คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 501 ทำลายของล้ำค่า
เผชิญหน้ากับการดักล้อมของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าทั้งหน้าและหลัง จินเฟยเหยากัดฟันคิดคำนวณว่า ค่าตอบแทนในการมีชีวิตรอดออกไปมหาศาลเพียงใด ถ้าหนีรอดออกไปแล้วสุดท้ายกลับตาย เช่นนั้นก็เสียเปล่า
นางไม่รู้ว่าสาขาหกของสำนักตะวันจันทราแห่งนี้มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่ากี่คนกันแน่ ถ้ายังชักช้าต่อไป เรียกผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่ามาเพิ่มขึ้น นั่นคือรอความตาย มองคนที่ดักอยู่ด้านหน้า นางกัดฟันหยิบกล่องหยกออกมา
สิ่งใดที่มีปราณวิญญาณเข้มข้นก็สามารถใช้พลังวิญญาณบังคับให้ระเบิดออกได้ อย่างศิลาไท่หยาง ศิลาวิญญาณชั้นยอดหรือวัตถุดิบธาตุสายฟ้า พลังงานที่ทำให้เกิดระเบิดแค่ทำลายตัวมันเอง การใช้สิ่งของล้ำค่าแบบนี้คือลูกล้างผลาญ เป็นศัตรูของผู้บำเพ็ญเซียนทุกคน ไม่ถึงขั้นสุดท้ายผู้บำเพ็ญเซียนจะไม่ระเบิดวัตถุดิบล้ำค่าในมือของตนเอง
“ฝีมือน้อยนิดก็กล้ามาก่อเรื่องในสำนักตะวันจันทราเรา รีบรามือยอมมอบตัวเสีย ข้าจะให้วิญญาณของเจ้ารับโทษทัณฑ์น้อยหน่อย” ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าที่เข้ามาขัดขวางนางเอ่ยอย่างเย็นชา แผ่อานุภาพกดดันแบบเปี่ยมความอหังการ ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเลยสักนิด
อาศัยศิลาไท่หยางก้อนเดียวก็คิดจะหนีออกจากสาขาหก เพ้อฝันปัญญาอ่อนโดยแท้ ผู้เยาว์สมัยนี้ช่างบ้าระห่ำเสียจริง มาก่อเรื่องถึงสำนักตะวันจันทรา รังเกียจว่ามีชีวิตยืนยาวเกินไปและรำคาญในการมีชีวิตอยู่แล้วสินะ
จินเฟยเหยาไม่ได้ตะโกนว่าอย่าเข้ามาหรือห้ามขยับทว่าเปิดกล่องออกอย่างว่องไว เม็ดบัวแสงม่วงกระพริบแสงสีม่วงลอยอยู่บนฝ่ามือของนาง ถ้าศิลาไท่หยางไม่ไหว เช่นนั้นลองเม็ดบัวแสงม่วงเป็นอย่างไร!
จินเฟยเหยาตัดใจไม่ได้อย่างยิ่ง นางคิดจะซุกไว้ก้นหีบ วัตถุดิบธาตุสายฟ้าชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไม่รู้ว่าสามารถแลกสิ่งของได้มากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่มีชีวิต สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นของผู้อื่น
เห็นในมือนางมีเม็ดบัวแสงม่วงเพิ่มมากะทันหัน ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าคนนั้นเลิกคิ้ว เม็ดบัวแสงม่วง หมายความว่าสัตว์ปิศาจขนสีดำตัวนี้เป็นคนเดียวกันกับคนที่แย่งชิงเม็ดบัวแสงม่วงบนถนนในเมืองสายนั้นเมื่อร้อยปีก่อน มิน่าเล่าตอนนั้นนางจึงหายไปในพริบตา ที่แท้ถูกการโจมตีของทุกคนแหวกห้วงอากาศส่งตัวเข้าไปในดินแดนลึกลับที่นี่
ได้มาโดยไม่เปลืองแรง ถึงเม็ดบัวจะน้อยเกินไป ทว่าไหนเลยจะไม่ต้องการสิ่งของที่ส่งมาให้แบบสำเร็จรูป ทันใดนั้น เขาก็ขมวดคิ้วมองจินเฟยเหยาอย่างสงสัยอยู่บ้าง หรือนางคิดจะทำให้เม็ดบัวแสงม่วงระเบิด!
