คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 502 จิ่วเยา
สบตากันแล้วมองเผ่าปิศาจด้านล่าง จินเฟยเหยาลูบเส้นผมครุ่นคิดว่าจะนำเขาออกมาดีหรือไม่ จะได้สอบถามว่าคนพวกนี้มาทำอะไรที่นี่
ไม่รอให้นางเอ่ยปาก ด้านล่างก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นดังมา “จินเฟยเหยา เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
ทำไมไปที่ใดก็มีแต่คนรู้จักนะ! จินเฟยเหยาโผล่ศีรษะไปมองในกลุ่มเผ่าปิศาจพลันพบเงาร่างคุ้นเคยจึงตอบไป “ปู้จื้อโหยว? เจ้ามาทำอะไรที่นี่!”
คนผู้หนึ่งเหาะออกมาจากกลุ่มเผ่าปิศาจ เปียเล็กๆ เต็มศีรษะ บนเอวแขวนกล่องลูกศร ไม่ใช่ปู้จื้อโหยวแล้วจะเป็นใคร เขาเหาะมาอยู่ระดับเดียวกับจินเฟยเหยา มองพินิจนางซ้ายขวาจากนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน “พลังการบำเพ็ญเพียรของเจ้าเพิ่มขึ้นเร็วจริงๆ เป็นขั้นแปลงจิตช่วงต้นแล้ว เจ้าวิ่งไวปานนี้ทำให้ข้าละอายนัก ต้องเหลือทางรอดไว้ให้ผู้อื่นบ้างนะ”
“ใครให้เจ้าไปแอบดูนั่นแอบดูนี่ทั้งวัน ไม่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ตอนนี้เพิ่งอยู่ขั้นกำเนิดใหม่ช่วงกลาง เห็นข้าก็น่าจะเรียกว่าผู้อาวุโสสักคำ” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างกระหยิ่มใจ
ปู้จื้อโหยวเหล่มองนาง “พอเถอะ เจ้านี่เรื่องมากจริง ข้าไม่เหมือนเจ้าที่หลอกเอาทรัพย์สินและตักตวงผลประโยชน์ทั้งวัน ดังนั้นจึงมีเวลาฝึกบำเพ็ญเป็นบางครั้ง ถึงกับตีสนิทกับเผ่าควาฟู่ด้วย ครั้งนี้คงหาเงินได้ไม่น้อยสินะ”
“หาเงินอะไร ในตัวข้าไม่มีเงินสักแดง แม้แต่ทงเทียนหรูอี้ก็ถูกทำลายจนกลายเป็นเศษซาก ยังต้องหลอมสร้างของวิเศษแก่นชีวิตขึ้นใหม่อีก ตอนนี้เหลือแต่ศิลาวิญญาณเล็กน้อยและหญ้าวิญญาณในเกาะลอยได้เล็กๆ โชคดีที่ข้าไม่ต้องใช้ยาเลื่อนขั้น ดังนั้นหญ้าวิญญาณที่ปลูกมาตลอดจึงไม่ถูกหลอม ไม่เช่นนั้นเกรงว่าต้องไปขอทาน” จินเฟยเหยาถอนหายใจ พูดด้วยสีหน้าคับแค้น
“ไม่จริงน่า จากข่าวที่ข้าได้มา เจ้าไม่เพียงปล้นคลังสมบัติของหอเหอฮวน ยังทำลายสาขาหกของสำนักตะวันจันทรา พาตัวเจ้าของศิลาน้ำตาของสำนักตะวันจันทราไป อีกทั้งวันนั้นยังใจใหญ่ระเบิดศิลาไท่หยางและเม็ดบัวแสงม่วงตรงๆ เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นคนเป็นยาจกจะตัดใจทำได้อย่างไร” ปู้จื้อโหยวจุปากพูดจ๋อยๆ ออกมา
