คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 483 จอกสุราแก้ว
“หอยทากจานเหล็กตัวละสามร้อยศิลาวิญญาณชั้นกลาง แก่นพิษตำลึงละหนึ่งร้อย หญ้าคนเน่าต้นละสองร้อยศิลาวิญญาณชั้นกลาง…” จินเฟยเหยานั่งอยู่ในเกาะลอยได้เล็กๆ ท่องราคาค่าทำความสะอาดบ่อสุราให้ศีรษะหวาหวั่นซีทางด้านข้างฟัง
หวาหวั่นซีฟังแล้วอดเอ่ยไม่ได้ว่า “ไม่เลวเลย ถ้าข้าอยู่ขั้นแปลงจิตก็สามารถไปด้วยได้”
“ใช่ ราคาดีจนเหมือนเก็บศิลาวิญญาณริมถนน อีกทั้งข้าก็ถามแล้ว สัตว์กลืนฟ้าไม่กินคน ข้าจะไปพรุ่งนี้ ใช้เวลาไม่นานเจ้าก็จะมีห้วงการรับรู้ใหม่ รอจนเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตแล้วพวกเราไปทำความสะอาดบ่อสุราด้วยกันเถอะ!” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดีราวกับจะไปทำการใหญ่
ขณะที่ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นยินดี ด้านข้างพลันมีเสียงไร้เรี่ยวแรงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญาดังมา “ให้ข้าไปปิดด่านกักตนได้หรือไม่? ข้ายุ่งมากนะ”
จินเฟยเหยาจึงถามว่า “เจ้าถ่ายออกมาหรือยัง?”
“ถ่ายอะไรเล่า! ข้าบอกว่าข้าต้องปิดด่านกักตนผ่านเคราะห์สายฟ้ากลายร่างเป็นมนุษย์ในเร็ววัน เจ้าบังคับให้ข้าออกมาถ่ายก้อนหินทำไม!” พั่งจื่อนั่งยองๆ อยู่บนปากถุง คำรามด้วยสีหน้าโกรธเคือง
น่าขายหน้าเกินไปแล้ว ตนเองนอนอยู่…ฝึกบำเพ็ญอยู่ในถุงสัตว์ภูติดีๆ กลับถูกจินเฟยเหยาโยนออกมา หลังจากเขย่าบังคับให้ตื่นก็โยนถุงมาให้ตนเองถ่ายใส่ถุงก่อนจึงอนุญาตให้กลับไปได้ นี่มันเรื่องอะไรกัน บังคับให้คนอื่นทำเรื่องนี้!
เห็นพั่งจื่อเดือดดาล จินเฟยเหยาก็ยักไหล่อย่างจนปัญญา “ข้าไม่มีทางเลือก ข้ารับปากอินเยวี่ยแล้วว่าจะทำการค้ากับเขา อีกทั้งข้าเคยบอกแล้วว่าตอนนี้เจ้ามีค่ามาก ยิ่งถ่ายออกมามากก็ยิ่งทำเงินได้มาก ผู้อื่นมีอ่างเรียกทรัพย์ ข้ามีกบเรียกทรัพย์ ฮ่าๆๆๆ!”
