คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 467 เสียงดนตรีอันไพเราะ
หลังจากขึ้นมาบนรถแล้ว ความคิดในหัวของโอวหยางชานชานเริ่ม
คิดไปต่าง ๆ นานา ภาพที่เธอเคยอยู่กับฉินห้าวตงผุดขึ้นมาในหัวไม่
หยุด
ครั้งล่าสุดหลังจากที่เธอกลับออกมาจากเมืองเจียงหนาน เธอกลับ
พบว่าตัวเองเริ่มตกหลุมรักคุณหมอผู้หล่อเหลาคนนี้โดยไม่รู้ตัว
เป็นเพราะการปรากฏตัวของฉินห้าวตงที่เข้าช่วยเหลือเธอจากการ
ที่เธอถูกส่งตัวไปให้คนอื่นในฐานะของขวัญ เป็นเพราะการปรากฏตัว
ของฉินห้าวตง ทำให้เธอมีสถานะเป็นดาราอันดับ 1 ของบริษัท เป็น
เพราะการปรากฏตัวของฉินห้าวตง ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องกังวลว่า
ตัวเองจะถูกส่งไปเป็นของขวัญให้คนอื่นอีกต่อไป แล้วก็ไม่ต้องเป็น
กังวลเรื่องเถ้าแก่ที่มักจะเห็นแก่ตัวและใช้ประโยชน์จากความงามของ
เธอ
และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เวลาที่เธอนั่งพักหรือผ่อนคลาย ภาพ
ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นก็จะปรากฏขึ้นในหัวของเธอทันที หลังจากใช้
ชีวิตมาเป็นเวลา 20 กว่าปี ในที่สุดเธอก็ได้ลิ้มรสว่าความรู้สึกในการ
คิดถึงหาใครสักคนมันเป็นยังไง
และในขณะเดียวกันเธอเองก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เก่งกาจมาก แฟนสาว
ที่อยู่ข้างกายเขามีอยู่หลายคน อันนั้นที่ผ่านมาเธอจึงไม่เคยสารภาพรัก
กับเขามาก่อน เธอเพียงแค่เก็บความรักนี้ไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ แล้วใช้
ความคิดถึงนี้แต่งเป็นบทเพลงคนึงหาเธอร้อยครั้ง จนใช้เป็นเพลงหลัก
ประจำคอนเสิร์ต
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าในขณะที่งานคอนเสิร์ตของเธอกำลังจะเริ่มต้น
ขึ้น ฉินห้าวตงกลับเป็นฝ่ายโทรหาเธอก่อน หรือว่าความคิดของเธอทำ
ให้สวรรค์เห็นใจ ?
จากนั้นความคิดอื่นก็หลั่งไหลเข้ามาเหมือนกับสายน˺า ทำไมห้าว
ตงถึงอยากเชิญเธอไปกินข้าวตอนกลางคืน ? แล้วทำไมเขาถึงต้อง
อยากเชิญเธอกินข้าวที่บ้านของเขา ? หรือว่าเขาเองก็ชอบเธอ
เหมือนกัน ? แล้วถ้าหากเขาขอร้องให้เธออยู่บ้านเขาในคืนนี้เธอจะทำ
ยังไงดี ? แล้วถ้าหากเขาทำอะไรเกินเลยขึ้นมา เธอควรจะตอบสนอง
อย่างไร ? ปฏิเสธหรือว่าไม่ปฏิเสธดีนะ ?
