คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 457 ต้านทานหายนะ
ราชันเสินอวี่กำภูติในมืออย่างอารมณ์ดี ไป “พวกเราไปโลกเทพกูซู่ มาถึงที่นี่แล้วอย่างไรก็ต้องไปดูเสียหน่อย”
กองทัพเผ่าปิศาจเหาะไปข้างหน้าห่างไกลจากพวกจินเฟยเหยาเข้าไปทุกที ภูติในมือนางยังคงดิ้นรนและไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของจินเฟยเหยาแล้ว
“อย่าดิ้น ตามข้าไปมีอะไรไม่ดี ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังว่าง่าย ต้องการสิ่งใดข้าก็จะให้เจ้า” ราชันเสินอวี่ยื่นนิ้วไปลูบเส้นผมสีเขียวของภูติเบาๆ
ทันใดนั้น นางรู้สึกว่านิ้วเจ็บแปลบ ภูติน้อยอ้าปากกัด นางรู้สึกได้ว่าเลือดลมปั่นป่วนในพริบตา ปราณภายนอกชำแรกเข้ามาในชีพจร
ราชันเสินอวี่ตกใจ “มีพิษ!” หลังจากแตกตื่นเดือดดาล นางก็ออกแรงบีบในมือ ภูติส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ถูกนางบีบจนเป็นของเหลวสีเขียวในพริบตา
“ตัวอะไรน่ะ หรือว่าไม่ใช่ภูติวิญญาณจริง!” พิษนี้ร้ายกาจมาก ใบหน้าราชันเสินอวี่เริ่มเป็นสีดำ นางแบฝ่ามือออก เห็นในน้ำสีเขียวมีเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง
สิ้นเสียง ก็เห็นเมล็ดพืชแตกออกกะทันหัน กิ่งของต้นอ่อนพุ่งพรวดออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับอสรพิษ ราชันเสินอวี่รีบสะบัดมือ เมล็ดพืชรวมทั้งกิ่งไม้ที่ทะยานออกมาถูกสะบัดออกไป กลับไม่ได้ร่วงลงไปด้านล่างทว่าเติบโตขยายใหญ่อย่างคลุ้มคลั่งต่อไป
ในเวลาไม่กี่อึดใจ เมล็ดพืชนี้ก็กลายเป็นใบหน้ามนุษย์กว้างเจ็ดแปดจั้งที่สร้างขึ้นจากเถาวัลย์และบริภาษอย่างเดือดดาล “ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ ถึงกับกล้าสอดมือเรื่องของเหล่าเหนียง!”
ราชันเสินอวี่ขมวดคิ้ว รีบใช้ปราณมารต้านทานพิษที่จู่โจมหัวใจ กัดริมฝีปากมองเถาวัลย์ต้นไม้กลุ่มนั้น ในใจกระจ่างชัด ตนเองช่วยเผ่าปิศาจพวกนั้นต้านทานหายนะ
ไม่รู้ว่าคนเบื้องหน้าเป็นใคร ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินปกคลุมทั่วท้องนภา บ่งบอกชัดว่าไม่ใช่คนที่ตนเองจะต่อต้านได้ นางก้มศีรษะอันเย่อหยิ่งพลางเอ่ยวาจา “ผู้อาวุโสโปรดระงับโทสะ ข้าไม่รู้ว่านี่คือสิ่งของของผู้อาวุโส หากมีที่ใดล่วงเกินขอท่านโปรดอภัยให้ด้วย ถ้าท่านทำเพื่อคนเมื่อครู่ ข้าจะช่วยจับนางกลับมาทันที”
“จับมา?” ใบหน้าเถาวัลย์ส่งเสียงร้องแหลม คำรามอย่างมีโทสะ “จับมาจะมีประโยชน์ใด ข้าเพิ่งออกจากบ้านก็ถูกเจ้าขัดขวาง เจ้าคิดว่าด้วยสภาพของเจ้าในยามนี้ นางยังจะรับภูติกลับไปอย่างยินดีอีกหรือ!”
