คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 484 สู้ไม่จบ
สัตว์กลืนฟ้า สัตว์ภูติขั้นเก้าที่พิเศษเฉพาะชนิดหนึ่ง ว่ากันว่าเลื่อนขั้นยากลำบากอย่างยิ่ง แต่ถ้าเลื่อนขั้นได้ก็จะกลายเป็นจินฉาน[1]ในตำนาน ยามนั้นจึงเป็นสัตว์เทพมงคลที่สามารถคายเงินทอง กวักทรัพย์สมบัติเรียกสิ่งล้ำค่าได้ แน่นอน นี่คือตำนานที่จินเฟยเหยาเคยได้ยินมา จนถึงตอนนี้ในโลกระดับเทพและวิญญาณยังไม่มีใครเคยเห็นจินฉาน บางทีคนในโลกระดับสวรรค์อาจจะเคยเห็นคางคกสามขาชนิดนั้น
ทว่าสัตว์กลืนฟ้าตรงหน้าต้องต่างจากจินฉานในตำนานมากแน่ ถ้าจินฉานก็หน้าตาแบบนี้ เกรงว่าถึงคายเงินทองได้ก็ไม่มีคนเลี้ยง
เรือนร่างสูงยี่สิบกว่าจั้ง หนังท้องขนาดใหญ่เต็มไปด้วยลวดลายสีดำ ยามนี้กำลังเกยคางอยู่ริมบ่อนอนพังพาบอย่างเกียจคร้านและเบื่อหน่าย แผ่นหลังของมันเป็นชิ้นแข็งสีดำนูนเว้าไม่เสมอกัน บนชิ้นแข็งนูนสีดำบางครั้งยังมีของเหลวสีดำไหลลงมา น่าจะเป็นพิษร้ายแรงบนร่างมัน บนหัวมีเขาขนาดใหญยาวหนึ่งจั้งคู่หนึ่ง ไม่ว่ามองจากมุมใดก็ไม่น่าดูเหมือนพั่งจื่อเลยสักนิด
หน้าตาสัตว์ปิศาจประเภทนี้อัปลักษณ์จริงๆ เสียด้วย มีเพียงผู้บำเพ็ญเซียนรสนิยมแปลกประหลาดจำนวนน้อยจึงเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้
“ท่านเซียน นี่คือป้ายหยกของท่าน พกสิ่งนี้ไว้ก็สามารถเข้าไปได้ ส่วนศิลาวิญญาณนำป้ายจำนวนจากที่นี่ไปแลกเปลี่ยนที่หอหลงเสียงก็พอ” ผู้รับใช้ที่พานางไปนำป้ายหยกจากผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมคนหนึ่งมอบให้จินเฟยเหยา
จินเฟยเหยาตอบรับและรับป้ายหยกมา สายตามองไปด้านข้าง ข้างบ่อน้ำกว้างสามจั้งกว่ามีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตเจ็ดแปดคน พวกเขานั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้างใช้ปราณวิญญาณดูดน้ำสีดำก้อนหนึ่งขึ้นมา จากนั้นใช้เพลิงแท้หลอม น้ำสีดำจึงเปลี่ยนเป็นโปร่งใส ในนั้นจะมีสิ่งของเหมือนดินสีดำขนาดนิ้วมือหนึ่งชิ้นออกมา
สิ่งนี้หลังจากใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มก็วางทิ้งไว้ริมบ่อโดยไม่ต้องใช้สิ่งอื่นบรรจุ คิดว่าสิ่งนี้ก็คือแก่นพิษ โยนทิ้งไว้ข้างบ่อตรงๆ โดยไม่มีแม้แต่สิ่งบรรจุมัน เรื่องนี้ต้องระวังหน่อย ถ้าไปเหยียบเข้าจะเกิดปัญหาใหญ่ได้
จินเฟยเหยาสังเกตเห็นหูจับข้างจอกมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่านั่งหลับตาพักผ่อนนิ่งๆ อยู่บนนั้น ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมที่หยิบป้ายหยกออกมาเมื่อครู่ก็นั่งลงริมบ่อไม่ห่างจากเขา ท่าทางคนผู้นี้คือคนเฝ้าที่นี่
