ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 834 : วางแผน!
หลังจากที่เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าและจ้านตี้กล่าวจบ ไม่นาน
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ซวีคง เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เฟิงหยุน และเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์หวงเชวียนก็ได้มาถึงยังโลกแห่งวิถีเต๋า
เมื่อพวกเขาทั้งสามเห็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ทั้งสิบหกท่านแห่งร้าน
หมื่นสมบัติ รวมทั้งเซียวฮั่น เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง เฒ่าภูติ จ้านตี้
และเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า พวกเขาแต่ละคนต่างมีสีหน้าหวาด
ผวา
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าร้านหมื่นสมบัติซึ่งไม่เคยเปิดเผย
ความสามารถของตนมาก่อน กลับครอบครองยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ได้มากมายเช่นนี้
อย่างที่รู้ว่านี่คือการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ หาใช่ผักปลา
ตามข้างทางไม่ เพียงแค่การดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ในที่แห่งนี้
ก็มีมากกว่ายี่สิบท่านแล้ว
อีกทั้งในการดำรงอยู่เหล่านั้นยังมีเทพศักดิ์สิทธิ์ราชันหลายท่าน
อย่างเช่นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง เฒ่าภูติ และจ้านตี้ล้วนแต่เป็นยอด
ฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชันทั้งสิ้น ส่วนเซียวฮั่น ถึงแม้จะอยู่ในขอบเขต
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ระดับร่างจำแลง แต่ความสามารถของเขากลับ
เพียงพอที่จะกดข่มยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชันทั้งหมดได้
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า คือผู้ที่มีขอบเขตการฝึกตนสูงที่สุด
เขาคือยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษอย่างแท้จริง ซึ่งควบคุมวิถี
เลียนแบบ สามารถเลียนแบบสรรพสิ่งบนใต้หล้า
ป้ายแห่งเต๋าป้ายนั้น เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าก็ใช้วิถีเลียนแบบ
สร้างขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กระทั่งว่าการดำรงอยู่หรือสิ่งของใดที่ต˹ากว่าขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์
บรรพบุรุษ เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าล้วนแต่สามารถเลียนแบบ
ขึ้นมาได้ภายในความคิดเดียว
เมื่อเทียบกับการดำรงอยู่ของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ซวีคง เทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์หวงเชวียน และเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เฟิงหยุน การดำรง
อยู่เหล่านี้ล้วนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
“มาแล้วรึ มานั่งด้วยกันก่อน ตอนที่ข้าช่วยให้พวกเจ้ากลายเป็น
เทพศักดิ์สิทธิ์ หวังว่าพวกเจ้าคงจำคำมั่นสัญญาได้”
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่ามองคนทั้งสาม แล้วเอ่ยขึ้นพลางแย้ม
ยิ้มอย่างเป็นมิตร
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าในยามนี้ ไม่มีมาดของยอดฝีมือขั้น
เทพศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษแม้แต่น้อย ความรู้สึกเป็นกันเองที่มอบมา ทำ
ให้ผู้คนเกิดความสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“แน่นอน พวกข้าย่อมจำได้”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามต่างเผยสีหน้าจริงจังโดยพร้อมเพรียงกัน
ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเคารพนบนอบ เพราะการที่พวกเขา
กลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านหมื่นสมบัติ
อย่างมาก
หากไม่มีร้านหมื่นสมบัติ ก็คงไม่มีพวกเขาในวันนี้
“เอาล่ะ ข้าคงไม่ต้องกล่าวอะไรมาก คาดว่าทุกท่านคงรู้แล้วว่าภัย
พิบัติแห่งการดับสูญของโลกหงเหมิงกำลังจะมาถึง ถึงตอนนั้น คงมิอาจ
มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้ พวกเราทำได้เพียงสู้สุดชีวิต บางทีจากภัยพิบัติครั้งนี้
พวกเราอาจแหลกสลายเป็นเถ้าธุลี โลกหงเหมิงมิอาจดำรงอยู่ต่อได้ แต่
หากมีโอกาสเพียงเล็กน้อย พวกเราก็จะไม่ละทิ้งความหวัง ต่อให้
ความหวังนั้นคือการเบิกยุคสมัยใหม่ขึ้นมาก็ตาม”
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าพยักศีรษะเล็กน้อย พร้อมเอ่ยขึ้นกับ
ฝูงชนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
สงครามครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับอนาคตของโลกหงเหมิง และเกี่ยวข้อง
กับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด สงครามแห่งการตัดสินแพ้ชนะคือสิ่งที่พวกเขาต้อง
เผชิญ
อีกทั้งสิ่งที่กำหนดไว้แล้วย่อมมิอาจหลีกหนีได้ มีเพียงการต่อสู้สุด
ชีวิตเพื่อช่วงชิงโอกาสรอดมาให้ได้เท่านั้น
ฉากนี้ทำให้เซียวฮั่นมองเห็นภาพที่เคยเกิดขึ้นกับเก้าอาณาจักร
บางทีทุกสิ่งอย่าง ล้วนแต่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วินาทีที่เขาทะลุมิติเข้า
มาแล้ว
เซียวฮั่นมิอาจหลีกหนีได้พ้น ไม่ว่าเพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเขาเอง
เขาต้องเดินบนเส้นทางสายนี้ และไม่ยี่หระต่อความตายจากสงคราม
พลิกสวรรค์
“พวกเรายินดีที่จะสู้จนตัวตายในสงคราม!”