จินเฟยเหยาแสยะยิ้มให้เขา ปราณวิญญาณทะลักเข้าไปในเม็ดบัวแสงม่วงแล้วโยนขึ้นกลางอากาศ
“น่าชังนัก!” ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าคนนั้นด่าทออย่างเดือดดาล เสื้อคลุมสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังทันที คว้าเสื้อคลุมมาบังไว้ด้านหน้าลำตัวแล้วพุ่งถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
นี่คือคิดจะมอดม้วยด้วยกันทั้งคู่! เขาคิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยาจะเสี่ยงตายทำให้เม็ดบัวแสงม่วงระเบิด ก่อนหน้านี้ทำให้ศิลาไท่หยางระเบิดก็เผาขนสีดำทั่วร่างนางจนกลายเป็นสุนัขขี้เรือนแล้วชัดๆ ตอนนี้ยังคิดจะใช้เม็ดบัวแสงม่วงฆ่าตัวตายอีก! ถ้าสิ่งนี้ระเบิด สายฟ้าที่ปลดปล่อยออกมาไม่ใช่สิ่งที่รับมือได้ง่ายๆ เหมือนศิลาไท่หยาง
จินเฟยเหยาไม่ได้อยากตาย นางยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเลย ชั่วพริบตาที่โยนเม็ดบัวแสงม่วงออกไป นางก็เรียกไฟนรกมาเป็นโล่กำบังด้านหน้าทันที หลันจิงและพั่งจื่อถูกบังอยู่ด้านหลัง ซ่อนตัวอยู่หลังโล่สีดำด้วยกัน จากนั้นนางก็โยนของวิเศษและอาวุธเวทป้องกันทั้งหมดออกมา ขนาดเข็มขัดของพั่งจื่อยังถูกกระชากลงมาด้วย ป้ายหยกป้องกันนานาชนิดบนนั้นถูกนำมาใช้จนหมด
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ รอบตัวพวกนางล้อมด้วยม่านอาคมป้องกันหลากสีสันสิบกว่าชั้น ยังมีเครื่องป้องกันและโล่นานาชนิดลอยอยู่ข้างนอก นางค้นสมบัติเก่าออกมาจนเกลี้ยง ถึงจะเป็นเช่นนี้ จินเฟยเหยาก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะต้านทานอานุภาพระเบิดของเม็ดบัวแสงม่วงได้หรือไม่ สุดท้ายก็นำทงเทียนหรูอี้ออกมาสังเวย
ถ้าทงเทียนหรูอี้ที่เป็นของวิเศษแก่นชีวิตได้รับความเสียหาย การรับรู้ของตนเองก็จะเสียหายตามไปด้วย จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาหล่อเลี้ยง แต่ถ้าฝืนตัดความสัมพันธ์ของทงเทียนหรูอี้กับตนเองจะสามารถปกป้องตนเองได้สูงสุด ทว่าอานุภาพของทงเทียนหรูอี้จะหายไปถึงสองในสามส่วน ไม่มีเวลามาครุ่นคิดแล้ว เม็ดบัวแสงม่วงสั่นเสียงดังวิ้งๆ จินเฟยเหยากัดฟัน ขอเสี่ยงชีวิตแล้ว การรับรู้เสียหายยังดีกว่าเสียชีวิตมากนัก
เสียงตูมสนั่น เม็ดบัวแสงม่วงระเบิดออก ปราณวิญญญาณอันแกร่งกร้าวกลายเป็นพลังทำลายล้างและทะลักทลายอย่างบ้าคลั่ง ก้อนอัสนีขนาดยักษ์ระเบิดออกกลางอากาศเหนือสาขาหก แม้แต่จู๋ซวีอู๋ที่ยืนชมดูความสนุกอยู่ด้านหลังก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยน จินเฟยเหยาไร้สมองเกินไปแล้ว กล้าระเบิดวัตถุดิบธาตุสายฟ้าก้อนใหญ่ขนาดนี้ คิดจะตายพร้อมกันหรือไร!
