คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 487 บอกล่วงหน้า
ทางจินเฟยเหยากำลังมองปรากฏการณ์ประหลาดของหวาหวั่นซีอย่างตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตอย่างกะทันหัน แต่นี่แสดงว่าหวาหวั่นซีครอบครองห้วงการรับรู้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นจะบรรลุขั้นแปลงจิตได้อย่างไร!
เกาะลอยได้ทั้งหมดถูกปราณวิญญาณอันแข็งแกร่งโอบล้อมทำให้คนหายใจไม่ออกอยู่บ้าง ในเวลานี้เองปรากฏการณ์ประหลาดกลางนภาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เมฆดำม้วนตลบออกจากตรงกลาง แสงสีทองสายหนึ่งลอดผ่านลงมาตรงกลาง แสงสีทองเป็นประกายในนั้นมีบุปผาสีทองปรากฏขึ้นทีละดอก
“ปรากฏการณ์ประหลาดนี้งดงามจริงๆ คนหน้าตางดงามแม้แต่ปรากฏการณ์ประหลาดก็ต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน” จินเฟยเหยาอดชมเชยไม่ได้
ปรากฏการณ์ประหลาดที่นี่ย่อมถูกผู้บำเพ็ญเซียนในเมืองเถียวเจียพบเห็น ทุกคนพากันวิ่งออกมาดูภาพบรรลุขั้นแปลงจิตอันมหัศจรรย์ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ทุกคนที่เคยเห็นเรื่องแบบนี้ เปิดหูเปิดตาหน่อยก็ดี
“หืม?” เงยหน้าขึ้นมองบุปผาสีทองเหล่านั้น จินเฟยเหยาพลันพบว่าทั้งหมดเป็นดอกจวี๋ ทำไมถึงเป็นดอกจวี๋ล่ะ? น่าแปลก
ในเวลานี้เอง วงเวทค่อยๆ มืดลง หวาหวั่นซีที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในปราณวิญญาณปรากฏตัวขึ้นกลางวงเวท จากนั้นก็ล้มลงทันที ส่วนวงเวทมืดลงโดยสมบูรณ์ วัตถุดิบหลากสีสันกลายเป็นสีเทา สูญเสียปราณวิญญาณที่มีอยู่เดิมไป
“ไม่จริงน่า เลื่อนขั้นล้มเหลว?” จินเฟยเหยาใช้การรับรู้กวาดดู พบว่าพลังบำเพ็ญเพียรของหวาหวั่นซีในวงเวทยังเป็นขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลาย ไม่ใช่ขั้นแปลงจิตอย่างที่นางคิด
จากนั้นนางรีบเงยหน้าขึ้น ถ้าเลื่อนขั้นล้มเหลว ปรากฏการณ์ประหลาดพวกนั้นก็จะไม่หายไปแบบนี้ พวกมันจะกลายเป็นสายฟ้าผ่าลงมาและกลืนกินคนที่เลื่อนขั้น ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าเกาะเล็กๆ ของตนเองจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร!
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น นางกลับเห็นปรากฏการณ์ประหลาดไม่ได้หยุดและไม่ได้กลายเป็นสายฟ้าทว่ายังสำแดงต่อไป หลังจากดอกจวี๋สีทองปรากฏขึ้น เริ่มมีเงามายาของเทพธิดา ทิวทัศน์งดงาม และเสียงสวรรค์ปรากฏบนท้องนภาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายมีสายรุ้งพาดผ่านท้องฟ้า ดอกจวี๋สีทองเบ่งบานบนสายรุ้งทีละดอก
