คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 500 ชั่งน้ำหนักว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน
จู๋ซวีอู๋คิดจะอยู่ว่างๆ ชมดูเรื่องสนุก แต่กลับมีคนไม่ยอมปล่อยเขาไป เจียงซีวิ่งมาข้างกายเขา ลดเสียงลงเอ่ยกระซิบ “ผู้อาวุโสจู๋ ได้ยินว่าคนผู้นี้เป็นศิษย์น้องสายนอกของท่าน ถ้าท่านพ่อข้ารู้เรื่องนี้เข้า เกรงว่าสำนักตงอวี้หวงของพวกท่านต้องออกจากสำนักตะวันจันทราแน่ ชั่งน้ำหนักดูว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากันท่านน่าจะเข้าใจกระจ่าง”
“โอ๋? เจ้าพูดแบบนี้กำลังข่มขู่ข้าหรือ?” จู๋ซวีอู๋หันหน้ามามองเจียงซี เอ่ยถามนางอย่างสนใจ
สายตาของเจียงซีมองทิศทางที่จินเฟยเหยาหลบหนีไปตลอดเวลาพลางเอ่ยเรียบๆ “ผู้อาวุโสจู๋ล้อเล่นแล้ว ข้าจะข่มขู่สำนักอันทรงเกียรติได้อย่างไร ข้าเพียงแต่คิดว่าอย่าพูดเรื่องนี้ออกไปจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นความสัมพันธ์จะแย่ลง อีกทั้งคนผู้นี้ยังปรากฏตัวในดินแดนลึกลับตอนสำนักของท่านเพิ่งเข้าร่วมกับสำนักตะวันจันทราพอดี ไม่รู้จะทำให้คนคิดไปในทางอื่นหรือไม่ ถ้าถูกคนทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สำนักหลิงเถี่ยวก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วย”
“เจ้าอยากให้ข้าลงมือขนาดนี้เชียว? สาขาหกมียอดฝีมือตั้งมากมาย หรือยังต้านทานนางไม่อยู่?” จู๋ซวีอู๋เอ่ยยิ้มๆ
“ต้องต้านทานได้แน่นอน เพียงแต่ข้าคิดว่าผู้อาวุโสจู๋คุ้นเคยกับนางขนาดนี้ ต้องรู้จักของวิเศษและเคล็ดวิชาของนางเป็นอย่างดี ถ้าลงมือคงจัดการได้ง่ายกว่าพวกเรามาก” เจียงซีพูดเรื่องสำคัญอย่างเบาสบาย ท่าทางสง่างามมีเกียรติอย่างหยิ่งผยองในสำนัก
จู๋ซวีอู๋เงียบงันไปเล็กน้อย แล้วตอบเสียงเบา “ทว่าศิษย์พี่จับศิษย์น้องด้วยตนเองไม่ค่อยดีกระมัง ไม่ทราบนางกระทำเรื่องใดกันแน่ จึงทำให้ท่านเซียนคิดจะสังหารนางและทำลายจิตใจเขา แต่เรื่องใดสำคัญกว่าข้ายังแยกแยะได้กระจ่าง ข้าจะไม่ทำให้สำนักตงอวี้หวงตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด เจ้าวางใจเถอะ ข้าลงมือแน่”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรอข่าวดีจากผู้อาวุโสจู๋” เจียงซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ สำนักขนาดเล็กและขนาดกลางพวกนี้ เสียสละศิษย์น้องสายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่งเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับสำนักตะวันจันทราเป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ยามนี้จินเฟยเหยาหนีไปไกลมากแล้ว ทว่าเนื่องจากหลันจิงร่างกายใหญ่โตเกินไป ถึงดูแล้วเหาะได้รวดเร็วกลับยังถูกคนของสำนักตะวันจันทรากัดไม่ปล่อย เบื้องหน้าคือที่อยู่อาศัยของศิษย์และตำหนักหลักของสาขาหก มีคนในสำนักบนยอดเขามากมาย ดังนั้นตอนแรกจินเฟยเหยาคิดจะเหาะไปยังสถานที่มีคนน้อยๆ
