คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 499 ฉีก
“พั่งจื่อ! อย่าอยู่ว่าง รีบไปนำหนามยาวทางนั้นมา เคลื่อนไหวเร็วหน่อย เจ้าไม่ใช่เด็กน้อยจริงๆ นะ มัวทำอะไรอยู่!” จินเฟยเหยานั่งยองๆ วาดวงเวทอย่างแข็งขันอยู่หน้าแผ่นศิลาเขียว นางกักขังแผ่นศิลาเขียวไว้ในวงเวท ป้องกันผู้บำเพ็ญเซียนภายนอกบุกเข้ามาโดยไม่มีการป้องกัน
ส่วนพั่งจื่อลากหนามยาวครึ่งจั้งจำนวนสิบกว่าอันเดินมา บดบังจนแทบมองไม่เห็นร่าง “ข้าไม่ได้แสร้งเป็นเด็กน้อย สิ่งนี้ยาวเกินไปต่างหาก ความสูงอย่างข้าถือไม่สะดวก” พั่งจื่ออุ้มหนามที่สูงกว่าร่างของตนเองมากพลางเอ่ยอย่างไม่พอใจ
จินเฟยเหยาได้ยินจึงเอ่ยเย้ยหยัน “ใครให้เจ้าเปลี่ยนเป็นตัวเล็กแค่นี้ล่ะ บางคนเป็นบุรุษหล่อเหลาสง่างามให้เจ้าพิจารณา เจ้ายังกลายเป็นแบบนี้ หาเรื่องขายหน้าใส่ตัวแท้ๆ”
“งานพวกนี้ไม่สมควรให้ข้าทำ เจ้ารังแกเด็กน้อยนี่นา” พั่งจื่อทำปากยื่นแสร้งทำท่าทางน่าสงสาร กลับพบว่าดาวช่วยชีวิตอย่างฮูหยินหวาไม่ได้ปรากฏตัว คนที่มาแทนที่คือหวาหวั่นซีที่กำลังยิ้มมองดูเรื่องสนุก เขาได้แต่ลากหนามยาวเดินไปข้างหนึ่งของวงเวทอย่างเดือดดาล
ห่างจากช่วงเวลาที่ดินแดนลึกลับเปิดออกเมื่อร้อยปีก่อนอีกไม่กี่วัน จินเฟยเหยาเตรียมตัวต่อสู้กับคนสำนักตะวันจันทราอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพวกเขาจะมาฆ่าสัตว์กลืนน้ำตาหรือไม่ คงไม่ปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเซียนสองคนอาศัยอยู่ในดินแดนลึกลับของตนเอง ดินแดนลึกลับแห่งนี้ไม่เปิดก็ต้องเปิด
นางยังทุบตีไป๋เจี่ยนจู๋จึงสงสัยว่าคนข้างนอกต้องไม่มีท่าทีที่ดีต่อตนเองแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่แอบเข้าดินแดนลึกลับก็เป็นโทษหนักแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าหลันจิงยังนั่งอยู่ตรงนั้น ถ้าพานางไป คนของสำนักตะวันจันทราต้องไม่ยินยอมแน่ มิสู้ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันเตรียมตัว พุ่งออกไปแล้วหลบหนีทันที
ดังนั้นก่อนดินแดนลึกลับจะเปิดออก นางต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ต้องวาดวงเวทป้องกันหน้าแผ่นศิลาเขียว ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งมาก แค่ต้านทานการโจมตีชุดแรกสุดได้ก็พอ สถานที่ซึ่งหันหน้าเข้าหาแผ่นศิลาเขียวด้านหลังวงเวทสร้างด้วยโครงไม้แถวหนึ่ง จินเฟยเหยาฟันต้นไม้หลายต้นในดินแดนลึกลับมาทำชั้นไม้หยาบๆ และวางหนามแหลมในมือพั่งจื่อบนชั้น