ตลอดทางความคิดของเธอตีกันไปหมด ในที่สุดบอดี้การ์ดและ
คนขับรถก็มาส่งเธอที่หน้าบ้านของฉินห้าวตง แน่นอนว่าเมื่ออยู่ที่นี่เธอ
ไม่จำเป็นต้องใช้บอดี้การ์ด ดังนั้นเธอจึงให้คนขับรถและพวกบอดี้การ์ด
กลับไปพักผ่อนกันก่อน
หลังจากที่กดกริ่ง ฉินห้าวตงก็เดินออกมารับเธอ
“ ดาราดัง ทำไมแก้มของคุณแดงขนาดนั้น ? เป็นเพราะว่าคุณป่วย
หรือเปล่า ? ”
โอวหยางชานชานกล้าพูดถึงความคิดอันยุ่งเหยิงของเธอที่ไหน
ดังนั้นเธอจึงรีบตอบปฏิเสธไป “ ไม่มีอะไร ก็แค่อากาศร้อนเกินไป ”
ฉินห้าวตงได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ “ วันนี้อากาศ
เย็นสบายมากเลยนะ ไม่มีแดดเลย ! ”
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ แก้มของโอวหยางชานชานก็แดงยิ่งกว่าเดิม
เธอพูดอธิบายอย่างตะกุกตะกักว่า “ เมื่อตอนบ่ายฉันซ้อมเตรียมงาน
คอนเสิร์ตมา อาจเป็นเพราะว่าแสงไฟที่ใช้ในงานคอนเสิร์ตมันร้อน
เกินไป ! ”
หลังจากพูดจบ เธอกลัวว่าฉินห้าวตงจะถามคำถามที่น่าอายขึ้นมา
อีก ดังนั้นเธอจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “ ห้าวตง บ้านของคุณ
สวยจัง ”
เธอรู้ดีว่าคฤหาสน์ที่มีสไตล์แบบนี้มีมูลค่าสูงเท่าไหร่ อย่างต˹าก็
น่าจะเกินร้อยล้านหยวน
“ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่บ้านที่เพื่อนคนหนึ่งยกให้ ”
“ คุณมาถึงเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ตอนไหน ? คุณมาทำอะไรที่นี่ ? จะอยู่กี่
วันหรือ ? ”
“ ผมพึ่งมาถึงเมื่อวาน ครั้งนี้ตั้งใจจะมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย
แพทยศาสตร์เซี่ยงไฮ้ เกรงว่าอาจจะอยู่ที่นี่อีกนาน ”
ฉินห้าวตงพูดแล้วเชิญโอวหยางชายชานเข้ามาในห้องรับแขก ใน
เวลานี้บนโต๊ะอาหารมีอาหารฝีมือเขามากมายถูกจัดวางไว้
“ หอมจังเลย ! ฉันไม่ได้กินฝีมือคุณตั้งนานแล้ว ”
โอวหยางชานชานเคยกินอาหารฝีมือของฉินห้าวตงที่บ้านเขามา
ก่อน เธอรู้ว่าอาหารที่มีกลิ่นหอมแบบนี้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่
สามารถทำได้
“ถึงอร่อยแต่ก็ยังกินไม่ได้” ฉินห้าวตงจับมือของโอวหยางชานชาน
ที่กำลังคว้าพวกชามและตะเกียบเอาไว้ “ ก่อนที่จะกินข้าว พวกเรายังมี
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำก่อน ”
“ เรื่องสำคัญหรือ ? มันคือเรื่องอะไร ? ”
โอวหยางชานชานถามอย่างสงสัย
“ ยังไม่พูดเลยตอนนี้ อีกเดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง ” ฉินห้าวตงพูดต่ออีก
ว่า “ คุณหลับตาลงก่อนสิ ”
“ อ้อ ! ”
โอวหยางชานชานหลับตาลงอย่างว่าง่าย ทว่าในเวลานี้หัวใจของ
เธอที่กำลังตื่นเต้น มันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ถ้าว่ากันตามปกติ
แล้วฉากแบบนี้มีแค่การสารภาพรักเท่านั้น หรือว่าห้าวตงต้องการ
สารภาพรักกับฉัน ? หรือว่านี่คือเป้าหมายที่เขาชวนฉันมากินข้าวที่บ้าน
ถ้าหากเขาสารภาพรักจริง ฉันควรจะตอบรับคำสารภาพรักของ
เขาดีไหมนะ ? ถ้าหากตอบรับในครั้งแรกเลย เขาจะคิดว่าฉันเป็นผู้หญิง
ใจง่ายหรือเปล่า ? แต่ถ้าหากไม่ตอบรับ หากเขาเสียใจขึ้นมาแล้วใน
อนาคตไม่มาสารภาพรักกับฉันอีก แล้วแบบนั้นฉันจะทำยังไงดี ?
