คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 448 ความเคยชินแย่ๆ
กองทัพเผ่ามนุษย์มาจำนวนมาก สี่คนที่หนีกลับไปเอ่ยถึงว่าที่นี่มีเผ่าปิศาจขั้นแปลงจิตอย่างน้อยที่สุดเจ็ดแปดคน ถึงมีจำนวนไม่น้อย ทว่าขอเพียงไม่ได้ออกมาพร้อมกันยังมีโอกาสใช้วงเ เวทหรือใช้วิธีสังหารพวกเขาทีละคน ดังนั้นเผ่ามนุษย์ยังคงมา
ถึงอย่างไรเผ่าปิศาจพวกนี้ก็เพิ่งผ่านด่านเคราะห์ ยังไม่ได้เตรียมของวิเศษที่เหมาะมือและสิ่งของอื่นๆ ถ้าไม่ฉวยโอกาสมาตอนนี้ ต่อไปรอจนพลังบำเพ็ญเพียรของเผ่าปิศาจพวกนี้มั่นคงแ และหลอมของวิเศษออกมาก็ยากแล้ว
เมื่อพวกเขาพาคนสองร้อยกว่าคนมาถึงที่นี่จึงพบว่าโลกเทพกูซู่มีการป้องกันเพิ่มมาอันหนึ่ง เผ่าปิศาจทั้งหมดมองพวกเขาด้วยสายตาระแวดระวังอยู่ด้านหลังการป้องกัน คิดไม่ถึงว่าเผ่าปิ ศาจที่เพิ่งผ่านเคราะห์สายฟ้าพวกนี้จะสร้างการป้องกันขึ้นมาอันหนึ่ง หรือว่าเผ่าปิศาจในโลกระดับวิญญาณรุดมาแล้ว?
พวกเขาส่งผู้บำเพ็ญเซียนที่เชี่ยวชาญวงเวทออกมา ให้พวกเขาดูว่าวงเวทนี้คือวงเวทใด มีวิธีทำลายวงเวทหรือไม่ ผู้บำเพ็ญเซียนที่เชี่ยวชาญวงเวทวนรอบโลกเทพกูซู่หนึ่งรอบภายใต้ การคุ้มกันของทุกคนก็ขมวดคิ้วนิดๆ
วงเวทนี้ถึงจะวาดได้ซับซ้อนมาก ทว่าดูอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นการวาดซ้ำไปซ้ำมา แยกวงเวทซ้ำๆ พวกนี้ออกมาก็จะแสดงลักษณะเดิม วงเวทนี้คุ้นตาเกินไป คุ้นจนทำให้คนนึกไม่ออกว่า เคยเห็นที่ใด
พลังการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาอย่างย่ำแย่ที่สุดคือขั้นกำเนิดใหม่ ศึกษาวงเวทอย่างน้อยที่สุดเป็นเวลาหลายร้อยปี เคยเห็นวงเวทมานับไม่ถ้วน ตนเองก็คิดค้นวงเวทออกมาไม่น้อย ทว่าเม มื่อเผชิญหน้ากับวงเวทที่เรียบง่ายเกินไปอันนี้ ทั้งยังคุ้นตาอย่างยิ่ง ถึงกับตะลึงงันอยู่บ้าง
“ที่แท้เป็นวงเวทใด รู้สึกคุ้นอย่างยิ่งทว่าก็นึกไม่ออก” คนที่มาทำลายวงเวทมีสามคน ทั้งสามคนล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ หนึ่งในบรรดานั้นเป็นชายชราหนวดเครายาวคนหน นึ่ง ลูบเคราหงอกขาวเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
อีกสองคนที่เหลือก็เป็นเช่นนี้ ต่างรู้สึกว่าวงเวทนี้คุ้นตาอย่างยิ่ง ทว่าอาจจะคุ้นมากเกินไป ชั่วขณะยังนึกไม่ออกว่าเป็นวงเวทอะไร แต่ถ้าติดแหงกที่วงเวทเรียบง่ายขนาดนี้ ต่อไปยังมีหน้าบอกว่าตนเองเป็นยอดฝีมือด้านวงเวทหรือ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามย้อนนึกและค้นหาความทรงจำที่เร้นลึกอยู่ในสมอง
ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้นที่ท่าทางเพิ่งอายุยี่สิบกว่าปีก็ตะโกนขึ้น “วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้น! ต้องเป็นมันแน่ๆ”
“วงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้น…” อีกสองคนที่เหลือยังนึกไม่ออก ทว่าก็ขัดเขินที่จะบอกว่าตนเองไม่รู้จึงแสร้งพยักหน้าอย่างลึกล้ำ
“ข้ายังนึกว่าเผ่าปิศาจพวกนี้จะเล่นลูกไม้อะไร ที่แท้ไม่รู้ว่านำวงเวทเบื้องต้นนี้มาจากที่ใด ขนาดวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นยังนำออกมา สิ่งของที่ขั้นฝึกปราณใช้แบบนี้น นึกว่าวาดออกมาสิบสามอันก็สามารถขัดขวางพวกเราได้หรือ? ดูแคลนกันเกินไปแล้ว” ผู้บำเพ็ญเซียนอายุยี่สิบกว่าปีคนนั้นส่งเสียงขึ้นจมูกเอ่ยอย่างเหยียดหยาม
อย่าว่าแต่ยอดฝีมือด้านวงเวทเช่นพวกเขา ถึงเป็นคนขั้นสร้างฐานและขั้นฝึกปราณช่วงปลายเห็นวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้นแบบนี้ก็จะหัวร่อเย้ยหยัน จะทำลายวงเวทนี้ง่ายดายเก กินไปจริงๆ วงเวทนี้ขอเพียงอ่านวิธีจัดการวงเวทไม่กี่ครั้งก็สามารถสร้างป้ายหยกเข้าออกการป้องกันได้
ถึงกับเป็นวงเวทเคลื่อนวิญญาณป้องกันสองชั้น ผู้บำเพ็ญเซียนสองคนนั้นนึกออกทันทีว่านี่คือสิ่งใด นี่คือหนึ่งในสิบวงเวทที่ง่ายดายที่สุดตอนเพิ่งสัมผัสวงเวทเมื่อหลายร้อยปีก ก่อน พวกเขาสองคนมีความรู้สึกเหมือนถูกคนเล่นตลก ตั้งกี่ปีมาแล้วที่ไม่ได้เจอวงเวทนี้ หยอกล้อคนเล่นแท้ๆ
ดังนั้นคนทั้งสามจึงกลับไปบอกผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ว่า “วงเวทนี้ง่ายดายอย่างยิ่ง น่าจะเป็นวงเวทที่เผ่าปิศาจนำมาจากที่ใดสักแห่ง พวกเราทำลายมันได้แล้ว ขอเพียงแต่ละคนทำป้าย ยหยกหนึ่งชิ้นถือไว้ในมือก็สามารถเข้าในนั้นได้”
ทุกคนมีสิ่งของจำพวกป้ายหยกมากมาย แค่ถือคนละชิ้นให้คนทั้งสามใส่คาถาคลายการป้องกันเข้าไป คนทั้งสามยุ่งวุ่นวายอยู่ครึ่งวัน สร้างป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้แต่ละคน จากนั้นก็คิดจะให ห้เผ่าปิศาจในโลกเทพกูซู่รับมือไม่ทันอย่างดุร้าย เข่นฆ่าสักรอบก่อนแล้วค่อยว่ากัน
คนสองร้อยกว่าคนถ่ายเทพลังวิญญาณลงในป้ายหยกแล้วพุ่งเข้าหาโลกเทพกูซู่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงชน พวกเขาทั้งหมดชนการป้องกัน ป้ายหยกไม่ได้ผลเลยสักนิด
