ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 640 : สงครามชิงสายแร่!
เวลาพันปีสำหรับผู้บำเพ็ญตนแล้ว คือเรื่องที่ผ่านไปรวดเร็วราวกับ
ดีดนิ้ว
ในค่ายกลกาลเวลา เซียวฮั่นหมกมุ่นอยู่กับการเรียนรู้ค่ายกล
โอกาสทองแห่งการเรียนรู้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทว่าเขากลับไม่เกิด
ความรู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด
โลกภายนอกผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม สงครามชิงสายแร่แห่งทั้งสาม
ตระกูลใกล้จะเปิดฉากขึ้นทุกที สำหรับทั้งสามตระกูล สงครามชิงสาย
แร่ที่จัดขึ้นทุกหมื่นปีย่อมสำคัญกว่าเรื่องอื่น พวกเขาจะไม่ยอมให้เกิด
ความพลาดพลั้งเลยแม้แต่น้อย
กฎกติกานั้นเรียบง่ายมาก ทั้งสามตระกูลต้องโจมตีกันและกัน
ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันอีกฝ่าย สามครั้งแรกฝ่ายรุกจะออกมือก่อน
สามครั้งหลังฝ่ายรับจึงจะเป็นผู้ออกมือ
ไม่ว่าผู้ใดออกมือก่อน ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีสำหรับใครทั้งนั้น
เพราะอีกฝ่ายต่างรู้ตื้นลึกหนาบาง ไม่ว่าเจ้าจะส่งยอดฝีมือระดับใด
ออกมา อีกฝ่ายก็จะส่งการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าออกไปโจมตี
แน่นอนว่านี่คือกติกาที่ยุติธรรมที่สุด เพราะระหว่างทั้งสามตระกูล
เมื่อมีฝ่ายรุกก็ต้องมีฝ่ายรับ
สงครามชิงสายแร่ไม่สามารถจัดขึ้นที่โลกหงเหมิงได้ เพราะผู้ที่เข้า
ร่วมสงครามชิงสายแร่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพแห่ง
โลก
เพราะเหตุนี้ยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกสามท่านจากทั้งสามตระกูล
จึงร่วมมือกันสร้างลานประลองเก่าแก่ขึ้นมา ลานประลองเก่าแก่แห่งนี้
รวบรวมขึ้นมาจากพลังแห่งเต๋า แต่เนื่องจากสร้างขึ้นมาจากการร่วมมือ
ของยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลก จึงเป็นลานประลองที่แข็งแกร่งกว่าลาน
ประลองทั่วไปหลายเท่า
การดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพแห่งโลก ต่อให้ความสามารถแข็งแกร่ง
เพียงใด หรือการปะทะกันดุเดือดเพียงใด ก็มิอาจทำลายลานประลอง
เก่าแก่แห่งนี้ได้
เมื่อสงครามชิงสายแร่เริ่มต้นขึ้น ทั้งสามตระกูลจะต้องส่งยอดฝีมือ
ออกมาสิบสองท่าน นอกจากนี้ยังมีเหล่าผู้อาวุโสมาเป็นประจักษ์พยาน
กระทั่งว่ายอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกจากทั้งสามตระกูลลอบซ่อนตัวใน
ความมืดเพื่อชมการต่อสู้เช่นกัน
ไม่ใช่แค่เพียงยอดฝีมือจากสามตระกูลเท่านั้น แม้แต่ขุมอำนาจ
พิเศษอื่นๆ บางครั้งก็ส่งยอดฝีมือมาสังเกตการณ์ เพราะยอดฝีมือทั้งสิบ
สองท่านที่ทั้งสามตระกูลส่งมาจะต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดจาก
ในตระกูล
โอกาสที่ยอดฝีมือประมือกันเช่นนี้มีไม่มากนัก การเข้าชมการต่อสู้
ของพวกเขาเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้วิถีเต๋ายิ่งนัก การต่อสู้ที่มีสีสัน
เช่นนี้ ยอดฝีมือไม่น้อยต่างก็ไม่ยอมพลาดอย่างแน่นอน
สงครามชิงสายแร่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ยอดฝีมือของแต่ละตระกูล
ต่างก็เตรียมการอย่างกระตือรือร้น ยอดฝีมือสิบสองท่านสำหรับทั้งสาม
ตระกูลที่เข้าร่วมการประลอง ล้วนแต่เป็นการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งที่สุด
ส่วนใหญ่แล้วแต่ละท่านเคยเข้าร่วมสงครามการชิงสายแร่มาแล้ว
หลายสิบครั้ง จึงรู้ตื้นลึกหนาบางของยอดฝีมือทั้งสิบสองท่านที่อีกสอง
ตระกูลส่งมา
สำหรับตระกูลทั้งสาม ความจริงแล้วหากต้องการได้สายแร่ของอีก
ฝ่ายมาเป็นเรื่องที่ยากนัก นอกเสียจากว่าเจ้าไม่ต้องการสายแร่ของตน