หนามแหลมทั้งหมดหลอมสร้างจากแร่หายาก แต่ละอันยาวระดับเดียวกับของวิเศษชั้นล่าง ปลายหนามแหลมพันยันต์อัคคีระเบิดระดับสามมาถึงยี่สิบสามสิบใบ เวลานี้บนชั้นเล็กๆ มีหนามแหลมเกือบร้อยแท่ง นอกจากห้อยยันต์อัคคีระเบิดที่จินเฟยเหยาหาเวลาว่างมาหลอมสร้าง พั่งจื่อยังทาน้ำพิษลงบนปลายหนามแหลมอย่างระมัดระวัง ไม่หวังให้จิ้มคนตายได้ทันที แค่กรีดเป็นแผลก็สามารถทำให้พวกเขาทรมานแทบตาย
เตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพ จินเฟยเหยาจึงถอยออกมานอกวงเวท มอบยันต์ซ่อนกายหลายใบให้ทุกคนใช้ตอนหนีออกไป หวาหวั่นซีนั่งอยู่หน้าชั้นไม้ด้วยสีหน้าเคร่มขรึม เบื้องหน้าเต็มไปด้วยหนามแหลมอาบยาพิษและยันต์จำนวนสามร้อยกว่าอัน ทั้งหมดใช้เส้นผมผูกไว้กับนิ้ว หลันจิงนั่งอยู่ด้านหลังหวาหวั่นซี
คนทั้งสี่นั่งอยู่หน้าแผ่นศิลาเขียวอย่างสงบ รอดินแดนลึกลับเปิดออก จินเฟยเหยามองดูอย่างละเอียด เก็บเกาะลอยได้เล็กๆ แล้ว สิ่งของก็เตรียมพร้อมสรรพ ตอนนี้แค่รอคนของสำนักตะวันจันทรา
เวลาร้อยปีว่าไปแล้วยาวนาน ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเซียนที่ไม่ต้องดื่มกินและนอนหลับ ฝึกบำเพ็ญได้ทั้งวันแล้วเป็นเพียงการปิดด่านกักตนยาวๆ ครั้งหนึ่ง พลังบำเพ็ญเพียรของจินเฟยเหยาบรรลุถึงขั้นแปลงจิตช่วงต้นอย่างเต็มสมบูรณ์ หากผ่านไปอีกระยะหรือมีสิ่งของบำรุงขนานใหญ่ต้องบรรลุขั้นแปลงจิตช่วงกลางได้แน่
นางเล่นศิลาไท่หยางขนาดเท่ากำปั้นซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีทองในมือไม่หยุด นี่คือศิลาไท่หยางอันเปี่ยมกลิ่นอายธาตุไฟซึ่งได้มาจากหัวของสัตว์ร้อยหยางซึ่งถือกำเนิดออกมาให้จินเฟยเหยาฆ่าเมื่อหลายวันก่อนเพราะหลันจิงอารมณ์ดี เตรียมตัวอย่างเหลือเฟือขนาดนี้ถ้าหนีไม่รอดคือเรื่องน่าขำแท้ๆ
จินเฟยเหยารอล่วงหน้าหลายวัน นางไม่คิดจะเตรียมตัวอย่างฉุกละหุกตอนเปิดดินแดนลึกลับ ถึงตอนนั้นอาจถูกคนทุบตีจนรับมือไม่ทัน รอแบบนี้มาตลอดเจ็ดวัน พั่งจื่อก็กึ่งนั่งกึ่งนอนบนพื้นด้วยท่าทางอันธพาลโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ เนิ่นนานไม่เห็นเปิดวงเวท แม้แต่จินเฟยเหยาก็สงสัยอยู่บ้าง สำนักตะวันจันทราไม่ต้องการดินแดนลึกลับแห่งนี้แล้วใช่หรือไม่จึงทิ้งพวกนางไว้ด้านในโดยไม่สนใจ