จินเฟยเหยาและเผ่าปิศาจทั้งหมดมองดูผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ด้วยกันในการป้องกัน จนกระทั่งพวกเขาชนการป้องกัน นางจึงหัวเราะออกมา “เจ้าโง่พวกนี้ ถือป้ายหยกก็คิดจะพุ่งเข้ามา เห็ นหรือไม่ ก่อนหน้านี้เจ้ายังสงสัยว่าข้าใช้ป้ายไม้ ตอนนี้ประสิทธิภาพออกมาแล้วสินะ คนพวกนี้ใช้เป็นแต่ป้ายหยก ตอนนี้ต้องคิดไม่ออกแน่ว่าเพราะเหตุใดจึงเข้ามาไม่ได้”
คำพูดนี้นางพูดให้หวาหวั่นซีฟัง หวาหวั่นซีเห็นท่าทางกระหยิ่มของนางก็ถลึงตาใส่ “เมื่อครู่ใครเห็นท่าทางไม่ดีก็จะหลบหนี เจ้าทำเพื่อประหยัดศิลาวิญญาณชัดๆ แค่เมื่อครู่ถูกเจ้า าหลอกเอาได้”
“โชคก็เป็นความแข็งแกร่งอย่างหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นความแข็งแกร่งที่ถึงปรารถนาก็ไม่อาจได้มา” จินเฟยเหยาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง นางก็คาดไม่ถึงว่าตนเองสร้างป้ายไม้เปิดวงเวทเพื่อป ประหยัดศิลาวิญญาณ กลับจับพลัดจับผลูต้านทานเผ่ามนุษย์เหล่านี้ได้ คนพวกนี้ใช้ป้ายหยกมาหลายร้อยปี ต้องคิดไม่ถึงแน่ว่าจะมีคนใช้ป้ายไม้
“เจ้าคงกระหยิ่มสินะ ใช้วิธีการไม่เหมาะสมแต่กลับโชคดีได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ” สายตาของหวาหวั่นซีมองไปนอกการป้องกัน เผ่าปิศาจและสัตว์ปิศาจฉวยโอกาสที่เผ่ามนุษย์นึกว่าสามารถเข้ามาเ เข่นฆ่าครั้งใหญ่ได้พุ่งออกไปราวกับสายน้ำไหลตอบโต้จนเผ่ามนุษย์รับมือไม่ทัน
เห็นเผ่ามนุษย์ภายนอกถูกโจมตีกลับ จินเฟยเหยาก็หันหน้ามาถามไห่หลันอินที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกิ่งไม้ “ในนี้มีคนรู้จักของเจ้าสินะ?”
“มี ไม่ถือว่าสนิท ปกติตอนจำเป็นต้องใช้ข้าจึงค่อยสนใจข้า” ไห่หลันอินกัดฟัน เบือนหน้าไปไม่คิดจะดูภาพภายนอก
“ทำไมข้ารู้สึกว่าเหมือนทุกคนรังแกเจ้า? เจ้ามีตรงไหนดึงดูดความเกลียดชัง เป็นถึงขั้นกำเนิดใหม่แล้วยังถูกคนรังแกทั้งวันอีก” พอได้ยินนางพูดแบบนี้ จินเฟยเหยาก็ถามอย่างสงสัย
เจ้าว่าคนขั้นฝึกปราณคนหนึ่งถูกคนสำนักเดียวกันรังแกยังมีเหตุผล นี่ก็เลื่อนเป็นขั้นกำเนิดใหม่แล้ว ไปที่ใดก็มีหน้ามีตามิใช่หรือ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงในสำนักของโลกระดับวิญญาณ เหล่านั้น คนขั้นกำเนิดใหม่ก็เพียงพอเป็นเจ้าสำนักได้แล้ว ไม่เคยเห็นคนที่ทุกคนเจ็บแค้นและวอนโดนรังแกโดยกำเนิดเหมือนนางเลย
