คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 441 งดงามอลังการ
“ตะลึงงันทำไม?” เห็นหวาหวั่นซีพลันเงียบงัน จินเฟยเหยาอดเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้
หวาหวั่นซีได้สติคืนมา ครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดว่าเจ้าดีกับข้าเกินไป”
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ “ถ้าเจ้าไม่เลื่อนขั้น ต่อไปก็ได้แต่ยกชารินน้ำ นี่มิเสียเปล่าหรือ ต่อไปได้เจอผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูงจำนวนมาก ข้ายังหวังจะให้เจ้าล่อลวงมาหลายคน ให้ข้าได ด้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุข”
“เรื่องนี้เจ้าก็ทำได้ เจ้าไม่ใช่ลูกของข้าเสียหน่อย ยังหวังให้ข้าแต่งกับบุรุษดีๆ ให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอีก!” หวาหวั่นซีถอนหายใจอย่างจนปัญญา จินเฟยเหยาคนนี้ไม่ยอมพ พูดธุระสำคัญ เพิ่งพูดประโยคเดียวก็ไม่รู้ว่าหัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปที่ใดแล้ว
“แต่ข้าไม่งดงามเท่าเจ้า ยั่วยวนผู้บำเพ็ญเซียนที่มีทั้งเงินและอำนาจไม่ได้ ต่อไปต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว” จินเฟยเหยาทำท่าสาวน้อยจับมือหวาหวั่นซีขึ้นแกว่งไกว
หวาหวั่นซีหนาวเยือก รีบดึงมือออกพลางเอ่ยว่า “ด้านหลังเจ้าก็มีคนหนึ่ง ลองยั่วยวนดูสิ”
จินเฟยเหยารีบโบกไม้โบกมือ ลดเสียงลงเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะทำร้ายข้าให้ตายหรือ นั่นคือบึงน้ำลึกไร้ก้นบึ้ง สมองต้องถูกทุบตีจนพิการจึงอาจจะไปยั่วยวนเขา”
ใต้เท้าหลงเหลือบตาขึ้นมองคนทั้งสองสนทนากันเงียบๆ พั่งจื่อเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาทันที หันหน้ามาด่าทอจินเฟยเหยา “เจ้าพูดอะไรน่ะ ไม่ดูสารรูปครึ่งคนครึ่งสัตว์ของเจ้าบ้าง ย ยังพูดเรื่องเหล่านี้โดยไม่ละอาย ข้ารู้สึกขายหน้าแทนเจ้าจริงๆ”
“พั่งจื่อ เจ้ารำคาญในการมีชีวิตแล้วสินะ” จินเฟยเหยาขมวดคิ้วมองพั่งจื่อ “ข้าว่าเจ้าลืมไปหมดแล้วว่าใครเป็นเจ้านายของเจ้า เข้าใจเอาไว้ ข้าต่างหากเป็นเจ้านายของเจ้า เจ้านึกว่า าใต้เท้าหลงสามารถคุ้มครองเจ้าได้ชั่วชีวิตหรือ? วันหน้าตอนข้าจัดการเจ้า เจ้าอย่าร้องขอความเมตตาแล้วกัน”
พั่งจื่อไม่เกรงกลัวเลยสักนิด แลบลิ้นใส่จินเฟยเหยาและเอ่ยอย่างกระหยิ่ม “เจ้าอย่าฝันไปเลย ข้าว่าครั้งนี้เจ้ายากจะหนีคราเคราะห์พ้น”
“เจ้าบ้าพั่งจื่อ!” จินเฟยเหยากระโดดผลุง ยื่นมือมาจะคว้าจับมัน วันนี้ต้องสั่งสอนมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นยิ่งไร้กฎระเบียบมากขึ้นทุกที