แล้วทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อชิงสายแร่ของอีกฝ่าย
เพราะในบรรดายอดฝีมือทั้งสิบสองท่านมีทั้งผู้ที่แข็งแกร่งและผู้ที่
อ่อนแอ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะต้องคอยปกป้องสายแร่ของตน หากให้ผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดมาชิงสายแร่ เช่นนั้นสายแร่ของตนเองก็อาจถูกตระกูล
อื่นแย่งชิงไป
ตลอดหลายแสนล้านปีมานี้ สงครามชิงสายแร่ เริ่มออกรสออก
ชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลเหลิ่งและตระกูลซั่งกวน ซึ่งเป็น
ศัตรูคู่อาฆาตกันมานาน ในสงครามชิงสายแร่นี้ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็น
สงครามแห่งความเป็นตายระหว่างทั้งสองฝ่าย
ไม่ว่าตระกูลเหลิ่งหรือตระกูลซั่งกวน ล้วนแต่กำชีวิตและความตาย
ของยอดฝีมืออีกฝ่ายไว้ในมือ
ความจริงแล้วจนถึงทุกวันนี้ สงครามชิงสายแร่ค่อยๆ เกิดการ
เปลี่ยนแปลง กระทั่งกลายเป็นสงครามแห่งการสังหารอีกฝ่าย และคอย
กำจัดตระกูลที่มีความสามารถอ่อนแอ
ระหว่างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการลงมือสังหาร และไม่มีการรา
มือแม้แต่น้อย
สงครามชิงสายแร่ในทุกครั้ง บางครั้งหากไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
สาหัสก็จะมีผู้ตกตายลงกลางสนาม ยอดฝีมือเหล่านั้นร่างดับสลายลง
ทันตา การฝึกตนที่บำเพ็ญมาอย่างยากเข็ญนับล้านปีต่างก็สูญสิ้นไป
สำหรับเซียวฮั่นแล้ว สงครามชิงสายแร่ครั้งนี้อาจเกิดการ
เปลี่ยนแปลงเพราะเขา
สงครามชิงสายแร่ครั้งนี้เซียวฮั่นย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ หากไม่มี
ยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกออกมือ ร่างจำแลงทั้งหกของเขาซึ่งอยู่ในขั้น
กึ่งเทพแห่งโลกจะต้องเป็นหนึ่งในการดำรงอยู่แนวหน้าที่แข็งแกร่งที่สุด
แน่นอนว่าเซียวฮั่นยังไม่กล้าบอกว่าร่างจำแลงของตนคือการดำรง
อยู่ที่แข็งแกร่งที่สุดของขั้นกึ่งเทพแห่งโลก เพราะโลกหงเหมิงมีพยัคฆ์
ซ่อนมังกรเร้นอยู่ อัจฉริยะที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงไม่น้อยย่อมต้องมี
ความสามารถและทักษะที่พลิกสวรรค์
อัจฉริยะที่ร้ายกาจเหล่านี้ บางทีเซียวฮั่นอาจจะยังไม่ได้พบเจอ แต่
ในการประลองหงเหมิง เขาจะต้องได้พบอย่างแน่นอน
สงครามชิงสายแร่ระหว่างทั้งสามตระกูลได้จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็น
เวลาหลายแสนล้านปีแล้ว ในเขตกลางไม่นับว่าเป็นความลับอันใด
กระทั่งนับได้ว่าเป็นฉากแห่งศึกสงครามฉากหนึ่ง
ไม่เพียงแค่ยอดฝีมือของทั้งสามตระกูลเท่านั้น แม้แต่ยอดฝีมือจาก
ขุมอำนาจพิเศษอื่นก็มาเข้าร่วมชมการต่อสู้เช่นกัน
ทั้งสามตระกูลต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้มาตั้งแต่เนิ่นๆ
สงครามการต่อสู้แต่ละฉากที่จะเกิดขึ้น สำหรับพวกเขาแล้วล้วนแต่เป็น
สงครามที่สำคัญยิ่ง หากพ่ายแพ้หนึ่งครั้งเท่ากับสูญเสียสายแร่ไปหนึ่ง
แห่ง
กลุ่มยอดฝีมือแห่งตระกูลเหลิ่งได้ก้าวข้ามมิติมาเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วน
กลุ่มยอดฝีมือแห่งตระกูลซั่งกวนก็ปรากฏขึ้นที่ลานประลองเก่าแก่ มี
เพียงตระกูลฉายที่ยอดฝีมือออกเดินทางอย่างธรรมดา
ที่ลานประลองเก่าแก่ไม่รู้ว่าเปิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ในลานประลอง
ตอนนี้เงาร่างของยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยต่างก็ลอยคว้างกลางนภากาศ
บ้างก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ใช้พลังรวบรวมขึ้นมา พวกเขาต่างรอคอย
สงครามชิงสายแร่ของทั้งสามตระกูลครั้งนี้อย่างเงียบๆ
“มาแล้ว!”