พั่งจื่อถลึงตาใส่จินเฟยเหยาหลายครั้ง ลุกขึ้นแล้วขว้างถุงผ้าลงพื้น ไม่ทำแล้ว
“หยุดนะ เจ้าต้องถ่ายวันละครั้ง ไม่เช่นนั้นห้ามไปฝึกบำเพ็ญ!” เห็นพั่งจื่อประท้วง ไม่ถ่ายก้อนหินออกมาสักก้อน จินเฟยเหยาจึงรีบตะโกนเรียกมันไว้
“เฮ้อ…” พั่งจื่อถอนหายใจยาว ได้แต่เอ่ยว่า “ไม่ใช่ข้าไม่อยากถ่าย ข้าอยากรีบถ่ายออกมาหลายๆ ก้อนเพื่อไล่เจ้าไปใจแทบขาด จะได้ไม่ต้องนั่งถูกเจ้าจ้องมองจนรู้สึกอึดอัดอยู่ที่นี่”
“เจ้าเป็นอะไร อาหารไม่ย่อยหรือ?” จินเฟยเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ ดูเหมือนหลายปีนี้มันผลิตก้อนหินลดลง แต่ไม่เห็นกินน้อยลงเลย
พั่งจื่อลูบท้องบอกว่า “หลังจากกินเนื้อมังกรปิศาจแห้ง ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง ไม่เจ็บปวดแต่บวมนิดหน่อย เหมือนมีอะไรอุดอยู่ในท้อง รู้สึกไม่สบายเลย”
จินเฟยเหยาจ้องมองท้องของมัน ยังใหญ่เหมือนเดิม ดูไม่ออกเลยว่ามีอะไรผิดปกติ นางลูบคางครุ่นคิด จากนั้นเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี “เจ้ารอเดี๋ยวข้าจะไปเอายาถ่ายมาให้ กินสิ่งนั้นแล้วรับรองว่าเจ้าต้องถ่ายออกมาแน่”
“ยาถ่ายบ้าบออะไร! ข้าถูกเนื้อมังกรปิศาจอุดไว้ กินมากเกินไปจึงดูดซับสิ่งนั้นไม่ได้!” พั่งจื่อคำรามอย่างสุดจะทน
“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร? ตอนนี้ข้ายากจนมาก เจ้าลงแรงหน่อยสิ ทำไมข้ากินแล้วไม่มีปัญหาเลยสักนิด เจ้าโม้หรือเปล่า” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดี
พั่งจื่อโบกมือกบ ลากสังขารอวบอ้วนเดินไปที่อื่น คิดจะอยู่ห่างจากจินเฟยเหยาหน่อย ไม่เช่นนั้นยายนี่อาจจะทำเรื่องอะไรออกมา ปากยังบ่นพึมพำ “กระเพาะใครจะเหมือนเจ้า อย่าว่าแต่เนื้อแห้งเลย ก้อนหิน เหล็ก หนังสัตว์ก็ย่อยเหมือนกันหมด”
“พั่งจื่อ เจ้าถูกเนื้อแห้งอุดจริงๆ หรือ?” ทันใดนั้น น้ำเสียงอ่อนโยนของจินเฟยเหยาก็ดังมาจากด้านหลัง
เรื่องนี้ทำให้พั่งจื่อตกใจ มีเพียงตอนหลอกลวงยายนี่จึงพูดจาอ่อนโยนขนาดนี้ มันชักขาคิดจะวิ่งหนีออกจากเกาะลอยได้อย่างสุดชีวิตโดยไม่เหลียวหลัง ทว่าช้าไปก้าวหนึ่ง จึงถูกจินเฟยเหยาใช้มือกดติดพื้นจากด้านหลังจากนั้นนั่งทับร่างแล้วใช้สองมือกดหนังท้องของมัน
จินเฟยเหยาถ่ายเทปราณวิญญาณขุมหนึ่งเข้าสู่หนังท้องของมันและเริ่มตรวจสอบ จริงเสียด้วย ในท้องของพั่งจื่อมีปราณสีเขียวคล้ำก้อนหนึ่งใหญ่เท่าศีรษะคน ปราณนี้รวมอยู่ในท้องของพั่งจื่อทำให้มันย่อยอาหารและผลิตก้อนหินไม่ได้
จินเฟยเหยาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ปราณสีเขียว เมื่อตนเองกินเนื้อแห้งมังกรปิศาจก็ดูซับปราณสีเขียวเช่นเดียวกัน ท่าทางพั่งจื่อจะย่อยเนื้อแห้งมังกรปิศาจไม่ได้จริงๆ กินลงไปก็ดูดซับได้เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จึงกองอยู่รวมกัน มิน่าเล่ากินอาหารระดับสูงขนาดนี้ พลังบำเพ็ญเพียรจึงไม่เพิ่มขึ้นพรวดพราด เนื่องจากดูดซับไม่ได้ทั้งหมด
ถ้าดูดซับเองไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาพลังจากภายนอก ดังนั้นนางจึงหัวเราะหึๆๆ ให้พั่งจื่อ “เจ้ารอก่อน ข้าจะช่วยย่อยก้อนสีเขียวให้!”