เห็นไม่มีคนจัดงานให้ตนเองทำ คาดว่าคงทำตามใจชอบได้ จะทำเมื่อใดจะเลิกเมื่อไรไม่มีใครยุ่งเกี่ยว มีอิสระอย่างยิ่ง แต่นางเห็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตเจ็ดแปดคนนั้น เพลิงแท้ของพวกเขาไม่มีสีดำสักคน ถ้าตนเองนั่งลงหลอมสกัดแก่นพิษตรงนั้นด้วยเกรงว่าคงดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง
จ้องมองน้ำสีดำอีกรอบ ท่าทางได้แต่ลงไปเดินเล่นแล้ว
“สหายเซียน ถึงการหลอมสกัดแก่นพิษทำความสะอาดจะเชื่องช้า ทว่าสามารถทำได้ค่อนข้างยาวนาน เจ้าลงไปครึ่งชั่วยามกลับมาพักผ่อนเพียงสองชั่วยาม จะรีบร้อนเกินไปหรือไม่ ถ้าสูญเสียปราณวิญญาณและการรับรู้ในบ่อแล้วต้านทานการกลืนกินของน้ำพิษไม่ไหวจะเสียชีวิตทันทีนะ” ผู้บำเพ็ญเซียนที่หลอมสกัดแก่นพิษคนหนึ่งฉวยโอกาสขณะนั่งขัดสมาธิพักผ่อนพูดโน้มน้าวจินเฟยเหยาทางด้านข้าง
จินเฟยเหยานั่งแทะผลไม้เหี่ยวแห้งซึ่งหามาจากที่ใดไม่รู้อยู่ริมบ่อ นางแทะไปสองคำก็เอ่ยว่า “ข้ารีบใช้ศิลาวิญญาณ หลอมสกัดแก่นพิษช้าเกินไป ครึ่งชั่วยามพวกเจ้าหลอมได้ไม่กี่เฉียน ต้องทำถึงเมื่อใดจึงหลอมสกัดได้หนึ่งตำลึง มิสู้ออกไปล่าสัตว์ปิศาจดีกว่า”
นางทำมาสิบกว่าวันแล้ว ลงบ่อไปงมหญ้าคนเน่าและหอยทากจานเหล็ก ในน้ำสีดำนอกจากสัตว์กลืนฟ้าที่อัปลักษณ์สุดขีดแล้วก็ไม่มีสัตว์ปิศาจอื่นใด ทว่าหญ้าคนเน่าและหอยทากจานเหล็กที่ติดผนังจอกก็ไม่ได้ดึงออกมาง่ายๆ
หอยทากจานเหล็กขนาดเท่าอ่างล้างหน้าแต่ละตัวดูดติดผนังจอกแนบแน่น ใช้มือคว้าในความว่างเปล่าดึงลงมาไม่ได้เลย นางได้แต่นำม่านแสงชิดให้หอยทากจานเหล็กเข้ามาในม่านแสง จากนั้นใช้เวทผสานเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ปิศาจ ใช้ปราณปิศาจปกป้องมือสองข้างแล้วขึ้นไปดึงหอยทากจานเหล็ก ถึงแม้ใช้พละกำลังของเทาเที่ยก็ดึงพวกมันลงมาอย่างยากลำบาก
สุดท้ายจินเฟยเหยามีโทสะ ต่อยไปหลายหมัด ต่อยเปลือกหอยให้แตกแล้วกรอกไฟนรกเข้าไปตรงรอยแตกก็ฆ่าพวกมันตายได้ พอหอยทากจานเหล็กตายก็ไม่มีแรงดูด ใช้มือแตะเบาๆ ก็ร่วงลงมา นางใช้วิธีนี้ ครึ่งชั่วยามก็สามารถจับหอยทากจานเหล็กได้ยี่สิบกว่าตัว
ใช้พลังประหลาดของเทาเที่ยบวกกับความหนาวเย็นของไฟนรกด้านนอก หญ้าคนเน่าก็ถูกแช่แข็งตายและดึงออกมาทั้งรากอย่างสบายๆ ผลรับที่นางลงน้ำครึ่งชั่วยามยังมากกว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ทำอยู่หลายวัน
อีกทั้งจินเฟยเหยาใช้ปราณวิญญาณสลับกับปราณปิศาจ พักผ่อนสองชั่วยามจึงกล้ากระโดดลงไป ผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ชมดูจนสะท้านขวัญ นี่มันจะเอาเงินโดยไม่ห่วงชีวิตชัดๆ!