เพิ่งคิดเช่นนี้ก็เห็นห้วงอากาศเหนือแผ่นศิลาเขียวเริ่มกระเพื่อม แสงสีเหลืองเล็กๆ เส้นหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศและกำลังค่อยๆ เปิดออก
“เตรียมตัว!” จินเฟยเหยาตะโกนเตือนสติทุกคน ทั้งยังผลักพั่งจื่อที่กำลังพิงต้นขาตนเองงีบหลับออก
เห็นแสงสีเหลืองใหญ่ขึ้นทุกที หลังจากรอยแยกเปิดออกเพียงพอให้คนผู้หนึ่งผ่านได้ จินเฟยเหยาก็ตัดสินใจเคลื่อนไหว ร่างกายของหลันจิงใหญ่เกินไป ถึงรอยแยกจะเปิดออกหมดนางก็ผ่านไปไม่ได้ มิสู้เสี่ยงอันตรายเบียดออกไปดีกว่า ขอเพียงห้วงอากาศมีรอยแยกก็จะฉีกออกง่ายมาก
“ยิง!” ตามเสียงร้องคำรามของนาง ได้ยินเสียงวิ้งๆ ดังมาจากร่างของหวาหวั่นซี เห็นศีรษะนางเอนไปข้างหลัง ทั้งตัวฟุบคว่ำกับพื้น ถ่ายเทพลังวิญญาณในร่างเข้าไปในหนามแหลมสามร้อยชิ้นเบื้องหน้าทั้งหมด ปราณวิญญาณเข้มข้นขับเคลื่อนหนามแหลมทั้งสามร้อยอันให้เข้าไปในรอยแยก จินเฟยเหยายกหวาหวั่นซีบนพื้นขึ้นในพริบตาแล้วโยนเข้าถุงเฉียนคุน พาพั่งจื่อและหลันจิงพุ่งเข้าไปในแสงสีเหลืองตามหลังหนามแหลม
นี่เป็นแผนการที่จินเฟยเหยาวางไว้ หนามแหลมสามร้อยอันมีปริมาณมาก ระดับขั้นก็ไม่ต่ำต้อย ถ้าขับเคลื่อนหนามแหลมเหล่านี้ในเวลาเดียวกัน ผลสุดท้ายต้องใช้ปราณวิญญาณจนเกลี้ยง เรื่องพลังวิญญาณในร่างไม่เหลือเลยสักนิดเป็นอันตรายต่อผู้บำเพ็ญเซียนธรรมดาอย่างยิ่ง โดยพื้นฐานแล้วผู้บำเพ็ญเซียนที่ปราศจากพลังวิญญาณคือรอความตาย ดังนั้นเรื่องนี้มอบให้หวาหวั่นซีทำดีที่สุด หลังจากนางใช้พลังวิญญาณจนหมดสามารถเก็บนางเข้าถุงเฉียนคุนได้ เรื่องนี้เป็นผลดีต่อพวกนางที่ต้องแข่งกับเวลาที่สุด
จู๋ซวีอู๋ยืนกอดอกดูอยู่ด้านข้างดินแดนลึกลับอย่างเบื่อหน่าย คนที่ยืนอยู่ข้างเขาคือเจียงซี ธิดาของหัวหน้าสาขา เป็นผู้อาวุโสตัวแทนสำนักของสาขาหกแห่งสำนักตะวันจันทราไม่น่าสนุกเลยสักนิด ตกลงกันว่าร้อยปีจะเปลี่ยนครั้งหนึ่ง เห็นว่าใกล้จะถึงเวลาแล้วเขากลับแอบยินดีอยู่บ้าง ในที่สุดก็สามารถไปจากสถานที่ที่มีกลิ่นอายกฎระเบียบเคร่งครัดกว่าสำนักตงอวี้หวงได้เสียที
อีกทั้งเขาได้ยินที่เฟิงอวิ๋นจู๋แอบมารายงานจึงรู้ว่าไป๋เจี่ยนจู๋ออกจากบ้านไปแล้ว แต่จู๋ซวีอู๋กลับไม่ค่อยเชื่อถือเรื่องที่บอกว่าคนทั้งสองต่อสู้กันเพราะความรัก ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเจ้าทึ่มไป๋เจี่ยนจู๋จะเกิดรู้แจ้งหรือไม่ ถ้าก้อนหินขนาดใหญ่อย่างจินเฟยเหยาหวั่นไหวกับใครได้เหมือนผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ มิสู้ย่างหมูให้นางสักตัวยังอาจจะหวั่นไหวมากกว่าอีก