พั่งจื่อมองนางแล้วสีหน้าแปรเปลี่ยน มันกระจ่างใจดีว่าปริมาณพลังของกลุ่มปราณสีเขียวยิ่งใหญ่เพียงใด อยู่ในท้องของตนเองมานานหลายปีแล้ว ถ้าไม่รู้คงเป็นตัวโง่งมจริงๆ ถ้าดูดซับในคราวเดียว นั่นคือจะเอาชีวิตของมัน มันจึงตะโกนลั่น “หยุดนะ!”
น่าเสียดายที่จินเฟยเหยาอยากได้ก้อนหินอย่างยิ่ง ปราณวิญญาณสีดำทั่วร่างทะลัก ถ่ายเทปราณวิญญาณในมือเข้าไปอย่างแรง พริบตา ในยินเสียงร้องโหยหวนของพั่งจื่อดังมาจากเกาะลอยได้เล็กๆ ทำให้นกที่อยู่นอกเกาะตกใจจนบินหนี ส่วนหวาหวั่นซีเห็นแสงสีดำกระพริบวาบ หลังจากนั้นเนิ่นนานจึงเอ่ยว่า “อเนจอนาถเกินทนดูจริงๆ”
หลังจากนั้นสามวัน จินเฟยเหยาจึงมาถึงหอหลงเสียง เห็นผู้รับใช้มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี นางก็เอ่ยอย่างขัดเขิน “เดิมทีหลายวันก่อนข้าน่าจะมาแล้ว ทว่าถูกเรื่องกะทันหันบางอย่างทำให้ล่าช้า ดังนั้นจึงมาสายไปสามวัน คงไม่ได้ยกเลิกที่นั่งของข้าเพราะเรื่องนี้หรอกนะ?”
คนของหอหลงเสียงนึกว่านางเปลี่ยนความคิดเนื่องจากเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีจึงเกรงกลัวความสกปรกดังนั้นไม่ไปแล้ว ประจวบกับมีคนมาซื้อโลหิตสีเงินของทายาทฉีหลินพอดีจึงขายไปมากกว่าครึ่ง ตอนนี้เห็นนางกลับมา ถึงจะยินดีที่นางกลับมา ทว่าโลหิตทายาทฉีหลินที่ตกลงกันไว้ตอนนี้น้อยลงกว่าเดิม
แต่คิดๆ ดูก็ไม่ได้บอกว่าจะมีสิ่งนี้แน่ๆ แค่บอกว่าจะช่วยนางหา วัตถุดิบอื่นๆ ก็ยังอยู่ทั้งหมด น่าจะไม่มีปัญหา
ผู้รับใช้คนนี้ไม่ใช่ผู้รับใช้ขั้นสร้างฐานในตอนแรก ทว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมที่พาคนไปบ่อสุราโดยเฉพาะ เขาเอ่ยอย่างเกรงใจ “ท่านเซียนคิดมากไปแล้ว จะยกเลิกที่นั่งได้อย่างไร ข้าจะพาท่านเซียนไปบ่อสุราเดี๋ยวนี้ ครั้งแรกต้องให้พวกเรานำทาง ต่อไปขอเพียงพกป้ายหยกที่บ่อสุรามอบให้ก็สามารถเข้าไปอย่างอิสระ ขอเพียงไม่ไปเกินสามวัน ป้ายหยกนี้ก็จะหมดประสิทธิภาพ ท่านเซียนแค่จดจำข้อนี้ไว้ก็พอ”
“เข้าใจแล้ว พวกเราไปเถอะ” จินเฟยเหยาพยักหน้า จินเฟยเหยาเหาะไปบ่อสุรากับเขาภายใต้การนำทางของผู้รับใช้คนนี้