จินเฟยเหยาเอียงศีรษะ เหล่มองในกระท่อมที่อยู่ไกลๆ ที่นั่นก็มีปราณเซียนกดดันผู้คน ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินปั่นป่วน เพียงแต่เมื่อครู่ เนื่องจากทางหวาหวั่นซีมีความเคลื่อนไหวใหญ่โตเกินไป ดังนั้นจึงไม่ได้สังเกตทางนั้น ท่าทางยามนี้ สยงเทียนคุนกำลังเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตในกระท่อม
“เข้าใจผิดอะไรหรือไม่ จะเลื่อนขั้นก็ไม่บอกสักคำ? บอกว่าพักรักษาตัวและหลอมไม้วิญญาณเหล็กชัดๆ ตอนนี้เริ่มทะลวงขั้นแปลงจิตได้อย่างไร จะทะลวงน่ะได้ แต่พานทะลวงในขณะที่ข้าเปิดวงเวททำให้ข้านึกว่าปกติตนเองทำความดีมาก คุณสมบัติดีเกินไปดังนั้นหวาหวั่นซีจึงเลื่อนขั้น” จินเฟยเหยาด่าทออย่างเดือดดาล ทำไมพี่สยงทำอะไรไม่บอกสักคำ
ปรากฏการณ์ประหลาดของขั้นแปลงจิตสำแดงอยู่หลายวันก็ยังไม่หายไป อีกทั้งดูท่าทางคงสำเร็จ ไม่กลายเป็นสายฟ้าผ่าลงมา จินเฟยเหยาจึงเดินมาในวงเวทตรวจสอบสภาพของหวาหวั่นซี หลังจากเพิ่มโลหิตของเทาเที่ย ร่างกายของนางแข็งแกร่งขึ้นมาก เพียงแต่ไม่ได้มีกล้ามเป็นมัดๆ ไม่เช่นนั้นนางฟื้นขึ้นมาเรื่องแรกที่จะทำคือเสี่ยงชีวิตกับจินเฟยเหยา
สิ่งสำคัญที่สุดคือห้วงการรับรู้ พอจินเฟยเหยาใช้การรับรู้ตรวจสอบ พบสิ่งของขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงภายในร่างหวาหวั่นซี ดูอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็นห้วงการรับรู้เล็กๆ ห้วงการรับรู้ที่มีขนาดเพียงเมล็ดถั่วลิสงเกรงว่าคงใส่หยวนอิงไม่ได้
ถึงแม้เมื่อหลอมสร้างหวาหวั่นซีเสร็จจะมีวิญญาณถ่ายเทเข้าไป แต่กลับไม่มีสิ่งของประเภทหยวนอิง มีกู่หลิงซินให้พลังงานแก่ร่างกาย พอมีห้วงการรับรู้ ถึงจะเล็กนิดเดียว แต่ก็ดูได้ว่าจะมีหยวนอิงหรือไม่ ไม่แน่ว่าวิญญาณเหล่านี้ถูกพี่กระจกสร้างเป็นหยวนอิงโดยไม่เปลืองแรง จินเฟยเหยาครุ่นคิด การรับรู้เข้าไปในห้วงการรับรู้เล็กๆ ของนาง พบหยวนอิงขนาดเท่าเมล็ดข้าวอย่างน่าอัศจรรย์
จินเฟยเหยชะงัก ถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ มีดีกว่าไม่มี พี่กระจกเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เรื่องเหนือธรรมดาแบบนี้เขาก็ทำออกมาได้”
นับรวมพั่งจื่อแล้วบนเกาะมีทั้งหมดสี่คน ตอนนี้นอนอยู่สองคน มีอีกคนหนึ่งกำลังทะลวงขั้นแปลงจิต เข้าใกล้ไม่ได้ง่ายๆ เดินวนรอบหนึ่ง จินเฟยเหยาพบว่าถึงแม้ตนเองมีลูกน้องหลายคน แต่สุดท้ายคนที่เป็นเจ้าเป็นนายก็คือพวกเขา
เข้ากระท่อมไม่ได้ชั่วคราว สยงเทียนคุนยังเลื่อนขั้นอยู่ที่นั่น ถ้าไปอาจจะมีอันตราย ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงลากหวาหวั่นซีมาไว้ข้างๆ พลันพบว่าพั่งจื่อยังนอนอยู่ข้างกระท่อม ตอนนี้ฟองแสงนรกสองอันส่ายไหวอยู่ในปราณแห่งฟ้าดินที่ปั่นป่วนและอาจจะแตกได้ทุกเมื่อ
จินเฟยเหยาตกใจจนพุ่งตัวไปยกพั่งจื่อและฟองแสงนรกขึ้นหนีไปไกลๆ ถ้าฟองแสงนรกระเบิดตอนนี้ ปราณสีเขียวด้านในจะปะทุออกมา เกาะลอยได้เล็กๆ และพวกเขาต้องจบสิ้นที่นี่แน่!
