คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 449 เห็นการตายดุจการกลับมาตุภูมิ
ครั้งนี้เนื่องจากเผ่ามนุษย์ชนการป้องกันจึงถูกเผ่าปิศาจชิงตัดหน้าก่อน ประสบความสูญเสียอย่างหนัก จากนั้นหยุดอยู่ด้านนอกโลกเทพกูซู่ คนที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากมองผู้บำเพ็ญเซียนข ขั้นกำเนิดใหม่ที่คลายวงเวททั้งสามคน ในสายตาส่วนมากกล่าวโทษ
คนทั้งสามก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ได้รับความอยุติธรรมจนตายจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นแค่วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นสิบสามอัน ถ้าไม่เชื่อทุกคนก็ไปดูได้ วงเวทนี้ใครๆ ต่า างก็เคยเรียน แค่ดูแวบเดียวก็จำได้แล้ว เพียงแต่เพราะเหตุใดป้ายหยกจึงไม่ได้ผล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขาเสียหน่อย
“ทั้งสามท่านดูผิดไปใช่หรือไม่ ที่จริงนี่ไม่ใช่วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้น ต้องบอกว่าวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นมีเพียงคนขั้นฝึกปราณที่ใช้สอย อย่าว่าแต่พวกเรายัง งพกป้ายหยก ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรของพวกเรา คิดจะเข้าไปในวงเวทระดับต่ำแบบนี้ขอเพียงใช้พลังในมือก็พอ แต่ตอนนี้พวกเราถือป้ายหยกเผชิญหน้ากับวงเวทที่เรียบง่ายแบบนี้ก็ยังชน น น่าขำโดยแท้” เนื่องจากเป็นกองทัพที่สร้างขึ้นจากสามสำนัก ดังนั้นสำนักที่ไม่ได้ส่งคนออกมาทำลายวงเวทเริ่มเยาะเย้ยถากถาง
นี่เป็นเรื่องที่น่าขายหน้าอย่างมากจริงๆ ร่างชนการป้องกัน ถ้าให้คนช่างนินทาเห็นสภาพที่น่าขำเข้าก็เพียงพอจะเล่าต่อๆ กันเป็นเรื่องขำขันได้หลายปี อีกทั้งวงเวทนี้ยังเป็นสิ่ง งของระดับต่ำมาก น่าขายหน้าแทบตายจริงๆ
คำพูดนี้กล่าวได้ไม่น่าฟัง คนในสำนักของทั้งสามคนไม่ยินยอม “พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร ตนเองไม่ส่งคนออกมา ตอนนี้ยังพูดจาไม่รับผิดชอบอีก พวกเจ้าพูดว่าง่ายก็ส่งคนออกมาลองเปิดวง เวทง่ายๆ แบบนี้หน่อยสิ!”
“ฮึ ข้าไม่เชี่ยวชาญวงเวท ถ้าไปทำจะไม่แย่งชามข้าวของพวกเขาหรือ” คนผู้นี้ไม่หลงกล ผู้ใดจะรู้ว่าวงเวทนี้มีเลศนัยอะไร อีกสักครู่ถ้าแก้ไม่ได้จะเสียศักดิ์ศรี ตนเองมิขายหน้าเช่นกันห หรือ
“ตอนนี้พวกเราสมควรร่วมแรงร่วมใจกันต่อกรกับเผ่าปิศาจ วงเวทนี้ต้องมีเลศนัยแน่ ทั้งสามท่านทดลองดูอีกครั้งเถอะ” คนที่พูดจายุติธรรมก็มี ไม่คิดจะก่อเรื่องราวให้ใหญ่โตจึงเอ่ยโน้ม มน้าวทุกคน
ในผู้บำเพ็ญเซียนที่คลี่คลายวงเวททั้งสามคน คนที่หน้าตาอาวุโสที่สุดลูบเครากล่าวว่า “ถึงวงเวทดูแล้วเรียบง่าย ทว่าก็มีความเปลี่ยนแปลงนับพันนับหมื่น เพียงแต่ดูว่าเจ้าจะศึกษา หรือไม่เท่านั้น ตามความเห็นของข้า วงเวทนี้น่าจะเล่นเล่ห์กลไว้ที่วัตถุดิบการเปิดวงเวท”
“โอ๋ คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?” มีผู้บำเพ็ญเซียนเอ่ยถามอย่างสงสัย “วัตถุดิบที่ใช้กางวงเวทนี้ หรือว่าการเปิดวงเวทก็มีข้อจำกัด?”