เมื่อกวาดตามองกลุ่มยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ กลุ่มยอดฝีมือที่มาถึงกลุ่ม
แรกคือตระกูลเหลิ่ง ยอดฝีมือทั้งสิบสองท่านที่เข้าร่วมการชิงสายแร่
เป็นผู้นำขบวน คลื่นพลังอันน่าพรั่นพรึงปลดปล่อยออกมาบนร่าง
ลมปราณดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ลึกล˺าอย่างมิอาจคาดคะเนได้
ยอดฝีมือทั้งสิบสองท่านแห่งตระกูลเหลิ่งล้วนแต่สวมชุดคลุมสีดำ
ใบหน้าเย็นชา มอบความรู้สึกหนาวเหน็บให้แก่ผู้พบเห็น ราวกับกำลัง
เผชิญหน้ากับมือสังหารผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ผู้คนสัมผัส
ได้ถึงความเหน็บหนาวที่สั่นสะท้าน
“ตระกูลเหลิ่ง นับวันยิ่งน่าหวาดกลัว การดำรงอยู่ทั้งสิบสองท่านนี้
เกรงว่าล้วนแต่เป็นการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพแห่งโลก!” คนกวาดสายตา
มอง ยอดฝีมือไม่น้อยต่างรู้สึกตัวสั่นเทา
ถึงแม้ในบรรดาขุมอำนาจพิเศษจะมียอดฝีมือขั้นกึ่งเทพแห่งโลกไม่
น้อย แต่ขุมอำนาจพิเศษที่สามารถนำยอดฝีมือขั้นกึ่งเทพแห่งโลกสิบ
สองท่านออกมาได้ในคราเดียว ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่เป็นขุมอำนาจ
พิเศษชั้นแนวหน้า
เพราะเหตุนี้จึงมองออกว่าเส้นสนกลในของตระกูลเหลิ่งนั้นน่า
หวาดกลัวเพียงใด อย่างน้อยจากปริมาณของยอดฝีมือซึ่งเป็นแกนกลาง
สำคัญ ตระกูลเหลิ่งสามารถทัดเทียมได้กับขุมอำนาจชั้นแนวหน้า
หลังจากที่ยอดฝีมือแห่งตระกูลเหลิ่งค่อยๆ ร่วงลงมาจากนภากาศ
ยอดฝีมือแห่งตระกูลซั่งกวนก็ตามมาติดๆ
เมื่อเทียบกับตระกูลเหลิ่งแล้ว ตระกูลซั่งกวนด้อยกว่าเล็กน้อย ใน
บรรดายอดฝีมือทั้งสิบสองท่าน มีการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพแห่งโลกเพียง
เก้าท่าน ที่เหลืออีกสามท่านเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นเทพแท้จริงแห่งโลก
ระดับสูงสุด
หลังจากที่เหล่ายอดฝีมือแห่งตระกูลซั่งกวนปรากฎขึ้น พวกเขาแต่
ละคนต่างก็มองยอดฝีมือแห่งตระกูลเหลิ่งอย่างเย็นชา ยอดฝีมือแห่ง
ตระกูลเหลิ่งก็มองพวกเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์เช่นกัน สายตาของทั้ง
สองฝ่ายล้วนแต่เจือแววจ้องสังหารอย่างเข้มข้น
ส่วนตระกูลฉาย กลับค่อยๆ เดินทางมาอย่างไม่รีบร้อน
ในบรรดาขุมอำนาจทั้งสามนี้ ความสามารถของตระกูลฉาย
อ่อนแอที่สุดมาโดยตลอด อีกทั้งตระกูลฉายต่างก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ
