คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 440 ปราณต้นกำเนิด
หลังวงเวททั้งหมดปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เสาแสงกว้างเกินสิบจั้งสายหนึ่งพุ่งขึ้นกลางอากาศตรงเข้าไปในชั้นเมฆ เสาแสงกระตุ้นให้เกิดคลื่นอากาศอันแข็งแกร่งพกพาพลังวิญญาณพุ่งมาโจมตี บนร่างและคงสภาพอยู่ชั่วหนึ่งจิบชา จากนั้นก็หายไปพร้อมวงเวท บนพื้นเหลือเพียงกระจกสภาพโลกวิญญาณ
เห็นกระจกสภาพโลกวิญญาณบนพื้น จินเฟยเหยานึกว่าพี่กระจกจากไปตามเสาแสงสายนั้นจึงลูบใบหน้าเอ่ยว่า “ยังบอกว่ามีฉากยิ่งใหญ่อลังการอะไร ก็แค่คงสภาพไว้ได้เป็นเวลาหนึ่งจิบชา อีกทั้งยังเป็นแค่เสาแสงต้นหนึ่ง ไหนเลยมีภาพยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่เขาบอก”
“ข้ายังไม่ได้จากไป เจ้าก็เริ่มพูดจาว่าร้ายข้าแล้ว!” พี่กระจกพลันกระโดดขึ้นด่าทออย่างอารมณ์เสีย
จินเฟยเหยาฉีกยิ้ม ทำไมคนผู้นี้จึงเป็นเช่นนี้นะ ตกลงกันไว้แล้วชัดๆ ว่าจะจากไปทันที ยังรั้งอยู่ที่นี่ทำไมอีก “พี่กระจก ข้าเกรงว่าไปได้แล้ว คงไม่ใช่หาไม่พบว่าจะกลับไปอ อย่างไรหรอกนะ”
“เจ้ามีมโนธรรมหรือไม่? นี่ข้าจะเตรียมวงเวทให้เจ้าแล้วค่อยจากไป ถ้าเจ้าไม่ต้องการ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” พี่กระจกรู้สึกว่าความปรารถนาดีของตนเองไม่ได้รับการตอบแทนที่ดี ไปช้าก้าวห หนึ่งก็ถูกคนเหน็บแนม
“ท่านไม่พูดข้าก็เกือบจะลืมแล้ว ต้องการแน่นอน ถ้าอย่างไรท่านรั้งอยู่เล่นสนุกอีกหลายชั่วยาม?” เสาแสงของวงเวทเมื่อครู่ทำให้จินเฟยเหยาโง่งมจนเกือบจะลืมเรื่องสำคัญแล้ว
“ฮึ!” พี่กระจกส่งเสียงขึ้นจมูก ยิงแสงสายหนึ่งเข้าสู่สมองจินเฟยเหยา เสริมวัตถุดิบและแผนภาพของวงเวททั้งหมดพอดี จากนั้นจินเฟยเหยาก็รีบเอ่ยขอบคุณ กลางท้องนภาเริ่มปรากฏเสีย ยงฟ้าร้องดังอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทว่าได้ยินแค่เสียง กลับไม่เห็นท้องนภามืดลงมีเมฆดำปรากฏขึ้น แม้แต่ฟ้าแลบก็ไม่เห็นสักนิด
พี่กระจกเห็นฉากนี้รีบเอ่ยว่า “ข้าไปก่อนล่ะ ต่อไปขึ้นโลกระดับสวรรค์แล้วก็มาเล่นกับข้า” จากนั้นก็เห็นแสงสีฟ้าสายหนึ่งพุ่งออกมาจากกระจกสภาพโลกวิญญาณ แหวกท้องนภาแล้วเหิน ขึ้นกลางอากาศ
“รีบขนาดนี้ทำไม?” จินเฟยเหยาเก็บกระจกสภาพโลกวิญญาณแล้วใช้การรับรู้ตรวจดู บนนั้นไม่มีอะไรเลย พี่กระจกจากไปแล้วจริงๆ
“เสียงฟ้าร้องพวกนี้น่าจะเป็นเสียงเผ่าปิศาจที่ผ่านด่านเคราะห์ในโลกระดับเทพส่งออกมา เพียงแต่มากมายขนาดนี้ คาดว่ามีสัตว์ปิศาจเรือนพันเรือนหมื่นผ่านด่านเคราะห์ในเวลาเดียวกัน” ใต้เท้าหลงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วพลันเอ่ยปาก
