คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 456 พบระหว่างทาง
เผ่าปิศาจคนนั้นมองภูติบนหัวของพั่งจื่อแวบหนึ่งอย่างสงสัย เขาไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตแบบนี้และไม่เคยได้ยินว่ามีสัตว์จำพวกภูติ แต่สิ่งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ดูแล้วแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น
เขาครุ่นคิดแล้วตวาดว่า “เจ้ารออยู่ที่นี่” จากนั้นเหาะเข้าไปในกองทัพ ท่าทางจะไปรายงานเรื่องนี้ต่อหัวหน้า
จินเฟยเหยาแอบถ่ายทอดเสียงให้หวาหวั่นซี “คนพวกนี้ดุร้ายมาก พอเห็นก็รู้ว่ามีโทสะเต็มท้องและไม่มีที่ให้ระบาย คงขึ้นมาจากโลกระดับวิญญาณเสียแปดส่วน เป็นไปได้ว่าโลกเทพที่ไปก่อนหน้านี้ถูกเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ยึดครอง ไม่เช่นนั้นสีหน้าคงไม่อัปลักษณ์ขนาดนี้ และทิศทางนี้ไปโลกเทพกูซู่ พวกเขาต้องไปที่นั่นแน่”
“ดูก่อนว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร ตอนนี้เจ้ามีฐานะเป็นเผ่าปิศาจ น่าจะไม่ทำอะไรเจ้า” หวาหวั่นซีก็ถ่ายทอดเสียงตอบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในกลุ่มเผ่าปิศาจหลีกออกเป็นทาง เผ่าปิศาจคนเมื่อครู่เหาะออกมา น้ำเสียงดีขึ้นนิดหน่อย “เจ้าตามข้ามา ราชันเสินอวี่อยากพบ”
ราชันเสินอวี่? จินเฟยเหยาได้ยินแล้วอยากจะหัวเราะ รอจนพวกเขาถึงโลกเทพกูซู่ก็จะเห็นมนุษย์วิหคจำนวนนับไม่ถ้วนเรียกว่าราชัน ถึงตอนนั้นคงน่าขำมาก
ติดตามคนผู้นี้เหาะเข้าไปในกลุ่มเผ่ามารจึงเห็นตำแหน่งตรงกลางมีเผ่าปิศาจสตรีขั้นว่างเปล่าช่วงกลางคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังวิหคยักษ์ขนเจ็ดสี นางมีผมยาวประบ่าไม่ได้เกล้าเป็นมวย มุกวิเศษเจ็ดสีแต่ละเส้นที่ห้อยบนเส้นผมบางอันหน้าตาเหมือนที่สวมบนเท้าอยู่บ้าง เผ่าปิศาจมักจะสวมใส่อาภรณ์เย็นสบาย ราชันเสินอวี่ผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน ท่อนบนสวมแค่ชุดอาคมปิดอกเจ็ดสี เอวเล็กๆ ขาวเนียนเผยออกมาภายนอก ตรงสะดือฝังหินผลึกสีสันสดใสจับตา
ท่อนล่างเป็นกระโปรงอาคมผ้าโปร่งเจ็ดสี บนเท้าเปล่ามีลวดลายสีดำ ไม่รู้ว่าวาดหรือสักลงไป ไม่ว่าจะดูอย่างไร เผ่าปิศาจผู้นี้ล้วนสดใสแสบตา เผ่าปิศาจโดยรอบต่างยอมให้นางสะกดข่ม
ถึงจินเฟยเหยาจะสวมชุดอาคมชั้นยอดทั่วร่าง แต่เนื่องจากนางทาสีดำ ดังนั้นจึงดูไม่สะดุดตา ทว่าแบบนี้จึงเกิดปัญหาหนึ่ง นั่นคือหวาหวั่นซีที่อยู่ข้างกายถูกนางสร้างได้โดดเด่นสะดุดตา พบพานหวาหวั่นซีผู้งดงามคือความเจ็บปวดในใจและหนามในดวงตาของผู้อื่น
จินเฟยเหยาเห็นสายตาไม่พอใจของราชันเสินอวี่จึงเข้าใจว่านี่คือจิตริษยาของสตรี เห็นผู้อื่นงดงามกว่าไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องนางจึงประสานมือคารวะและเอ่ยด้วยท่าทีไม่เลว “คารวะราชันเสินอวี่ ไม่ทราบว่าเรียกข้ามามีธุระใด?”
