอะ” ตั้งแต่ปรับเปลี่ยนจนถึงมอบวงเวทนี้ให้จินเฟยเหยา พี่กระจกใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ไม่เสียทีที่เป็นอัจริยะด้านสร้างวงเวทจริ งๆ ทำได้รวดเร็วเกินไปแล้ว
ขณะที่จินเฟยเหยากำลังชื่นชมความสามารถของเขาอยู่ ยังไม่ลืมถามเพิ่มอีกประโยค “พี่กระจก วงเวทนี้ชื่อว่าอะไร?”
“ชื่อ?” วงเวทนี้เพิ่งปรับเปลี่ยนขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในอดีตวงเวทนี้ไม่ใช่วงเวทสองชั้น ถ้าจะเรียกชื่อก็ผสมกัน ดังนั้นพี่กระจกจึงพูดออกมาโดยไม่คิด “วงเวทเซาปิ่งประกบคู่”
“ท่านจริงจังหน่อยได้หรือไม่?” จินเฟยเหยากลอกตาใส่เขา ของแบบนี้พูดออกไปไม่กลัวจะขายหน้าตนเองบ้าง
พี่กระจกเอ่ยอย่างหมดความอดทน “เรื่องมากจริง เช่นนั้นก็วงเวทป้องกันและโจมตีประกบคู่”
ช่างเถอะ ถึงจะไม่น่าฟังเหมือนกัน แต่ก็ดีกว่าเซาปิ่งมากนัก