นี่เป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ในหัวของโอวหยางชานชาน
ก็มีความคิดตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
ทว่าในตอนนี้เอง ก็มีเสียงบรรเลงกู่ฉินอันไพเราะดังขึ้นที่ข้างหูของ
เธอ เสียงดนตรีนี้ช่างไพเราะเหลือเกิน ให้ความรู้สึกถึงสไตล์สมัย
โบราณ ดูบริสุทธิ์ไร้ซึ่งสิ่งเจือปน มันไพเราะจนเกือบจะเหมือน
เสียงดนตรีของธรรมชาติ
เสียงดนตรีนี้ราวกับสายน˺าไหลที่สามารถช่วยชโลมชำระล้างจิตใจ
ของมนุษย์ได้ ในเวลานี้หัวของเธอไม่มีความคิดที่ยุ่งเหยิงพวกนั้นอีก
แล้ว มีเพียงแค่เสียงดนตรีนี้เท่านั้น
และในตอนนี้เองเธอก็ตามหาความรู้สึกที่ตัวเองต้องการตามหาจน
เจอ หากต้องการที่จะแสดงเสน่ห์แบบคลาสสิคสมัยโบราณ ต้องใช้
เสียงดนตรีของกู่ฉินเท่านั้นถึงจะเหมาะสมที่สุด
ในขณะที่เธอกำลังห้ามใจไม่ไหวอยู่นั้น เธอก็เริ่มร้องเพลงออกมา
“ เฝ้าคนึงหาพบกันในความฝัน แม้ลืมตาขึ้นมาก็ยังคงคิดถึงถวิลหาอยู่
ไม่จาง สิ่งที่น่าจดจำที่สุดคือใบหน้าของเขา…… ”
เดิมที ฉินห้าวตงคิดอยากจะให้โอวหยางชานชานได้ลองฟังและ
วิจารณ์การบรรเลงกู่ฉินของเจี่ยชือหาน ถ้าหากว่าโอเคล่ะก็ เขาก็จะให้
เจี่ยชือหานไปทำงานในวงดนตรีของโอวหยางชานชาน
แต่ตอนนี้เขาเห็นเธอสองคน คนหนึ่งกำลังบรรเลงเพลง ส่วนอีกคน
กำลังร้องเพลง ทั้งคู่ผสานเสียงดนตรีและเสียงร้องของตนได้อย่างลงตัว
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เคยฟังเพลงไหนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ขนาดนี้มาก่อน มันบาดลึกเข้าไปในความคิดถึงของเขา ย˺าเตือนให้เขา
นึกถึงลูกสาวที่เขาทิ้งให้อยู่ในเจียงหนาน คิดถึงหลินโม่โม่ หูเสี่ยวเซียน
น่าหลันอู๋ชวง ฉีหว่านเอ๋อ และคิดถึงสาวงามที่เขาเคยพานพบในโลก
เซียน……
ในความคิดที่กำลังสั่นคลอนอยู่นั้น เขาฟังเพลงจนนิ่งเหมือนสติ
หลุดลอยไปแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงบรรเลงเพลงค่อย ๆ เบาลง เสียง
ร้องค่อย ๆ จางหายไป ทั้ง 3 คนถึงจะได้สติกลับมาอีกครั้ง
ฉินห้าวตงเป็นฝ่ายนำปรบมือก่อน “ ยอดเยี่ยมไปเลย บรรเลงได้ดี
มาก เพลงก็ร้องเพราะ เหมือนสวรรค์ส่งมาให้คู่กันเลย ”
โอวหยางชานชานลืมตาขึ้น เธอมองดูฉินห้าวตงที่ยืนอยู่ข้างกาย
แล้วถามด้วยความสงสัย “ ห้าวตง คุณไม่ได้เป็นคนบรรเลงหรอกหรือ ?
