คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 486 ปรากฏการณ์ประหลาด
จินเฟยเหยาจัดการเคลียร์พื้นที่ว่างในเกาะลอยได้เล็กๆ วงเวททั้งวงกว้างเพียงห้าจั้งกว่า ตอนนี้เกาะลอยได้มีพื้นที่ห้าสิบหมู่แล้ว มีสถานที่ให้นางทำได้
“ข้ากางวงเวทก่อน เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม กางวงเวทเสร็จพวกเราจะเริ่มกัน” จินเฟยเหยาเกรงว่าพลังที่วงเวทก่อให้เกิดจะกระทบถึงบ้านและหญ้าวิญญาณรอบด้าน
สถานที่ที่เลือกจึงอยู่ห่างไกลจากกระท่อม หวาหวั่นซีนั่งอยู่ไกลๆ มองส่งนางไปกางวงเวทให้ตนเอง ตอนนี้ทั่วร่างนางไร้เรี่ยวแรง อยากช่วยก็ช่วยไม่ได้ ส่วนพั่งจื่อยังหมดสติอยู่ วันนั้นกลุ่มปราณสีเขียวภายในร่างของมันถูกจินเฟยเหยาใช้กำลังทำให้ยุ่งเหยิง ปราณสีเขียวปะทุออกมาทำให้พั่งจื่อพองมากกว่าปกติสิบกว่าเท่า สุดท้ายจินเฟยเหยาจัดการจนมือไม้ปั่นป่วนจึงไม่ทำให้มันตัวระเบิดตายเพราะปราณสีเขียว
ตอนนี้พั่งจื่ออยู่บนพื้นหน้ากระท่อม บนร่างมีฟองแสงนรกปกคลุมและบนฟองแสงนรกก็ยังมีฟองแสงนรกอีกอัน ระหว่างฟองแสงนรกสองอันมีฟองแสงพวงเล็กๆ เชื่อมโยง ฟองแสงนรกอันบนกว้างถึงสองจั้ง อันด้านล่างที่ปกคลุมพั่งจื่อมีขนาดไม่ถึงครึ่งจั้ง ปราณสีเขียวกลับอยู่ในฟองแสงนรกอันบนทั้งหมด
ปราณสีเขียวลอยตามฟองแสงเล็กๆ ทางด้านซ้ายเข้ามาในฟองแสงนรกที่อยู่ด้านล่างและผ่านร่างพั่งจื่อ จากนั้นก็ลอยกลับด้านบนผ่านฟองแสงเล็กๆ อีกด้าน ระหว่างที่พั่งจื่อหายใจเข้าออกก็สูดเอาปราณสีเขียวที่ผ่านมาลงท้อง สูดไม่ได้ก็ไหลกลับฟองแสงนรกด้านบน
นี่คือวิธีที่จินเฟยเหยาคิดออกเฉพาะหน้า ตอนนั้นทำให้หวาหวั่นซีตกใจนึกว่าพั่งจื่อจะตายเสียแล้ว ทว่าจินเฟยเหยากลับใช้กำลังดึงปราณสีเขียวทั้งก้อนออกมาแล้วใช้ฟองแสงนรกบรรจุไว้ไม่ให้พวกมันหนีไป แต่เกรงว่าปราณสีเขียวจะระเบิด ดังนั้นจึงไม่ได้บีบพวกมันแน่นหนาทว่าผ่อนคลายหน่อย ดังนั้นจึงมีปริมาตรเยอะกว่าภายในร่างของพั่งจื่อหลายสิบเท่า