ทว่าตอนนี้ดูแล้วเหมือนสถานที่ยิ่งกว้างขวางยิ่งไม่เป็นผลดีต่อการหลบหนีของนาง ดังนั้นนางจึงตัดสินใจลากหลันจิงพุ่งไปยังตำหนักหลักที่มีคนเยอะๆ ขอเพียงรอบด้านมีแต่ศิษย์ระดับล่าง ยอดฝีมือของสำนักตะวันจันทราพวกนั้นคงไม่กล้าใช้เวทมนตร์สะเปะสะปะ ด้วยเกรงจะโจมตีโดนศิษย์ในสำนักตนเอง
จู๋ซวีอู๋เห็นพวกนางพุ่งไปทางตำหนักหลักก็เอ่ยพลางยิ้มแฉ่งให้เจียงซี “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านเซียนรอฟังข่าวดีจากข้าเถอะ”
สิ้นเสียง ร่างของจู๋ซวีอู๋ก็ทะยานออกไป เมื่อเหาะออกมาได้ห้าร้อยกว่าจั้ง มุมปากของเขาพลันโค้งขึ้น จากนั้นไหวมือเบาๆ ก็มีวัตถุชิ้นหนึ่งวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เจียงซีลอยอยู่กลางอากาศมองจู๋ซวีอู๋เหาะไปทางตำหนักหลักด้วยสายตาเย็นชา นางกวาดมองบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนที่ถูกพิษบนแท่นลึกลับแวบหนึ่งแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก “พวกเศษสวะ ขนาดคนขั้นแปลงจิตคนเดียวก็ต้านไม่อยู่ ยังมีหน้าอยู่ในสาขาหกของเราอีก”
ขณะที่นางลอบเย้ยหยันผู้อื่นอย่างกระหยิ่มใจ ห้วงอากาศด้านหลังนางพลันบิดเบี้ยว มีแสงสีเขียวสายหนึ่งปรากฏขึ้น นางรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวด้านหลัง พอหันหน้าไปมองก็ตะลึงงัน
สตรีผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากแสงสีเขียว แผ่นหลังนางมีปีกสองคู่ สองตาปิดสนิทรูปโฉมงดงามถือผีผาในมือ นางอยู่ห่างจากเจียงซีเพียงครึ่งจั้ง ไม่รอให้เจียงซีมีปฏิกิริยา นางพลันลืมตาขึ้นอ้าปากคำรามโดยไร้เสียง เห็นห้วงอากาศกระเพื่อมทว่ากลับไม่มีเสียงใดๆ ดังมา กลับมีคนจำนวนไม่น้อยมองสตรีที่ปรากฏตัวขึ้นแบบอธิบายไม่ได้อย่างตกตะลึง ไม่รู้ว่านี่คือศัตรูหรือมิตรกันแน่
สตรีผู้นี้อ้าปากโดยไร้เสียงแบบนี้แล้วโอบกอดผีผากลับเข้าแสงสีเขียวอีกครั้ง แสงสีเขียวหายไปในพริบตา กลางอากาศหลงเหลือเพียงเจียงซีที่ล่องลอยอย่างโง่งม ผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ สงสัยอย่างยิ่งว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จากนั้นก็เห็นเจียงซีเริ่มมีโลหิตไหลจากองคาพยพบนใบหน้าและร่วงจากกลางอากาศกะทันหัน