”
ฉินห้าวตงโบกมือปัด “ ผมทำแบบนั้นได้ที่ไหนกัน ”
ถึงแม้ว่าเขาจะมีความชำนาญในเรื่องของจังหวะดนตรี แต่ก็ไม่
สามารถเข้าถึงอารมณ์เพลงได้อย่างเจี่ยชือหาน
โอวหยางชานชานดึงแขนเขาเข้ามาหาตนแล้วรีบถามอย่างร้อนใจ
ว่า “ งั้นคนที่บรรเลงดนตรีเมื่อกี้คือใคร ? เป็นปรมาจารย์ด้านกู่ฉินที่คุณ
เชิญมาจากที่ไหน สามารถแนะนำให้ฉันรู้จักได้ไหม ? ”
การบรรเลงกู่ฉินเมื่อครู่นี้ทำให้เธอหาความรู้สึกที่เธอตามหามา
อย่างยากลำบากจนเจอ ถ้าหากเธอสามารถให้ผู้ที่บรรเลงดนตรีเมื่อครู่
นี้เข้าร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับเธอได้ มันจะต้องทำให้คอนเสิร์ตของเธอ
สมบูรณ์แบบมากขึ้นอย่างแน่นอน
“ ปรมาจารย์ด้านกู่ฉิน ? ” ฉินห้าวตงหัวเราะออกมา “ เดี๋ยวคุณ
เห็นก็รู้แล้ว ”
ฉินห้าวตงพูดพลางปรบมือ แล้วหันไปพูดใส่ห้องที่อยู่ถัดไป “ ชือ
หาน ออกมาสิ มาเจอหน้าดาราดังหน่อย ”
โอวหยางชานชานมองตามไปยังสายตาของฉินห้าวตง เธอเห็น
เพียงหญิงงามรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกอดกู่ฉินเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
หลังจากที่เห็นหน้าเจี่ยชือหานแล้ว เธอก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเสน่ห์
สไตล์โบราณในการบรรเลงกู่ฉินเมื่อครู่นี้ดูบริสุทธิ์นัก เป็นเพราะว่าผู้ที่
บรรเลงดนตรีอันไพเราะนั้นเป็นหญิงงามที่เต็มไปด้วยเสน่ห์สไตล์
คลาสสิคแบบโบราณ ถ้าหากเธอคนนี้ไม่ได้ปรากฏตัวในบ้านของฉิน
ห้าวตง เธอคงคิดว่าผู้หญิงคนนี้ทะลุมิติมาจากสมัยโบราณแน่นอน
ฉินห้าวตงแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน จากนั้นก็เชื้อเชิญพวกเธอมา
นั่งที่โต๊ะอาหาร ทั้ง 3 คนกินอาหารและพูดคุยกันไปด้วย
โอวหยางชานชานรีบพูดขึ้นอย่างร้อนรนว่า “ น้องชือหาน เธอ
ยินดีมาทำงานที่วงดนตรีของฉันไหม ตอนนี้พวกเรากำลังขาดแคลน
ปรมาจารย์ด้านดนตรีโบราณแบบเธออยู่ ”
เจี่ยชือหานไม่ได้ตอบรับไปโดยตรง เธอหันไปมองฉินห้าวตงเพื่อ
ขอความเห็น
ฉินห้าวตงเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ ไม่ต้องมองผมหรอก ผมก็แค่มี
หน้าที่ทำให้พวกคุณรู้จักกัน ตอนนี้ภารกิจของผมสำเร็จแล้ว ที่เหลือก็
ให้พวกคุณสองคนคุยกันเองแล้วกัน ”
เจี่ยชือหานคิดแล้วจึงถามขึ้นว่า “ พี่ชานชาน พี่ช่วยแนะนำ
สถานการณ์ในวงดนตรีที่ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม ? ถ้าฉันเข้าร่วมวง
ดนตรีแล้วต้องทำอะไรบ้าง ? ”
ฉินห้าวตงพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพอใจ หลังจากที่ผ่าน
เหตุการณ์ที่โรงน˺าชานกกระเรียนมา ดูเหมือนว่าแม่สาวน้อยผู้บริสุทธิ์
คนนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ก่อนที่จะเริ่มงานเธอยังรู้จักที่จะถาม
เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดงาน
โอวหยางชานชานแนะนำสถานการณ์วงดนตรีให้เธอฟัง 1 รอบ ใน
เวลานี้ฉินห้าวตงจึงถามขึ้นว่า “ งั้นผมขอถามแทนชือหานแล้วกัน เธอ
จะได้เงินเดือนเท่าไหร่ ? ”
