คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 490 ซึมเศร้า
ท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยเมฆหมอกพลันแตกออกเป็นช่องตามการไหลเวียนอากาศอันแข็งแกร่ง จินเฟยเหยาเหาะเข้าช่องแล้วร่วงกระแทกพื้นกลิ้งออกไป จากนั้นช่องกลางอากาศก็ประสานกันทันที ไม่ว่าการโจมตีหรือผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตนับร้อย รวมทั้งสยงเทียนคุนที่ร้อนใจล้วนหายไปที่ช่องอีกฝั่ง
จินเฟยเหยาลุกจากพื้น พอเห็นรอบด้านก็โล่งอก “ถึงกับเปิดรอยแยกอากาศ ข้านี่ช่างเป็นคนที่มีบุญเสียจริง ไม่รู้ว่าพี่สยงจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เขาเคลื่อนที่ในพริบตาได้สามครั้ง เป็นไปไม่ได้ที่เฒ่าอวิ๋นจะมองเขาถูกทุบตีตาย”
ดังนั้นนางจึงวางใจ พินิจห้วงอากาศที่ถูกเปิด สิ่งที่เหยียบอยู่ใต้เท้าคือพื้นหญ้าที่แช่อยู่ในน้ำใสสะอาดครึ่งหนึ่ง พื้นหญ้าที่มองไม่เห็นขอบเขตถูกหมอกขาวปกคลุม มองเห็นทิวทัศน์ไกลๆ ไม่ชัดเจน นอกจากหญ้าสีเขียวบนพื้นหญ้าก็เห็นเพียงต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เงยหน้าขึ้นมองท้องนภา ไม่เห็นดวงอาทิตย์ ความรู้สึกที่มอบให้แก่ผู้คนคือเย็นเยียบ มืดครึ้ม หดหู่ ทั้งยังเงียบสงัด
ศีรษะแตกโลหิตไหลทำให้เลือดเต็มหน้า จินเฟยเหยาใช้แขนเสื้อเช็ดและใช้การรับรู้ตรวจสอบรอบด้าน ปลอดภัยอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรเลย ไม่มีนกไม่มีแมลง ไม่มีแม้แต่กบสักตัวที่ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าอันชื้นแฉะที่สุด
นางนำเกาะลอยได้เล็กๆ ออกมา บรรยากาศเย็นชื้นข้างนอกทำให้คนรู้สึกไม่สบาย ในเกาะลอยได้ที่แห้งสนิทรู้สึกสบายและปลอดภัยกว่า พอกลับเข้าเกาะลอยได้จินเฟยเหยาก็เห็นหวาหวั่นซียืนโง่งมมองมือทั้งคู่ไม่ขยับเขยื้อนอยู่ด้านใน
“เจ้าฟื้นแล้ว?” จินเฟยเหยาตะลึงงัน ทำไมมีปฏิกิริยาแบบนี้ หรือว่าวงเวทของพี่กระจกทำให้คนโง่งม
หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยสายตาว่างเปล่า “ขอบคุณ”
“บ้าหรือ รีบดูในห้วงการรับรู้ของตนเอง ตอนนี้เจ้าน่าจะร้ายกาจกว่าเมื่อก่อนแล้ว” จินเฟยเหยาด่าทอให้หวาหวั่นซีรีบตรวจสอบ ถ้าไม่มีปัญหาก็ตามนางออกไปดูว่าสถานที่เย็นชื้นแห่งนี้คือที่ใดกันแน่ ยังต้องรีบหาเส้นทางออกไปด้วย
หวาหวั่นซีถอนหายใจแล้วมองดูมือสองข้างอีก “ข้าตรวจสอบแล้ว ตอนนี้มีห้วงการรับรู้แล้ว ทว่าเป็นเพียงพลังบำเพ็ญเพียรอันว่างเปล่า ที่จริงหยวนอิงและห้วงการรับรู้อันน้อยนิดนี้เท่ากับพลังวิญญาณของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐาน ความสามารถของข้าในตอนนี้ยังสู้ตอนใช้กู่หลิงซินก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย ได้แต่ใช้เวทมนตร์ขั้นสร้างฐานไม่กี่ชนิด”