“เจ้าบ้านี่ จบเรื่องแล้วข้าต้องสั่งสอนเขาให้ได้!” จินเฟยเหยาวางพั่งจื่อแล้วชูกำปั้นพร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่กระท่อมแบบเพลิงโทสะแน่นอก
ปรากฏการณ์ประหลาดขั้นแปลงจิตของสยงเทียนคุนเผยโฉมถึงสิบหกวันเต็มๆ สุดท้ายจึงค่อยๆ ล่าถอยไป และยันต์ถ่ายทอดเสียงที่จินเฟยเหยารอคอยกลับไม่ได้รับสักแผ่น เรื่องนี้ทำให้นางไม่เข้าใจอยู่บ้าง มีผู้บำเพ็ญเซียนเลื่อนขั้นก็จะมีผู้บำเพ็ญเซียนและสำนักจำนวนมากส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงมามิใช่หรือ นอกจากแสดงความยินดีแล้วยังมีความคิดจะกระชับความสัมพันธ์ด้วย
ทว่าครั้งนี้มันเรื่องอะไรกัน สยงเทียนคุนบรรลุขั้นแปลงจิต ถึงกับไม่ได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงสักแผ่น กลายเป็นทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรจะผูกสัมพันธ์ด้วย? ทว่าผู้อื่นไม่รู้ว่าเขาหน้าตางดงาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดแบบนี้ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ที่นี่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตไม่มีค่า ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดจะคบหาด้วย
จินเฟยเหยางุนงง ได้แต่อธิบายกับตนเองแบบนี้
ไม่มียันต์ถ่ายทอดเสียงก็ดีจะได้ไม่ต้องไล่คนพวกนี้ จินเฟยเหยาไปกำหมัดรอตรงประตูกระท่อม นางต้องสั่งสอนเจ้าหมอนี่ก่อน เกือบทำให้ทุกคนต้องตายด้วย! สยงเทียนคุนคิดไม่ถึงว่าตนเองจะทะลวงขั้นแปลงจิตกะทันหัน เพิ่งโคจรลมปราณเสร็จก็รีบลุกขึ้นออกจากกระท่อม คิดจะบอกข่าวดีกับจินเฟยเหยาว่าตนเองบรรลุขั้นแปลงจิตแล้ว สามารถยืนอยู่เบื้องหน้าและฝากแผ่นหลังไว้กับนางได้
ทว่าพอเปิดประตู สยงเทียนคุนก็เห็นจินเฟยเหยากอดอกมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ความยินดีเต็มอกถูกน้ำเย็นเฉียบราดรด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสีหน้าจินเฟยเหยาจึงปั้นยากขนาดนี้ มีท่าทางดุร้ายทำไมกัน หรือนางมีเพียงความเดือดดาล ไม่รู้สึกยินดีที่ตนเองบรรลุขั้นแปลงจิตเลยสักนิด…
เห็นสยงเทียนคุนเปิดประตูเดินออกมายังมีสีหน้ายินดี จินเฟยเหยาก็ชี้หน้าด่าทอเขา “พี่สยง! เจ้าทำอะไร! คิดจะเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตก็ไม่บอกล่วงหน้าสักคำ ข้าจะได้ย้ายตำแหน่งของพั่งจื่อ ก่อนหน้านี้ปราณแห่งฟ้าดินปั่นป่วน ฟองแสงนรกเกือบแตก ถึงตอนนั้นทุกคนต้องจบสิ้น!”
สยงเทียนคุนถูกนางด่าว่าอย่างรุนแรงก็รู้สึกเสียใจและไม่ได้รับความเป็นธรรม เดิมทีนึกว่าจินเฟยเหยาจะยิ้มต้อนรับตนเอง คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ได้รับคือการถูกบริภาษซึ่งหน้า เขาจึงอารมณ์ไม่ดี ยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน
“จริงๆ เลย ครั้งหน้าทำอะไรให้ฉลาดหน่อย อย่าเลินเล่อแบบนี้อีก อายุตั้งเท่าไรแล้ว” จินเฟยเหยาสั่งสอนเหมือนโตกว่า ไม่รู้ว่ามีไหสุราเพิ่มมาในมือตั้งแต่เมื่อใด หิ้วสุราไหหนึ่งไปถึงเบื้องหน้าสยงเทียนคุน นางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ยังนิ่งอึ้งอยู่ทำไม นี่เป็นของดี ใช้ศิลาวิญญาณจำนวนไม่น้อยซื้อมา รับไปสิ!”