พอจินเฟยเหยาได้ฟังก็เกิดปัญญารู้แจ้ง มิน่าเล่าพี่กระจกได้ยินเสียงฟ้าร้องก็รีบแจ้น กลายเป็นว่ายุ่งกับการขึ้นไปดูความครึกครื้น เขาให้ตนเองแอบทำเรื่องนี้เงียบๆ ก็เพื่อจะ ะดูสัตว์ปิศาจพวกนั้นผ่านด่านเคราะห์กะทันหัน มือเท้าปั่นป่วนไม่ทันได้เตรียมตัว
นางครุ่นคิด พลันนึกถึงพั่งจื่อขึ้นได้ ฟื้นขึ้นมาหลังสลบอยู่ในไข่น้ำแข็งสองปี เป็นขั้นเก้าแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไอหนาวเย็นรุกรานมากเกินไปหรือไม่ ไม่มีอะไรก็มักจะกลับเข้าไปนอนห หลับอยู่ในถุงสัตว์ภูติ ตอนนี้สัตว์ปิศาจขั้นเก้าทั้งหมดกำลังเลื่อนขั้น มิสู้ให้มันออกมาลองดูว่าจะขออาศัยผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นเผ่าปิศาจในคราเดียวได้หรือไม่
นางหิ้วพั่งจื่อออกมาจากถุงสัตว์ภูติ เขย่าให้มันตื่นแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้สัตว์ปิศาจขั้นเก้าในโลกระดับเทพกำลังผ่านด่านเคราะห์ ข้าจะพาเจ้าไปลองดู ถ้าไม่ทันระวังถูกผ่าผิดตัว จะได้แวะผ่าเจ้าให้เลื่อนขั้นเป็นเผ่าปิศาจก็เป็นเรื่องดี”
พอพั่งจื่อได้ยินก็ด่าทออย่างอารมณ์เสีย “สมองเจ้ามีปัญหาหรือ ข้าไม่ได้บรรลุขั้นเก้าช่วงปลายอย่างเต็มสมบูรณ์ ตอนนี้ให้ข้าไปหาฟ้ามาผ่าตนเอง ข้าไม่ได้กินมากไปเสียหน่อย”
“เจ้าคิดจะแอบขี้เกียจล้วนๆ สินะ แม้แต่ภาษามนุษย์ก็พูดได้แล้ว ให้ฟ้าผ่าเป็นเผ่าปิศาจก็น่าจะเป็นเรื่องง่ายดาย” จินเฟยเหยาเหล่มองมันอย่างสงสัย หลังจากมันเลื่อนขั้นในไข่น้ำแข ข็งก็สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ทั้งยังพูดเป็นชุด บางครั้งยังพูดไม่ทันมัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันยังหาที่พึ่งพา พอมีเรื่องก็วิ่งไปกอดขาใหญ่ทันที
ไม่ ได้ยินจินเฟยเหยาพูดเช่นนี้ พั่งจื่อก็กระโดดขึ้นวิ่งปรูดไปข้างเท้าของใต้เท้าหลง มันเงยหัวอันขาวเนียนนุ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับแสร้งทำท่าน่าสงสาร “ใต้เท้าหลง นาง งรังแกข้า นางเห็นข้าเชื่อฟังคำพูดท่าน ดังนั้นจึงคิดจะใช้สายฟ้ามาผ่าข้าให้ตาย ทำให้ท่านสูญเสียทั้งกบและทรัพย์สิน”
“พอเถอะ ไม่ไปก็ไม่ไป” จินเฟยเหยามุมปากกระตุก เจ้าสารเลวนี่ ถ้าคาบดอกไม้ป่าดอกหนึ่งด้วยก็ยิ่งเหมือนในตอนนั้น
ใต้เท้าหลงไม่ส่งเสียง พอพั่งจื่อถูกด่าทอก็มาประจบประแจงเขา ส่วนจินเฟยเหยาก็จะถูกพั่งจื่อสะกิดโทสะ เกือบทุกสามวันพวกนางสองคนจะเกิดอาการแบบนี้ขึ้นสักครั้ง ไม่จำเป็นต้องสนใจ จ
หวาหวั่นซีถอนหายใจ ตามองศพขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายตนนั้นที่อยู่กับพวกนางมาตลอด เวลานี้เขากำลังคิดคำนวณในสมองที่เน่าเปื่อยอย่างเร็วจี๋ ถ้าต้องชดใช้ค่าเสียหาย น่าจะให้จินเ เฟยเหยาเขียนหลักฐานว่าเป็นหนี้เท่าไร เห็นหวาหวั่นซีมองตนเอง เขาก็เอ่ยยิ้มๆ “ไม่เป็นไร ให้พวกผู้อาวุโสจินคุยธุระเสร็จก่อน อีกสักครู่ค่อยคุยเรื่องการสร้างขึ้นใหม่ก็ได้”