นี่คือบุตรสาวสุดที่รักของหัวหน้าสาขา ถ้าตกลงมาตายต่อหน้าผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนจะมิกล่าวโทษพวกเขาหรือ ดังนั้นจึงมีคนทะยานออกมารับเจียงซี ทว่ากวาดดูแวบหนึ่งก็ต้องตกตะลึงทันที ยามนี้ใบหน้าของเจียงซีเต็มไปด้วยโลหิตสดและขาดใจตายแล้ว คนผู้นี้รีบตรวจสอบหยวนอิงของนาง ขอเพียงหยวนอิงยังอยู่ก็สามารถเลือกชิงร่างคนดีๆ ได้
ทว่าพอเห็นชัดก็ทำให้เขาโง่งมไป หยวนอิงของเจียงซีได้รับความกระทบกระเทือนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ในห้วงการรับรู้ เศษหยวนอิงที่เหลือเหล่านั้นยังไม่กระจาย แม้แต่ห้วงการรับรู้ก็ยังไม่หายไป เห็นได้ว่านางถูกสตรีที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันฆ่าตายเมื่อครู่
“แย่แล้ว ท่านเซียนเจียงตายแล้ว!” ผู้บำเพ็ญเซียนที่รับนางไว้ตะโกนลั่น ไม่รู้ว่าจะวางหรืออุ้มซากศพเจียงซีต่อดี
ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง จู๋ซวีอู๋หยุดลง เก็บงำรอยยิ้มบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีหน้าตกตะลึงแล้วบินกลับมา เขาและผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ จึงกลายเป็นพยานเห็นเจียงซีถูกสังหารด้วยกันเช่นนี้เอง
วันนี้ถึงเจียงซีอาละวาดจะไปเฝ้าจับคนที่หลังภูเขา เจียงเฟิงผู้เป็นหัวหน้าสาขาหกกลับไม่ได้ตามไปด้วย ในความเห็นของเขา จับสตรีสองคนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงสุดแค่ขั้นแปลงจิตช่วงต้น ส่งคนไปไม่กี่คนก็พอ ขั้นว่างเปล่าช่วงกลางอย่างเขาไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเอง จึงให้เจียงซีนำศิษย์ไปเล่นสนุกก็พอ
เขากำลังนั่งอยู่ในตำหนักหลักอ่านป้ายหยกที่เบื้องบนส่งมาและกำลังปวดศีรษะว่าจะรีดส่วยจากสำนักที่อยู่ภายใต้สาขาของตนเองมามากๆ ได้อย่างไร หลายปีมานี้สำนักต้องการสิ่งของมากขึ้นทุกที ตนเองก็ตักตวงผลประโยชน์จากในนั้นได้น้อยลง จู่ๆ ป้ายหยกในอกก็ส่งเสียงปริแตก หัวใจเขาเย็นเยียบ รีบล้วงป้ายหยกออกมา ป้ายหยกสีขาวที่ล้วงออกมาแตกเป็นสามส่วน
จ้องมองหยกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ในมืออย่างไม่อยากจะเชื่อ ปราณวิญญาณและอานุภาพกดดันของเจียงเฟิงทะลักทลาย เส้นโลหิตสีเขียวปูดโปน กำป้ายหยกที่แตกพลางคำรามลั่น “ใครกล้าสังหารลูกข้า!”
ปราณวิญญาณกลายเป็นพายุหมุนด้วยความโกรธเกรี้ยวทลายหลังคาของตำหนักหลัก เจียงเฟิงปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศในพริบตา เสียงดังสะท้อนชั้นเมฆราวกับสายฟ้า “ซีเอ๋อร์! ใครเป็นคนทำ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น!”