“เจ้าจับข้าไม่ได้หรอก” พั่งจื่อรีบกระโดด กระทืบเท้าทีเดียวลอยอยู่กลางอากาศออกไปไกลร้อยจั้ง ยังล้อเลียนจินเฟยเหยาอย่างไร้กังวล ส่วนจินเฟยเหยากลับเหาะออกจากพรมบินไล่ตามไป ห หวาหวั่นซีรีบเข้ามารับช่วงควบคุมพรมบินแทนนาง
เห็นนางกับพั่งจื่อไล่จับกันอยู่กลางอากาศ หวาหวั่นซีก็ส่ายศีรษะ หรือว่าเจ้าพวกนี้จะเป็นคนที่เหมือนคน สัตว์ที่เหมือนสัตว์ไม่ได้? หันหน้ามามองใต้เท้าหลงทางด้านข้างที่ไม่คิ ดจะควบคุมพวกนางเลยสักนิด ในใจหวาหวั่นซียิ่งรู้สึกช่วยไม่ได้ เอาเถอะ นี่ก็เป็นเจ้านายที่ชอบดูเรื่องสนุก ช่างไม่กลัวเสียงดังเอะอะเลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดจินเฟยเหยาก็กลับมา ในมือหิ้วพั่งจื่อที่ถูกต่อยจนตาเขียว กลับมาถึงก็โยนพั่งจื่อลงบนพรมบิน เตือนมันด้วยเสียงเคร่งขรึม “ถ้าครั้งหน้าเจ้ายั่วโทสะข้าอีก ก ข้าจะต่อยกบอย่างเจ้าให้กลายเป็นสุกร”
“ใต้เท้าหลง ควบคุมม้าป่าตัวนี้หน่อยเถอะ” พั่งจื่อมองใต้เท้าหลงด้วยน้ำตาคลอเบ้าก็ถูกจินเฟยเหยากระทืบอย่างแรงอีกหนึ่งที พั่งจื่อนอนแผ่อยู่บนพื้นเกิดความกล้าขึ้นมา ในใจพล ลันมีเป้าหมายอยู่ที่ร่างมนุษย์หลังผ่านเคราะห์สายฟ้า เพื่อสะกดจินเฟยเหยา ผ่านเคราะห์สายฟ้าเปลี่ยนร่างแล้วต้องกลายเป็นแบบนั้นให้ได้ ถึงเวลานั้นดูสิว่านางยังลงมือกับตนเองไ ได้อย่างไร
ไม่รู้ว่าพั่งจื่อวางแผนการชั่วร้าย จินเฟยเหยาเตะมันอย่างแรงอีกหลายที ปากยังด่าทอมันอีกหลายประโยค
“อย่าก่อเรื่องเลย ใกล้จะถึงโลกระดับเทพแล้ว” หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้นมองด้านบน เมฆสายฟ้าผืนหนึ่งปรากฏขึ้น บนนั้นคือโลกระดับเทพที่ลอยอยู่กลางอากาศ
เสียงฟ้าร้องครืนครั่น อยู่ใต้ก้อนเมฆก็ได้ยินว่าในนั้นมีเสียงสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน สัตว์ปิศาจมากมายเพียงใดกำลังผ่านด่านเคราะห์สายฟ้า จินเฟยเหยาหยุดมือ ยืนอยู่บนพรมบิน ยื่ นศีรษะไปมองดูฉากใหญ่โตอลังการที่หมื่นปิศาจข้ามด่านเคราะห์พร้อมกัน
ทว่าเข้าโลกระดับเทพต้องข้ามชายขอบเมฆที่เต็มไปด้วยสายฟ้าเหล่านั้น จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างยิ้มแย้มกับใต้เท้าหลง “ใต้เท้าหลง เพิ่มม่านป้องกันอันหนึ่งเถอะ”
ใต้เท้าหลงยื่นมือออกมาอย่างสงบนิ่ง ม่านป้องกันสีดำเป็นประกายอันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายนอกพรมบิน จากนั้นภายใต้การเร่งความเร็วของหวาหวั่นซี พรมบินก็พุ่งปักเข้าไปในเมฆ
ไม่รู้ว่าโลกระดับเทพชิ้นนี้คือที่ใด มีโลกระดับเทพชั้นในและโลกระดับเทพชั้นนอกหรือไม่ จินเฟยเหยาได้ยินพี่กระจกบอกว่า โลกระดับเทพแต่ละชิ้นล้วนแตกต่างกัน ถ้าการเปลี่ยนแปลง งของโลกระดับเทพถือว่ามาก เช่นนั้นโลกระดับเทพก็นับว่าเป็นสถานที่ปกติธรรมดาไม่ได้