เขายกไผ่ซวีชิงขึ้นกรีดกลางอากาศ แหวกนภาหายไปจากที่เดิม ตอนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็อยู่ห่างออกไปหลายหลี่แล้ว ถึงอยู่ห่างไกลปานนี้ เขายังโดนก้อนอัสนีโจมตี ถูกสายฟ้าผ่าจนใบหน้าดำไปแถบหนึ่ง แต่ก็ถือว่าไม่เสียชีวิต
ก้อนอัสนีราวกับบุปผาที่ผลิบาน เส้นสายฟ้าดุจกลีบดอกทำลายทุกสิ่งที่อยู่รอบด้านอย่างไร้ปราณี ไม่ว่าคนหรือสิ่งของ ทั้งหมดกลายเป็นความว่างเปล่าภายใต้การปลดปล่อยของก้อนอัสนี
จินเฟยเหยาถ่ายเทพลังวิญญาณทั้งหมดลงในทงเทียนหรูอี้และของวิเศษอื่นๆ พั่งจื่อก็ปลดปล่อยปราณปิศาจทั้งหมดในร่างออกมาค้ำจุนการป้องกันรอบด้านด้วย หลันจิงไม่เป็นเวทมนตร์ สอนอยู่หลายร้อยรอบนางก็ใช้ปราณวิญญาณภายในร่างไม่ได้ ได้แต่เบิกตามองดูของวิเศษถูกเส้นสายฟ้าทำลายทีละชิ้น ม่านป้องกันพังลงทีละอัน
“ต้านไม่อยู่แล้ว!” จินเฟยเหยาถูกคลื่นโจมตีที่เกิดจากการระเบิดของเม็ดบัวแสงม่วงกระแทกออกไปทั้งตัว รอบด้านทั้งหมดเป็นสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบและส่งเสียงดังชี่ๆ ไม่หยุด เห็นม่านป้องกันและของวิเศษถูกทำลาย สุดท้ายเหลือเพียงทงเทียนหรูอี้ นางคำรามอย่างเดือดดาลแล้วถ่ายเทปราณปิศาจและปราณวิญญาณทั้งหมดเข้าไป
มีเสียงปริแตกเบาๆ ดังขึ้นในการรับรู้ นางรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง แสงดาราที่กระพริบในห้วงการรับรู้ดับลงทีละดวง ทงเทียนหรูอี้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไปชิ้นหนึ่งด้วยการโจมตีของสายฟ้า อีกชิ้นทางด้านหลังอาศัยการต้านทานของชิ้นหน้ารักษาเอาไว้ได้ เพียงแต่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวในชั่วพริบตา
ทงเทียนหรูอี้ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวชิ้นนี้ ขอเพียงจินเฟยเหยาไม่หมดสติก็จะปกป้องพวกนางได้จนถึงชั่วขณะที่การทำลายล้างสมบูรณ์ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
พวกจินเฟยเหยาผ่านเทือกเขาที่สาขาหกตั้งอยู่ ทะลุชั้นเมฆด้านล่าง ร่วงลงกระแทกโลกระดับวิญญาณราวกับดาวตก เห็นโลกระดับเทพอยู่ห่างไกลออกไปทุกที สติของจินเฟยเหยาเริ่มเลือนราง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวหลับตาลงหมดสติไป ทงเทียนหรูอี้ชิ้นสุดท้ายส่งเสียงดังเคร้งแล้วแตกเป็นชิ้นเล็กๆ กลายเป็นแสงดารากระพริบและกระจายหายไปตามสติสัมปชัญญะของนางที่หมดไป