แย่งชิงระหว่างตระกูลเหลิ่งและตระกูลซั่งกวนน้อยมาก โดยพื้นฐาน
แล้วตระกูลฉายจัดอยู่ในประเภทที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
แต่เพราะเรื่องเมื่อล้านปีก่อน จึงทำให้ตระกูลฉายซึ่งมี
ความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลซั่งกวนแตกคอ ทำให้สถานการณ์ของ
ตระกูลซั่งกวนในปัจจุบันเริ่มอันตรายยิ่งขึ้น
“เหตุใดยอดฝีมือทั้งหกแห่งตระกูลฉายจึงแปลกหน้าเช่นนี้? อีกทั้ง
การฝึกตนของแต่ละคนยังลึกล˺าอย่างมิอาจคาดเดาได้”
คนกวาดตามองร่างจำแลงทั้งหกของเซียวฮั่น ยอดฝีมือไม่น้อยต่าง
เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เหอะ ดูท่าทางตระกูลฉายคงนั่งไม่ติดแล้ว เกรงว่าสงครามชิงสาย
แร่ครั้งนี้ ตระกูลฉายอาจแทรกมือเข้ามาเช่นกัน!”
ในบรรดาฝูงชน มีบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมชมสงครามชิงสายแร่เป็น
ครั้งแรก ทว่ายอดฝีมือแปลกหน้าทั้งหกท่านของตระกูลฉายที่ปรากฏ
ขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนไม่น้อย
ขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแค่กลุ่มคนเหล่านั้น แม้แต่ตระกูลเหลิ่งและตระกูลซั่งกวน
ต่างก็สนใจเงาร่างทั้งหกเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซั่งกวนเทียน เมื่อสายตาตกลงบนเงาร่างแปลก
หน้าทั้งหกสาย หัวคิ้วเขาก็กระตุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ รูม่านตาหดเล็ก
ลงอย่างฉับพลัน ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกไม่สงบขึ้นมาในใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงการเดิมพันของเขาและเซียวฮั่น ซั่ง
กวนเทียนก็อดลอบมองเซียวฮั่นที่อยู่ในกลุ่มของตระกูลซั่งกวนอย่างอด
ไม่ได้
แต่ยามนี้เซียวฮั่นกลับมีสีหน้าสบายอกสบายใจยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดรู้ว่า
เขากำลังคิดอะไรอยู่ แม้แต่ซั่งกวนเทียนก็มองถึงความผิดปกติของ
เซียวฮั่นไม่ออก ขณะเดียวกันเขาก็มองไม่ออกเช่นกันว่าเซียวฮั่นไปเอา
ความมั่นใจเช่นนี้มาจากไหน
“หรือว่ายอดฝีมือแปลกหน้าทั้งหกนี้จะเป็น…?”
สายตากวาดมองเซียวฮั่นและเงาร่างแปลกหน้าทั้งหกสาย ซั่งกวน
เทียนอดคิ้วขมวดและลอบคิดขึ้นในใจไม่ได้ วันนี้เรื่องใหญ่จะต้อง
เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนสวรรค์สะท้าน
ปฐพีก็เป็นได้
“มียอดฝีมือเยอะจริงๆ!”