แต่สิ้นเปลืองปราณวิญญาณมหาศาลแบบนี้ นางรู้สึกว่าท้องที่ไม่หิวมานานเริ่มหิวขึ้นมา ถ้าไม่กินอาหารก็จะรู้สึกเหนื่อยล้า คิดไม่ถึงว่าต้องใช้พลังมหาศาลขนาดนี้ นางไม่ได้พกของกินมาด้วยจึงได้แต่ค้นของกินที่ไม่รู้ว่าทิ้งไว้ในถุงเฉียนคุนตั้งแต่ชาติไหนมากิน
ได้ยินนางบอกว่าหลอมสกัดแก่นพิษช้าเกินไป ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตอายุห้าสิบกว่าปีคนหนึ่งก็ถอนหายใจ “พวกเราหมายตาวัตถุดิบชิ้นหนึ่ง มีแค่หอหลงเสียงเท่านั้นที่มี แต่ถึงข้ามีศิลาวิญญาณเพียงพอ พวกเขาก็ไม่ยอมขายให้ ทว่าขอให้ข้าใช้สิ่งของในบ่อสุรามาแลกเปลี่ยน พวกเราที่นี่ส่วนมากล้วนมาเพราะแบบนี้ ไม่เช่นนั้นใครจะแล่นมาทำเรื่องพรรค์นี้เพื่อศิลาวิญญาณน้อยนิด”
จินเฟยเหยาชะงัก ที่แท้ทุกคนไม่ได้มาเพื่อหาศิลาวิญญาณ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตเหล่านี้ล้วนมีทรัพย์สมบัติมหาศาล เพราะเหตุใดจึงมีข้าเพียงคนเดียวที่รู้สึกว่าหาศิลาวิญญาณที่นี่ได้ง่ายๆ?
ผู้อื่นทำหนึ่งวัน อย่างมากที่สุดก็ได้แก่นพิษออกมาสองสามตำลึง คำนวณดูแล้วเป็นศิลาวิญญาณชั้นกลางสองสามร้อยก้อน เงินเล็กน้อยแค่นี้ออกไปสุ่มฆ่าสัตว์ปิศาจขั้นแปดขั้นเก้าข้างนอกก็สามารถหาได้มากกว่าพันเท่า
หากมิใช่เพราะหมายตาสิ่งของในหอหลงเสียงแล้วถ้าไม่ใช้ขยะพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนก็จะไม่ยอมขายให้ พวกเขาคงไม่มานั่งทำความสะอาดบ่อสุราที่นี่หรอก
ทว่าจินเฟยเหยาลงน้ำครั้งหนึ่ง ครึ่งชั่วยามก็สามารถหาศิลาวิญญาณชั้นกลางได้ห้าหกพันก้อน มีรายได้มากกว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ยี่สิบกว่าเท่า อีกทั้งนี่ไม่ใช่ทำหนึ่งวัน วันหนึ่งมีสิบสองชั่วยาม นางลงน้ำได้วันละสี่ห้าครั้งก็สามารถหาศิลาวิญญาณชั้นกลางได้สองหมื่นกว่าก้อน ความรวดเร็วในการหาเงินเช่นนี้ การสังหารสัตว์ปิศาจก็เทียบไม่ได้
ขนาดผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าคนนั้นยังเหลือบตาขึ้นมองนาง แต่ละครั้งที่นางขึ้นมาจากน้ำ มักจะใช้ปราณวิญญาณลากหญ้าคนเน่าและหอยทากจานเหล็กไว้ด้านหลัง สงสัยอยู่บ้างว่านางทำได้อย่างไร ตอนจินเฟยเหยาลงน้ำ ผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้ยังใช้การรับรู้ตรวจสอบ การรับรู้ของจินเฟยเหยาย่อมรู้ ดังนั้นจึงไม่กลายเป็นเทาเที่ย ทว่าใช้ปราณวิญญาณนำเรี่ยวแรงดูดน้ำนมมารดาออกมาต่อยหอยทากจานเหล็ก
โชคดีที่เดิมทีนางมีปราณวิญญาณมหาศาลอยู่แล้ว ต่อยไปสิบกว่าหมัดก็ต่อยเปลือกหอยแตก จากนั้นใช้ไฟนรกกรอก ใต้น้ำมืดมิดเกินไป ใช้การรับรู้ดูไม่ออกว่าไฟนรกเป็นสีอะไร ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าคนนี้จึงแค่ถือว่านางใช้เปลวเพลิง กลับมั่นใจว่าพลังของจินเฟยเหยาเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเขาแล้ว ถ้าเขาลงไปต่อยหอยทากจานเหล็กตรงๆ อาจจะใช้สี่ห้าหมัด