หลันจิงไม่ได้สลบ เพียงแต่ถูกแรงกระแทกทำให้สับสนและเวียนศีรษะ ขนาดหายใจยังรู้สึกลำบาก เห็นการป้องกันทั้งหมดหายไป เทาเที่ยตัวสูงใหญ่หดเล็กคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง นางก็ดิ้นรนยื่นมือไปประคองจินเฟยเหยา กอดปกป้องไว้ที่อกแนบแน่น นางมีเพียงความคิดเดียว ขอเพียงตอนร่วงพื้นตนเองกระแทกก่อน อาการบาดเจ็บที่จินเฟยเหยาได้รับก็จะลดลงบ้าง
พั่งจื่อแปะติดบนร่างหลันจิงอย่างแน่นหนา เห็นว่าลอยออกจากโลกระดับเทพแล้วสายฟ้าของเม็ดบัวแสงม่วงก็หายไป เนื่องจากร่วงลงมาเร็วมาก ด้านหลังร่างกายขนาดมหึมาของหลันจิงจึงมีไฟลุก เสื้อผ้าชุดหนังสัตว์เริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้ พั่งจื่อรีบผนึกม่านป้องกันขนาดใหญ่ข้างนอกแทนจินเฟยเหยา ช่วยดับไฟบนร่างหลันจิงและป้องกันร่วงลงไปเร็วเกินจนพวกเขาเผาตนเองตาย
พวกเขาอาศัยแรงกระแทกนี้ร่วงออกจากโลกระดับเทพ พุ่งเข้าใส่โลกระดับวิญญาณอย่างรวดเร็ว ถือว่าพวกเขาโชคร้าย เบื้องล่างไม่ใช่ทะเลหรูเมิ่งทว่าเป็นแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ถ้ากระแทกลงไปตรงๆ หลันจิงต้องตายคาที่
พั่งจื่อเหินร่างออกไป ร่างอ่อนเยาว์เปลี่ยนสภาพเป็นกบภูติสูงห้าสิบกว่าจั้งปรากฏขึ้นกลางอากาศ สีขาวอ่อนนุ่มทั้งตัว แผ่นหลังมีลวดลายสีทองที่สมมาตรกัน ลายเมฆบนท้องก็เปลี่ยนเป็นลวดลายสีทองรูปแบบซับซ้อนเช่นเดียวกัน มุกล้ำค่าบนหัวกระพริบแสง มีเจ็ดสีสันสลับสับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
หลังจากเปลี่ยนร่าง พั่งจื่อชิงพุ่งลงพื้นก่อน เหยียบแผ่นดินอย่างหนักหน่วง จากนั้นมันก็ยกอุ้งเท้าสองข้างรับหลันจิงที่ตกลงมาอย่างรวดเร็วเอาไว้
เห็นพื้นดินสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว พั่งจื่อที่รับร่างหลันจิงเอาไว้ถูกกดทับลงไปในดินลึกสิบกว่าจั้ง มันกัดฟันส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ โลหิตพุ่งจากปากสาดกระจายเกลื่อนพื้น เนื่องจากร่างกายใหญ่โต แค่กระอักเลือดคำเดียวก็เหมือนสร้างสระโลหิตขึ้น
วางหลันจิงลงบนพื้นได้พั่งจื่อก็โล่งอก กลายร่างเป็นเด็กน้อยอีกครั้งและนอนพังพาบบนพื้นขยับไม่ไหวทันที ทว่าสถานที่ซึ่งมันรับหลันจิงเอาไว้ปรากฏหลุมขนาดใหญ่ลึกสิบกว่าจั้ง คิดดูก็รู้ว่าตอนนั้นมันต้องรับแรงกระแทกมหาศาลเพียงใด
เวลานี้คนที่มีเรี่ยวแรงต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวก็คือหลันจิง นางกอดพั่งจื่อและจินเฟยเหยาไว้ในอ้อมอก เบิกตาโตมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ขอเพียงมีคนเลวปรากฏตัวขึ้นก็จะฟาดพวกมันให้ตายทันที จะให้พวกจินเฟยเหยาเกิดเรื่องขึ้นไม่ได้