ฝูงชนต่างให้คำตอบอันเด็ดเดี่ยวกับเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า
เพราะพวกเขาเองก็รู้เช่นกันว่า พวกเขาไม่มีทางถอยหนีแล้ว
“คนอื่นออกไปก่อน เจ้าหนุ่มนี่อยู่ก่อน พวกเรามีเรื่องต้องคุยกับ
เจ้า”
ไม่นานฝูงชนต่างก็ทยอยจากไป เหลือเพียงเซียวฮั่น เทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์คูหรงและเฒ่าภูติ
“เจ้าหนุ่ม เจ้ารู้ถึงความสามารถของเจ้าแห่งการดูดกลืนและเจ้า
แห่งความมืดมิดมากเพียงใด?”
คนคลี่ยิ้ม เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าเอ่ยถามเซียวฮั่น
“น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ข้าเองก็มิอาจเป็นคู่ต่อกรของพวกเขาได้”
คนหัวเราะขมขื่น เซียวฮั่นตอบกลับตามความจริง อย่ามองว่าเขา
สามารถควบคุมวิถีเต๋าสามพันวิถี แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าแห่งความ
มืดมิดและเจ้าแห่งการดูดกลืน เขาเองก็คงไม่มีโอกาสชนะ
“พวกเราคงไม่มีทางชนะ ไม่ว่าเจ้าแห่งความมืดมิดหรือเจ้าแห่ง
การดูดกลืน เมื่ออยู่ในบรรดาขอบเขตเทพศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษ ความ
จริงแล้วนับว่าเป็นการดำรงอยู่ที่สูงส่งยิ่งนัก”
คนถอนหายใจ เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าเองก็ยอมรับในความ
น่าพรั่นพรึงของเจ้าแห่งความมืดมิดและเจ้าแห่งการดูดกลืนเช่นกัน
“ก่อนหน้านี้ เจ้าแห่งความมืดมิดยังมิอาจเทียบเจ้าแห่งการดูดกลืน
เพราะเจ้าแห่งการดูดกลืนคือผู้ที่สร้างภัยคุกคามให้พวกเรามากที่สุด
แต่หลังจากที่เจ้าแห่งความมืดมิดได้ร่างแท้จริงของเจ้าไป ภัยคุกคาม
ของเจ้าแห่งความมืดมิดก็ได้อยู่เหนือเจ้าแห่งการดูดกลืนเสียแล้ว”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าก็รู้สึกจนใจยิ่งนัก
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ถูกกำหนดไว้แล้ว ข้อนี้ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจเปลี่ยนแปลง
ได้
“ท่านผู้อาวุโส ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของร่างแท้จริงยามนี้เป็น
เช่นไร”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า เซียวฮั่นก็เอ่ย
ขึ้นมาอย่างอดห่วงไม่ได้
“ร่างของเจ้าถูกความมืดมิดสะกดให้เป็นทาสรับใช้ ส่วนจิต
วิญญาณเทพแห่งร่างแท้จริงของเจ้าก็ถูกความมืดมิดดูดกลืนเช่นกัน
นั่นหมายความว่าร่างแท้จริงของเจ้ามิอาจนำกลับคืนมาได้ชั่วกาล อีก
ทั้งร่างแท้จริงของเจ้าแห่งความมืดมิดคือผู้ถือครองความมืด หากใต้
หล้ายังมีความมืด เจ้าแห่งความมืดมิดก็ไม่มีทางดับสูญ ก่อนหน้านี้ เจ้า
แห่งความมืดมิดไม่มีรูปร่าง แต่บัดนี้มันมีรูปร่างที่เป็นรูปธรรมแล้ว”
หลังจากที่เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าเอ่ยประโยคที่เป็นความจริง
เช่นนี้ออกมา เซียวฮั่นก็รู้แล้วว่าเหตุใดร่างสวรรค์จึงขาดการติดต่อกับ
ตน
ร่างเต๋าของร่างแท้จริง ยังคงเป็นร่างเต๋าแห่งร่างแท้จริง แต่เจ้าของ