“แบบนี้เอง…” คิดไม่ถึงว่าจะไม่ได้ร้ายกาจขึ้นและยังอ่อนแอลง จินเฟยเหยาลูบศีรษะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ข้างนอกมืดครึ้มและเย็นเยียบเกินไป หมอกก็ลงจัด นางคร้านจะออกไปหาทางออกตามลำพัง
เห็นท่าทางลำบากใจของนาง หวาหวั่นซีจึงเอ่ยว่า “แต่ก็มีพลัง รู้สึกคึกคักมากกว่าเมื่อก่อน”
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้พวกเราอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก เมื่อครู่ข้าถูกผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตนับร้อยไล่สังหาร พวกเขาฉวยโอกาสที่ข้าไม่ได้เตรียมตัวโจมตีข้าพร้อมกัน ข้าตอบโต้ พลังงานเหล่านั้นถึงกับฉีกห้วงอากาศขาด ข้างนอกเย็นเยียบและมืดครึ้ม รู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง ข้าไม่อยากออกไปหาเส้นทางคนเดียว ถ้าเจ้ามีแรงก็ไปด้วยกันเถอะ” ไม่รู้เพราะเหตุใดจินเฟยเหยาจึงเกลียดชังบรรยากาศข้างนอกมาก ไม่ยอมไปตามลำพัง
หวาหวั่นซีตะลึงก่อนแล้วจึงยิ้ม “เจ้ายั่วให้คนมากมายมีโทสะยังหลบหนีมาได้อย่างปลอดภัย โชคดีมากจริงๆ เพียงแต่เจ้าขี้ขลาดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ถึงกับรู้สึกว่าข้างนอกเย็นเยียบและมืดมิด ไม่กล้าออกไป”
“ใครไม่กล้า ข้าเพียงรู้สึกว่าบรรยากาศข้างนอกทำให้อารมณ์คนดิ่งวูบ ข้าไม่ค่อยชอบ คนมากหน่อยคึกคักกว่า ถ้าปกติเป็นคนคิดมาก ข้าสงสัยว่าออกไปก็ถูกบรรยากาศข้างนอกระบาดใส่ให้ฆ่าตัวตายทันที อีกทั้งอย่าว่าแต่สัตว์ปิศาจ แม้แต่แมลงก็ไม่มี ข้าสงสัยว่าสัตว์พวกนั้นคงฆ่าตัวตายหมดแล้ว” จินเฟยเหยาส่ายศีรษะ รู้สึกว่าบรรยากาศข้างนอกเลวร้ายมาก ต้องมีอะไรแปลกประหลาดแน่
“ที่เจ้าพูดก็น่ากลัวเกินไป ข้าไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ข้าจะไปกับเจ้าด้วย จริงสิ สยงเทียนคุนล่ะ? ถูกผู้บำเพ็ญเซียนนับร้อยสังหารหรือทิ้งเขาไว้แล้วหนีมา?” หวาหวั่นซียิ้ม พลันนึกได้ว่าสยงเทียนคุนไม่ได้กลับมากับจินเฟยเหยาจึงถามอย่างสงสัย
จินเฟยเหยายักไหล่ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ได้ถูกฆ่า ตอนนี้อาจจะกำลังหนีเอาชีวิตรอดอยู่ข้างนอก บางทีอาจนึกว่าข้าตาย วิ่งไปร้องไห้ในมุมแล้ว ดีเลย เขาเห็นข้าก็ไม่มีความคิดของตนเอง ถ้านึกว่าข้าตายจะต้องมุมานะมีปณิธานมั่นคงแน่”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา “เจ้าโหดร้ายจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็ทำได้ลงคอ”