บ่อสุราอยู่ไม่ไกลจากทางตะวันออกของเมืองเถียวเจีย เหาะออกมาหนึ่งชั่วยามกว่า ก็เห็นกลางผืนเมฆสีสันสดใส มีจอกสุราสองหูจับสามขาใบหนึ่งตั้งอยู่ จอกสุราสูงห้าร้อยกว่าจั้งกว้างสองร้อยกว่าจั้ง ตั้งอยู่กลางเมฆราวกับภูเขาลูกย่อมๆ สามขาและสองหูจับล้วนเป็นสีทองแดง ตัวจอกกลับเป็นแก้วโปร่งใส ข้างจอกทั้งด้านบนและด้านล่างถูกหุ้มด้วยสีทองแดง เพียงแต่ด้านหลังตัวจอกโปร่งใสกลับเต็มไปด้วยน้ำสีดำสนิท ทำให้ภาพลักษณ์อันงามประณีตของจอกสุราลดลงฮวบฮาบ
“ท่านเซียน ที่นี่ก็คือบ่อสุรา สัตว์กลืนฟ้าอาศัยอยู่ในนั้น พวกเราไปบนจอกก่อน ที่นั่นมีผู้รับผิดชอบดูแลบ่อสุรา” ผู้รับใช้เอ่ย
สายตาของจินเฟยเหยามองไปด้านหลังแก้วตลอดเวลา น้ำสีดำจนน่าตกใจ คงไม่ต้องทำความสะอาดเจ้านี่จนขาวหรอกนะ?
“เดิมทีน้ำเป็นสีนี้หรือ?” นางถามอย่างสงสัย
ผู้รับใช้ส่ายศีรษะ “ไม่ น้ำเดิมทีมีสีฟ้า แต่เนื่องจากคนทำความสะอาดมีน้อย ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ หลายปีมานี้จำนวนครั้งที่สัตว์กลืนฟ้าร้องยิ่งมากขึ้นทุกที เนื่องจากมันไม่พอใจที่น้ำสกปรกเกินไป”
“ข้าก็รู้สึกว่าสกปรกเกินไป ต้องหาคนมาทำความสะอาดเพิ่ม เห็นแบบนี้แล้วไม่อยากลงน้ำเลย” จินเฟยเหยาเบ้ปาก สกปรกเกินไปแล้ว นึกว่าเป็นเหมือนแม่น้ำหรือสระน้ำ แบบนี้คือบ่อหมึกโดยสมบูรณ์ โชคดีที่มีเพียงกลิ่นคาว ถ้ามีกลิ่นเหม็นอีกจะให้นางอยู่ได้อย่างไร อาศัยอยู่ในเกาะลอยได้เล็กๆ ก็ต้องดมกลิ่นในบ่อนี้
“ท่านเซียน พวกเราก็อยากหาคนมามากๆ ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ต่ำกว่าขั้นแปลงจิตทำไม่ได้ ครั้งที่แล้วมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายรีบใช้หญ้าวิญญาณอายุหกร้อยปี ต้องการจะได้หญ้าวิญญาณต้นนั้นจึงฝืนลงไปทำความสะอาด ทว่าลงไปไม่ถึงหนึ่งเค่อก็กลายเป็นกระดูก ดังนั้นต่อมาจึงไม่ให้คนที่ต่ำกว่าขั้นแปลงจิตลงไปเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นถ้ามีคนในตระกูลของผู้บำเพ็ญเซียนมาอาละวาดก็ยุ่งยากมากแล้ว” ผู้รับใช้อธิบาย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลที่น้ำสกปรกขนาดนี้
“หา?” จินเฟยเหยามองเขาอย่างตกใจ “ขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายลงไปก็กลายเป็นกระดูก? ถ้าบรรจุน้ำพิษพวกนี้ออกไปก็เป็นยาพิษโดยสมบูรณ์แบบน่ะสิ ของวิเศษอะไรจะร้ายกาจถึงเพียงนี้!”