จินเฟยเหยาหูผึ่ง ได้ยินคำพูดของเขาทันทีจึงรีบบอกเขาว่า “ข้าไม่ได้ทำ พวกเจ้าสมควรไปหากระจกบานนั้น”
ศพไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจ กระจกเป็นของวิเศษชั้นยอดจริงๆ สิ่งที่ผู้อาวุโสจินใช้ย่อมต้องเป็นของดี เพียงแต่พวกเราทั้งหมดหน้าตาเหมือนคนตาย ปกติส่องกระจ จกไม่ได้”
“…” จินเฟยเหยาชะงัก ลูกน้องศพแข็งทื่อแต่ละคนล้วนมีหัวทางด้านการค้าหรือ? นี่แสดงออกอย่างชัดเจนไม่ว่ากระจกเป็นคนทำหรือไม่ ถึงอย่างไรนำกระจกออกมาจากมือของตนเอง หรือยังบอก กได้ว่ามีจิตวิญญาณวัตถุเพิ่มมาก็โยนความผิดที่เคยทำทิ้งไปได้ เป็นวิธีที่ร้ายกาจจริงๆ
ดังนั้นนางจึงชี้ใต้เท้าหลง เอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เขาเป็นลูกพี่ของข้า เจ้ามีเรื่องอะไรก็ไปคุยกับเขาเถอะ ให้เจ้าคฤหาสน์อินเยวี่ยของพวกเจ้าไปหาเขาก็ได้ แค่ชดใช้สิ่งของเล็กน น้อย ไม่มีปัญหาเลยสักนิด”
ศพมองใต้เท้าหลง ใต้เท้าหลงก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แค่มองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบและไม่แสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ เห็นสภาพการณ์เช่นนี้ ศพตนนี้อดคิดไม่ได้ เผ่ามารใบหน้าเย็นชาขั้นว่างเป ปล่าช่วงปลายดูเหมือนจะตอแยยาก ถึงอย่างไรก็ไม่คุ้นเคยกับเขา มิสู้ไปเอาเรื่องกับคนเบื้องหน้าจะดีกว่า ถ้าจำไม่ผิด นางกับเจ้าคฤหาสน์มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา
เขาแย้มรอยยิ้มพ่อค้าหน้าเลือดเอ่ยกับจินเฟยเหยาว่า “ผู้อาวุโสจินล้อเล่นแล้ว ท่านกับเจ้าคฤหาสน์เรามีความสัมพันธ์ใด นี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรบกวนคนอื่น ถ้าตอนนี้ ผู้อาวุโสจินไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ข้าจะส่งคนไปหาเจ้าคฤหาสน์ ถึงเวลาให้เจ้าคฤหาสน์ไปพูดคุยกับผู้อาวุโสจินก็พอ พวกเรารู้จักมักคุ้นกันขนาดนี้ ข้าไม่เหมาะจะติดอยู่ตรงกลางและพูดคุย เรื่องนี้กับท่าน ต่อไปให้พวกท่านคุยกันเองเถอะ”
“คุยกะผีสิ ทำไมพวกเจ้าต้องมาหาข้าทุกเรื่อง เห็นข้าเป็นซาลาเปาไส้ผักและเนื้อหรือ” จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่าตนเองผลักเจ้านายที่ท่าทางมีเงินออกมาคนหนึ่ง ศพตนนี้ถึงกับละทิ้ง งใต้เท้าหลงมาพัวพันกับยาจกอย่างตนเอง
“ผู้อาวุโสจินล้อเล่นเก่งจริงๆ ถ้าท่านเป็นซาลาเปาไส้ผักและเนื้อ เช่นนั้นพวกเราก็เป็นล่าโร่ว[1]” ไม่รู้ว่าศพพวกนี้เคยค้าขายมามากมายเพียงใด เอ่ยถึงเรื่องขำขันในท้องตลาดด้วย รอยยิ้มเต็มหน้า ทำเอาจินเฟยเหยาพูดไม่ออก หรือว่าตอนคนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่เปิดร้านเป็นพ่อค้าหน้าเลือดกันหมดและทุกคนยังถูกอินเยวี่ยนำมาหลอมเป็นศพ โดยบังเอิญ?