จินเฟยเหยากำลังอยู่บนเส้นทาง เห็นหลังคาตำหนักหลักถูกปราณวิญญาณอันแข็งแกร่งพังทลาย มีคนพุ่งขึ้นกลางอากาศแล้วร้องตะโกนวุ่นวายราวกับคนบ้า ในใจพลันเย็นเยียบ “เจ้าสารเลวคนใดฉวยโอกาสฆ่าคนแล้วป้ายความผิดให้ข้าในเวลานี้นะ ถ้าข้ารู้จะดึงเส้นเอ็นของมันเสีย”
เบื้องหน้ามีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าช่วงกลางที่โกรธเกรี้ยวขวางทาง รอบด้านมีศิษย์สำนักตะวันจันทราโอบล้อม ไล่ล่า ขัดขวาง เกรงว่าไม่มีหนทางหลบหนีแล้ว จินเฟยเหยาจึงถือศิลาไท่หยางไว้ในมือ พาหลินจิงและพั่งจื่อทะยานเข้าตำหนักหลัก พั่งจื่อใช้ปราณปิศาจที่ตนเองดูดซับจากร่างหลันจิงอ้าปากพ่นน้ำพิษสีขาว บางครั้งยังอ้าปากส่งเสียงกบร้อง ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนพวกนั้นได้รับความกระทบกระเทือนจนเลือดลมปั่นป่วน คนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้นทนไม่ไหวต้องถอยหลังไปทันที
เจียงเฟิงเห็นยักษ์และสัตว์ปิศาจขนสีดำในแวบเดียว ผู้อื่นไม่รู้แต่เขารู้ ในดินแดนลึกลับมีคนของเผ่าควาฟู่คนหนึ่ง เพียงแต่เนื่องจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานจึงถูกกลบฝังอยู่ในดินมาตลอด เขาเพียงเคยใช้การรับรู้ตรวจสอบ ไม่เคยเห็นโฉมหน้า เวลานี้พอเห็นคนผู้นี้ก็รู้ว่าเผ่าควาฟู่ที่อยู่ด้านในคนนั้นหนีออกมา
ถ้าปล่อยให้นางหนีไป ต่อไปจะไม่มีศิลาน้ำตาให้ฉกฉวย ไม่มีส่วยที่สำคัญที่สุด เขาต้องทนรับความเดือดดาลทั้งหมดของประมุขสำนัก อีกทั้งบุตรสาวสุดที่รักของตนเองไปขัดขวางและสังหารคนพวกนั้นจึงเกิดเรื่องขึ้น ศิษย์มากมายปานนั้นเฝ้าดู ยังปล่อยให้เกิดเรื่อง ยกโทษให้ไม่ได้!
เจียงเฟิงโทสะพวยพุ่ง ปราณวิญญาณสีขาวรอบด้านมารวมตัวกันกลายเป็นพายุหมุนสูงร้อยจั้งเหนือศีรษะเขา ไม่ว่าเผ่าควาฟู่จะสูงส่งและล้ำค่ามากเพียงใด วันนี้ก็ต้องแก้แค้นให้บุตรสาวสุดที่รัก สับพวกเจ้าทั้งหมดเป็นหมื่นๆ ชิ้น
ศิษย์สาขาหกที่ไล่ล่าและโจมตีจินเฟยเหยามีเพียงคนที่อยู่ด้านหลังรู้ว่าเจียงซีตายแล้ว ส่วนคนที่ไล่ตามมาติดๆ ด้านหน้ายังไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดหัวหน้าสาขาจึงเดือดดาลกับเรื่องเล็กน้อยจนเป็นเช่นนี้ ถึงกับใช้ท่าไม้ตาย ถ้าใช้กระบวนท่านี้ พวกเขาที่ติดตามอยู่ด้านหลังก็จะถูกม้วนเข้าไปด้วย ถึงตอนนั้นแม้แต่เนื้อชิ้นเท่าฝ่ามือก็คงรักษาไว้ไม่ได้
ดังนั้นพวกเขาจึงรีบลงมาแล้วถอยไปด้านหลัง ขอเพียงมีหัวหน้าสาขาอยู่ คนขั้นแปลงจิตผู้นี้ต้องตายเหมือนมดอย่างไม่ต้องสงสัย
เห็นทุกคนล่าถอยไปหมด สายตาของจินเฟยเหยาพลันเคร่งเครียด ไม่รอให้เวทมนตร์ของเจียงเฟิงใช้ออกอย่างสมบูรณ์ นางก็วาดมือขว้างศิลาไท่หยางออกไป “ตูม!”