ดังนั้นจึงไม่ได้จับตาดูจินเฟยเหยาที่สามารถทำความสะอาดบ่อสุราได้อย่างรวดเร็วซึ่งมีแต่ประโยชน์ไม่มีมีโทษต่อสำนักตะวันจันทราต่อ ศิลาวิญญาณเล็กน้อยแค่นี้สำนักยังจ่ายไหว ไม่จำเป็นต้องแตกตื่นตกใจ
จินเฟยเหยาย่อมไม่บอกผู้อื่นว่าตนเองหาเงินได้เท่าไร ทว่ายามนางหิ้วสิ่งของขึ้นมาทุกคนมองดูหลายครั้งก็เข้าใจ นางจึงเอ่ยอย่างใจกว้าง “ในเมื่อสหายเซียนรีบร้อนขนาดนี้ มิสู้ลงน้ำไปดึงหอยทากจานเหล็กและหญ้าคนเน่า ข้ามีวิธีจะบอกสหายเซียน”
“อ้อ สหายเซียนยอมบอกความลับหรือ?” คนผู้นี้เป็นฝ่ายพูดกับจินเฟยเหยาก่อน คิดจะสอบถามดูว่าดึงหอยทากจานเหล็กมาอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ตอนเขาเพิ่งมาก็เคยทดลองทำเรื่องนี้ ยุ่งยากอย่างยิ่ง บางครั้งครึ่งชั่วยามผ่านไปยังดึงลงมาไม่ได้สักตัว แรงดูดแข็งแกร่งสุดเปรียบปานจริงๆ
จินเฟยเหยาโบกหมัดเอ่ยว่า “ไม่ใช่ความลับอะไร เจ้าต่อยเปลือกให้แตกก็พอ ขอเพียงเปลือกแตกฆ่าหอยด้านในตาย มันก็จะร่วงลงมา”
“…” ผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้เงียบงัน เรื่องนี้ใครจะไม่รู้ ทุกคนทดลองใช้ทุกวิธีการที่ใช้ได้ทั้งหมดแต่แรกแล้ว วิธีต่อยเปลือกหอยแตกก็เคยใช้ ทว่าเปลือกหอยแข็งแกร่งและทนทานเกินไป ใช้ของวิเศษก็เกรงว่าจะติดน้ำพิษ ใช้กำปั้นต่อยจนมือเจ็บก็ไม่เห็นว่าจะได้ผล ดูท่าไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ สอบถามไปก็ไร้ประโยชน์
เห็นอีกฝ่ายไม่ส่งเสียง จินเฟยเหยาจึงม้วนแขนเสื้อขึ้นอวดกล้ามเนื้อเล็กๆ อันแข็งแกร่งของตนเองให้เขาดู ปากคาบผลไม้ครึ่งซีก ตบแขนเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “เจ้าดูสิ นี่คือกล้ามเนื้อที่ข้าหลอมสร้างออกมา ขอเพียงกินเยอะๆ ฝึกฝนมากๆ ก็มีพลังทั่วร่างได้”
ผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ข้างๆ คนนี้อยากจะบีบคอนางให้ตายอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อเล็กๆ ของจินเฟยเหยาใกล้เคียงกับผู้บำเพ็ญเซียนสตรีทั่วไป กล้ามเนื้อแขนที่เผยออกมาของตนเองยังใหญ่กว่าต้นขาของนางอีก ของแบบนี้ก็กล้าเอาออกมาอวด ทั้งยังสอนคนอื่นว่าต้องกินเยอะๆ ออกกำลังมากๆ เขามีความรู้สึกเหมือนพูดกับคนปัญญาอ่อนไปชั่วขณะ ในเวลานี้เอง สัตว์กลืนฟ้าพลันลุกขึ้นนั่งและมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
“หืม?” จินเฟยเหยาและผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ต่างตะลึงงัน จากนั้นรู้สึกได้ถึงอานุภาพกดดันบีบคั้นผู้คนสองขุมพุ่งมา ทำให้ร่างกายรู้สึกไม่สบายทันที
ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยปราณสังหารนี้ มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ไกลๆ!
