คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 489 บงกชแสงม่วง
ภายในแสงสีม่วง มีบงกชสีเขียวขาวซึ่งมีสายฟ้าสีม่วงหมุนวนอยู่ดอกหนึ่งกำลังค่อยๆ ผลิบาน จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างประหลาดใจทันที “วัตถุดิบธาตุสายฟ้า?”
หยิบหรือไม่หยิบ! นางลังเลใจทันที สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าชมชอบที่สุด มองผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตนับร้อยที่รายล้อมที่นี่ล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่สิ่งนี้ คงแย่งชิงไปให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าเสียมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่พูดว่าสำนักตะวันจันทรามีกฎเกณฑ์ห้ามเข้าใกล้ที่นี่ตามลำพัง
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นวัตถุดิบธาตุสายฟ้า ถ้าเป็นสิ่งนี้จินเฟยเหยาไม่แน่ใจว่าจะหนีรอดหรือไม่ บางทีอาจจะมีคนขั้นว่างเปล่าโขยงหนึ่งกำลังจับตาดูอยู่ที่ใดสักแห่ง นางกัดฟัน ตะโกนอย่างชิงชัง “พี่สยง พวกเราไป!”
สยงเทียนคุนตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่านางจะไม่เอาสิ่งนี้แล้วจากไปมือเปล่า ในใจรู้สึกยินดียิ่ง เช่นนี้นางจึงไม่มีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นรีบเหาะตามนางออกไป
เนื่องจากบงกชยังผลิบาน ทุกคนเห็นแล้วจินเฟยเหยาไม่ได้ช่วงชิงอะไรเลย ดังนั้นจึงไม่มีใครลงมือขัดขวางนาง ทว่าสายตาของทุกคนไปรวมที่บงกชและจับจ้องตาไม่กระพริบ
เห็นไม่มีใครมาฆ่าตนเอง จินเฟยเหยาหนีออกจากเขตเนินแล้วจึงหยุดลง มองบงกชดอกนั้นอย่างตัดใจไม่ลง สยงเทียนคุนมองนางอย่างตกใจแล้วรีบยื่นมือไปฉุดดึงนางไว้ “เจ้าจะทำอะไร!”
จินเฟยเหยามองเขาแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ต้องรู้ให้ได้ว่านี่คือสิ่งใด ไม่เช่นนั้นตอนกลางคืนข้าจะนอนไม่หลับ นึกถึงแต่เรื่องนี้ทั้งวัน”
สยงเทียนคุนมองนางอย่างหมดวาจาและเอ่ยอย่างร้อนใจ “เจ้าไม่นอนเลยต่างหาก พวกเราไปกันเถอะ พวกเขาอาจจะรอสิ่งล้ำค่าปรากฏขึ้น อีกสักครู่ต้องต่อสู้กันอลหม่านแน่ พวกเรารีบฉวยโอกาสนี้จากไป”
“แต่ข้าสะบัดมือไปจากถนนลอยได้แล้ว ขอเพียงไม่เข้าร่วมการช่วงชิง แค่ดูก็น่าจะไม่เป็นไร” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างมีเหตุผลเต็มปาก เห็นสิ่งล้ำค่าเคยถูกตนเองนั่งทับหลายครั้งแล้วจะจากไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
“เจ้าห้ามลงมือแย่งชิงเด็ดขาด ดูเล็กน้อยแล้วจากไปทันที!” สยงเทียนคุนจนปัญญา ได้แต่ตกลง วางท่าชมดูเรื่องสนุกกับนาง
บงกชดอกนั้นผลิบานโดยสมบูรณ์แล้ว สายฟ้าสีม่วงในนั้นแลบแปลบปลาบไม่หยุด ส่วนผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนก็แค่มอง ไม่เห็นมีใครลงมือ จินเฟยเหยาชมดูเรื่องสนุก เหลียวซ้ายแลขวา ไม่สนใจการห้ามปรามของสยงเทียนคุน ทำตาปริบๆ ถามผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่ง “สหายเซียน ขอถามหน่อยนี่คือสิ่งใด?”