นางใช้วิธีนี้ทำให้พั่งจื่อดูดซับปราณสีเขียวอีกครั้ง สะดวกสบายขึ้นมาก เพียงอาศัยการหายใจดูดซับปราณสีเขียวทีละนิด ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงสามารถดูดซับหมดและฟื้นขึ้นมา
แต่แบบนี้ก็ดีกว่าตาย หวาหวั่นซีชื่นชมความสามารถในการประยุกต์ใช้ของจินเฟยเหยาอย่างยิ่ง ไม่ได้เตรียมตัวเลยสักนิดก็คิดวิธีที่ดีขนาดนี้ออกมาได้ นึกถึงตอนนั้นที่จินเฟยเหยามองพั่งจื่อถูกปราณสีเขียวเป่าจนพองแบบปากอ้าตาค้างและเอ่ยอย่างตะลึงงัน ‘ถ้าระเบิด เครื่องในมิเต็มลานเรือนหรือ’
หวาหวั่นซีรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอีก ทำให้คนเปลืองสมองคิดจริงๆ
การจัดการวัตถุดิบยุ่งยากมาก ข้อเรียกร้องของพี่กระจกสูงเกินไป พวกกิ่งไม้ต้องเอาไปบด พวกขนและเขาสัตว์ต้องดึงเส้นเอ็นเลาะกระดูก พวกแร่ก็ต้องหลอมเป็นของเหลว จินเฟยเหยารู้สึกหงุดหงิดแทบตาย ถ้าสามารถเหลอมป็นของเหลวได้ทั้งหมด จากนั้นวาดลงไปจะสะดวกมากเพียงใด ทั้งยังต้องจับคู่กับหินผลึกให้ยุ่งวุ่นวาย ไม่ได้ทำเครื่องประดับผมเสียหน่อย ทั้งวาดทั้งฝังยุ่งยากถึงขีดสุด
นางยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกคนที่ศึกษาวงเวททั้งยึดมั่นทั้งมีความอดทนจริงๆ เปลี่ยนเป็นตนเองคงขายวัตถุดิบแลกเป็นศิลาวิญญาณแต่แรก วงเวทขนาดใหญ่เหล่านี้กับวงเวทธรรมดาขนาดเล็ก ไม่ใช่สิ่งของระดับเดียวกันโดยสิ้นเชิง อัจฉริยะแตกต่างจากคนธรรมดาจริงๆ ด้วย
จินเฟยเหยาพยายามทนความรู้สึกอยากกระอักโลหิตสะบัดมือทิ้งไม่ทำแล้วกางวงเวทต่อไป ไม่กล้าเลินเล่อแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้เป็นศิลาวิญญาณทั้งนั้น ขอเพียงไม่ระวังทำเสียหาย ในรังของสัตว์กลืนฟ้านอกจากน้ำสีดำแล้วก็ไม่มีขยะอื่นๆ ให้นางไปเก็บกวาดอีก
ในที่สุดจินเฟยเหยาก็กางวงเวทอันงามล้ำเลิศที่กว้างห้าจั้งมีสิบหกเหลี่ยมที่ช่องว่างตรงลวดลายที่หนาแน่นที่สุดกว้างเพียงครึ่งนิ้วและใช้วัตถุดิบเรือนหมื่นเสร็จสิ้น ปาดเหงื่อบนศีรษะ นวดเอวที่ปวดเมื่อย นางแทบน้ำตาคลอเบ้า
เห็นจินเฟยเหยายืนนิ่ง ส่วนวงเวทก็ดูเหมือนเสร็จสมบูรณ์แล้ว หวาหวั่นซีจึงเอ่ยถาม “เสร็จแล้ว?”