ไห่หลันอินเอ่ยอย่างขัดเขินอยู่บ้าง “เนื่องจากข้ายากจนมาก ทุกคนล้วนดูจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนร่าง ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่คนอื่นๆ สิ่งที่ออกจากมือล้วนเป็นข ของดี ชนชั้นผู้เยาว์ต่างยกยอปอปั้น อย่างข้า ถึงประจบข้า ข้าก็ไม่ให้อะไรพวกเขา ตอนนี้ถุงเฉียนคุนถูกเผ่าปิศาจนำไปหมด ยิ่งยากจนเข้าไปอีก”
จินเฟยเหยาเหงื่อแตก ในที่สุดก็พบคนที่ยากจนกว่าตนเอง แต่นางรู้สึกแปลกใจ ถึงคนขั้นกำเนิดใหม่จะยากจนอย่างไร ฆ่าสัตว์ปิศาจเล็กน้อยก็หาศิลาวิญญาณได้แล้ว ดังนั้นจึงถามว่า “ปกต ติเจ้าไม่ออกไปล่าสัตว์หรือขุดหาวัตถุดิบหน่อยหรือ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็สังหารคนปล้นชิงสิ่งของได้ ปกติเจ้าหาเงินอย่างไร? บอกให้ข้าฟังหน่อย”
“ปกติข้ารอสำนักมอบสิ่งของให้และมีออกไปล่าสัตว์ปิศาจหาศิลาวิญญาณ เพียงแต่คนในสำนักมักจะมาหยิบยืมสิ่งของจากข้า ข้าเขินที่จะปฏิเสธ ดังนั้นศิลาวิญญาณและพืชวิญญาณล้วนถูกหยิบย ยืมไป ทั้งยังไม่คืนเป็นประจำ” ไห่หลันอินครุ่นคิดจึงเอ่ย บอกเรื่องให้ยืมสิ่งของให้คนอื่นฟังดูเหมือนจะไม่ค่อยดี
“เจ้าบ้าหรือเปล่า ให้คนอื่นยืมสิ่งของทำไม!” จินเฟยเหยามองนางอย่างตกตะลึง คนผู้นี้คิดอย่างไร ไม่ได้มีอำนาจเหมือนเมื่อก่อนที่สามารถให้สิ่งของคนตามใจชอบได้ จริงสิ เมื่อก่อนน นางเป็นคุณหนูโง่ๆ ที่มีผลประโยชน์ให้คนอื่นไปทั่ว ข้างกายมีคนติดตามไม่น้อย คงไม่ใช่ตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนความเคยชินนี้หรอกนะ
ดังนั้น จินเฟยเหยาจึงถามหยั่งเชิง “คนในสำนักประจบเอาใจเจ้าหรือบอกว่าตนเองลำบากอย่างไร หรือไม่ก็ต้องรีบใช้ เจ้าจึงให้ยืมสิ่งของในมือใช่หรือไม่?”
ทว่าคำตอบของไห่หลันอินเกือบทำให้นางมีโทสะตาย ได้ยินไห่หลันอินตอบอย่างสงบนิ่ง “ตอนผู้เยาว์ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรต่ำต้อยคิดจะหยิบยืมสิ่งของข้าก็บอกว่าตนเองน่าสงสารอย่างไร รจริงๆ หรือมีเรื่องต้องรีบใช้จึงพูดจาดีๆ หน่อย ทว่าผู้อาวุโสในสำนักหรือพลังบำเพ็ญเพียรขั้นเดียวกัน พวกเขามาหยิบยืมสิ่งของจากข้าก็บอกว่าต้องการตรงๆ ไม่ได้พูดจาน่าฟังอะไร”
“เจ้ายังถือว่าตนเองเป็นคุณหนูโปรยทองแบบเมื่อก่อนหรือ? เห็นได้ชัดว่าอยู่อย่างยากจนขนาดนี้แล้ว เจ้ายังให้ยืมสิ่งของไปจนกระทั่งตนเองกลายเป็นยาจกอีก?” จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่านา างยังโง่เขลาขนาดนี้ ใบหน้าสงบนิ่งในตอนนี้มันเรื่องอะไรกัน? นี่เรียกว่าถูกคนหยิบยืมจนด้านชาจึงเห็นทรัพย์สินเงินทองเป็นดั่งอุจจาระหรือ!”