ร่างเต๋ากลับถูกสับเปลี่ยนเสียแล้ว
สิ่งนี้มีความหมายโดยนัยว่าเจ้าแห่งความมืดมิดได้ครอบครองร่าง
แท้จริงของเซียวฮั่นโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกันหากใช้ร่างเต๋าอมตะที่
สร้างขึ้นมาจากเคล็ดวิชาเทพอมตะนิรันดร์ของเซียวฮั่น เจ้าแห่งความ
มืดมิดก็อาจแสดงอานุภาพอันมิมีประมาณออกมาภายใต้เงื้อมมือของ
เขา
“หากกล่าวให้ชัดเจน เจ้าแห่งความมืดมิดหรือเจ้าแห่งการดูดกลืน
ในยามนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในที่นี้ล้วนแต่ดับสูญได้
รวมถึงข้าและพวกเจ้า!”
จ้านตี้เอ่ยปากขึ้นอย่างเนิบช้าต่อจากเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า
ขณะที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา จ้านตี้เกิดความรู้สึกจนใจเล็กน้อย
อย่างที่รู้ว่านี่เป็นเพียงเจ้าแห่งความมืดมิดและเจ้าแห่งการดูดกลืน
เท่านั้น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเจ้าแห่งการทำลายล้างและเจ้าแห่งความตาย
ซึ่งเป็นยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษอันน่าพรั่นพรึง
นอกจากนี้ไม่ว่าเจ้าแห่งความมืดมิดและเจ้าแห่งการดูดกลืน หรือ
แม้แต่เจ้าแห่งความตายและเจ้าแห่งการทำลายล้าง ความสามารถของ
พวกเขาล้วนแต่ยกระดับขึ้นไม่หยุด
ยิ่งความมืดมิดบนใต้หล้ามีมากเท่าใด เจ้าแห่งความมืดมิดก็ยิ่งน่า
พรั่นพรึง ยิ่งเจ้าแห่งการดูดกลืน ดูดกลืนมากขึ้น พลังก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
ขึ้นเช่นกัน
ส่วนเจ้าแห่งความตายต้องการสิ่งมีชีวิตมาสังเวย ขอเพียงสิ่งมีชีวิต
ตกตายเป็นจำนวนมาก วิถีแห่งความตายของเขาก็จะยิ่งน่าพรั่นพรึง ซึ่ง
เจ้าแห่งการทำลายล้างก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
หากภัยพิบัติวันสิ้นโลกมาถึง ความสามารถของพวกเขาทั้งสี่ไม่
เพียงแต่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ยังได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
ภายใต้สถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งตกต˹าฝ่ายหนึ่งยกระดับ
ความสามารถของพวกเขาซึ่งเดิมทีมิอาจเทียบได้กับเจ้าแห่งการ
ดูดกลืนและเจ้าแห่งความมืดมิดย่อมมิอาจเป็นฝ่ายชนะ
“เจ้าแห่งความตายและเจ้าแห่งการทำลายล้าง ให้เจ้าแห่ง
วัฏสงสารและเจ้าแห่งกฎเป็นผู้รับมือ ส่วนเจ้าแห่งความมืดมิดและเจ้า
แห่งการดูดกลืน ให้พวกข้ารับมือ นี่คือขีดจำกัดที่พวกข้าสามารถทำ
ได้”
เมื่อกล่าวจบ สายตาของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าและจ้านตี้ก็
ร่วงลงบนร่างของเซียวฮั่น พวกเขารู้ว่าเซียวฮั่นคือการดำรงอยู่ที่
สามารถสร้างปาฏิหาริย์ มีเพียงเซียวฮั่นเท่านั้นที่จะสามารถ
เปลี่ยนแปลงชะตาอันพลิกสวรรค์ภายใต้ภัยพิบัติอันมิมีประมาณนี้
“เจ้าแห่งความมืดมิดมอบให้เป็นหน้าที่ข้าก็แล้วกัน ถึงแม้ไม่มั่นใจ
ว่าจะชนะ แต่ข้าจะสู้ให้ถึงที่สุด!”