พื้นที่ของโลกระดับเทพบางแห่งใหญ่มาก อย่างชิ้นของโลกวิญญาณเป่ยเฉินถือว่ามีพื้นที่กว้างขวางทั้งยังแบ่งเป็นชั้นนอกและชั้นใน ทว่าโลกระดับเทพบางแห่งอาจจะเป็นสถานที่ซึ่งรองรับ บได้แค่ต้นไม้ต้นเดียว
แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือด้านล่างล้วนเป็นชั้นเมฆดำที่เต็มไปด้วยอัสนีสีม่วง แค่ไม่เหมือนทิวทัศน์ด้านบน
โผล่ออกมาจากชั้นเมฆดำอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม สิ่งที่เข้าสู่สายตาของจินเฟยเหยาคือโลกสีฟ้าผืนหนึ่ง ที่นี่คือโลกเทพฝูหู น้ำทะเลสาบใสกระจ่างสีฟ้าถูกเมฆขาวแบ่งเป็นทะเลสาบขนา าดใหญ่น้อยแตกต่างกันไป บางแห่งถูกลำน้ำสายเล็กๆ เชื่อมเข้าด้วยกัน ส่วนบางแห่งถูกเมฆขาวแยกออกไปโดยสิ้นเชิง บนผิวทะเลสาบที่ราวกับอัญมณีสีฟ้ายังมีเมฆที่เหมือนเรือเล็กๆ ลอยอยู่บ บนนั้น
“งดงามจริงๆ ราวกับเครื่องประดับหินผลึกสีฟ้า” จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่าโลกเทพชิ้นนี้จะงดงามถึงเพียงนี้ ผิวทะเลสาบที่เรียบลื่นและใสเป็นประกายถูกเมฆขาวร้อยเรียงกัน ส่องประกายระย ยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์ราวกับเครื่องประดับอันงามประณีต ทางนั้นมีทะเลสาบหลายสิบแห่งเชื่อมกันดุจสร้อยข้อมือรัตนชาติ บางแห่งกลับเหมือนกระจกอันวิจิตรส่องประกาย งดงามอลังการจนทำใ ให้คนตกตะลึงและทอดถอนใจชื่นชม
เนื่องจากวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้นถูกเปิดออกแล้ว ที่นี่จึงมีสัตว์ปิศาจขั้นเก้ากำลังผ่านด่านเคราะห์ บนท้องนภามีสายอัสนีผ่าลงมาทำลายความงดงามของผิวทะเลสาบอย่างต่อเนื่อง อีก ทั้งภายในเมฆขาวซึ่งลอยอยู่เหนือทะเลสาบ สามารถเห็นขนสีเหลืองทองกำลังล่องลอยอยู่ในเคราะห์สายฟ้า เสียงคำรามของสัตว์ปิศาจดังขึ้นไม่ขาดสาย สัตว์ปิศาจในเมฆขาวที่กำลังรับการชำระล ล้างจากอัสนีสวรรค์ฝืนใจยืนหยัด
น้ำทะเลสาบสีฟ้าในโลกเทพผืนนี้มองไม่เห็นฝั่ง จินเฟยเหยายืนอยู่ตรงนี้ นอกจากสัตว์ปิศาจขั้นเก้าที่กำลังผ่านด่านเคราะห์เบื้องหน้าและห่างไกลจากนางตัวนี้ก็สามารถมองเห็นอัสนีส สวรรค์ผ่าลงมาได้ ท่าทางเพียงสัตว์ปิศาจที่กำลังผ่านด่านเคราะห์ในโลกระดับเทพแห่งนี้ก็มีจำนวนไม่ใช่น้อย
เมื่อพรมบินเหาะผ่านผิวทะเลสาบ ผลักเมฆที่ลอยอยู่ก้อนหนึ่งให้เปิดออก จินเฟยเหยาจึงพบว่าเมฆขาวก้อนนี้ถึงกับเป็นสสาร ไม่เหมือนเมฆธรรมดาที่แค่สร้างขึ้นจากไอน้ำ อีกทั้งเม มฆขาวกว้างหนึ่งจั้งกว่าก้อนนี้ถูกพรมบินสัมผัสถูกก็เคลื่อนไหวราวกับปลา ลอยวูบไป