“ข้าไม่มีทางเลือก ข้าไม่ได้อยากหนีเข้ามาที่นี่เสียหน่อย อีกทั้งข้าก็ไม่ใช่แม่ของเขา วันๆ ติดตามเขาไม่ได้ โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว วิปริตเกินไปก็ไม่ดี” จินเฟยเหยาเลิกคิ้ว
“เจ้านี่น้า ผู้อื่นชอบเจ้า ไม่ได้เห็นเจ้าเป็นแม่เสียหน่อย” หวาหวั่นซีส่ายศีรษะ พูดจากับคนประเภทนี้ไม่เข้าใจ
จินเฟยเหยากลับตอบอย่างจริงจัง “ข้าเป็นคนสังหารท่านแม่ของเขา ข้ารู้สึกมาตลอดว่าเขาน่าจะรู้ว่าข้าเป็นคนลงมือ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หวาหวั่นซีคิดไม่ถึงว่ายังมีเรื่องนี้จึงมองนางอย่างประหลาดใจ
ส่วนจินเฟยเหยากลับลูบเส้นผม เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่มีความหมาย แค่ได้ยินเจ้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้านึกได้จึงพูดออกมา ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เจ้าวางใจเถอะ ถึงเขารู้จริงๆ ก็จะไม่มาแก้แค้นข้า”
“เพราะเหตุใด” หวาหวั่นซีถามอย่างไม่เข้าใจ
“สิ่งที่เจ้าถามคืออะไร? ถามว่าเพราะเหตุใดข้าจึงฆ่านางหรือถามว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่แก้แค้น?” จินเฟยเหยาถามกลับ
หวาหวั่นซีเงียบงัน จากนั้นส่ายศีรษะ “ไม่ถามแล้ว ข้าเดาได้คร่าวๆ ว่าเพราะอะไร พวกเราไปเถอะ บางทีข้างนอกอาจจะมีอะไรแปลกๆ”
“อืม” จินเฟยเหยาก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ตรวจสอบดูสภาพของพั่งจื่อก่อน พบว่ามันกำลังหายใจอย่างราบเรียบก็ให้มันนอนต่อไป จากนั้นคนทั้งสองก็ออกจากเกาะลอยได้เล็กๆ
เก็บเกาะลอยได้เล็กๆ เหยียบบนพื้นหญ้าชื้นเเฉะ จินเฟยเหยาถาม “เป็นอย่างไรบ้าง มีความรู้สึกอย่างไร”
หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้นมองรอบด้าน เอ่ยตามความจริง “มองด้วยสายตา มืดมิด เย็นเยียบ ชื้นแฉะจริงๆ แต่ข้าไม่รู้สึกถึงอารมณ์ด้านลบเลย น่าจะเป็นปัญหาที่ร่างกาย”
แต่นางมองจินเฟยเหยาอย่างสงสัย “คนอย่างเจ้าก็รู้สึกอารมณ์ดิ่งวูบเป็นด้วย มหัศจรรย์แท้ๆ”
จินเฟยเหยาถอนหายใจยาว เอ่ยเงียบๆ “ข้าไม่ใช่ท่อนไม้เสียหน่อย บรรยากาศแบบนี้ทำให้ข้าอยากร่ายบทกวี จะให้ข้าท่องให้เจ้าฟังสักบทหรือไม่?”
“บทกวีอะไร!” หวาหวั่นซีตกใจสุดขีด จินเฟยเหยาถึงกับจะร่ายกลอน ทำให้คนรู้สึกตื่นตระหนกมากกว่านางบอกว่าจะแต่งงานเสียอีก
“พิรุณในม่านหมอก ม่านหมอกในพิรุณ ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ทุ่งหญ้าขจีสีเขียว เราอยู่กันสองคน สองคนเราอยู่กัน” จินเฟยเหยาเอ่ยออกมา หลังท่องจบยังรู้สึกมีความเป็นบทกวีอย่างยิ่ง
หวาหวั่นซีตะลึงมองนาง พลันตวาดด้วยโทสะ “เจ้าเป็นใคร!”
จินเฟยเหยาเดือดดาลจนกลอกตามองนางแบบเหยียดหยามและด่าทออย่างอารมณ์เสีย “ไปตายทางนั้นเลย ข้าไม่ได้ถูกคนชิงร่างนะตกลงไหม!”