หลังจากที่หลับตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซียวฮั่นได้ลืมตาขึ้น แล้วเอ่ย
ออกมาด้วยน˺าเสียงเด็ดเดี่ยวเกินบรรยาย
เซียวฮั่นเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้ แต่อย่างน้อยก็
ยังไม่ถึงจุดที่สิ้นหวัง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะยอมแพ้
“ฮ่าๆ ข้ากำลังรอคอยประโยคนี้ของเจ้าอยู่พอดี เช่นนั้นเจ้าแห่ง
ความมืดมิด มอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้าก็แล้วกัน ส่วนเจ้าแห่งการ
ดูดกลืน ให้พวกข้ารับมือ”
คนหัวเราะเบาๆ เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าตบไหล่เซียวฮั่น แล้ว
เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
เมื่อสิ้นเสียงของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่า ในใจเซียวฮั่นก็สั่น
ไหวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ทว่าเขากลับมองเห็นแววเด็ดเดี่ยวในดวงตา
ของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าและจ้านตี้
บางทีต่อให้พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะเจ้าแห่งการดูดกลืน
แต่พวกเขามีความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ ต่อให้ร่างดับสูญ พวกเขาก็
ไม่หวั่งเกรงแม้แต่น้อย
“จากความสามารถของข้าในตอนนี้ ยังคงไม่ใช่คู่ต่อกรของเจ้าแห่ง
ความมืดมิด ดังนั้นข้าจะยกระดับความสามารถของข้า”
ถึงแม้เซียวฮั่นจะครอบครองความสามารถถึงขนาดกดข่มยอด
ฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี อย่างที่รู้ว่าเจ้าแห่ง
ความมืดมิดคือการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษ ประกอบกับ
เมื่ออยู่ภายใต้ร่างแท้จริงของเซียวฮั่น ยิ่งทำให้เก่งกาจไร้ที่ติ
ความทะเยอทะยานของเจ้าแห่งความมืดมิดในตอนนี้เห็นได้ชัด
อย่างยิ่ง หากกล่าวถึงเพียงความสามารถ แม้แต่เจ้าแห่งการดูดกลืนก็มิ
อาจเป็นคู่ต่อกรของเจ้าแห่งความมืดมิดได้
“ไปเถิด! จงไปสร้างปาฏิหาริย์ของเจ้า! เจ้าหนุ่ม อนาคตคงต้อง
พึ่งพาเจ้าแล้ว!”