“มีแน่นอน” ผู้บำเพ็ญเซียนชราไม่ยอมให้พวกเขาสามคนเสียหน้าเช่นนี้ ย่อมต้องกู้หน้ากลับคืนมา “วิธีกางวงเวทแตกต่าง วิธีการเปิดวงเวทก็แตกต่าง ถึงรู้คาถาคลายวงเวทก็ต้องใช้วัตถุด ดิบที่เข้ากัน อย่างทุกคนเข้าวงเวทและการป้องกัน สิ่งที่ใช้เป็นประจำมีธงอาคม กระดาษยันต์ และพวกป้ายหยก แน่นอนว่ามีแบบไม่ต้องใช้สิ่งใดๆ ก็สามารถเข้าไปได้ตามใจปรารถนา ทว่าเป็น วงเวทที่จำกัดการเคลื่อนไหว”
ผู้บำเพ็ญเซียนชราแนะนำเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถเพิ่มข้อจำกัดตอนวาดวงเวท ครั้งนี้พวกเราเข้าไปในนั้นไม่ได้คาดว่าวัตถุดิบไม่ถูกต้อง เนื่องจากปกติสิ่งที่ใ ใช้เปิดวงเวทเป็นประจำล้วนเป็นป้ายหยก ดังนั้นพวกเราจึงใช้ป้ายหยกเป็นหลักก่อน ตอนนี้ท่าทางจะไม่ถูกต้อง พวกเราจะทดลองสิ่งของอื่นๆ อีก ใช้ทั้งธงอาคมและกระดาษยันต์ ไม่เชื่อว่าจะเป ปิดวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นไม่ได้”
“พวกเราขอพักผ่อนหน่อย ครั้งนี้ถูกเผ่าปิศาจวางกับดักทุกคนได้รับบาดเจ็บไม่เบา พวกเราล้อมโลกเทพกูซู่ก่อน ให้พวกเขาหนีออกไปแจ้งเผ่าปิศาจไม่ได้ จากนั้นค่อยๆ ทำลายการป้องกันนี้ทีละ ะนิด เข่นฆ่าพวกเขาให้เรียบ” คนที่เป็นหัวหน้าคือผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตช่วงกลางคนหนึ่งของสำนักถงกู่ เขาครุ่นคิดเล็กน้อยจึงตัดสินใจพักผ่อนชั่วคราว
เนื่องจากโดยรอบนี้นอกจากโลกเทพกูซู่แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นๆ แม้แต่สถานที่หยั่งเท้ายังไม่มี ทุกคนต่างเหยียบของวิเศษบินได้อยู่กลางอากาศ แบบนี้จึงไม่มีทางได้พักผ่อน เดิมทียังนึกว่า ามาแล้วก็สามารถเข้าโลกเทพกูซู่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะสูญเสียผู้บำเพ็ญเซียนหลายคน
ดังนั้นมีคนยืมเรือเหาะมาแล้วใช้ศิลาวิญญาณค้ำจุนให้ลอยอยู่กลางอากาศให้ผู้บำเพ็ญเซียนพักผ่อนชั่วคราว
ส่วนเผ่าปิศาจที่คว้าโอกาสได้ก่อน ถึงจะสูญเสียบ้างทว่านี่เป็นการสู้ศึกครั้งแรก ชนะแล้วสามารถเพิ่มขวัญกำลังใจของกองทัพ เผ่าปิศาจทุกคนต่างตื่นเต้นอย่างยิ่ง วาดหวังจะโจมตีเผ่า มนุษย์ให้หนักกว่านี้