พอศิลาไท่หยางถูกพลังของนางบีบอัดก็ลอยเข้าใส่เจียงเฟิง เมื่อลอยไปได้ครึ่งทางก็ระเบิดออกดังตูม ปราณเพลิงที่บรรจุอยู่ในศิลาไท่หยางมีพลังมากเท่าการโจมตีอย่างเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่า ดังนั้นจึงเป็นสิ่งล้ำค่าชั้นยอดของผู้บำเพ็ญเซียนที่ฝึกเวทมนตร์ธาตุไฟ ขอเพียงสามารถดูดซับกลิ่นอายของศิลาไท่หยางทั้งก้อนได้ ไม่เพียงพลังบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้น แม้แต่เวทมนตร์ธาตุไฟและการรับรู้ก็จะแข็งแกร่งขึ้นด้วย
ยามนี้ศิลาไท่หยางระเบิดออกกลางอากาศ พลังอันแข็งแกร่งทำลายยอดเขาและตำหนักหลักของสาขาหกทั้งหมด เปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนปลิวไปรอบด้านราวกับสายฝนพรำ ทำให้เกิดเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลามไปโดยรอบ สาขาหกจมลงสู่เปลวเพลิงในพริบตา
ส่วนจินเฟยเหยาฉวยโอกาสนี้อาศัยแรงระเบิดดีดหลันจิงออกไป ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องฆ่าใคร เรื่องสำคัญคือมีชีวิตรอดออกไปต่างหาก!
จู๋ซวีอู๋ใช้ไผ่ซวีชิงในมือต้านทานเปลวเพลิงให้ลอยออกไป เห็นความเคลื่อนไหวของจินเฟยเหยาแล้วหมดวาจาโดยสิ้นเชิง สัตว์ร้ายก็คือสัตว์ร้าย ขนาดหลบหนียังทรงอานุภาพปานนี้ ครั้งนี้สาขาหกเสียหายไม่เบา ไม่รู้ว่าจินเฟยเหยาที่อยู่ขั้นแปลงจิตจะใช้วิธีใดหนีออกจากสาขาหก ที่นี่มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าสามคนเชียวนะ
ทว่าจู๋ซวีอู๋กลับเบิกบานใจยิ่งนัก ด้านหน้าที่ถูกถล่มโดยตรงทั้งหมดเป็นตำหนักหลักของสำนักตะวันจันทรา ส่วนสถานที่อาศัยของผู้อาวุโสตัวแทนสำนักอย่างพวกเขาที่อยู่ไกลๆ ตอนนี้กำลังถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ สำนักตะวันจันทรามีบ้านและของใช้ให้ ดังนั้นผู้อาวุโสตัวแทนสำนักเหล่านี้ต่างชมดูอย่างรื่นเริง สำนักตะวันจันทราซึ่งถือตนว่าไร้เทียมทานถูกคนทำลายราบเป็นหน้ากลอง ทว่าไม่มีใครคิดจะไปช่วยดับไฟสักคน
หนี! หนีเร็วหน่อย! จินเฟยเหยารู้ดี อานุภาพของศิลาไท่หยางสามารถต้านทานผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าได้แค่ครู่เดียว ไม่สามารถสังหารพวกเขาได้ สถานการณ์ของที่นี่ยิ่งวุ่นวายก็ยิ่งดี เช่นนี้จึงสามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าได้!
“ฮึ คิดว่าสำนักตะวันจันทราเราไม่มีใครหรือ?” ยามนี้เบื้องหน้าพลันมีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมา ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าอีกคนหนึ่งมาสกัดเบื้องหน้าจินเฟยเหยา นางอดด่าทอไม่ได้ สำนักใหญ่แล้วยอดเยี่ยมนักหรือ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าไร้ค่าใช่หรือไม่ มากันมากมายขนาดนี้ทำไม!
…………………………………….