“คุยเสร็จแล้วก็ไปเถอะ” ใต้เท้าหลงรออยู่นานแล้ว เขาก็อยากไปดูเคราะห์สายฟ้าหมื่นปิศาจที่โลกระดับเทพสักหน่อย เห็นพวกเขาพูดคุยเรื่องชดใช้ค่าเสียหายเสร็จแล้วก็คิดจะไป
“คุยเสร็จอะไรเล่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยสักนิด ใต้เท้าหลงท่านก็ได้ผลประโยชน์ ถ้าอย่างไรเขียนหลักฐานว่าติดหนี้หน่อยได้หรือไม่?” จินเฟยเหยาไม่อยากให้ตนเองต้องแบกหนี้จึ งแสร้งทำท่าทางน่าสงสารมองดูใต้เท้าหลง
แต่คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าหลงจะย้อนถาม “ข้าได้ผลประโยชน์อะไร?”
“ท่าน!” จินเฟยเหยาอยากจะบอกว่าท่านได้แผนที่วัตถุดิบคุณสมบัติสายฟ้าสิบชิ้น แต่เรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน ขนาดพี่กระจกมอบให้เขาเมื่อใดตนเองก็ไม่รู้ จินเฟยเหยากัดฟัน ซวยสุดขีดจ จริงๆ พี่กระจกที่น่าตาย สร้างเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ทำไม ตอนนี้ตนเองต้องลำบากตามเช็ดก้นเขา เขากลับสะบัดมือแล่นไปชมดูเรื่องสนุก
หวาหวั่นซีตบบ่านางอย่างสงสารและเห็นใจ “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเจ้าก็ชดใช้ไม่ไหว มีหมัดมากไม่คัน มีหนี้มากไม่กังวล ติดหนี้อีกก็ไม่เป็นไร”
จินเฟยเหยาถลึงตาใส่หวาหวั่นซี อดบริภาษในใจไม่ได้ ถึงตนเองจะรับปากเรื่องนี้ก็ไม่เคยคิดจะชดใช้ ทว่าตอนนี้เจ้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนของอินเยวี่ยก็แสดงว่าเดิมทีข้าไม่คิดจะชดใ ใช้หนี้อยู่แล้ว
“เอาเถอะ เจ้าให้อินเยวี่ยคำนวณว่าสมควรชดใช้เท่าใดเรียบร้อยแล้วให้เขามาหาข้า” จินเฟยเหยาลูบศีรษะตอบตกลง แต่นางไม่ได้เอ่ยว่าตนเองจะไปที่ใด รับปากนั้นรับปากแล้ว แต่จะหาคน นเจอหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้า ถึงอย่างไรข้าก็ไม่รอพวกเจ้าหรอก
“ขอรับ” ศพขั้นกำเนิดใหม่ตนนี้ไม่ได้ถามว่าท่านจะไปที่ใด ต้องไปหาท่านที่ใดให้มากความ แค่ตอบรับอย่างยินดี ถึงอย่างไรเจ้าคฤหาสน์ก็มีวิธีค้นหาคน นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องกังวล ล
“ไปเถอะ” ใต้เท้าหลงเร่งเร้าอีกรอบ จินเฟยเหยาจึงเบ้ปากนำพรมบินออกมาอย่างไม่พอใจ มองใต้เท้าหลงยึดที่นั่งของตนเองอีก พั่งจื่อก็วิ่งไปทุบต้นขาให้ นางจึงพาหวาหวั่นซีขึ้นนั งด้านข้างและเหาะตรงขึ้นกลางอากาศ