ห้าปีต่อมา จินเฟยเหยายืนอยู่บนไหล่ของหลันจิงซึ่งกำลังเหยียบย่างเข้าโลกวิญญาณเจียว เห็นรอบด้านมีเผ่าปิศาจนานาชนิดยืนอยู่เต็มไปหมด
“เจ้าบอกว่าพวกเจ้ามีเพียงสิบกว่าคน ทำไมตอนนี้จึงมีเผ่าปิศาจมากมายขนาดนี้? หรือว่าพวกเจ้าแต่งงานข้ามเผ่า เวลาสามพันกว่าปีก็ให้กำเนิดออกมามากถึงเพียงนี้?” นางเหลียวซ้ายแลขวา ลูบใบหน้าเอ่ยถาม
พั่งจื่อนั่งอยู่ในรูหูของหลันจิง เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “หลันจิง คนเผ่าเจ้าเปลี่ยนขนาดรูปร่างได้ใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นขนาดตัวแตกต่างกันมากขนาดนี้คงให้กำเนิดออกมาไม่ได้”
“ข้าไม่รู้ ในอดีตไม่ได้มีคนมากมายปานนี้ อีกทั้งเผ่าพันธุ์ของข้าไม่ใช่เผ่าปิศาจ จะแต่งงานข้ามเผ่ากับเผ่าปิศาจได้อย่างไร?” หลันจิงมองเผ่าปิศาจรอบด้านอย่างงุนงงและเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรนะ! เจ้าไม่ใช่เผ่าปิศาจ?” จินเฟยเหยาและพั่งจื่อมองนางอย่างตกใจ ตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วยังมีสามตา ถึงกับไม่ใช่เผ่าปิศาจ น่าจะเป็นเผ่าปิศาจร่างใหญ่โตเหมือนพวกยักษ์ตาเดียวมิใช่หรือ?
หวาหวั่นซีที่นั่งอยู่บนไหล่อีกด้านของหลันจิงทนจนสุดจะทนแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์เสีย “พวกเจ้าสองคนพูดจาเหลวไหลอะไร! หลันจิงเป็นทายาทเผ่าเทพไม่ใช่เผ่าปิศาจ หรือพวกเจ้าไม่เห็นว่านางใช้พลังวิญญาณ? อยู่ด้วยกันมาตั้งร้อยกว่าปี แม้แต่เผ่าพันธุ์ของผู้อื่นก็ไม่รู้ พวกเจ้าสองคนอย่าทำเกินไปนัก! เรื่องนี้จะทำร้ายจิตใจของหลันจิงนะ พวกเจ้าละอายกันหรือไม่?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” พั่งจื่อถามอย่างสงสัย ตอนนี้นอกจากฮูหยินหวาเขาไม่เรียกปิศาจร้ายสองตัวนี้ว่าท่านแม่แล้ว
หวาหวั่นซีเสยผมอย่างไม่ใส่ใจ “วันที่พบหน้ากันครั้งแรก ข้าก็ถามนางแล้ว”
“เข้าใจผิดหรือไม่ เจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับพวกเรามาก่อน! ตอนนั้นข้ากำลังเย็บเสื้อผ้า พั่งจื่อยังนอนสลบอยู่ เจ้าต่างหากอย่าทำเกินไปนัก!” จินเฟยเหยาและพั่งจื่อเริ่มส่งเสียงเอะอะ ยายคนน่าชังนี่
เห็นพวกเขาเอะอะโวยวายและสองฝ่ายยังทะเลาะกัน ทำให้หลันจิงไม่รู้ว่าจะเข้าข้างใครดี ได้แต่รีบส่ายศีรษะเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ทุกคนอย่าทะเลาะกัน เผ่าปิศาจพวกนี้มองพวกเราอยู่นะ!”
……………….……………….