“เปล่า “ตอนนี้ข้าเป็นแบบนี้แล้วยังหลงนึกว่าตนเองเป็นคุณหนูอยู่อีกได้อย่างไร” ไห่หลันอินรีบอธิบายจินเฟยเหยา “ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นมีคนร่ำร้องว่าลำบากต่อห หน้าบอกว่าจะหยิบยืมสิ่งของ ข้าก็ใจอ่อน เมื่อข้าได้สติคืนมาก็ให้ยืมไปแล้ว ถ้าตามกลับมาจะเอ่ยปากอย่างไร ดูเหมือนเมื่อก่อนโปรยเงินทองหนักเกินไปจนเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติไปแล้วจ จึงไม่ต้องคิดผ่านสมอง”
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างจริงจัง “นี่คือโรค ต้องรักษา”
“ข้ามีการควบคุมไม่ให้หยิบยืมสิ่งของ มีหลายครั้งที่ได้ของดีๆ มา ข้าก็ซ่อนไว้ไม่ได้บอกใคร เนื่องจากขอเพียงข้ามีสิ่งของดีๆ คนในสำนักก็จะต้องการเจ้าสิ่งนี้พอดี ข้าคิดจะไม่ให้คน นอื่นรู้จะได้ไม่มีคนมาหยิบยืม แต่ไม่ว่าข้าจะซ่อนไว้ที่ใดในถ้ำเซียน ไม่เกินสิบวันก็จะมีคนมาหยิบยืมถึงที่ทำให้ข้าหงุดหงิดอย่างยิ่ง” ไห่หลันอินขมวดคิ้วกล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใ ใจ
ยามนี้หวาหวั่นซีจึงเอ่ยปากอย่างเย็นชา “ในถ้ำเซียนของเจ้าต้องถูกคนใส่สิ่งของที่สามารถจับตาดูได้แน่ อย่างแมลงวิญญาณขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยก็สามารถทำเรื่องนี้ได้ คนในสำนักของ เจ้าเห็นเจ้าเป็นซาลาเปาเนื้อ ขอเพียงเอ่ยปากเจ้าก็จะไม่ปฏิเสธ อีกทั้งเจ้ายิ่งให้ยืมสิ่งของมากมาย พวกเขายิ่งไม่เคารพเจ้า”
“ที่จริงข้าให้ยืมก็เพื่ออยากจะกระชับความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขากลับต้องการแต่สิ่งของ ไม่สนใจข้าเลยสักนิด” ไห่หลันอินก้มหน้าเอ่ยพึมพำ
“โง่งม! อยากให้คนอื่นสนใจเจ้า ขอเพียงมีกำลังความสามารถก็พอ ถ้าทุกคนต้องอาศัยการให้ผู้อื่นหยิบยืมสิ่งของ คนพวกนี้ยังจะบำเพ็ญเพียรไปทำไม เจ้าฉวยโอกาสเปลี่ยนเป็นสำนักที่ไม่รู้ เบื้องหลังของเจ้าโดยเร็ว คนขั้นกำเนิดใหม่ใครจะกล้ามาหยิบยืมสิ่งของง่ายๆ คงรำคาญในการมีชีวิตอยู่แล้ว” หวาหวั่นซีส่งเสียงขึ้นจมูก สิ่งที่นางเกลียดชังที่สุดคือสตรีประเภทนี้ ถ ถูกคนอื่นรังแกโดยไร้เหตุผลเหมือนซาลาเปาลูกใหญ่
ไห่หลันอินถูกด่าจึงรู้สึกว่าวิธีคบสหายของตนเองดูเหมือนจะผิดพลาด แต่สาเหตุใหญ่ยังเป็นความเคยชินในการโปรยเงินในอดีต นางเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งและเย็นชาขึ้น ทว่ากลับแก้ไขโรค คชอบให้สิ่งของแก่ผู้อื่นไม่ได้ ขุนเขาเปลี่ยนง่าย นิสัยเดิมเปลี่ยนยากจริงๆ
ในเวลาเดียวกับที่จินเฟยเหยารู้สึกว่านางยังโง่เขลาเหมือนเดิม ก็คิดว่าถ้าเทียบกับเมื่อก่อน อย่างน้อยที่สุดยายนี่ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้นอีก ขอเพียงไม่มีเงินทอง นางก็ไม ม่มีทางโปรยเงินทอง ส่วนเรื่องไร้เดียงสาถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงอีกจึงเป็นความเคยชินแย่ๆ ที่หนักหนาสาหัสกว่าโปรยเงินทอง