จินเฟยเหยามองมันหนีไปอย่างตะลึงงัน รีบใช้การรับรู้กวาดดูบนนั้น พบทันทีว่าสิ่งนี้มีปราณปิศาจ คิดไม่ถึงว่ามีชีวิต อีกทั้งระดับขั้นไม่ถือว่าต่ำต้อย เป็นสัตว์ปิศาจขั้นสี่แล้ว นางอดกล่าวไม่ได้ “นี่ตัวอะไร คิดไม่ถึงว่าจะมีชีวิต”
“สัตว์หมอกควัน สัตว์ปิศาจชนิดหนึ่งที่ไม่มีพลังทำลายล้างและไม่มีตานสัตว์ปิศาจ แต่บางคนก็จับพวกมันมาเลี้ยง ใช้ต่างม้านั่ง แต่มันชอบน้ำและกินเพียงปลาเล็กๆ ชนิดหนึ่งในทะเลสา าบที่นี่ ดังนั้นจึงไม่เหมาะจะเลี้ยงไว้” ใต้เท้าหลงที่มีภูมิความรู้กว้างขวางเอ่ยปาก
คงไม่ใช่กลัวข้าจับกลับไปเลี้ยงหรอกนะ ถึงกับอธิบายอย่างชัดเจนขนาดนี้ จินเฟยเหยามองสัตว์หมอกควันก้อนนั้นหนีไปไกลลิบ พลันถูกเสียงฟ้าร้องทำให้ตกใจกะทันหันจึงหัวทิ่มลงในทะ ะเลสาบ
เห็นทุกแห่งหนล้วนมีเผ่าปิศาจกำลังผ่านด่านเคราะห์ จินเฟยเหยาจึงเอ่ยถาม “ใต้เท้าหลง สัตว์ปิศาจมากมายที่นี่กำลังผ่านด่านเคราะห์ พวกเราจะฉวยโอกาสปล้นชิงตอนไฟไหม้หยิบยืมเคราะห์สา ายฟ้าสังหารสัตว์ปิศาจขั้นเก้าสักหลายตัวหรือไม่?”
“สังหารสัตว์ปิศาจขั้นเก้าจำเป็นต้องใช้เคราะห์สายฟ้าหรือ?” ใต้เท้าหลงถามกลับ
จินเฟยเหยาจนคำพูดไปชั่วขณะ คิดๆ ดูแล้วก็ใช่ ถ้าเขาคิดจะสังหารสัตว์ปิศาจขั้นเก้ายังจำเป็นต้องรอเคราะห์สายฟ้า มิใช่คิดจะฆ่าก็ฆ่าหรือ บางทีเขาคงไม่ถูกใจสิ่งของบนร่างสัตว์ปิศา าจขั้นเก้า
ในอดีตสัตว์ปิศาจไม่อาจเลื่อนขั้นเป็นเผ่าปิศาจและขึ้นโลกระดับเทพไม่ได้ ดังนั้นเผ่ามนุษย์และเผ่ามารจึงเป็นใหญ่เพียงลำพัง ทว่าครั้งนี้มีสัตว์ปิศาจมากมายผ่านเคราะห์สายฟ้ากลายเป็น นเผ่าปิศาจ ก็เป็นไปไม่ได้ที่โลกระดับเทพจะเป็นแผ่นดินของเผ่ามารและเผ่ามนุษย์เพียงสองเผ่าอีก เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กำลังของคนไม่กี่คนก็สังหารเผ่าปิศาจทั้งหมด เหตุใดเผ่ามนุษย์ จึงคิดได้ไม่กระจ่าง ทว่าเผ่ามารกลับยินดีคบหากับเผ่าปิศาจ ใต้เท้าหลงไม่ได้มีความคิดจะสังหารสัตว์ปิศาจที่กำลังเลื่อนขั้นพวกนี้ ถึงอย่างไรก็มีแผนจะไม่รบกวนการเลื่อนขั้นของพวกเข ขา
จินเฟยเหยาคำนวณดู ถึงสัตว์ปิศาจพวกนี้เลื่อนเป็นเผ่าปิศาจทั้งหมดก็เพิ่งขั้นเทพเท่ากับขั้นแปลงจิต พลังบำเพ็ญเพียรแบบนี้เทียบกับตัวประหลาดเฒ่าขั้นว่างเปล่าแล้วไม่มีพลังทำลาย ยล้างอะไรเลยสักนิด
อีกทั้งเผ่าปิศาจสามารถขึ้นโลกระดับเทพได้ เผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าในโลกระดับวิญญาณก็จะขึ้นโลกระดับเทพ ถ้าเวลานี้สังหารเผ่าปิศาจขั้นแปลงจิตปริมาณมหาศาล ก็จะเรียกความโกรธแค้นจ จากเผ่าปิศาจ ไม่มีประโยชน์ใดต่อเผ่ามาร