ราชันเสินอวี่ไม่เหลือบแลนางสักนิด สายตาจับจ้องบนร่างหวาหวั่นซีตลอดเวลา หวาหวั่นซีนั่งบนพรมบิน ตามองจมูกไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ไม่คารวะและไม่เงยหน้า พยายามทำให้ตนเองดูเหมือนท่อนไม้
“คนที่อยู่ข้างกายเจ้าคือหุ่นเชิด?” เดิมทีราชันเสินอวี่คิดจะเรียกนางมาสอบถามเรื่องของเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง ทว่าตอนนี้กลับถูกหวาหวั่นซีดึงดูดความสนใจไว้จึงโยนเรื่องเจ้าแม่ต้นไม้ออกนอกสมองไปแล้ว
“ใช่ นี่คือหุ่นเชิดที่ข้าหลอมสร้างขึ้นเพื่อต่อกรกับเผ่ามนุษย์ สามารถใช้นางล่อลวงบุรุษเผ่ามนุษย์ จากนั้นค่อยฉวยโอกาสสังหารโดยไม่ทันตั้งตัว ใช้ฆ่าคนปล้นทรัพย์โดยเฉพาะ” จินเฟยเหยาอธิบายด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“อ้อ” พอพูดแบบนี้ สีหน้าราชันเสินอวี่ก็ดีขึ้น ถ้าใช้สังหารเผ่ามนุษย์โดยเฉพาะ เช่นนั้นสร้างเสียงดงามก็เพื่อให้เผ่ามนุษย์เห็นแล้วหวั่นไหว นี่กลับมีเหตุผลยิ่ง เพียงแต่ให้หุ่นเชิดตัวหนึ่งสะกดข่มทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจนัก “ข้าสนใจนาง ในเมื่อใช้สังหารเผ่ามนุษย์จะอยู่ในมือของใครก็เหมือนกัน เจ้าก็มอบให้ข้าเป็นอย่างไร?”
คิดอะไรน่ะ พอเอ่ยปากก็ต้องการสิ่งของล้ำค่าของผู้อื่น เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร จินเฟยเหยาบริภาษในใจ ใบหน้ากลับแย้มยิ้มไม่ส่งเสียง ดีดนิ้วเบาๆ สายลมแรงขนาดเล็กก็โจมตีก้นของพั่งจื่อ
พั่งจื่อเข้าใจทันที รีบใช้มือปิดบนหัว ภูติถูกมันก่อกวนเช่นนี้จึงบินขึ้นจากมุกล้ำค่าบนหัวของมันทันที ละอองดาวร่วงหล่นในพริบตา ท่วงท่าเหนือธรรมดาดึงดูดสายตาของราชันเสินอวี่ทันใด
จินเฟยเหยาแสร้งทำท่าทางร้อนใจ เอ่ยกับพั่งจื่อด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เจ้าทำอะไรน่ะ ยังไม่รีบถือภูติให้ดีๆ ถ้าหายไปจะทำอย่างไร”
“นี่คือภูติที่เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงแห่งโลกเทพกูซู่มอบให้เจ้า?” ราชันเสินอวี่เม้มปากเอ่ยด้วยท่วงท่าสูงส่ง
ส่วนจินเฟยเหยากลับขมวดคิ้ว แสดงท่าทางไม่ยินยอม คำพูดที่ตอบก็ตอบส่งๆ “ชะ…ใช่ แต่ไม่ใช่ของดีอะไร แค่พกติดตัวไว้เล่น ถึงจะดูดีแต่ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์เท่านาง” ว่าแล้วนางก็ตบบ่าหวาหวั่นซี ส่วนหวาหวั่นซีก็นิ่งสนิทอย่างให้ความร่วมมือ พยายามทำให้ตนเองดูเหมือนสาวงามปลอมๆ