“ในที่สุดก็เสร็จแล้ว เอวแก่ๆ ของข้างอจนปวดไปหมด ของชั้นยอดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างข้าจะเล่นได้จริงๆ ชาติหน้าข้าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว คนที่สร้างของพรรค์นี้ออกมาล้วนเป็นตัววิปริต!” จินเฟยเหยากัดฟันด่าทอ
หวาหวั่นซีพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของนาง “ข้าก็รู้สึกอย่างนั้น เจ้าใช้เวลาหนึ่งปีสามเดือนกางวงเวทนี้ ระหว่างนั้นไม่ได้พักผ่อนแม้แต่เค่อเดียว ถ้านั่งฝึกบำเพ็ญ เวลาเล็กน้อยแค่นี้ข้ายังนั่งไหว ถ้าเดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งทำซ้ำไปซ้ำมาหนึ่งปีกว่าอย่างเจ้า เปลี่ยนเป็นข้าคงเลิกทำไปนานแล้ว”
“นี่! ข้าเป็นคนกางวงเวทให้เจ้านะ เจ้าอย่าไร้น้ำใจแบบนี้ได้หรือไม่ ยังไม่เปิดวงเวทชั่วคราว รอข้าพักผ่อนสักสิบวันครึ่งเดือนก่อนค่อยว่ากัน เอวแก่ๆ จะหักแล้ว” จินเฟยเหยามองนางแวบหนึ่งอย่างไม่พอใจ จากนั้นหมุนไหล่แล้วเดินมานอนฟุบบนที่นอนอันเย็นเยียบ หวาหวั่นซีเคลื่อนมาทุบเอวให้นางเบาๆ
จินเฟยเหยาเสพสุขกับการรับใช้ของหวาหวั่นซีพลางนำขวดหยกสูงสามฉื่อออกมา กรีดนิ้ว โลหิตสดขุมหนึ่งก็ไหลลงในขวดหยก
หวาหวั่นซีถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้ากำลังทำอะไร?”
“ข้าถามสยงเทียนคุนแล้ว เขาเคยไปถามคนที่ชื่อเฒ่าอวิ๋น บอกว่าขอเพียงเป็นโลหิตของสัตว์เทพก็ใช้ได้ อีกทั้งระดับยิ่งสูงก็ยิ่งดี คุณสมบัติร่างกายของข้า โลหิตทายาทฉีหลินพวกนั้นนับเป็นอย่างไรได้ ถ้าเจ้าใช้โลหิตของข้า ต้องมีเรี่ยวแรงมหาศาลเหมือนสัตว์ป่าและมีพลังให้ใช้ไม่หมดสิ้นแน่ๆ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีศิลาวิญญาณไปซื้อโลหิตทายาทฉีหลิน ถึงมีศิลาวิญญาณ ผู้อื่นก็ไม่มีสินค้ามากขนาดนั้น” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างเกียจคร้าน
“แต่เจ้าก็ปล่อยเลือดแบบนี้ไม่ได้ ถ้าตายไปจะทำอย่างไร!” มือของหวาหวั่นซีชะงัก เอ่ยอย่างร้อนใจ
จินเฟยเหยาใช้พลังวิญญาณควบคุมโลหิต ดังนั้นแค่แผลเล็กๆ บนนิ้ว โลหิตสดจึงไหลออกมาอย่างรวดเร็ว เห็นโลหิตสีแดงไหลลงในขวด ถึงร่างกายแข็งแรงดั่งสัตว์ป่า แต่เลือดไหลมากเกินไปแม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนก็ตายได้