เซียวฮั่นที่อยู่ในกลุ่มตระกูลซั่งกวนอย่างไม่เป็นที่สะดุดตาอดกล่าว
ชื่นชมขึ้นมาไม่ได้ ตอนที่อยู่ในเขตบูรพา ถึงอย่างไรเขาก็จินตนาการไม่
ออกว่าในเขตกลางที่สามารถพบเห็นยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลก
ได้ทั่วทุกแห่งเช่นนี้จะมียอดฝีมือขั้นกึ่งเทพแห่งโลกมากมายขนาดนี้
นี่เป็นเพียงขุมอำนาจพิเศษระดับกลางสามแห่งเท่านั้น ทว่าในเขต
กลางยังมีขุมอำนาจพิเศษชั้นแนวหน้าอีกหลายแห่ง ขุมอำนาจพิเศษ
นับร้อยนั้น เพียงแค่คิดก็รู้ว่าอาจมีการดำรงอยู่ขั้นเทพแท้จริงแห่งโลก
และขั้นกึ่งเทพแห่งโลกจำนวนมาก
เพราะมีการดำรงอยู่มากมายที่ยังติดอยู่ในขอบเขตขั้นกึ่งเทพแห่ง
โลก ยังมียอดฝีมือจำนวนมากที่ก้าวไปไม่พ้นขั้นนี้ ในที่สุดจึงหยุดอยู่
เพียงเท่านี้ และมิอาจก้าวข้ามไปได้ตลอดกาล
แต่หากก้าวข้ามผ่านไปได้ก็จะเป็นการดำรงอยู่ในขั้นเทพแห่งโลก
ซึ่งนิยามของขอบเขตทั้งสองระดับนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เพราะเหตุนี้เอง นี่จึงเป็นดั่งคลองหงโกวที่ยากจะก้าวข้ามไปได้ ต่อ
ให้ยอดฝีมือมากมายพยายามมาทั้งชีวิตก็ยังมิอาจก้าวข้ามไปได้
ยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลก ไม่ว่าท่านใดล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้แสดง
ความสามารถอย่างเต็มที่ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตนับพันล้าน แต่ละท่านล้วน
แต่เป็นการดำรงอยู่ดุจเทพเจ้าก็มิปาน พวกเขาต่างเป็นผู้สูงส่งที่ก้มมอง
มวลมนุษย์
ความจริงแล้วสิ่งที่ผู้บำเพ็ญตนวิถีเต๋านับไม่ถ้วนล้วนแต่แสวงหา
มาตลอดชีวิต นั่นคือการกลายเป็นการดำรงอยู่ดุจเทพเจ้า
ยามนี้ยอดฝีมือทั้งสามตระกูลต่างทยอยปรากฎตัวลงมาจากนภา
กาศและเข้าสู่ที่นั่ง การต่อสู้อย่างเป็นทางการกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เบื้องหน้าของผู้คนนับไม่ถ้วน คือลานประลองขนาดหนึ่งล้านลี้ ทั่ว
ทั้งลานประลองนี้สร้างขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์หงเหมิง ต่อให้เกิด
สงครามระหว่างยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกก็ยากที่จะทำลายลาน
ประลองแห่งนี้ได้
นอกจากนี้ท่ามกลางความมืดมิด ล้วนแต่มียอดฝีมือขั้นเทพแห่ง
โลกของแต่ละตระกูลคอยนั่งบัญชาการอยู่เพื่อป้องกันเรื่องเหนือความ
คาดหมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดสงครามอันน่าสะพรึงของยอดฝีมือขั้น
กึ่งเทพแห่งโลก หากไม่ระวังลานประลองเก่าแก่อาจเกิดความเสียหาย
ได้ เช่นนั้นยอดฝีมือมากมายในที่แห่งนี้เกรงว่าคงต้องถูกพลังทำลาย
ล้างอันน่าพรั่นพรึงนี้สังหารจนดับสูญ
กฎกติกานั้นเรียบง่ายมาก ทั้งสามตระกูลต่างก็คุ้นเคยแล้ว และไม่
ต้องให้ผู้ใดมาคอยอธิบายอีก
เมื่อท้าประลองอีกฝ่ายแล้วได้รับชัยชนะก็จะได้สายแร่แห่งหนึ่ง
ของฝ่ายที่พ่ายแพ้มาได้ หากท้าประลองแพ้ย่อมมิอาจได้รับสายแร่ของ
อีกฝ่าย เท่ากับว่าเสียโอกาสไปแล้วหนึ่งครั้ง
ฝ่ายรุกจะต้องส่งยอดฝีมือออกมาก่อน ฝ่ายรับจะส่งยอดฝีมือ
ออกไปทีหลัง
การยอมแพ้หรือถูกสังหารล้วนแต่นับว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในกติกา
นอกจากห้ามใช้ศาสตราแห่งเทพก็ไม่มีกฎข้อห้ามอื่นแล้ว
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สรุปแล้วก็คือผู้ชนะจะได้สายแร่ไป ผู้แพ้จะ
ไม่ได้สิ่งใดกลับมา!