แต่คิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยาไม่เพียงหนีเข้าดินแดนลึกลับของผู้อื่น ยังสังหารศิษย์ของสำนักตะวันจันทรา คิดจะจากไปโดยไม่สนใจทำได้ยากยิ่ง ไม่รู้ว่านางจะใช้วิธีอะไรหลบหนี จู๋ซวีอู๋มายืนกอดอกด้วยอารมณ์คิดชมดูเรื่องสนุกล้วนๆ ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเขาไม่สะดวกลงมือ เนื่องจากเจียงซีที่อยู่ด้านข้างรู้ความสัมพันธ์ของจินเฟยเหยากับตนเอง จะให้นางพูดเหลวไหลทำลายการเป็นพันธมิตรไม่ได้
ถึงยืนอยู่ด้านข้าง ตำแหน่งเบี่ยงเบนไปเล็กน้อย ทว่ากลับสะดวกในการวางตัวอยู่นอกวง มุมปากของเขาโค้งขึ้นนิดๆ มองผู้อาวุโสตัวแทนสำนักอีกเก้าคนเปิดดินแดนลึกลับอย่างเฉยเมย
สิ่งที่ทำให้คนคาดไม่ถึงคือเพิ่งเปิดดินแดนลึกลับ ยังไม่ทันส่งคนเข้าไปก็มีหนามยาวหลายร้อยอันพุ่งมาจากด้านในทันที หนามทั้งหมดที่แฝงด้วยพลังวิญญาณยิงออกไปรอบด้าน บางอันปักบนร่างคน ถึงปักไม่โดนคนก็ไม่ต้องให้พวกเขากังวล หลังปักลึกลงบนไม้กระดาน ยันต์อัคคีระเบิดที่ห้อยอยู่บนนั้นก็ระเบิดออกทันควัน หนามยาวสามร้อยอันระเบิดออกพร้อมกัน
ผู้บำเพ็ญเซียนที่รายล้อมอยู่หลายร้อยคนถูกระเบิดลอยออกไป ขนาดจู๋ซวีอู๋ยังรีบถอยออกไปสามสี่ร้อยจั้ง ที่นั่นวุ่นวายโกลหล ผู้บำเพ็ญเซียนที่ถูกพิษของพั่งจื่อกุมบาดแผลอย่างเจ็บปวด ตรงบาดแผลทั้งเจ็บทั้งชา ทำให้คนทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง
สิ่งที่ตามมาติดๆ คือจินเฟยเหยาและพั่งจื่อ พอพั่งจื่อออกมาก็ชูมุกล้ำค่าบนลำคอ หลังจากกลายร่างเป็นคนก็สามารถนำมุกล้ำค่าบนหัวลงมาได้ จินเฟยเหยากลัวว่ามันจะถือไม่สะดวกจึงเพิ่มปลอกคอสีเหลืองแล้วฝังมุกไว้บนนั้นให้
เห็นแสงเสียดแทงนัยน์ตาวาบผ่าน ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ตรงนั้นและมองเห็นมัน จะรู้สึกเหมือนดวงตาถูกบางอย่างทิ่มแทง เจ็บปวดสุดเปรียบปานและมองเห็นสภาพรอบด้านไม่ชัดเจน
ส่วนจินเฟยเหยารีบกลายร่างเป็นเทาเที่ยขนาดยักษ์ ยื่นมือสองข้างไปจับบนรอยแยก พลังวิญญาณและปราณปิศาจทะลักบนฝ่ามือ นางกัดฟันดึงรอยแยกออกอย่างแรง
ในที่สุดมือข้างหนึ่งของหลันจิงก็ยื่นออกมาจากรอยแยกได้ ทว่ารอยแยกนี้ยังเล็กเกินไป กว้างไม่พอให้หลันจิงมุดออกมา จินเฟยเหยาจึงตะโกนลั่น “สุดแรง! รีบใช้เรี่ยวแรงของเจ้าหน่อย พวกเราต้องออกไปด้วยกันให้ได้!”