“อะไรนะ?” สยงเทียนคุนมองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า ยังรู้สึกผิดหวังอยู่
“จะอะไรอีกล่ะ ก็สุราน่ะสิ!” จินเฟยเหยายัดไหสุราใส่อ้อมอกเขาแล้วพูดอีกครั้ง “ข้าไปซื้อมาให้เจ้าฉลองบรรลุขั้นแปลงจิตโดยเฉพาะ เดิมทีคิดจะพาเจ้าไปเลี้ยงอาหารในร้านที่ดีที่สุดในเมืองเถียวเจีย ทว่าที่นี่มีคนที่ต้องเฝ้าอีกสองคน เจ้าก็ทนหน่อยนะ สุราดอกจวี๋อายุสองร้อยปีเข้ากับปรากฏการณ์ประหลาดขั้นแปลงจิตของเจ้ามาก แน่นอนว่าเรื่องอายุไม่มีทางเทียบเจ้าได้”
ที่แท้จินเฟยเหยาไม่ได้โกรธตนเอง ยังจำได้ว่าต้องซื้อสุรามาฉลอง ทั้งยังซื้อสุราดอกจวี๋อย่างใส่ใจ ตั้งใจถึงเพียงนี้ดีมากจริงๆ สยงเทียนคุนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยายังจำได้จึงรับสุรามาอย่างยิ้มแย้ม “ขอโทษนะ ครั้งนี้เลื่อนขั้นกะทันหันเกินไป ข้าก็คิดไม่ถึง หากไม่ได้เฒ่าอวิ๋นช่วยเหลืออาจจะเลื่อนขั้นไม่สำเร็จและยังย้อนกลับมากลืนกินตนเองด้วย”
จินเฟยเหยากำลังก้มหน้าเปิดผนึกปากไหสุรา ได้ยินเขาพูดแบบนี้จึงถามว่า “ตาเฒ่าที่อาศัยอยู่ในการรับรู้ของเจ้าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“ก่อนหน้านี้แค่พลังไม่พอ ดังนั้นเขาจึงหลับลึก ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยนำไม้วิญญาณมาให้ข้า หลังจากข้านำแก่นวิญญาณไม้ออกมาให้เขากินลงไป อย่างน้อยก็สามารถทำให้เขามีชีวิตอย่างเปี่ยมพลังได้ห้าหกร้อยปี ในอดีตข้าเลื่อนขั้นได้เร็วเพราะเขาช่วยเหลือ เพียงแต่ต่อมาเขาตื่นบ้างหลับบ้าง โดยเฉพาะช่วงหลัง เขายากจะมีสติแจ่มใส พลังบำเพ็ญเพียรของข้าจึงติดอยู่ตรงนี้ ครานี้ข้าพึ่งพาเจ้าจึงเลื่อนขั้นได้ เฒ่าอวิ๋นก็ได้สติด้วย”
สยงเทียนคุนเอ่ยอย่างเบิกบาน ใบหน้ายิ้มแย้ม ยามนี้เขารู้สึกว่าเวลาในชั่วขณะนี้ดียิ่ง
จินเฟยเหยากำลังดื่มสุราดอกจวี๋คำหนึ่ง หลังจากจุปากก็รู้สึกว่าถูกหลอก รสชาติของสุรานี้จืดชืดไม่ถูกปาก รู้แต่แรกตนเองคงไม่เชื่อผู้ดูแลร้านซื้อสุราดอกจวี๋อายุสองร้อยปีแต่ซื้อสุราผลไม้อายุหกสิบปีแทน รสชาติของสุราผลไม้เข้มกว่าสุราดอกจวี๋มาก บางครั้งอยากใจกว้างหน่อยก็ติดกับพ่อค้าหน้าเลือด
ฟังสยงเทียนคุนเอ่ยจบ นางใช้แขนเสื้อเช็ดปากแล้วถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าเรียกเฒ่าอวิ๋นออกมาดื่มสักสองอึกเถอะ ตาเฒ่าคนนี้ต้องไม่ได้ดื่มสุรามานานแน่ น่าสงสารจริงๆ”
เมื่อหนึ่งปีก่อน สยงเทียนคุนฟื้นจากบาดเจ็บหนักพบว่าตนเองถูกเปลื้องผ้าต่อกระดูกอีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่โดนจินเฟยเหยาเห็นหมด ถ้าแค่เห็นก็ช่างเถอะ ยังถูกนางสัมผัสทั้งข้างบนข้างล่างทำให้สยงเทียนคุนอับอายแทบตาย
เขาทั้งขัดเขินทั้งโมโห แต่จินเฟยเหยากลับมีสีหน้าเฉยๆ ทำให้เขาพูดขอโทษไม่ออก ผู้อื่นเห็นแล้วยังไม่ใส่ใจ เจ้ายังสับสนกับเรื่องเช่นนี้อีก จะไม่เหมือนบุรุษมากไปแล้ว ทว่าในความเขินอายเขากลับลอบยินดีด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ขณะสนทนาจึงเล่าเรื่องที่มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นมหายานซึ่งผ่านด่านเคราะห์ล้มเหลวจึงเหลือการรับรู้เพียงครึ่งเดียวและอาศัยอยู่ในการรับรู้ของตนเองโดยบังเอิญให้จินเฟยเหยาฟัง คนผู้นั้นสอนเคล็ดวิชาให้เขา บอกเขาว่าจะเร่งความเร็วในการฝึกบำเพ็ญได้อย่างไร ส่วนค่าตอบแทนก็คือต้องช่วยเขาหาซากศพที่รักษาไว้ก่อนตายหลังผ่านด่านเคราะห์ล้มเหลวในปีนั้นให้พบ
จินเฟยเหยารับฟังจนอิจฉา ถึงกับพกตาเฒ่าที่มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงปานนี้ติดตัว โชควาสนาดีเยี่ยมจริงๆ ทำไมพี่สยงจึงโชคดีขนาดนี้นะ สุ่มหยิบของกลับมาเล็กน้อยก็มีประโยชน์ ส่วนสิ่งที่ตนเองเก็บกลับมาขนาดอาหารยังทำได้ย่ำแย่ แต่ละคนไร้ประโยชน์ทั้งนั้น!
……………………………