ราชันเสินอวี่ลอบมองไปรอบด้าน เผ่าปิศาจที่ติดตามต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ละคนดูออกว่าความแข็งแกร่งของเถาวัลย์นี้ไม่อาจดูเบาได้ ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือหลบหนีไม่ใช่ร่วมแรงกันสู้ศึก นางส่งสายตาให้เผ่าปิศาจคนสนิทสองคนหาโอกาสรีบหลบหนีไป ครั้งนี้เจอปัญหาแล้ว
“ถ้าผู้อาวุโสมีคำสั่ง พวกเราสามารถสั่งให้คนทำแทนได้” ราชันเสินอวี่ลองพินิจใบหน้านี้ดู ถ้าไม่ต้องลงมือได้เป็นดีที่สุด ไม่เช่นนั้นหลบหนีแบบนี้เกรงว่าจะมีการสูญเสีย ตนเองยังถูกพิษของมัน ไม่เช่นนั้นอาศัยพลังบำเพ็ญเพียรขั้นว่างเปล่าช่วงกลางของนาง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกว่าโดนดีเข้า
เผ่าปิศาจที่น่าตายคนนั้นจงใจโยนเจ้าตัวปัญหานี้ให้ตนเอง ดังนั้นจึงให้กบไล่มันขึ้นมาดึงความสนใจ อย่าให้ข้าเจอเจ้านะ ไม่เช่นนั้นจะให้เจ้าได้เห็นดีแน่!
ใบหน้าเถาวัลย์กลับไม่ครุ่นคิดถึงข้อเสนอของนางสักนิด นางส่งเสียงร้องเดือดดาล เถาวัลย์ที่อยู่ข้างใบหน้าร่ายรำราวกับเส้นผมก็พุ่งไปหาเผ่าปิศาจเหล่านั้นทันควัน
“ไป!” ราชันเสินอวี่ตวาดลั่น นกเจ็ดสีใต้ร่างร่วงวูบเป็นเส้นตรง เผ่าปิศาจทุกคนเตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว ทยอยกันใช้คาถาหลบหนีนานาชนิดกระจายกันหนีไปรอบทิศ
“ตายให้หมด!” ใบหน้าเถาวัลย์ตวาดก้อง ใช้เถาวัลย์ที่หยาบใหญ่กว่าโอ่งน้ำทะยานออกไปรัดเผ่าปิศาจที่กระจายกันหลบหนีรอบด้านอย่างดุร้ายราวกับอสรพิษ บนเถาวัลย์ยังผลิบุปผาสีชมพูอ่อนอันแปลกประหลาดออกมา กลิ่นหอมจางๆ ลอยกำจายในอากาศ ปราณพิษแพร่ไปทั่ว
มีเผ่าปิศาจถูกเถาวัลย์โจมตีโดนอย่างต่อเนื่อง เผ่าปิศาจจำนวนมากยังดูดซับปราณพิษพวกนี้เข้าไป ราชันเสินอวี่เห็นเช่นนี้ได้แต่หยุดหลบหนี กัดนิ้วใช้โลหิตสดวาดวงเวทโลหิตกลางอากาศ นางแนบฝ่ามือลงบนวงเวทแล้วตะโกน “วงเวทหลบหนีโลหิต จงเปิดออก!”
วงเวทโลหิตสาดส่องรัศมีสีเลือดดูดซับปราณโลหิตจากบนร่างราชันเสินอวี่ทันใด นางกัดฟันพยายามร้องตะโกน “รีบไป!”