“ฮึ โลกเทพกูซู่ตอนที่เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริยังงไม่หลับใหล ให้กำเนิดสิ่งของชนิดหนึ่งชื่อว่าภูติวิญญาณจริง เป็นแก่นของพืช สามารถค้นพบหญ้าวิญญาณที่อยู่ห่างออกไปพันหลี่ เป็นสมบัติชิ้นยักษ์ของผู้ฝึกบำเพ็ญ แต่ถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าแม่ ภูติวิญญาณจริงจะไปจากโลกเทพกูซู่ไม่ได้ ขอเพียงออกไปจะกลายเป็นฝุ่นกองหนึ่ง ถ้าข้าดูไม่ผิด ภูติตัวนี้ของเจ้าเป็นภูติวิญญาณจริง” ราชันเสินอวี่จ้องมองดวงตาจินเฟยเหยาแน่วนิ่งและเอ่ยช้าๆ
วิธีจ้องตาคนฉลาดแบบนี้ใช้กับจินเฟยเหยาไม่ได้ผลเลยสักนิด เห็นนางหน้าไม่แดงใจไม่เต้นรัว มองราชันเสินอวี่ด้วยสีหน้าสัตย์ซื่อและรู้แจ้ง “ที่แท้สิ่งนี้มีความสามารถพิเศษแบบนี้ ตอนนั้นเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงตื่นขึ้นมาก็ยินดีอย่างยิ่งจึงมอบให้ข้าหนึ่งตัว นางแค่บอกว่าสิ่งนี้งดงาม ให้ข้าพกติดตัวไว้เสริมหน้าตา ดูแล้วล้ำค่า คิดไม่ถึงจริงๆ นี่ข้าเก็บของล้ำค่าได้หรือ?”
จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่าภูติตัวนี้ค้นหาหญ้าวิญญาณได้จริงๆ เพียงแต่ตอนจากมาสายตาที่เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงจ้องมองภูติทำให้นางรู้สึกว่าสิ่งนี้ต้องมีเลศนัยแน่ ราชันเสินอวี่ที่เบื้องหน้าไม่น่าจะเคยเห็นสิ่งนี้ก่อนเจ้าแม่ต้นไม้หลับลึก หากมิใช่ได้ยินมานั่นก็คือเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่เคยเห็นและมีสิ่งนี้ ถึงอย่างไรในอดีตไม่แน่ว่าเจ้าแม่ต้นไม้จะเคยปล่อยภูติออกมา
“มีสิ่งล้ำค่าอยู่กับตัวกลับไม่รู้จัก เป็นความสิ้นเปลืองชนิดหนึ่งจริงๆ” ราชันเสินอวี่เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
“ราชันเสินอวี่กล่าวได้ถูกต้อง ขอบคุณที่เตือนสติ” จินเฟยเหยาขอบคุณอย่างจริงใจ จากนั้นก็ไม่พูดเรื่องอื่นอีก ทันใดนั้น นางมีสีหน้าตกตะลึงราวกับเข้าใจเรื่องบางอย่าง รีบเหลียวซ้ายแลขวาสีหน้าเปี่ยมอารมณ์อย่างยิ่ง ทั้งเสียดายทั้งตัดใจไม่ได้ ทั้งยังหวาดกลัว
สุดท้ายก็เห็นนางกัดฟันตัดสินใจอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่รู้จักสิ่งล้ำค่าพกติดตัวไว้ก็เสียเปล่า ถ้าราชันเสินอวี่ชอบ ข้าคิดจะมอบภูติตัวนี้ให้ ถือเป็นการแสดงความเคารพของข้า”