เอ่ยถึงเรื่องที่ทำให้จินเฟยเหยาเจ็บปวดเสียใจอีก นางจึงด่าทออย่างอารมณ์เสีย “เจ้าเหมือนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย รู้ชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไรว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น อีกอย่างถ้าเวลานั้นข้าไม่สละสิ่งของพวกนี้ เวลานี้ยังจะมายืนพูดคุยกับเจ้าอยู่ที่นี่ได้หรือ? เจ้าคงไม่รู้สินะว่าตอนนั้นมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าสองคนล้อมสกัดข้า หากมิใช่ข้าดวงแข็ง คงตายไปหลายรอบแล้ว”
“ไม่ตายหรอก เจียงซีบุตรสาวของเจียงเฟิงหัวหน้าสาขาหกถูกเจ้าสังหาร เจียงเฟิงค้นหาเจ้าไปทั่วเหมือนคนบ้า แม้แต่ซื่อเต้าจิงเราก็ได้รับภารกิจ ถ้าจับเจ้ากลับไปตัวเป็นๆ ได้ จากนั้นค่อยๆ ทรมาน ได้ยินว่าขอแค่วิญญาณสายใยเดียวก็พอ ไม่จำเป็นต้องเป็นร่างมีชีวิต ราคาที่จ่ายให้สูงลิ่วมาก” ปู้จื้อโหยวยิ้มตาหยี
จินเฟยเหยาเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง “เจียงซีอะไร นั่นใครอีกล่ะ ข้าไม่รู้จัก คนที่ข้าสังหารมีมากมาย จำบุคคลตัวเล็กๆ แบบนี้ไม่ได้ ดูเหมือนจะไม่เคยสังหารสตรีที่มีคนคุ้มกันนะ”
“ตอนนั้นนางยืนอยู่บนแท่นดินแดนลึกลับแล้วถูกสตรีผู้หนึ่งฆ่าตาย อีกทั้งคำบอกเล่าลักษณะของสตรีผู้นั้นก็ไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่ามีปีก บางคนก็บอกว่าไม่มี ถึงอย่างไรสอบถามอยู่นานก็ไม่รู้หน้าตาชัดเจน แต่เจียงเฟิงมั่นใจว่าเจ้าเป็นคนทำ ฆาตกรที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไรก็หาเป็นไรไม่” ผู้จื้อโหยวส่ายศีรษะเอ่ยยิ้มๆ
“อะไรคือหาเป็นไรไม่ ข้าไม่ใช่คนสังหารยังมาคิดบัญชีกับข้า สำนักตะวันจันทรามีเหตุผลหรือไม่?” ต้องเป็นแพะรับบาปอีกแล้ว จินเฟยเหยากลอกตาเหยียดหยามเขา อย่างน้อยก็ต้องหาฆาตกรออกมา จากนั้นชดใช้ค่าเสียหายให้ตนเองสิ
ปู้จื้อโหยวยักไหล่ เอ่ยแบบติดตลก “เจ้าทำลายหอเหอฮวนและสาขาหกเป็นความจริงสินะ อีกทั้งหลักฐานความผิดตอนนี้ยังอยู่ใต้เท้าของเจ้า ถึงเจียงซีไม่ได้ถูกเจ้าสังหาร สำนักตะวันจันทราก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”
“…” จินเฟยเหยาชะงัก กอดอกเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “เผ่ามารอย่างเจ้ามาปะปนอยู่ในเผ่าปิศาจทำไม?”