ผู้รับใช้รีบโบกไม้โบกมือ “เรื่องนี้ไม่ได้ มีเพียงจอกแก้วเสินลี่สามขาจึงสามารถบรรจุน้ำพิษของสัตว์กลืนฟ้าได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นพอสัมผัสน้ำเหล่านี้ หลังจากเปื้อนก็จะเสียหายทันที ดังนั้นน้ำพวกนี้จึงได้แต่วางไว้ที่นี่ ไม่มีใครสามารถนำไปได้”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำความสะอาดอย่างไร? หรือข้าลงไปจะไม่กลายเป็นกระดูก!” จินเฟยเหยามองเขาแล้วถามด้วยสีหน้าสงสัย
ผู้รับใช้เอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ขอเพียงท่านเซียนใช้ม่านแสงปกคลุมทั่วร่างก็สามารถลงไปทำความสะอาดหอยทากจานเหล็กและหญ้าคนเน่าได้ ส่วนแก่นพิษไม่ต้องลงน้ำ แค่ใช้ปราณวิญญาณดูดน้ำพิษริมบ่อ สกัดพิษในนั้นออกมา นี่ก็คือแก่นพิษ หนึ่งตำลึงสามารถแลกศิลาวิญญาณชั้นกลางได้หนึ่งร้อยก้อน”
“มิน่าราคาจึงแตกต่างกันมากขนาดนี้ ที่แท้อย่างหนึ่งต้องลงน้ำ อีกอย่างหนึ่งไม่ต้องลงน้ำ ลงน้ำแค่ใช้ม่านแสงก็พอแล้ว? คนขั้นกำเนิดใหม่ลงไปก็ตายมิใช่หรือ” จินเฟยเหยาถามต่อ
“ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิต ขอเพียงขึ้นมาภายในครึ่งชั่วยาม จากนั้นพักผ่อนครึ่งวันก็ไม่มีปัญหาเลย” ผู้รับใช้เอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
จินเฟยเหยาหมดวาจา โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ สกัดแก่นพิษเปลี่ยนคุณภาพน้ำอะไรนั่นต้องไม่ง่ายดายขนาดนั้นแน่ๆ ไม่แน่ว่าครั้งหนึ่งสกัดได้หนึ่งเฉียน[1] วันหนึ่งทำได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึง ส่วนการลงน้ำ ลงครึ่งชั่วยามถึงกับต้องพักครึ่งวัน ท่าทางพลังบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิตก็แค่ฝืนทนไหว
แต่มีเรื่องหนึ่งที่นางรู้สึกแปลกใจจึงถามอย่างไม่เข้าใจนัก “ทำไมไม่ให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าไปทำล่ะ พวกเขาทำได้เร็วกว่าขั้นแปลงจิตนะ หามาสักหลายสิบคน ไม่กี่วันก็ทำความสะอาดได้เสร็จสมบูรณ์ ดีกว่าทำหนึ่งวันพักหนึ่งวัน น้ำดำเน่าเหม็นแบบนี้มากนัก”
ผู้รับใช้ตอบด้วยสีหน้างุนงง “ผู้ใดจะยอมมาทำ?”
“…” จินเฟยเหยาก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร คนขั้นว่างเปล่าในโลกระดับเทพเป็นบุคคลที่มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงสุด ผู้ใดมิใช่ราชันอันอหังการบ้าง เป็นไปไม่ได้ที่จะให้บุคคลเช่นราชันพวกนี้แล่นมาทำความสะอาดน้ำในบ่อและขยะให้สัตว์กลืนฟ้าขั้นเก้าที่นี่
………………………………………..
[1] เฉียน เป็นหน่วยวัดน้ำหนัก มีค่า เท่ากับ 5 กรัม สิบเฉียนจึงถือเท่ากับหนึ่งตำลึง