“เจ้าหัวไวดี” ที่ราชันเสินอวี่รออยู่คือคำพูดนี้ เมื่อครู่พูดจนชัดเจนขนาดนั้น เห็นถ้าจินเฟยเหยายังฟังไม่เข้าใจและไม่เป็นฝ่ายมอบภูติออกมา นางก็คิดจะแย่งชิงอย่างเปิดเผย
ถึงเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงตื่นแล้ว ภูติวิญญาณจริงในโลกเทพกูซู่ก็มีอยู่มากมาย ถ้าไม่ผ่านการเห็นชอบจากเจ้าแม่ต้นไม้ก็ไม่มีใครนำภูติวิญญาณจริงไปได้ ส่วนเจ้าแม่ต้นไม้ มีผู้อาวุโสเคยบอกว่ามีนิสัยแปลกประหลาดการกระทำอธิบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบใจทั้งหมด อีกทั้งมักจะทำเรื่องที่ทำให้คนไม่เข้าใจเป็นประจำ คิดจะได้ภูติวิญญาณจริงจากมือนางเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง
ถ้าจะไปขอสิ่งนี้ที่โลกเทพกูซู่ มิสู้หยิบฉวยแบบสำเร็จรูปจากมือคนผู้นี้ดีกว่า เหลือคนงามปลอมที่ล้ำเลิศผู้นั้นไว้ให้นาง ภูติวิญญาณจริงจึงเป็นของดี
เดิมทีครั้งนี้ราชันเสินอวี่ถูกส่งไปโลกเทพกูซู่ แต่คิดไม่ถึงจะพบว่าเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงตื่น ขอเพียงนางตื่น ก็เป็นไปไม่ได้ที่โลกเทพกูซู่จะกลายเป็นดินแดนของใคร ถึงไปโลกเทพกูซู่ตอนนี้ ก็แค่ไปชมทิวทัศน์และทักทายอธิบายสถานการณ์ในยามนี้เท่านั้น
ดังนั้นนางจึงก้มหน้านิดๆ “ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าจะรับภูติวิญญาณจริงตัวนี้ไว้ ตอนนี้เผ่าปิศาจทั้งหมดอยู่ในโลกเทพค้นหาเผ่าปิศาจที่ผ่านเคราะห์สายฟ้า เจ้าเดินทางตามลำพัง จะเข้าร่วมในกองทัพของข้าหรือไม่?”
“ขอบคุณเจตนาดีของราชันเสินอวี่ เพียงแต่ข้าได้รับแจ้งจากเผ่าให้รับกลับ ยังมีโลกเทพอื่นๆ ที่ต้องไปอีก ตอนนี้ข้าต้องรุดกลับไปฟังการจัดการในเผ่า” จินเฟยเหยาไปกับนางก็โง่แล้ว กลับโลกเทพกูซู่แล้วเจอยายแก่บ้าคนนั้นอีก คงต้องเอาชีวิตของนางแน่
ราชันเสินอวี่แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เห็นจินเฟยเหยาไม่ยอมไปด้วยก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ระหว่างเผ่าถึงจะกำลังค้นหาเผ่าปิศาจ นอกจากเพื่อเพิ่มอำนาจของเผ่าปิศาจทั้งมวล ในบรรดานั้นองค์ประกอบใหญ่คือคิดจะดูดซับขุมกำลังใหม่ ดังนั้นถึงเผ่าจะได้รับคำสั่ง แต่ส่วนมากก็เป็นแต่ละเผ่าเดี่ยวๆ หรือร่วมมือกับคนอื่นไปทำเรื่องนี้