“ข้ามีธุระต้องทำ ได้ยินว่ามีเผ่าควาฟู่คนใหม่ปรากฏตัวขึ้น จึงเดาว่าใช่คนที่เกี่ยวข้องกับสำนักตะวันจันทราหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าจะใช่ ทั้งยังได้เจอเจ้าด้วย อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยหาเวลาติดต่อกัน ข้ามีธุระต้องไปหาเจ้า ตอนนี้มีคนไปรายงานเผ่าปิศาจที่ดูแลที่นี่แล้ว อีกสักครู่จะมารับพวกเจ้า” ปู้จื้อโหยวเอ่ยกระซิบ จากนั้นกระพริบตาให้นาง
เจ้าหมอนี่มาหาตนเองจะมีเรื่องดีงามอะไรได้ คงคิดจะเอาข้าไปขายเสียมากกว่า จินเฟยเหยาแค่นเสียง ฟังคำพูดของปู้จื้อโหยวไม่ค่อยเข้าหูเท่าไร ถึงอย่างไรติดตามเขาก็ไม่เคยมีผลประโยชน์ เรื่องเผ่าปิศาจมาต้อนรับพวกนางเหนือความคาดหมายของจินเฟยเหยา เผ่าปิศาจและทายาทเผ่าเทพเป็นการรวมกลุ่มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มีคนห้อมล้อมเผ่าปิศาจผู้หนึ่งบินมา เห็นเผ่าปิศาจขั้นแปลงจิตช่วงปลายคนนั้น จินเฟยเหยาก็หมดวาจาทันที โลกแคบจริงๆ
“หืม? ข้าว่าเจ้าหน้าคุ้นๆ นะ” เผ่าปิศาจที่มีเส้นผมสีเงินร่างท่อนบนวาดรูปสลักสีแดงเต็มไปหมดและมีหูปุกปุยบนศีรษะร้องเอ๋ ลูบคางเริ่มย้อนนึกดู
จินเฟยเหยารีบโบกไม้โบกมือเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าพบผู้อาวุโสเป็นครั้งแรก”
“ข้านึกออกแล้ว เจ้าคือเผ่ามนุษย์ที่กัดหลงคนนั้น” เขาพลันปรบมือเอ่ยแบบรู้แจ้ง
พอปู้จื้อโหยวได้ยินก็มองจินเฟยเหยาอย่างตกใจแล้วถามว่า “เจ้าหิวจนเป็นแบบนี้เลย แม้แต่ใต้เท้าหลงก็กล้ากัด!”
ไม่รอให้จินเฟยเหยาอธิบาย เผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าช่วงปลายคนนั้นก็เอ่ยว่า “กัดอะไรกัน นั่นเรียกว่าจูบ ทั้งยังรุนแรงยิ่ง ฮ่าๆๆๆ!”
จินเฟยเหยาพลันรู้สึกว่าเผ่าปิศาจผู้นี้น่าชังยิ่ง ทำไมคนผู้นี้ไม่ถูกใต้เท้าหลงฟาดให้ตายๆ ไปเสีย!
“เจ้า…” ปู้จื้อโหยวตะลึงจนพูดไม่ออก ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ช่าง…ช่างทำให้คนไม่อยากจะเชื่อเลย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ไม่ใช่เช่นนั้น เจ้าถือว่าไม่ได้ยินแล้วกัน” จินเฟยเหยาก็คร้านจะอธิบาย ของแบบนี้ยิ่งอธิบายยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าร้อนตัว ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปล่อยให้พวกเขาพูดเหลวไหลไป
ปู้จื้อโหยวมีสีหน้าแปลกๆ ไม่รู้ว่าหลบไปปิดปากแอบหัวเราะที่ใดแล้ว
“ข้าชื่อจิ่วเยา ตอนนี้เป็นผู้ดูแลโลกวิญญาณเจียว พวกเจ้าตามข้ามาเถอะ” สายตาของเผ่าปิศาจขั้นว่างเปล่าช่วงปลายคนนั้นมองร่างหลันจิงแล้วยิ้มเผยเขี้ยวซี่เล็กๆ
นี่คือครั้งแรกที่หลันจิงกลับบ้านหลังจากบ้านเกิดไปเป็นเวลาสามพันเจ็ดร้อยปี ทิวทัศน์ในความทรงจำลางเลือนไปนานแล้ว ถึงทิวทัศน์ของโลกวิญญาณเจียวจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทว่าความรู้สึกสดใหม่และแฝงความคุ้นเคยนิดๆ ทำให้จิตใจนางไม่สงบอยู่บ้าง