ใต้เท้าหลงต้องการไปโลกระดับเทพโดยตรง ดังนั้นจินเฟยเหยาให้พรมบินเหาะขึ้นฟ้าก็พอ ไม่จำเป็นต้องสนใจทิศทาง จากนั้นก็ลากหวาหวั่นซีมาสนทนา “พวกเราถึงโลกระดับเทพก็ไปค้นหาวัตถุด ดิบเหล่านี้ ข้าเห็นว่าปริมาณมาก แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ขาดแคลนเวลา ค่อยๆ หาเถอะ”
“วงเวทนี้ใช้ทำอะไรกันแน่?” หวาหวั่นซีอดไม่อยู่ เรื่องนี้ลากถ่วงมานาน ตอนนี้น่าจะพูดออกมาได้แล้วนะ
จินเฟยเหยายักไหล่อย่างจนปัญญา “ข้าคิดจะทำให้เจ้าประหลาดใจ ข้าเคยถามพี่กระจกว่าจะทำให้เจ้าชิงร่างได้หรือไม่ เป็นขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายตลอดไม่ใช่วิธีที่ดี แต่เขาบอกว่าไม่ได ด้ ข้าเคยใช้เวทหุ่นเชิดหลอมสร้างจิตวิญญาณดั้งเดิมของเจ้าแล้ว จะออกจากกายหุ่นเชิดไปชิงร่างไม่ได้ ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าวิญญาณดวงนั้นจะหลอมออกมาเป็นเจ้า ถ้ารู้ข้าคงไม่ทำแบบนี้ ท ทุกคนคุ้นเคยกันมาก สร้างร่างกายแบบนี้เห็นแล้วก็รู้สึกผิด”
หวาหวั่นซีคิดไม่ถึงว่านางจะพูดเรื่องนี้ จึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีไปชั่วขณะ
จินเฟยเหยาเอ่ยอีกว่า “ต่อมาข้าถามเขาว่ามีวิธีใดทำให้เจ้าถึงมีร่างกายหุ่นเชิดก็สามารถเลื่อนขั้นได้ อย่างเช่นให้เจ้ามีห้วงการรับรู้ เขาครุ่นคิดอยู่นานจึงบอกว่ามี สามารถหยิบยื มปราณต้นกำเนิดฟ้าดินสร้างห้วงการรับรู้ให้เจ้าได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่พอสร้างออกมาจะมีขนาดใหญ่อย่างขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลาย แต่ก็ดีกว่าไม่มี พวกเราค่อยๆ หลอมก็พอ”
ห้วงการรับรู้…หวาหวั่นซีหลุบตาลงไม่ส่งเสียง ตอนนี้นางใช้พละกำลังของขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายเนื่องจากสูญเสียห้วงการรับรู้ สิ่งที่ใช้ทั้งหมดคือพลังเสริมที่กู่หลิงซินมอบให้ ถ้ามีห้วงการรับรู้ นางก็ไม่ต้องใช้กู่หลิงซินมาปกป้องแรงขับเคลื่อนของร่างกาย สามารถใช้พละกำลังของร่างกายตนเองได้ทุกเมื่อ อีกทั้งฝึกบำเพ็ญห้วงการรับรู้ ยังอาจจะทำให้พลังบำเ เพ็ญเพียรเลื่อนขั้นได้
คิดถึงเรื่องนี้ นางก็เงียบงันอยู่เนิ่นนาน
……………………………………………….
[1] ล่าโร่ว หมายถึง เบค่อน