เผ่าปิศาจที่ถูกกักขังทั้งหมดทะลักมา เผ่าปิศาจสิบคนกางม่านป้องกัน เผ่าปิศาจคนอื่นๆ กลับพุ่งเข้าส่งตัวในวงเวทโลหิต เถาวัลย์โจมตีม่านป้องกันไม่หยุด การโจมตีแต่ละครั้งล้วนทำให้เผ่าปิศาจที่กางม่านป้องกันกระอักโลหิตออกมาคำโต
ส่วนราชันเสินอวี่ยิ่งมีสีหน้าดำคล้ำลงเรื่อยๆ สุดท้ายเห็นว่าไม่มีคนสามารถหลบหนีได้อีก วงเวทโลหิตก็ส่งเสียงวิ้งๆ แล้วหายไปในอากาศ จากนั้นการโจมตีของเถาวัลย์ก็พลาด
บนเถาวัลย์ยังรัดเผ่าปิศาจอีกหลายคนที่ไม่ได้หลบหนี พวกเขาถูกโจมตีบวกกับถูกพิษต้นไม้ตาย ทว่าวิญญาณปิศาจกลับฉวยโอกาสหลบหนีออกไป ขอเพียงพบเผ่าปิศาจก็สามารถจัดการชิงร่างกลับมาใหม่ได้
กลางอากาศในยามนี้หลงเหลือเพียงใบหน้าเถาวัลย์เพียงลำพัง นอกจากกลิ่นหอมที่กำจายรอบด้าน ยังมีเสียงคำรามที่ยังเดือดดาลของมัน มันจ้องมองรอบด้านอย่างตะกละตะกลามราวกับอสรพิษที่หิวโหยหวังว่าจะมีคนที่ไม่สะดุดตาเดินทางผ่านมาหลายคนจะได้สังหารเล่นอีก ผ่านไปครู่หนึ่ง เถาวัลย์เริ่มเหลืองกรอบและค่อยๆ เหี่ยวเฉา สุดท้ายถูกลมพัดคราหนึ่งก็กลายเป็นธุลีสีดำปลิวกระจายในอากาศ
ใต้ต้นไม้วิญญาณจริงในโลกเทพกูซู่ เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงนั่งเงียบๆ นางลืมตาขึ้นกะทันหันและด่าทออย่างเผ็ดร้อน “หากมิใช่มีเพียงเมล็ดวิญญาณจริง พวกเจ้าไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะหนีรอดเลย”
นางกัดฟันอย่างไม่พอใจพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ “ช่างเถอะ แค่มดเล็กๆ ตัวหนึ่ง ต่อไปค่อยหาคนออกไปค้นหาก็ได้ ข้าไม่เชื่อว่าจะหาเขาไม่พบ”
นอกโลกเทพกูซู่ว่างเปล่าไร้ผู้คนพลันมีเสียงหัวเราะดังมากะทันหัน มีคนกำลังหัวเราะหึๆๆๆ อย่างเยียบเย็น ครู่หนึ่งเสียงหัวเราะก็หยุดลง โลกเทพกูซู่กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
“พั่งจื่อ เจ้าไม่เป็นไรนะ ร่างจริงของเจ้าเป็นสิ่งมีพิษชนิดหนึ่งจะถูกพิษเล็กน้อยแค่นี้คว่ำได้อย่างไร!” พั่งจื่อนอนอยู่บนพรมบินทรวงอกเต็มไปด้วยโลหิตที่กระอักออกมา ร่างสีขาวกลายเป็นสีดำ จินเฟยเหยาค้นหายาในถุงเฉียนคุน ยาแก้พิษมีไม่มาก เป็นถึงขั้นแปลงจิตแล้วใครยังกินยาแก้พิษอยู่อีก
นางค้นยาจิปาถะได้กองหนึ่งก็ยัดใส่ปากพั่งจื่อทั้งหมด หวาหวั่นซีก็นั่งยองๆ อยู่ด้านข้าง ทว่าทั้งสองคนไม่กล้าแตะต้องพั่งจื่อ ไม่มีใครรู้ว่าพิษนี้ร้ายกาจเพียงใด พอแตะแล้วจะติดต่อหรือไม่
ยาที่ใส่ปากไม่ได้ผลเลยสักนิด พั่งจื่อกระอักโลหิตออกมาต่อ มันนอนแน่นิ่งอยู่บนพรมบินสองตาจับจ้องท้องฟ้า เรื่องนี้ทำให้จินเฟยเหยาตกใจแทบแย่ รีบโยนหนังสัตว์ชิ้นหนึ่งลงบนท้องของมัน จากนั้นทุบมันหลายครั้ง “พั่งจื่อ จะตายแล้วหรือ! ถ้าเจ้าตาย ต้านิวกับลูกกบน้อยจะทำอย่างไร!”