คนผู้นั้นด่าทอโดยไม่เหลียวหลัง “ไม่รู้จักเจ้าก็กล้านั่งบนนั้น รีบไปไกลๆ หน่อย หากมิใช่เจ้าหนีได้เร็ว คงถูกทุกคนทุบตีตายไปนานแล้ว”
“อย่าเย็นชาแบบนี้สิ ข้าแค่ชมดูเรื่องสนุก ไม่ลงมือแย่งชิงเด็ดขาด อีกทั้งข้าก็ดูออกว่านี่คือวัตถุดิบธาตุสายฟ้า แค่อยากรู้จักชื่อ วันหน้าจะได้บอกได้ว่าตนเองเคยนั่งอยู่บนสิ่งใด” เผชิญหน้ากับความเย็นชาของคนผู้นี้ จินเฟยเหยาไม่ท้อแท้เลยสักนิด ยังคงหยอกล้ออยู่ด้านข้างดังเดิม
สยงเทียนคุนกลับมีโทสะเต็มอกแต่แรก คนพวกนี้กล้าเย็นชากับนาง เขาแอบจดจำหน้าตาไว้ในใจ สบโอกาสจะให้พวกเขาจ่ายค่าตอบแทนท่าทีของตนเอง
“น่ารำคาญ นี่คือบงกชแสงม่วง ไปได้แล้วกระมัง” ตอนนี้เป็นยามที่บงกชแสงม่วงปรากฏขึ้น เขารับคำสั่งซือจุนในสำนักมา กำลังรอชิงบงกชแสงม่วงอยู่ที่นี่ ตอนนี้แบ่งแยกสมาธิไม่ได้เด็ดขาด เขาจึงบอกชื่อให้จินเฟยเหยาฟังอย่างดุร้าย เตือนนางอย่าว่ามาก่อกวนตนเองอีก
จินเฟยเหยาทำปากยื่นแล้วถอยหลังไปอย่างไม่พอใจ จากนั้นถ่ายทอดเสียงบอกสยงเทียนคุน “นี่คือบงกชแสงม่วง เป็นดอกบัว เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”
“ไม่เข้าใจ ดอกบัวแล้วอย่างไร?” สยงเทียนคุนมองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า
จินเฟยเหยาถลึงตาใส่เขาอย่างจนใจ “ดอกบัวมีเม็ดบัว เจ้าเคยเห็นดอกบัวที่มีเม็ดบัวเม็ดเดียวหรือ”
“ไม่เคยเห็น”
“สรุปว่า อีกสักครู่บงกชแสงม่วงจะมีเม็ดบัวมากมายออกมา ข้าเดาว่าอย่างน้อยที่สุดคงไม่ต่ำกว่าสามเม็ด ถึงตอนนั้นคือโอกาสเอาเปรียบ เม็ดบัวเยอะแยะถูกคนแย่งชิงไป เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะไปแย่งชิงตามลำพัง ถึงตอนนั้นจะเป็นโอกาสของเราสองคน อีกสักครู่เจ้าดูแลตัวเองนะ ข้าอาจจะยุ่งมาก” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ อย่างเบิกบาน
สยงเทียนคุนไม่รู้จะพูดอะไรดี เพิ่งผ่านไปไม่นาน นางก็เปลี่ยนความคิดทันที เมื่อครู่เฝ้าอยู่บนแท่นราบแล้วเด็ดบงกชแสงม่วงไปทั้งดอกดีกว่า สะดวกกว่าหนีออกมาแล้วย้อนกลับไปแย่งชิงอีก
เขาบอกความคิดกับจินเฟยเหยา อยากจะให้นางเข้าใจว่าคนร้อยกว่าคนแย่งชิงเม็ดบัวไม่กี่เม็ด มีโอกาสน้อยมาก มิสู้จากไปแต่เนิ่นๆ ดีกว่า เรื่องสำคัญคือหาโลกเทพใบใหม่ที่มีคนเบาบางเพื่อฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจ
จินเฟยเหยามองเขาอย่างเหยียดหยาม ชี้ไปที่แท่นราบแล้วเอ่ย “ตอนนี้ดอกบัวยังผลิบานไม่เสร็จสิ้น เม็ดบัวยังไม่ปรากฏ ถ้ารออยู่บนนั้นตลอด เกรงว่าตอนนี้คงถูกผู้บำเพ็ญเซียนพวกนี้ทุบตีไปนานแล้ว ข้าไม่มีความสามารถจะต้านรับการโจมตีของคนมากมายขนาดนี้ได้ เจ้าต้านทานไหวหรือ?”