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนของหอหลงเสียงก็ลุกขึ้นยืนมองไปทางนั้นแล้วขมวดคิ้ว รอบที่นี่ไม่มีสิ่งใดเลย จินเฟยเหยานั่งอยู่ก็สามารถมองเห็นรอบด้านได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ลุกขึ้นยืนแบบคนอื่นๆ
ผู้บำเพ็ญเซียนด้านข้างพูดพึมพำกับตนเองว่า “มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าต่อสู้กันใกล้ๆ ไม่รู้ว่าจะกระทบมาถึงทางนี้หรือไม่”
จินเฟยเหยากลับส่งเสียงขึ้นจมูก “คนพวกนั้นคงอยู่ว่างจนเบื่อหน่าย มีอะไรน่าสู้กัน มีเรื่องใดก็นั่งลงดื่มชาสักถ้วย กินซาลาเปาสักสองใบแล้วพูดคุยกันก็แก้ปัญหาได้”
สิ้นเสียง ปราณมารและปราณปิศาจอันแข็งแกร่งสองขุมก็พุ่งมาทำให้นางตกใจกลัวแทบโดด
ปราณมารนี้คุ้นเคยเกินไป ดูเหมือนจะเป็นเคล็ดไฟนรก จินเฟยเหยาปิดปากแล้วเหลียวซ้ายแลขวา เกิดความกังวลในใจ คิดดูแล้วรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ นี่ก็นานมากแล้ว หรือว่าจอมมารหลงยังสู้กับเผ่าปิศาจคนนั้นตลอดจนมาถึงที่นี่? หากไม่ใช่เผ่าปิศาจคนก่อน เขายังอยู่ว่างจนสู้กับเผ่าปิศาจคนใดอีก! ศัตรูเยอะเกินไปแล้วกระมัง
อีกทั้ง ปราณปิศาจที่เหม็นสุดขีดนี่มันเรื่องอะไรกัน ยังเหม็นกว่าตอนอินเยวี่ยพาตนเองไปฆ่าจูเชวี่ยหลายเท่า ราชันซากเน่าหรือ ทำไมเผ่าปิศาจจึงมีสัตว์ปิศาจแบบนี้ได้ เหม็นแทบตายแล้ว!
จินเฟยเหยาอุดจมูก จมูกของนางดีกว่าคนอื่นหลายเท่า ยามนี้จึงรู้สึกเหม็นจนแทบสลบ รีบผนึกจมูกไว้โดยไม่สนใจจะดมกลิ่นในปราณมารว่าใช่จอมมารหลงหรือไม่
………………………………..
[1] จินฉาน หรือ คางคกทอง ในตำนานจีน มีสามขา มีสีทองทั้งตัว มีความสามารถพิเศษในการคายเงินทองออกมาได้ นิยมทำเป็นวัตถุมงคลเหมือนปี่เซี๊ยะ(ผีซิว)โดยให้คาบเหรียญไว้ในปาก