จินเฟยเหยายังนั่งอยู่บนไหล่ของนางดังเดิม มองบรรดาต้นไม้รอบด้านที่สูงถึงร้อยจั้ง เทียบกับความสูงของรูปร่างหลันจิงแล้วถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั่วทั้งโลกวิญญาณเต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์ทำให้นางมีความรู้สึกเหมือนกลับเข้าไปในเจตจำนงหกเหลี่ยมอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก ทว่าผลไม้ที่มีขนาดใหญ่เท่าร่างนางยังพอรับได้อยู่
“เจ้าคือมนุษย๋ปิศาจสินะ?” จิ่วเยานั่งขัดสมาธิบนเมฆสีขาวที่ค่อยๆ ลอยไปเบื้องหน้า จู่ๆ ก็หันหน้ามาถามจินเฟยเหยา
“หืม?” จินเฟยเหยานิ่งอึ้งแล้วได้สติทันควัน เบ้ปากตอบอย่างไม่พอใจ “ผู้อาวุโส นี่เรียกว่าวิญญาณจริงสิงสู่ร่าง ไม่ได้เรียกมนุษย์ปิศาจ”
“ในเผ่าปิศาจเราเรียกคนอย่างพวกเจ้าว่ามนุษย์ปิศาจ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้า เจ้าไม่ต้องรู้สึกละอาย” จิ่วเยาพยักหน้าอย่างสงบนิ่งและเอ่ยอย่างร่าเริง
จะสู้ก็สู้เจ้าไม่ได้ เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดไป จินเฟยเหยาลูบใบหน้าพลางตอบ “ท่านว่าเป็นมนุษย์ปิศาจก็มนุษย์ปิศาจ ถึงอย่างไรปกติก็เป็นครึ่งคนครึ่งปิศาจอยู่แล้ว บอกว่าตนเองเป็นเผ่ามนุษย์ข้ายังละอายเลย วิญญาณจริงที่ข้าได้มาคือเทาเที่ย อย่างไรก็นับเป็นเจ้าตัวที่ร้ายกาจ”
หวาหวั่นซีและพั่งจื่อกวาดตามองนางอย่างดูแคลน ยังมาละอายอีก เปลี่ยนสถานะสามเผ่าได้อย่างรวดเร็ว ไม่เคยเห็นนางละอายมาก่อน
“เทาเที่ยร้ายกาจยิ่ง ตอนนี้เจ้าเป็นมนุษย์ปิศาจแล้ว เผ่ามนุษย์รับเจ้าไว้ไม่ได้ เข้าร่วมกับเผ่าปิศาจเถอะ จะออกหน้าแทนเผ่าปิศาจเราร่วมมือกับเผ่ามารและเผ่ามนุษย์หรือไม่ งานนี้ไม่เลวนะ” จิ่วเยายิ้มอย่างปลอดโปร่ง โยนเรื่องใหญ่ให้นางทันที
จินเฟยเหยาโง่งมไป เป็นตัวแทนของเผ่าปิศาจร่วมมือกับเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร? นั่นคืออะไร ทูตหรือ? อาศัยการที่ตนเองเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปิศาจ กับคนที่เคยเจอหน้ากันครั้งเดียวก็ให้ทำเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้? เล่นเป็นเด็กๆ ไปหน่อยกระมัง
ดังนั้นนางจึงชี้ตนเองแล้วยืนยันอีกครั้ง “ข้าหรือ?”
“อืม เจ้านั่นแหละ” จิ่วเยาพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“เพราะเหตุใด? พวกเราเพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งเดียว ทำไมท่านจึงตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ หรือไม่กลัวเผ่าปิศาจคนอื่นๆ จะกล่าวโทษท่าน?” จินเฟยเหยามีสีหน้างุนงง จิ่วเยาอาศัยอะไรมาตัดสินว่าตนเองน่าเชื่อถือ!