“แค่ก!” พั่งจื่อไอเป็นเลือดออกมา มองจินเฟยเหยาแล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ถ้ายังทุบอีกจะตายเอาจริงๆ ต้านิวกับลูกกบน้อยอะไรกัน เจ้านายอย่างเจ้าจะมีสัตว์ภูติที่ลังเลเพราะเรื่องความรักหรือ?”
“ทำไมถึงกล่าววาจาลึกล้ำขนาดนี้ ดูแล้วเหมือนจะตายจริงๆ เลย” จินเฟยเหยาเอียงศีรษะมองดูอย่างละเอียด สภาพของพั่งจื่อแย่มาก มองดูแล้วนางพบว่าลิ้นของพั่งจื่อกลายเป็นสีดำหมด ครั้งนี้ยังเย้ยหยันอีกดูเหมือนจะแย่จริงๆ
จินเฟยเหยาถอนหายใจ หยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากถุงเฉียนคุน เปิดกล่องออกเผยให้เห็นยาเม็ดหนึ่งด้านใน เป็นยาคืนชีพกลับสวรรค์ที่ปู้จื้อโหยวนำมาให้นางครั้งที่แล้ว
จินเฟยเหยาจ้องมองยาคืนชีพกลับสวรรค์แล้วส่ายศีรษะยัดยาเม็ดนี้ใส่ปากพั่งจื่อ ใช้มือวางบนหนังท้องของมันที่กั้นด้วยหนังสัตว์จากนั้นถ่ายเทพลังวิญญาณลงไป ยาติดอยู่ตรงลำคอของมัน เวลานี้แม้แต่เรี่ยวแรงจะกลืนลงไปก็ยังไม่มี จินเฟยเหยาใช้พลังวิญญาณผลักยาเข้าไปในท้องของมัน
ใช้พลังวิญญาณตรวจสอบดูอีกรอบ พิษต้นไม้กระจายไปทั่วร่างของพั่งจื่อ ไม่เหลือสถานที่ที่มีสภาพดีสักแห่ง ไม่มีทางใช้พลังวิญญาณกั้นพิษได้
“แล้วแต่สวรรค์ลิขิตเถอะ ทว่ายาคืนชีพกลับสวรรค์จะรักษาพิษได้หรือไม่?” จินเฟยเหยารู้แต่ว่ายานี้สามารถเชื่อมกระดูกงอกเนื้อ ทว่าเรื่องพิษกลับไม่รู้แน่ชัดว่าจะขจัดได้หรือไม่ แต่ยามนี้ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถช่วยพั่งจื่อได้ ต้องรักษาม้าตายดุจม้าเป็น[1]แล้ว
หวาหวั่นซีที่เฝ้าอยู่ข้างๆ พั่งจื่อเงยหน้าขึ้นมองนางแล้วเอ่ยว่า “เสี่ยวหวั่นกำลังร้องไห้ นางกลัวพั่งจื่อตาย”
“…” จินเฟยเหยาลูบศีรษะเอ่ยอย่างจนปัญญา “รู้แล้ว ข้าจะพยายามสุดความสามารถ ข้าเลี้ยงเจ้านี่มาตั้งแต่เล็กจนโต จะมองดูมันตายไปแบบนี้ได้อย่างไร”