สยงเทียนคุนถูกนางถามจนอึ้ง แค่หวังว่านางจะไม่มีโอกาสได้เม็ดบัวแสงม่วง แบบนี้ก็จะไม่มีอันตราย จากนั้นคนทั้งสองก็สามารถไปหาสถานที่ไร้ผู้คนอาศัยอยู่หลายร้อยปีอีกครั้ง
ถ้าเฒ่าอวิ๋นรู้ความคิดของเขาในตอนนี้ต้องมีโทสะแทบตายแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เตือนสติเขาแต่แรกว่าทางที่ดีให้สังหารจินเฟยเหยาเสียเพื่อไม่ให้จิตใจสับสนวุ่นวาย
บงกชแสงม่วงเบ่งบานอย่างงดงามจับตาและหายไปอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงครึ่งจิบชาก็เริ่มโรยรา กลีบดอกสีเขียวขาวแห้งเหี่ยวและร่วงหล่นทีละกลีบ ตรงกลางปรากฏฝักบัวที่ถูกสายฟ้าสีม่วงหมุนวน สิ่งที่ทำให้จินเฟยเหยาผิดหวังแต่กลับทำให้สยงเทียนคุนยินดีคือกลางฝักบัวของบงกชแสงม่วงมีเม็ดบัวขนาดเท่าไข่ไก่เพียงเม็ดเดียว
เม็ดบัวโผล่ออกมานอกฝักบัวครึ่งหนึ่ง บนผิวเม็ดบัวมีลวดลายเมฆเหินสีม่วง ตัวมันเปล่งรัศมีจางๆ งดงามอย่างเห็นได้ชัด ทว่าการปรากฏขึ้นของมันทำให้บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดทันที ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนล้วนส่งปราณวิญญาณออกมาภายนอก เตรียมตัวช่วงชิง
เห็นมีเม็ดบัวเพียงเม็ดเดียว จินเฟยเหยาอดด่าทอไม่ได้ “ดอกบัวอะไรไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เอาเสียเลย ออกเม็ดบัวมากองหนึ่งก็ไม่ได้ ออกมาแค่เม็ดเดียวเป็นพิเศษทำไม!”
สยงเทียนคุนแอบยิ้มแล้วดึงนางถอยหลัง ตอนนี้มีเม็ดบัวเพียงเม็ดเดียว ต่อให้จินเฟยเหยาอยากได้เพียงใดก็หมดโอกาสแย่งชิง ทว่าดึงหลายครั้ง นางยังจ้องมองตาปริบๆ ในสมองเต็มไปด้วยความคิดว่าเม็ดบัวแสงม่วงสามารถแลกศิลาวิญญาณได้มากเพียงใด ไม่มีความคิดจะจากไปเลยสักนิด
ในเวลานี้เอง ฝักบัวเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวขาวเป็นสีเหลือง เม็ดบัวพลันแตกออกจากฝัก เหาะออกไปเองลากสายฟ้าสีม่วงเป็นทางยาว นี่คือเอกลักษณ์ของวัตถุดิบขั้นเทพ มีสติปัญญาของตนเองไม่ใช่สิ่งไร้ชีวิต
เม็ดบัวโผบินวุ่นวายอยู่กลางอากาศ เจอผู้บำเพ็ญเซียนสกัดขัดขวางก็บ่ายหน้าบินไปทางอื่น มีไหวพริบอย่างยิ่ง ส่วนบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนก็นำของวิเศษนานาชนิดที่เตรียมไว้แล้วออกมา ท้องนภาเต็มไปด้วยแสงหลากสีสัน ทั้งหมดเป็นของวิเศษที่กำลังร่ายรำ
เนื่องจากไม่มีใครแย่งเม็ดบัวได้จึงยังไม่มีการต่อสู้กันชั่วคราว เป้าหมายของทุกคนมีเพียงสิ่งเดียว ชิงเม็ดบัวแสงม่วงให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
จินเฟยเหยาถูกสยงเทียนคุนบังคับลากออกไปข้างนอก ห้ามนางไปเข้าร่วมการแย่งชิง ส่วนจินเฟยเหยาชี้เม็ดบัวอย่างหงุดหงิด ปากก็เอ่ยไม่หยุด “เจ้าดูสิ เลี้ยวโค้งอีกแล้ว ถ้าไม่จากไป ตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่ก่อนหน้านี้พอดี ใช้มือคว้าก็ได้เม็ดบัวมาไว้ในมือแล้ว พี่สยง เจ้าขี้ขลาดเกินไป นำความกล้าตอนปล้นทรัพย์ในอดีตออกมาสิ ถ้านำสิ่งนี้ไปมอบให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่า เขาต้องยกโทษให้โดยไม่สนใจว่าเคยทำเรื่องอะไรมาแน่!”