“ข้าตกใจหมด” เห็นนางด่าคน หวาหวั่นซีจึงวางใจ แบบนี้ค่อยปกติหน่อย จู่ๆ ก็ท่องบทกวีทำให้คนตกใจแทบตายแน่ะ นางครุ่นคิดแล้วจึงบอกจินเฟยเหยา “ด้านหน้าถูกต้อง แต่ประโยคสุดท้ายไม่ถูกต้อง ‘เราอยู่กันสองคน สองคนเราอยู่กัน’ ถ้าคิดแบบด้านหน้า น่าจะเป็น ‘เราอยู่กันสองคน สองคนอยู่กันเรา’ ถึงจะถูก แต่ก็ไม่ลื่นไหล”
“…” จินเฟยเหยาเหล่มองนาง หลังส่งเสียงขึ้นจมูกก็เอาแต่เดินไปด้านหน้า
ไม่พูดเรื่องบทกวีอีก พวกนางเดินอยู่ในหมอกบางๆ เนิ่นนาน ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกต้อง โลกเงียบสงัดเกินไป นอกจากเสียงเดินของพวกนางก็ไม่มีเสียงอื่นๆ เงียบจนทำให้คนหนังศีรษะชา และรู้สึกว่าที่นี่แท้จริงเป็นโลกที่ตายไปแล้ว ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเงียบขนาดนี้
เดินไปเรื่อยๆ หวาหวั่นซีพลันเอ่ยปาก “ข้ารู้สึกว่าเจ้าท่องบทกวีสักหลายบทมาให้ฟังดีกว่า ที่นี่เงียบเกินไป เงียบจนทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว”
“ไม่ท่อง ข้าท่องบทกวีอะไรไม่เป็น เจ้าร้องเพลงที่ร่ำเรียนมาจากหอเหอฮวนให้ข้าฟังดีกว่า เอารสนิยมหนักหน่วงแบบที่ผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษชอบฟังที่สุดน่ะ” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างปลอดโปร่ง สายตากลับกวาดมองรอบด้าน การรับรู้ไม่ได้หยุดลงที่ใดที่หนึ่ง
“น่าชังนัก ข้าใช้แส้หนังทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษเหล่านั้นร้องให้ข้าฟัง ตัวข้าเองไม่เคยเรียนอะไร” หวาหวั่นซียิ้มแล้วทุบนาง ในที่สุดก็ทำให้บรรยากาศหดหู่ดีขึ้นนิดหน่อย
เดินไปอีกครึ่งชั่วยามกว่า จินเฟยเหยาพลันชะงักฝีเท้า สูดดมแล้วเอ่ยว่า “มีกลิ่นคาวโลหิต”
“อ้อ? เลือดมนุษย์หรือเลือดสัตว์?” หวาหวั่นซีถาม
“เลือดมนุษย์” จินเฟยเหยาจุปาก แน่ใจแล้วว่าเป็นโลหิตอะไร
คนทั้งสองเดินตามกลิ่นคาวโลหิตไปอย่างระแวดระวังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หวาหวั่นซีคำนวณระยะทาง จมูกของจินเฟยเหยาก็ดีเกินไป อยู่ไกลขนาดนี้ยังได้กลิ่นคาวโลหิต
กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ภายในหมอกบางๆ ในที่สุดพวกนางก็เห็นคนสองคนนอนอยู่บนพื้นหญ้า ทว่าหมดลมหายใจไปนานแล้ว โลหิตสดไหลออกมาช้าๆ ย้อมน้ำใต้ร่างทั้งหมดเป็นสีแดง
“ตายอนาถนิดหน่อย พลังบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ช่วงกลาง ทรวงอกถูกแทงทะลุ” จินเฟยเหยาใช้การรับรู้กวาดดูแล้วเอ่ยเรียบๆ ทั้งสองคนสวมชุดเหมือนกัน ท่าทางจะเป็นคนสำนักเดียวกัน ทั้งยังเป็นเผ่ามนุษย์ทั้งคู่
“ด้านหน้ายังมีอีกศพ เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่เช่นกัน แต่เสื้อผ้าแตกต่าง” หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้นมองไป เบื้องหน้าไม่ไกลนักยังมีอีกคนหนึ่ง เสียชีวิตแล้วเช่นกัน
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างสงสัย “หรือคนสองกลุ่มแย่งชิงอะไรกันที่นี่ ดังนั้นจึงฆ่ากันเองจนกลายเป็นแบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนรอดชีวิต” จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นฟังอย่างละเอียด “ด้านหน้ามีเสียงเหมือนคนกำลังร้องครวญคราง ฟังดูน่าจะใกล้ตายแล้ว พวกเรารีบไป ไม่แน่ว่าจะไปทันสอบถามข้อมูล”
คนทั้งสองเหาะไปยังทิศทางที่เสียงดังมาอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางยังเห็นซากศพหกศพ เป็นคนที่สวมชุดสองแบบนั้นเช่นกัน เหาะมาถึงสถานที่ซึ่งเสียงดังมา ภาพเบื้องหน้าทำไห้คนทั้งสองตะลึงงันทันที คนใกล้ตายกำลังร้องครวญครางอะไร เป็นเสียงรัญจวนใจที่คนร้องออกมาชัดๆ
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างจนใจ “ข้างซากศพก็มีสัมพันธ์สวาทกลางแจ้งได้หรือ?”
……………………………………..