ส่วนจินเฟยเหยาเอ่ยกับราชันเฟยเทียนว่า “ถ้าไม่มีเรื่องอื่น พยายามอย่าให้เผ่าปิศาจและสัตว์ปิศาจเหาะออกไปนอกวงเวท”
“เพราะเหตุใด? ไม่ออกไปจะสังหารเผ่ามนุษย์ได้อย่างไร” พวกเขาไม่คิดจะไปจากที่นี่ ราชันเฟยเทียนเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“ที่ข้าพูดคือถ้าไม่มีเรื่องอื่น ไม่ได้บอกว่าพวกเจ้าไม่ต้องออกไปสังหารศัตรู เจ้าไม่เห็นหรือว่าก่อนหน้านี้พวกเขามีคนออกมาคลี่คลายวงเวท ถ้าให้พวกเขาเห็นหลายครั้งต้องรู้แน่ว่า พวกเราเข้าวงเวทอย่างไร ถึงตอนนั้นถ้าบุกเข้ามาก็ยุ่งยากแล้ว” จินเฟยเหยาอธิบาย ถึงอย่างไรตัวนางเองก็รู้ดี วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นไม่ใช่วงเวทดีอะไร ถ้ารอจนเผ่าปิศา าจส่งคนมาได้แบบนั้นจะดีที่สุด ไม่เช่นนั้นวงเวทนี้น่าจะยันได้อีกไม่นาน
ราชันเฟยเทียนเอ่ยอย่างดูแคลน “กลัวพวกเขาทำไม บอกว่าคลี่คลายวงเวทอะไร สุดท้ายยังชนอยู่นอกการป้องกัน ถ้าพวกเขาคลายวงเวทได้คงทำไปนานแล้ว”
จินเฟยเหยาส่ายศีรษะเอ่ยว่า “นี่ยากบอกได้ ถ้าพวกเขาโจมตีอย่างรุนแรงวงเวทนี้ก็ยันไว้ได้ไม่นาน อีกทั้งพวกเจ้าเพิ่งผ่านเคราะห์สายฟ้า ไม่มีแม้แต่เวลาพักฟื้น ครั้งนี้เนื่องจาก กพวกเขาไม่รู้ตัวจึงทำให้พวกเรามีโอกาส รอจนพวกเขาเตรียมตัวพร้อม ของวิเศษในมือมีมากมายก็จะจัดการไม่ได้ง่ายๆ ขนาดนี้”
“กลัวอะไร อย่างมากก็พุ่งออกไปเสี่ยงชีวิตกับพวกเขา” มีเผ่าปิศาจเอ่ยเสียงดังและได้รับการสนับสนุนจากทุกคนทันที
ทว่าจินเฟยเหยากลับส่งเสียงขึ้นจมูก “พวกเจ้าผ่านเคราะห์สายฟ้าเปลี่ยนร่างจากสัตว์เป็นมนุษย์อย่างยากเย็น วันหน้าทายาทที่ให้กำเนิดออกมาล้วนสามารถกลายเป็นเผ่าปิศาจโดยกำเนิดได้ก กลับคิดจะมอบชีวิตที่นี่เพื่อเผ่ามนุษย์เพียงไม่กี่คน พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญมาตั้งหลายปี สิ่งที่รออยู่คือโอกาสหาที่ตายสินะ! สิ้นเปลืองชีวิตอันล้ำค่าในเงื้อมมือเผ่ามนุษย์ พวกเจ้า าคิดว่าคุ้มค่าหรือ?”
คำพูดของนางพูดจนเผ่าปิศาจทั้งหมดใบ้กิน ใครจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ ในที่สุดก็เลื่อนขั้นจากร่างสัตว์เป็นร่างมนุษย์ คนโง่จึงอยากตาย หรือว่าต้องซ่อนตัวและหวาดกลัวแบบนี้?