“เจ้าโง่หรือเปล่า ข้าปล่อยเลือดทีละครึ่งขวด ดังนั้นข้าจึงบอกว่าต้องพักผ่อนสิบวันครึ่งเดือน ให้ข้าปล่อยเลือดมาหนึ่งถังในครั้งเดียวยังสร้างเจ้าไม่เสร็จข้าก็ตาย เจ้าคงสบายไป” เห็นว่าพอสมควรแล้ว จินเฟยเหยาจึงกดนิ้ว โลหิตสดตรงบาดแผลจึงหยุด จากนั้นนางก็พลิกตัวอย่างเกียจคร้าน พูดพึมพำกับตนเอง “พอร่างกายว่างโหวงก็อยากกินอาหาร ทำอาหารให้กินหน่อย”
จากนั้นนางก็หันหน้าไปมองหวาหวั่นซี ชะงักนิดหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา “ช่างเถอะ อาหารที่เจ้าทำรสชาติแย่กว่าของจอมมารหลงหลายเท่า กินอาหารของผู้อื่นต้องเสียเงิน กินอาหารที่เจ้าทำต้องเสียชีวิต”
หวาหวั่นซีมองนางด้วยสีหน้าดูไม่ได้ ตอนเล็กๆ วันๆ มีแต่คนมารับใช้ โตขึ้นมาหลังขั้นสร้างฐานก็งดอาหาร ไม่จำเป็นต้องกิน ใครยังไปลงมือทำอาหารเองอีก ดังนั้นนางจึงไม่เคยทำอาหารมาก่อน ครั้งที่แล้วลองลงมือทำเอง ต้มบางอย่างสีเขียวๆ มันๆ ออกมาหม้อหนึ่ง หลังจากจินเฟยเหยาชิมคำหนึ่งก็หน้าเขียว ถึงตายก็ไม่ยอมกินอาหารที่นางทำ
หวาหวั่นซีกัดริมฝีปากจึงเอ่ยว่า “อย่างนั้นให้สยงเทียนคุนลุกขึ้นมาทำเถอะ เขานำไม้วิญญาณเหล็กเข้าไปในกระท่อมก็ไม่ออกมา ตอนนี้เรียกให้เขาออกมาทำอาหารคงได้กระมัง”
“ช่างเถอะ ลักษณะนิ้วทั้งสิบของเขาไม่เคยทำงานบ้าน นอกจากนั่งชมทิวทัศน์อันงดงามอยู่ตรงนั้น ยังจะทำอาหารอะไรอีก พวกเจ้าไม่วางยาพิษข้าให้ตายก็นับว่าดีแล้ว ให้พวกเสี่ยวหงเสี่ยวหวงทำให้ข้ากินเถอะ ทำไมชีวิตข้าถึงได้ขมขื่นแบบนี้นะ” จินเฟยเหยาโบกไม้โบกมือ พึ่งพาสองคนนี้มิสู้พึ่งพาพวกเสี่ยวหงดีกว่า ถึงใช้การรับรู้ออกคำสั่งก็ยังสามารถทำอาหารออกมาได้ตรงตามมาตรฐาน
ในเวลานี้เอง สัตว์หลิงลี่ในสระน้ำพลันโผล่หัวขึ้นมาส่งเสียงกึกๆ ท่าทางราวกับหัวเราะเยาะนาง จินเฟยเหยาถลึงตาใส่แล้วตวาดว่า “ยังกล้าหัวเราะอีก! ผ่านไปอีกหลายวันก็ไม่ต้องใช้กู่หลิงซินแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเจ้าสองตัวก็หมดประโยชน์ ฆ่าให้หมดเอาตัวหนึ่งต้มน้ำแกงอีกตัวหนึ่งย่างไฟ!”
สัตว์หลิงลี่ตกใจกลัว พุ่งตัวดำลงในสระน้ำ ท่าทางสิบวันครึ่งเดือนคงไม่กล้าขึ้นมา
เห็นพวกมันตกใจกลัว จินเฟยเหยาก็หัวเราะลั่นอย่างเบิกบาน หวาหวั่นซีอดส่ายศีรษะไม่ได้ เป็นถึงขั้นแปลงจิตแล้ว ยังรังแกสัตว์ปิศาจที่เถรตรงสองตัว ทั้งยังเล่นสนุกอย่างเบิกบานใจ!