“ก็ได้ เจ้ารีบกลับไปเถอะ” ราชันเสินอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางเย่อหยิ่งอย่างถือตัวว่าอาวุโสกว่า
“ได้ ข้าไปจับภูติก่อน” จินเฟยเหยารับคำและรีบสั่งพั่งจื่อให้จับภูติ เนื่องจากรู้สึกว่าภูติตัวนั้นแปลกๆ นางจึงไม่คิดไปแตะต้องสิ่งนั้นมาตลอด ถึงอย่างไรก็นั่งอยู่บนหัวของพั่งจื่อตลอดก็ให้มันจับแล้วกัน
พั่งจื่อยื่นมือกบไปจับภูติ ดูเหมือนภูติตระหนักได้ว่าตนเองจะถูกมอบให้คนอื่น ดังนั้นจึงไม่เชื่อฟัง หนีไปรอบด้านไม่ให้พั่งจื่อจับตัวได้ ราชันเสินอวี่แค่เคยได้ยินว่าสิ่งนี้มีความสามารถพิเศษ เห็นภูติหลบหนีวุ่นวายจึงยื่นมือคว้าจับในความว่างเปล่า ภูติก็ถูกดูดมาอยู่ในมือนาง ภูติถูกนางบีบไว้ในมือ ดิ้นรนต่อต้านอยู่บ้าง ทว่าร่างกายของมันเล็กแค่นี้จะหนีจากอุ้งมือของเผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าช่วงกลางได้อย่างไร เรี่ยวแรงที่ดิ้นรนก็ไม่แตกต่างจากไร้เรี่ยวแรง
เห็นภูติถูกจับ จินเฟยเหยาก็อำลาราชันเสินอวี่ พาหวาหวั่นซีและพั่งจื่อจากไป
นางเหาะออกไปไม่เร็วนักครู่หนึ่งก่อน พอเห็นรอบด้านไม่มีคนจึงเหยียบพรมบินห้อตะบึงออกไป ส่วนพั่งจื่อที่นั่งอยู่บนพรมบิน พลันกระอักโลหิตสีดำออกมาคำหนึ่งทำให้จินเฟยเหยาและหวาหวั่นซีตกใจ “เจ้าเป็นอะไร หรือว่าถูกราชันเสินอวี่ลงมืออย่างอำมหิต?”
พั่งจื่อกุมท้องอย่างเจ็บปวดแล้วกระอักโลหิตสีดำออกมาอีกสองคำ จึงระบายลมหายใจช้าๆ พลางเอ่ยว่า “ไม่ใช่ เป็นภูติตัวนั้น เจ้าบอกจะมอบมันให้ผู้อื่น จากนั้นใช้ให้ข้าไปจับ มีครั้งหนึ่งพอสัมผัสมัน ข้ากลับลูบโดนพิษร้ายแรงบนร่างมัน เจ้าก็รู้ว่าข้าไวต่อพิษมาก รู้สึกไม่ถูกต้องจึงรีบรั้งมือกลับทันที โชคดีที่พวกเจ้าไม่เคยสัมผัสมัน คิดไม่ถึงว่าจะวางยาพิษ อีกทั้งยังไร้สีไร้กลิ่นแม้แต่ข้าก็ต้านทานไม่ได้”
“เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงชั่วร้ายนัก ถึงกับวางยาพิษในภูติ ไม่มีเจตนาดีจริงๆ ด้วย” จินเฟยเหยาเดือดดาล เจ้าแม่ต้นไม้คนนี้เลวเกินไปแล้ว
ทันใดนั้น นางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงรีบเอ่ยว่า “แย่แล้ว ภูติตัวนั้นร่อนลงบนร่างราชันเสินอวี่ ถ้าเจ้าแม่ต้นไม้ใช้จับตาดูข้าโดยเฉพาะ ตอนนี้พวกเราออกมาไกลขนาดนี้ ไม่แน่ว่าภูติตัวนั้นจะก่อเรื่องอะไรขึ้น พวกเรารีบไป ถ้าเผ่าปิศาจกลุ่มนั้นนึกว่าข้าจงใจทำร้ายพวกเขา พวกเราก็เดือดร้อนแล้ว!”