มือสองข้างหลันจิงที่อยู่ด้านในติดอยู่บนรอยแยก เนื่องจากพวกนางโจมตีอย่างเหนือความคาดหมาย ภายนอกจึงวุ่นวายโกลาหล ผู้อาวุโสเก้าคนที่กางวงเวทนั่งอยู่ใกล้ที่สุด ดังนั้นส่วนมากจึงโดนพิษของพั่งจื่อ ตอนนี้กำลังสะกดพิษในร่าง พอพวกเขาแบ่งแยกสมาธิ รอยแยกก็สูญเสียการค้ำจุนของพลังวิญญาณ เริ่มหดเล็กลงและคิดจะปิดเข้าหากัน
หลันจิงพยายามใช้มือแหวกรอยแยกอย่างเต็มที่ นางอยากออกไป นางอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ในนี้คนเดียว เห็นรอยแยกเล็กลงทุกที นางก็เริ่มหวาดกลัว ถ้าตนเองถูกขังไว้ที่นี่คนเดียวอีกจะทำอย่างไร นางหวาดกลัวจนกรีดร้องเสียงดัง “ช่วยด้วย! ข้าอยากออกไป!”
จินเฟยเหยาก็ผลักรอยแยกด้านนอกอย่างสุดกำลัง ถ้าไม่ฉวยโอกาสนำหลันจิงออกมาตอนโกลาหล รอผู้บำเพ็ญเซียนพวกนี้ได้สติคืนมาก็จะไปไม่ได้แล้ว! ในเวลานี้เองนางได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของหลันจิง กลางท้องนภาสดใสหมื่นหลี่พลันมีสายฟ้าขนาดยักษ์ผ่าลงมาบนรอยแยกโดยตรง
จินเฟยเหยาถูกสายฟ้าดีดออกไป จากนั้นบนผืนนภาก็เริ่มมีพิรุณอัสนีตกลงมาและโจมตีไปที่รอยแยกแทบทั้งหมด พอบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนและผู้อาวุโสที่อยู่ใกล้ๆ เห็นบนท้องฟ้าจู่ๆ ก็มีสายฟ้ามากมายผ่าลงมา ก็พากันกระจายไปรอบด้านป้องกันตนเองถูกฟ้าผ่ากลายเป็นเถ้าธุลี
หลันจิงออกแรงแหวกรอยแยกเล็กๆ ภายใต้ความช่วยเหลือของสายฟ้า ยิ่งแหวกยิ่งกว้าง สุดท้ายก็มุดออกจากดินแดนลึกลับได้ พอนางปรากฏกายนอกดินแดนลึกลับ ฟ้าร้องฟ้าแลบบนท้องนภาก็หายไปทันควัน ทุกคนมองสบตากันแล้วมองยักษ์สาวที่มุดออกจากดินแดนลึกลับมารับอัสนีสวรรค์
หลันจิงไม่ได้เห็นคนจำนวนมากมานานจึงยืนตะลึงงันอยู่ตรงนั้น จินเฟยเหยารีบพุ่งไปดึงนางให้หนีออกไปข้างนอก
“รีบขวางไว้ พวกนางจะหนีไปแล้ว!” เจียงซีตะลึงงันกับการเปลี่ยนร่างของจินเฟยเหยา ยามนี้พลันได้สติคืนมาจึง รีบตะโกนเสียงดัง เป้าหมายของนางคือสังหารสตรีผู้นี้ จะให้นางหนีไปได้อย่างไร มิเสียเวลารอฟรีๆ ตั้งร้อยปีหรือ!
“ตาม!” คนของสาขาหกแห่งสำนักตะวันจันทราตวาดด้วยโทสะ ไล่ตามพวกจินเฟยเหยาไป ส่วนผู้อาวุโสตัวแทนสำนักคนอื่นๆ แค่เป็นตัวแทนสำนักของตนเองอยู่ที่นี่ ปกติอยู่เพียงในนามเท่านั้น นอกจากฟังความคิดเห็นตอนหารือโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่มีงานต้องทำ ดังนั้นผู้อาวุโสตัวแทนสำนักที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นจึงไม่ขยับเขยื้อน เดิมทีจู๋ซวีอู๋ก็ไม่คิดจะจับจินเฟยเหยาและชอบเห็นสำนักตะวันจันทราโชคร้ายอยู่แล้ว ยิ่งยืนกอดอกแสร้งเป็นรูปปั้นอยู่ด้านข้าง
…………………………………