ก่อนหน้านี้เผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าขึ้นโลกระดับเทพไม่ได้ ถึงสังหารเผ่าปิศาจพวกนี้ก็ไม่เป็นไร ทว่าตอนนี้ขึ้นมาได้สถานการณ์ก็แตกต่างออกไป ทุกคนต่างฝึกบำเพ็ญถึงขั้นนี้ ถ้าโจมตีส สังหารให้ตายหรือบาดเจ็บง่ายๆ ก็จะทำให้การฝึกบำเพ็ญที่ผ่านมาเสียเปล่า ขึ้นมาโลกระดับเทพก็เพียงเพื่อเก็บวัตถุดิบที่มีธาตุสายฟ้าไม่จำเป็นต้องก่อเรื่องขนาดนี้
ใต้เท้าหลงมองดูสัตว์ปิศาจตัวนั้นเลื่อนเป็นขั้นเทพในเคราะห์สายฟ้าและกลายร่างเป็นมนุษย์ นั่นเป็นเผ่าปิศาจบุรุษเส้นผมสีทอง เพิ่งเลื่อนเป็นขั้นเทพก็ใช้เรี่ยวแรงจนหมดสิ้น
เคราะห์สายฟ้านี้มาอย่างกะทันหัน ถึงเขาจะรอมานับพันปีแล้ว ในใจมีความหวังว่าจะได้เลื่อนขั้นมาตลอด ทว่าเคราะห์สายฟ้าที่จู่ๆ ก็มาเยือนยังทำให้เขารับมือไม่ทัน เมื่อครู่เขาอยู่ใ ในเคราะห์สายฟ้าเห็นเผ่ามนุษย์และเผ่ามารมาสามคน ยังนึกว่าตนเองคงต้องตายที่นี่ คิดไม่ถึงว่าสามคนนี้กลับไม่ได้ลงมือ
ตอนนี้เขาลากสังขารที่เหนื่อยล้าเอ่ยขอบคุณใต้เท้าหลงแต่ไกล “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ไม่สังหาร”
“ข้าเพียงผ่านมา ไม่ต้องขอบคุณ” ใต้เท้าหลงไม่ได้ฉวยโอกาสพูดข่ม สำหรับเขาแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ จึงแค่ตอบสบายๆ
เนื่องจากสัตว์ปิศาจพวกนี้สามารถผ่านเคราะห์สายฟ้าได้ตั้งแต่หลายร้อยหลายพันปีก่อน ดังนั้นพอวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้นหายไป ไม่ว่าพวกเขาจะมีการเตรียมตัวเลื่อนขั้นผ่านเคราะห์สายฟ ฟ้าหรือไม่ ขอเพียงเป็นสัตว์ปิศาจที่มีเงื่อนไขถึงพร้อมล้วนต้องผ่านด่านเคราะห์ในเวลาเดียวกันหมด เคราะห์สายฟ้าตรงนี้สิ้นสุดลง เคราะห์สายฟ้าของสัตว์ปิศาจอื่นๆ ก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เผ่าปิศาจที่อ่อนแรงแต่ละคนก็ปรากฏตัวขึ้นบนโลกระดับเทพแต่ละแห่ง
ในบรรดานั้นไม่ขาดผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์และเผ่ามารที่คิดจะฉวยโอกาสปล้นชิงตอนไฟไหม้ เผ่าปิศาจที่เลื่อนเป็นขั้นเทพต่างรีบเปลี่ยนกลับเป็นร่างเดิมหนีกลับถิ่นที่อยู่หรือซ่ อนตัวอยู่ในหมู่สัตว์ปิศาจเผ่าเดียวกัน ถึงจะเกิดการเข่นฆ่าสังหาร ทว่าในขณะเดียวกับที่เกิดเคราะห์สายฟ้าเผ่าปิศาจก็รู้ความเคลื่อนไหวในโลกระดับเทพ เผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่านำขั้น แปลงจิตทั้งหมดรุดไปโลกระดับเทพพยายามปกป้องเผ่าปิศาจที่เพิ่งเลื่อนขั้นอย่างเต็มกำลัง นี่คือกำลังรบจำนวนมากในภายหน้าของพวกเขา
หลังเคราะห์สายฟ้าผ่านพ้น เผ่าปิศาจที่เหลืออยู่จึงมีปริมาณไม่น้อย ในไม่ช้าโลกระดับเทพก็คึกคักขึ้นมา