สยงเทียนคุนพยายามไม่ฟังจินเฟยเหยา เกรงว่านางพูดจาอ่อนหวานน่ารักเมื่อไร ตนเองจะทนไม่ไหวยอมให้นางไปเสี่ยงอันตราย
ทว่าเรื่องพวกนี้ถึงตั้งใจจะหลีกเลี่ยงแต่ก็หลบไม่พ้น สยงเทียนคุนไม่คิดจะให้จินเฟยเหยาไปเข้าร่วมเรื่องแบบนี้ คนทั้งสองออกมาจากกลุ่มคนที่เริ่มแย่งมาชิงไกลแล้ว แม้แต่จินเฟยเหยาก็เบ้ปากและล้มเลิกอย่างไม่พอใจ ดูแล้วเหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาสองคน
ทว่าเห็นเม็ดบัวแสงม่วงหนีอลหม่านในฝูงชน ไม่รู้มันรู้สึกว่ารอบด้านมีคนมากมายเกินไปจึงไม่มีสถานที่หลบหนีหรือไม่ พลันทะลุผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งที่มาขัดขวางไว้อย่างรวดเร็วและเหาะตะบึงข้ามฝูงชนมาทางจินเฟยเหยา
จินเฟยเหยาอ้าปากน้อยๆ มองเม็ดบัวแสงม่วงที่เหาะตรงมา ใช้มือคว้าในความว่างเปล่า เม็ดบัวแสงม่วงก็ถูกปราณวิญญาณห่อหุ้มและลากกลับมาข้างกาย เม็ดบัวแสงม่วงดิ้นรนอย่างรุนแรง คิดจะหลบหนีออกจากอุ้งมือนาง ทว่าจินเฟยเหยานำกล่องหยกออกมาแล้วโยนมันเข้าไปอย่างว่องไว พอผนึกพลังวิญญาณ แปะยันต์กักขัง ก็โยนกล่องหยกใส่ถุงเฉียนคุน
สยงเทียนคุนนิ่งเป็นไก่ไม้มองดูนาง คิดไม่ถึงเลยว่ายังมีกระบวนท่านี้อยู่ ผู้บำเพ็ญเซียนนับร้อยมองเห็นฉากนี้ เม็ดบัวแสงม่วงตกอยู่ในมือจินเฟยเหยา จากนั้นก็ใส่ในถุงเฉียนคุน ทั้งหมดเป็นเวลาแค่สองอึดใจ ยังมองเห็นลักษณะไม่ชัดก็ถูกนางเก็บไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนตะลึงงัน หลังจากเห็นสองคนนี้ชัดเจน ความเดือดดาลในใจก็พุ่งพรวด สองคนนี้อีกแล้ว เมื่อครู่ยังแสร้งทำสีหน้าไม่รู้เรื่อง มีการเตรียมพร้อมมาจริงๆ ด้วย!
ส่วนจินเฟยเหยาที่เก็บเม็ดบัวแสงม่วงลงในถุงเฉียนคุนโดยอัตโนมัติเพิ่งยิ้มแย้มอย่างยินดี “นี่มันโชคดีอะไรกัน ถึงกับวิ่งมาหาเองถึงที่ สวรรค์กำหนดให้สิ่งนี้สมควรเป็นของข้า เมื่อครู่จะหนีทำไม ยืนอยู่บนแท่นราบเอาไปอย่างสง่างามก็จบแล้ว”
ทว่าพอมองดูรอบด้าน รอยยิ้มของนางก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตนับร้อยพร้อมใจกันใช้ของวิเศษและอาคมโจมตีใส่นางอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ทักทายสักคำ
“พี่สยง รีบไป!” จินเฟยเหยายังจำได้ว่าต้องร้องเตือนสยงเทียนคุน ร่างส่ายไหวแล้วกลายเป็นเทาเที่ยสูงสิบกว่าจั้ง ขณะหมุนตัวฉวยโอกาสใช้หางกวาดบนร่างสยงเทียนคุน การกวาดนี้ปัดป่ายเขาออกไป จากนั้นอ้าปากมหึมาพ่นไฟนรกสีดำขนาดหนึ่งจั้งใส่คนที่พุ่งเข้ามาพร้อมการโจมตีนับร้อยอันน่าตกใจ
ไฟนรกพุ่งออกไปปะทะกับการโจมตีของบรรดาผู้บำเพ็ญเซียน เห็นการโจมตีของแสงสีอันไร้ขีดจำกัดเหล่านั้นหยุดชะงัก ทว่ากลับต้านทานไฟนรกได้และพุ่งเข้าหาจินเฟยเหยาต่อ คิดจะใช้พลังของคนคนเดียวต้านทานพลังคนนับร้อย ไร้เดียงสาเกินไป
ในเวลานี้เอง ทงเทียนหรูอี้เหาะออกมาจากไฟนรก ผนึกเป็นโล่อาคมครึ่งวงกลมสองชิ้นขวางอยู่เบื้องหน้าจินเฟยเหยา และการโจมตีก็มาถึง สยงเทียนคุนซึ่งถูกจินเฟยเหยากวาดออกไปเห็นการโจมตีพุ่งมาถึงร่างจินเฟยเหยา เขาก็คำรามลั่น “เฒ่าอวิ๋น!”
ทว่าเฒ่าอวิ๋นกลับไม่ได้ทำตามที่เขาปรารถนา การเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้เกิดขึ้น ยามนี้ได้ยินเสียงตูม การโจมตีบรรลุถึงสถานที่ซึ่งจินเฟยเหยายืนอยู่ เห็นกลางอากาศมีแสงเจิดจ้าแสบตาวาบขึ้น คลื่นการโจมตีแผ่กระจายมา แสงก็หายวับไป สถานที่ซึ่งนางยืนอยู่เวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย
……………………………………….