จินเฟยเหยามอบพรมบินให้หวาหวั่นซีดูแล ส่วนนางนั่งอยู่ข้างๆ พั่งจื่อแทน ถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของมัน ปีนั้นนางกินยาคืนชีพกลับสวรรค์ก็ได้ผลทันที ทว่ายามนี้ดูจากบนร่างของพั่งจื่อ ประสิทธิผลกลับไม่ชัดเจน และพั่งจื่อก็หมดสตินอนแน่นิ่งอยู่บนพรมบินไม่แตกต่างจากตายไปแล้ว
ถ่ายทอดพลังวิญญาณมาสิบกว่าวัน จินเฟยเหยาเริ่มกินยาเสริมพลังวิญญาณ สภาพของพั่งจื่อดีขึ้นมาก ตัวไม่ดำเหมือนถ่านแล้ว ทว่ายังสีเทาหม่นๆ และยังไม่ได้สติคืนมา ทว่าการหายใจราบเรียบขึ้นมาก ยาคืนชีพกลับสวรรค์ยังออกฤทธิ์อยู่บ้าง ถึงจะขจัดพิษไม่ได้ทว่ากลับรักษาอวัยวะภายในของพั่งจื่อไม่ให้เน่าเปื่อยเพราะพิษ พิษต้นไม้ในเลือดก็ถูกจินเฟยเหยาขับออกนอกร่างทีละนิด
“หวั่นซี อีกนานเพียงใดจะถึงโลกวิญญาณถัดไป พั่งจื่อยังไม่ฟื้น ข้ายังต้องใช้พลังวิญญาณ เหาะอยู่กลางอากาศแบบนี้อันตรายเกินไป ต้องรีบหาสถานที่พักเท้า” จินเฟยเหยาปรับลมหายใจเล็กน้อยจึงบอกกับหวาหวั่นซี
หวาหวั่นซีนำกระจกสภาพโลกวิญญาณออกมาตรวจสอบ ส่ายศีรษะแบบมองโลกในแง่ร้าย “ยังอยู่ห่างอีกไกล คำนวณดูแล้ว อย่างน้อยที่สุดอีกสิบกว่าวันจึงไปถึง มิสู้ให้ข้าทำแทน เจ้าถ่ายทอดพลังวิญญาณมาสิบกว่าวันแล้ว พักผ่อนหน่อยเถอะ”
“ไม่ได้ พิษนี้ร้ายกาจยิ่ง มีหลายครั้งที่คิดจะเข้ามาในร่างข้าผ่านทางพลังวิญญาณที่ข้าถ่ายทอด โชคดีที่ข้าใช้พลังบำเพ็ญเพียรสะกดลงไป ถึงกายเนื้อของเจ้าไม่เกรงกลัวพิษทว่าข้ากลัวมันทำลายวิญญาณของเจ้า มันคิดจะกลืนกินตานสัตว์ปิศาจของพั่งจื่อมาตลอด อำมหิตอย่างยิ่ง” จินเฟยเหยาปฏิเสธ ถ้าหวาหวั่นซีติดพิษไปด้วย ตนเองที่ไม่มีวิชาแยกร่างคงเหนื่อยตาย
“ข้าจะหาวิธีทำให้พรมบินเหาะไวขึ้น พยายามรุดไปให้ถึงโลกเทพถัดไปล่วงหน้าหลายวัน” หวาหวั่นซีขมวดคิ้ว วางกระจกสภาพโลกวิญญาณในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า
ทันใดนั้น นางก็ส่งเสียงอุทาน “รีบดูเร็ว ข้างหน้ามีสิ่งประหลาด ดูเหมือนจะเป็นเมือง”
…………………………….
[1] รักษาม้าตายดุจม้าเป็น หมายถึง ยังมีความหวังน้อยนิดในเรื่องที่หมดหวังแล้ว