ดังนั้นมีเผ่าปิศาจเอ่ยถามอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้าง “แต่พวกเราซ่อนตัวอยู่แบบนี้ไม่ได้ ฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นมนุษย์ สุดท้ายกลับต้องกลัวตายยิ่งกว่าตอนเป็นสัตว์ปิศาจ เช่นนั้นพวกเราฝึก กบำเพ็ญไปจะมีประโยชน์อะไร”
“ใครบอกว่าต้องซ่อนตัว คนเราจะขาดสติปัญญาไม่ได้ ต้องแยกแยะหนักเบาเร็วช้า ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รักษาชีวิตไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีชีวิต พูดถึงเรื่องอื่นๆ ไปจะมีประ ะโยชน์ใด พวกเราต้องมีชีวิตอยู่และต้องอยู่ให้ดียิ่งกว่าเผ่ามนุษย์ นี่จึงเป็นเป้าหมายของพวกเรา” จินเฟยเหยาเอ่ยเสียงลุ่มลึก
เผ่าปิศาจทุกคนเงียบงัน คำพูดที่นางพูดมีเหตุผลจริงๆ ทว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้ภายนอกมีเผ่ามนุษย์เฝ้าอยู่ ต้องหาวิธีแก้ไข
ราชันเฟยเทียนครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยถาม “สหายเผ่าจินมีแผนการใดสามารถโจมตีเผ่ามนุษย์ภายนอกให้ถอยร่นได้ ถึงพวกเราซ่อนตัวไม่ออกไปและวงเวทนี้ยันจนถึงตอนสุดท้ายไม่ได้ตามที่เจ้าว่า า อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่เผ่ามนุษย์ภายนอกจะละทิ้งการโจมตีที่นี่เนื่องจากพวกเราไม่ออกไป วิกฤติการณ์ของพวกเราไม่มีทางคลี่คลายได้เลย”
สิ่งที่จินเฟยเหยารอคือคำพูดนี้ นางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าคิดได้วิธีหนึ่ง เพียงแต่อันตรายมาก ข้าตัดสินใจจะออกไปขอทัพหนุนเรียกคนของเผ่าปิศาจมา เผ่ามนุษย์พวกนี้เห็นทัพ พหนุนมา ต้องล่าถอยไปเองแน่ ถึงพวกเขาไม่ล่าถอย ความแข็งแกร่งของพวกเราก็เพิ่มขึ้นสามารถออกไปเข่นฆ่าพวกเขาได้”
จินเฟยเหยาชะงัก ใช้ดวงตากวาดผ่านเผ่าปิศาจขั้นแปลงจิตยี่สิบกว่าคนนี้และเอ่ยราวกับเห็นการตายดุจการกลับมาตุภูมิ “แต่พวกเจ้าทุกคนเพิ่งผ่านเคราะห์สายฟ้าไม่คุ้นเคยกับเผ่าปิศา าจ แม้แต่เผ่าปิศาจอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ ดังนั้นข้าคิดว่าข้าออกไปหาทัพหนุน พวกเจ้าต้านทานไว้หลายวันก่อน ข้าต้องพาเผ่าปิศาจกลับมาแน่”
เผ่าปิศาจทั้งหมดเงียบงัน ทุกคนมองนาง ขมวดคิ้วครุ่นคิดแผนการที่นางเสนอ
จินเฟยเหยาเห็นทุกคนไม่ส่งเสียงก็เลิกคิ้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “พวกเจ้ากังวลอะไร หรือว่าตอนนี้มีวิธีแก้ไขที่ดีกว่านี้?”
ในที่สุด ราชันเฟยเทียนก็เอ่ยปาก “เจ้าเป็นผู้มีเกียรติของเรา จะให้เจ้าออกไปทำเรื่องอันตรายขนาดนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถึงต้องเสียสละคนของพวกเราก็จะให้เจ้าไปเสี่ ยงอันตรายไม่ได้ สหายเผ่าจินวางใจเถอะ พวกเราจะต้องพยายามยันไว้อย่างสุดกำลัง เรื่องออกไปส่งสารพวกเราจะส่งเดนตายออกไป เจ้าช่วยเหลือพวกเรามามากขนาดนี้ พวกเราจะให้เจ้าตกอยู่ในอันตร รายได้อย่างไร เจ้าวางใจเถอะพวกเราต้องรักษาโลกเทพกูซู่ไว้ให้ได้!”