หนึ่งเดือนต่อมา จินเฟยเหยาก็นั่งอยู่นอกวงเวทด้วยสีหน้าซีดขาว ข้างกายมีขวดหยกบรรจุเลือดเต็มปรี่ห้าขวด นางมองหวาหวั่นซีที่นั่งเปลือยกายอยู่กลางวงเวทแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าจะเริ่มแล้ว หลอมร่างกายของเจ้าก่อน เสร็จแล้วค่อยเปิดวงเวทในพริบตา”
“อืม” หวาหวั่นซีพยักหน้าอย่างระมัดระวัง ช่วงเวลาที่สำคัญทำให้นางตึงเครียดขึ้นมา ทว่าในเวลานี้เอง ก็ได้ยินจินเฟยเหยาเอ่ยขึ้นอีก “ส่วนล่างของเจ้าจุดนั้นข้าทำไม่ได้ หลังจากเจ้ามีการรับรู้แล้วก็หลอมเอาเองเถอะ ข้าคิดว่าน่าจะแก้ไขทีหลังได้ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ทำตามสะดวก”
“มาพูดเรื่องพรรค์นี้ตอนนี้ทำไม เริ่มได้หรือยัง!” หวาหวั่นซีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ความรู้สึกตึงเครียดถูกยายนี่ทำลายหมดแล้ว
เนื่องจากร่างกายของหวาหวั่นซีมีพร้อมแล้ว ตอนนี้ขอเพียงเปลี่ยนโลหิตใหม่ จากนั้นใช้เพลิงแท้หลอมผสานก็เสร็จสิ้น ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงคายเพลิงแท้สีดำออกมาห่อหุ้มร่างของหวาหวั่นซีไว้บีบให้น้ำเทียนฉุนในร่างนางออกมา จากนั้นยกมือ ฝาขวดหยกห้าใบข้างกายก็ลอยขึ้นพร้อมกัน โลหิตสดด้านในสาดพ่นเข้าไปในเพลิงแท้
เข้าผสม หลอมผสาน ฟื้นฟู!
หนึ่งชั่วยามต่อมา จินเฟยหยาพลันรั้งมือ เก็บเพลิงแท้เข้าร่าง หวาหวั่นซียืนอยู่กลางวงเวท ร่างอยู่ในหมอกขาวที่พ่นออกมาปกคลุม จากนั้นจินเฟยเหยาก็ผนึกคาถาลงไปบนวงเวทอย่างว่องไว
เสียงดังวิ้งๆ วงเวทมีแสงหกสีสว่างวาบ แสงสีขาวในดวงตาวงเวทเสียดแทงนัยน์ตา แสงแต่ละเส้นของแต่ละสีลอยขึ้น หมุนวนรอบหวาหวั่นซี ลวดลายสร้างขึ้นจากสีเหลือง สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีขาว และสีดำราวกับผีเสื้อบินอยู่กลางอากาศ จากนั้นแต่ละตัวก็โผเข้าสู่ร่างของหวาหวั่นซี ดำเนินไปครึ่งชั่วยามจึงถ่ายเทลวดลายทั้งหมดเสร็จสิ้น เสียงสวรรค์พลันดังขึ้นในวงเวท
เดิมทีจินเฟยเหยานั่งอยู่นอกวงเวท ได้ยินเสียงสวรรค์ดังขึ้นก็ลืมตาอย่างงุนงง ทำไมจึงมีเสียงสวรรค์ด้วย ไม่ใช่ปรากฏการณ์ประหลาดเลื่อนขั้นของผู้บำเพ็ญเซียนเสียหน่อย พี่กระจกเล่นลูกไม้อะไร
ทันใดนั้น หวาหวั่นซีในวงเวทก็แผ่พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมา แสงเจิดจรัสและปราณวิญญาณรอบด้านโอบล้อมเป็นพายุหมุน ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินปั่นป่วน พอจินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเมฆดำหนาทึบกลางอากาศนอกเกาะลอยได้เล็กๆ เมฆดำพลิกตลบมารวมตัวกันที่นี่ กลางนภามีพลานุภาพกดดันอันแข็งแกร่งส่งมา เมฆดำหยุดอยู่เหนือเกาะลอยได้เล็กๆ เสียงสายฟ้าคำรามครืนครัน เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติร้อยเปลี่ยนพันแปลง
จินเฟยเหยาตะลึงงัน ร้องอุทานออกมากะทันหัน “อะไรนะ! เป็นขั้นแปลงจิตโดยตรงเลยหรือ?”
……………………………………..