“ เท่านี้ โอเคไหม ? ”
โอวหยางชานชานพูดพลางชูนิ้วขึ้นมา 1 นิ้ว
“ มันน้อยไปหน่อยหรือเปล่า ? ” เจี่ยชือหานพูดขึ้นอย่างเอียงอาย
“ ขนาดงานที่แล้วฉันได้เงินเดือนตั้ง 1,000 หยวน แต่ยังไม่พอ
แม้กระทั่งค่าเช่าห้องเลย ”
“ 1,000 หยวนที่ไหนกัน ? ที่ฉันพูดถึงก็คือเงินเดือนรายปี
จำนวน 1 ล้านหยวนต่างหาก โดยปกติหากมีงานคอนเสิร์ตก็จะเพิ่มให้
อีก 10,000 หยวน และตอนสิ้นปียังมีโบนัสให้อีกด้วย ! ”
ในใจของโอวหยางชานชานเต็มไปด้วยความสงสัย หญิงสาวคนนี้ดู
มีสง่าราศีมาก แต่ทำไมเธอถึงมีท่าทีเหมือนกับไม่รู้อะไรสักอย่าง
“ 1 ล้านหยวน เยอะขนาดนี้เลยหรอ ? ”
ในตอนแรกเจี่ยชือหานอุทานด้วยความตกใจ จากนั้นเธอก็คิดแล้ว
พูดขึ้นว่า “ พี่ชานชาน ต้องขอโทษด้วย ฉันอยากอยู่แต่ที่เซี่ยงไฮ้ไม่
อยากออกไปจากที่นี่ ”
โอวหยางชานชานได้ยินดังนั้นจึงถามขึ้น “ ทำไมล่ะ ? เธออยู่ตัว
คนเดียวไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงอยากอยู่ที่นี่ต่อ ? ”
เธอเองก็ไม่เข้าใจถึงการตัดสินใจของเจี่ยชือหาน ถ้าว่ากันตาม
หลักแล้วเงินเดือนที่เธอเสนอให้ไม่น้อยเลยทีเดียว ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มี
ครอบครัว ไม่มีลูก ทำไมถึงอยากอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ขนาดนั้น ?
“ เอ่อ……ฉันก็แค่ไม่อยากไปไหนเท่านั้น ”
เจี่ยชือหานไม่ได้อธิบายออกมา สาเหตุเดียวที่เธอไม่อยากไปจาก
ที่นี่เป็นเพราะเธอไม่อยากไปจากฉินห้าวตง ในสังคมที่วุ่นวายเช่นนี้ทำ
ให้เธอรู้สึกกลัว มีเพียงแค่ผู้ชายคนนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
ถ้าเธออยู่ที่นี่เธอก็จะมีความรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
โอวหยางชานชานพูดขึ้นอย่างเสียดาย “ งั้นเรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันที
หลังแล้วกัน ตอนนี้ฉันจะเซ็นสัญญาระยะสั้นกับเธอก่อน ช่วยทำให้
คอนเสิร์ตในครั้งนี้ของฉันสมบูรณ์แบบ ฉันจะให้เงินเดือนเธอ 100,000
หยวน ”
“ แบบนี้จะดีหรอ ? ”
เจี่ยชือหานไม่ได้ถามโอวหยางชานชาน แต่หันไปถามฉินห้าวตงที่
อยู่ด้านข้างแทน
หลังจากที่เห็นสายตาไม่เข้าใจของโอวหยางชานชาน ฉินห้าวตงจึง
เล่าความเป็นมาของเจี่ยชือหานให้เธอฟังอย่างคร่าว ๆ จากนั้นพูดต่อ
อีกว่า “ ชือหานมาจากบนภูเขา เธอไม่ค่อยได้พบปะผู้คน มี
ประสบการณ์ในสังคมน้อย ดังนั้นต่อไปนี้คุณต้องสอนเธอเยอะ ๆ ”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันไปพูดกับเจี่ยชือหาน “ แบบนี้ถือว่าไม่เลว
เลย ตอนทำงานเธอก็อยู่กับพี่ชานชาน พอพักผ่อนก็ให้กลับมาอยู่ที่นี่ ”
เจี่ยชือหานพยักหน้า “ ฉันจะทำตามที่คุณบอก ”
หลังจากที่ทั้ง 3 คนกินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ด้านนอกก็มีเสียง
เคาะประตูดังขึ้น คนที่มาก็คือหยางจินหลงและโฉงเถี่ยจวิน พวกเขา
ว่าจ้างบริษัทรับตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหมดเพื่อทำโอที ในที่สุดก็สามารถตัด