จากนั้นไม่รอให้จินเฟยเหยาเอ่ยตอบ ราชันเฟยเทียนก็สั่งการลงไป “ทุกคนกลับไปครุ่นคิด เลือกเดนตายห้าคนออกไปส่งสาร” หลังเอ่ยจบก็กล่าวกับจินเฟยเหยาอีกว่า “สหายเผ่าจินกางวง งเวทเหน็ดเหนื่อยแล้ว โปรดไปพักผ่อนชั่วคราว นี่เป็นการรบนองเลือด เจ้าโปรดคิดหาวิธีหน่อยว่ามีวิธีใดเสริมความแข็งแกร่งการป้องกันได้”
เห็นท่าทางยืนกรานของเขา จินเฟยเหยาได้แต่พยักหน้ารับ
ราชันเฟยเทียนพาเผ่าปิศาจทุกคนจากไป บนกิ่งไม้อันกว้างใหญ่นี้เหลือเพียงจินเฟยเหยาและหวาหวั่นซีสองคน ส่วนไห่หลันอินเนื่องจากเกี่ยวข้องกับศัตรูจึงถูกทิ้งไว้สถานที่อื่นไม่ ให้นางได้ยินแผนการของพวกเขา พั่งจื่อก็ไม่ต้องเอ่ยถึง ไม่รู้ว่าวิ่งไปเล่นที่ใดตั้งนานแล้ว ถึงต่อสู้กันมันก็ยังหายหัวไปเล่นเหมือนเดิม
หวาหวั่นซีเห็นคนไปกันหมดแล้วจึงเอ่ยถาม “ท่าทางพวกเขาจะตัดใจให้เจ้าไปไม่ได้ กระบวนท่านี้ของเจ้าไม่ฉลาดเอาเสียเลย”
จินเฟยเหยาถอนหายใจนั่งยองๆ บนกิ่งไม้ “จริงๆ เลย ผู้อื่นคิดข้ออ้างนี้ได้อย่างยากลำบาก ฉวยโอกาสหลบหนีตอนไปเรียกทัพหนุน แต่เจ้าพวกนี้ถึงกับไม่ยอมรับน้ำใจ แค่ให้ข้าไปเสี่ยงอัน นตรายสักหน่อยจะเป็นอะไรไป จริงๆ เลย เสียทีที่ข้าพูดได้มีคุณธรรมขนาดนี้ พวกเขากลับไม่เข้าใจข้า”
“พวกเขาต้องกลัวเจ้าหนีไปแน่ ดังนั้นจึงไม่ตกลง” ตอนนั้นพอหวาหวั่นซีได้ยินนางเสนอว่าจะออกไปเรียกทัพหนุนก็รู้ว่ายายนี่คิดจะใช้ข้ออ้างหนีหลบหนีไป
“เป็นไปไม่ได้ ดูอย่างไรข้าก็ไม่ใช่คนประเภทจากไปโดยไม่สนใจอะไร พวกเขาไม่มีเหตุผลจะคิดแบบนี้” จินเฟยเหยาขมวดคิ้วมีสีหน้าไม่เข้าใจ
หวาหวั่นซีคร้านจะว่านางแล้ว เห็นได้ชัดว่าคิดจะหาข้ออ้างหลบหนีไปยังบอกว่าไม่ใช่คนประเภทนั้นอีก แม้แต่เผ่าปิศาจก็สงสัยว่านางรักตัวกลัวตายคิดจะหลบหนีไป ไม่เช่นนั้นคงไม่มีท่ าทียืนกรานไม่ให้นางไปและพูดจนเหมือนทำทุกอย่างเพราะหวังดีต่อนาง