พอนางถามแบบนี้ จิ่วเยาจึงเงยหน้าขึ้นลูบคางครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “เนื่องจากเจ้าสามารถอยู่ได้ทั้งสามเผ่า ตอนนี้เป็นเผ่ามนุษย์ได้ นำปราณปิศาจของเทาเที่ยออกมาก็สามารถปลอมเป็นเผ่าปิศาจได้ เอาเขาของเทาเที่ยไว้บนหัว เจ้าก็เป็นเผ่ามารปลอมๆ ได้ ศักดิ์ฐานะดีขนาดนี้ เจ้าไม่เป็นคนกลางแล้วจะให้ใครเป็น”
จินเฟยเหยาพลันรู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดของเขาอย่างยิ่ง ราวกับมีคนเคยกล่าวเช่นเดียวกับเขา เจ้าเล่ห์จริงๆ โชคดีที่เจ้าหมอนี่เป็นเผ่าปิศาจของแท้ ไม่เช่นนั้นเขาคงก่อกวนทั้งสามเผ่าจนวุ่นวาย
“เจ้าคุ้นเคยกับเผ่ามารดีมิใช่หรือ? ครั้งที่แล้วเห็นพวกเจ้ากำลังจูบอย่างร้อนแรง หลงเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในเผ่ามาร ถึงพลังบำเพ็ญเพียรจะเพิ่งเพิ่มขึ้น ทว่าก็มีชื่อเสียงโด่ง ในการเสนอชื่อสามผู้อาวุโสเผ่ามารครั้งนี้ ได้ยินว่าเขามีโอกาสมากที่จะกลายเป็นคนหนึ่งในนั้น เจ้ามีความสัมพันธ์กับคนที่มีอนาคตไกลขนาดนี้ย่อมต้องหาผลประโยชน์ให้เผ่าปิศาจบ้าง” จิ่วเยาแย้มยิ้มอย่างอบอุ่นแล้วเอ่ยวาจาอีก
หาผลประโยชน์ให้เผ่าปิศาจ? ข้าไม่ใช่คนของเผ่าปิศาจเสียหน่อย ทำไมต้องทำเรื่องลงแรงแต่ไม่ได้ผลดีด้วย อีกอย่างถึงใต้เท้าหลงจะเป็นสามผู้อาวุโสแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า เจ้าหมอนั่นเห็นข้าแล้วไม่ทุบตีก็นับว่าบุญโข ผู้ใดยังมาเจรจาเงื่อนไขของเผ่าปิศาจกับข้าอีก
ดังนั้นนางจึงถอนหายใจด้วยสีหน้าจนปัญญา “ผู้อาวุโสจิ่วเยา ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านพูดดี ข้าก็อยากทำเรื่องเหล่านี้เพื่อเผ่าปิศาจ ทว่าเผ่ามนุษย์แค้นข้าแทบตาย ถ้าข้าเป็นตัวแทนเผ่าปิศาจร่วมมือกับเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร จะไม่หาเรื่องยุ่งยากมาให้เผ่าปิศาจหรือ? ถึงทางเผ่ามารจะไม่มีศัตรูตัวฉกาจ แต่เผ่ามนุษย์ไม่เหมือนกัน ออกไปสุ่มคว้ามาก็เป็นศัตรูของข้าหมด ถ้าข้าไปคงขัดขวางงาน อีกทั้งข้ายังไม่รู้จักบุคคลสำคัญของเผ่ามนุษย์สักคน เรื่องนี้กระทำได้ยากยิ่ง”
“ทำไมจะไม่รู้จัก เจ้ารู้จักนายน้อยของซื่อเต้าจิงดีมิใช่หรือ? ให้เขาแนะนำผู้ดูแลที่ซื่อเต้าจิงให้เจ้ารู้จักก็พอ ถึงอย่างไรก็เป็นเครือญาติของตระกูลเขาทั้งนั้น ถ้าเจ้าปลอมตัวเป็นคู่บำเพ็ญของเขา ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบท่านพ่อของเขา เสินเหล่ายี่สิบสี่คนแห่งภูเขาจีเสวียนเจ้าก็รู้จักแล้วสองคน ยังถ่อมตัวอะไรอีก” จิ่วเยายักไหล่เอ่ยวาจา
ครั้งนี้จินเฟยเหยาไม่เข้าใจสถานการณ์จริงๆ ไม่รู้เลยว่าจิ่วเยากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนศักดิ์ฐานะเช่นนางจะสามารถรู้ได้ จะเป็นหายนะที่นำเภทภัยมาสู่ตัวหรือไม่
“ผู้อาวุโสจิ่วเยา สิ่งที่ท่านเอ่ยมา ข้าฟังไม่เข้าใจสักประโยค”
……………………..………………………