คนมองเซียวฮั่น เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ว่านเป่าเอ่ยพลางแย้มยิ้ม
แน่นอนว่าเขาเอ่ยออกมาแค่เพียงครึ่งประโยคแรกเท่านั้น อีกครึ่ง
ประโยคหลังเขากลับไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ
เซียวฮั่นได้ออกจากร้านหมื่นสมบัติไปแล้ว ส่วนเทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์คูหรงกลับยังคงอยู่ต่อ
สิ่งที่เซียวฮั่นต้องทำคือการยกระดับความสามารถของตนในทุก
ด้าน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตการฝึกตน หรือความสามารถของไพ่ตาย
เซียวฮั่นจะต้องยกระดับทั้งหมด
เวลาที่เขาเหลืออยู่มีไม่มากนัก จากภัยคุกคามของเจ้าแห่งความ
มืดมิดก็สามารถอธิบายทุกสิ่งได้อย่างชัดเจนแล้ว
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึง สำหรับเซียวฮั่นในตอนนี้เวลา
คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ความจริงแล้ว เซียวฮั่นมีสองแผนการ แผนการแรกคือทำให้ตน
ก้าวสู่ขอบเขตเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน ข้อนี้สำหรับเซียวฮั่นแล้วไม่ใช่เรื่อง
ใหญ่โตอันใด
แต่ขณะเดียวกันแผนการที่ว่าก็สิ้นเปลืองเวลา อีกทั้งเซียวฮั่น
จะต้องรอจนกระทั่งเงื่อนไขทั้งหมดสุกงอมเสียก่อน
เซียวฮั่นได้ลงมือยกระดับขอบเขตความสามารถและไพ่ตายของ
ตนแล้ว ส่วนทางด้านร้านหมื่นสมบัติก็ได้เสนอแผนการร่วมมือกับขุม
อำนาจทั้งหมดในโลกหงเหมิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์หลายสิบ
ท่านแห่งร้านหมื่นสมบัติทะลวงอากาศออกมา ทั่วทั้งโลกหงเหมิงต่าง
เกิดความคึกคัก
ขุมอำนาจนับไม่ถ้วน ต่างยื่นข้อเสนอเพื่อขอเข้าร่วมเป็นกองทัพ
ของร้านหมื่นสมบัติ รวมไปถึงยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์แห่งขุม
อำนาจระดับเทพศักดิ์สิทธิ์จำนวนไม่น้อย
เพราะภัยพิบัติแห่งโลกหงเหมิงกำลังจะมาถึง ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจ
หลีกเลี่ยงได้ หากต้องการก้าวผ่านภัยพิบัติก็ต้องร่วมมือกันเท่านั้น เมื่อ
ร้านหมื่นสมบัติปรากฏกลุ่มยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธ์มนุษย์ในช่วงเวลา
สำคัญเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจขึ้นมา
บางทีอาจเพราะร้านหมื่นสมบัติได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจน ขุมอำนาจ
ทั้งหมดในโลกหงเหมิงจึงเกิดความมั่นใจ พันธมิตรอันเกรียงไกรแห่ง
ประวัติการณ์กำลังเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างช้าๆ จำนวนของยอดฝีมือ
นับวันยิ่งน่าหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ
แต่ทั้งหมดนี้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเซียวฮั่นในตอนนี้
เซียวฮั่นกำลังยุ่งอยู่กับการยกระดับขอบเขตของตน หลังจากที่
ออกจากร้านหมื่นสมบัติ นอกจากเซียวฮั่นจะสะกดผู้ที่ก่อกรรมชั่วให้
เป็นร่างจำแลงแห่งจิตวิญญาณของตนแล้ว เขาก็ได้เริ่มลงมือบางอย่าง
เช่นกัน
โลกหงเหมิงดำรงอยู่มายาวนานนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตถือกำเนิด
ขึ้นมาอย่างมิมีประมาณ ขณะเดียวกันทุกวันก็มีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดและ
ตกตาย การสังหารก็เกิดขึ้นที่โลกหงเหมิงตลอดเวลา
ดังนั้นทั่วทั้งโลกหงเหมิง จึงมีวิญญาณหยาบ วิญญาณพยาบาท
และจิตวิญญาณทมิฬดำรงอยู่
วิญญาณหยาบ วิญญาณพยาบาทและจิตวิญญาณทมิฬเหล่านี้
ล้วนแต่เป็นจิตที่เกิดจากการตกตายลงอย่างน่าสังเวชและไม่ได้รับ
ความยุติธรรม จึงมิอาจมุ่งหน้าสู่วัฏสงสารได้
สิ่งที่เซียวฮั่นต้องทำคือช่วยให้วิญญาณเหล่านี้เข้าสู่วัฏสงสาร ซึ่ง
ย่อมเกิดผลดีอย่างมหาศาลสำหรับเขา
เพราะวิญญาณเหล่านี้ หากไม่ได้เข้าสู่วัฏสงสาร เช่นนั้นก็จะ
กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่ก่อหายนะขึ้นมา
การที่เซียวฮั่นส่งวิญญาณเหล่านี้เข้าสู่วัฏสงสาร เขาไม่เพียงได้รับ
พลังแห่งบารมี แต่ยังเป็นการมอบของขวัญให้แก่พลังจิตวิญญาณด้วย
ใจบริสุทธิ์
สำหรับเซียวฮั่นซึ่งควบคุมวิถีจิตวิญญาณ พลังจิตวิญญาณคือ
หนทางที่ดีที่สุดสำหรับการยกระดับความสามารถและขอบเขตของเขา!