เย็บชุดทั้งหมดของเจี่ยชือหานได้ก่อนค˹า
เสื้อผ้าที่ดีไซเนอร์ทั้งสองคนออกแบบมานั้น แบบหนึ่งเป็นสไตล์
โบราณ อีกแบบหนึ่งเป็นเสื้อผ้ายุคสมัยใหม่ แต่ละแบบทำออกมา
ประมาณ 10 กว่าชุด ตอนนี้บรรจุอยู่เต็ม 2 กล่องใหญ่
ฉินห้าวตงพยักหน้าอย่างพอใจ เมื่อมีเสื้อผ้าเหล่านี้ งานคอนเสิร์ต
ในวันพรุ่งนี้เจี่ยชือหานก็ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าแยกแล้ว
เขาหยิบเอายาบำรุงกระดูกและเส้นเอ็นออกมาแล้วยื่นให้กับโฉง
เถี่ยจวินและหยางจินหลงคนละเม็ด
การให้ความเท่าเทียมกันเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้เขาควบคุมคน
ของตัวเองได้ ซึ่งจุดนี้เขาเข้าใจเป็นอย่างดี วันนี้ทั้งสองคนนี้ทำได้ไม่เลว
ดังนั้นควรจะให้รางวัลหน่อย
หลังจากที่อธิบายถึงประสิทธิภาพและราคาของยาเม็ดนี้แล้ว โฉง
เถี่ยจวินและหยางจินหลงก็กลืนยาลงไปอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เวลา
ผ่านไปไม่นาน ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าร่างกายที่สู้พร้อมของตัวเอง
เต็มไปด้วยพลังเหมือนย้อนวัยไปเมื่อ 20 ปีก่อน
ทั้งสองกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ วันนี้พวกเขาไม่ได้
ประจบประแจงแบบเสียเปล่า ไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับจากลูกพี่
เท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ผลประโยชน์อีกด้วย
หลังจากที่พวกเขากลับไปแล้ว โอวหยางชานชานก็พาเจี่ยชือหาน
ไปเช่นกัน
การมาหาฉินห้าวตงในครั้งนี้ ถึงแม้จะไม่ได้รับการสารภาพรักอย่าง
ที่เธอจินตนาการไว้ แม้จะผิดหวังเล็กน้อย แต่สิ่งที่นอกเหนือกว่านั้นก็
คือเธอได้สมบัติชิ้นงามอย่างเจี่ยชือหานมา เธอต้องรีบอาศัยเวลาช่วงนี้
ฝึกซ้อม ต่อสู้เพื่อสร้างความสมบูรณ์แบบที่สุดให้กับงานคอนเสิร์ตของ
เธอในวันพรุ่งนี้
เช้าวันต่อมา ฉินห้าวตงกินอาหารเช้าแบบเรียบง่าย จากนั้นก็รีบไป
ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซี่ยงไฮ้
ถึงแม้ว่าจะรายงานตัวเสร็จแล้ว แต่เขายังไม่เคยไปหอพักชายมา
ก่อน ถ้าว่ากันตามกฎของมหาวิทยาลัย ในช่วงครึ่งเดือนแรกของการ
เปิดเทอมจะมีการตรวจหอพัก ดังนั้นช่วงเวลานี้เขาจำเป็นที่จะต้อง
นอนในหอพักของมหาวิทยาลัย
จบตอน
ตอนที่ 467: เพื่อนร่วมห้องคนใหม่
ตอนที่ 467 เพื่อนร่วมห้องคนใหม่
นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ฉินห้าวตงเรียนมหาวิทยาลัย ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคย
กับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ขอใช้กุญแจเพื่อเปิดห้อง 508
ซึ่งเป็นห้องในหอพักของเขา
เปิดห้องที่พักแบบ 4 คน ภายในถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ดูแล้ว
ค่อนข้างสะอาด เพียงแต่ว่าในห้องไม่มีใครสักคน ดูเหมือนว่าคนอื่นเอง
ก็มีความคิดเช่นเดียวกับเขาคือยังไม่รีบร้อนที่จะมารายงานตัวที่หอพัก
บนหัวเตียงมีป้ายชื่อของแต่ละคนแปะไว้ ฉินห้าวตงมองหาเตียง
ของตน จากนั้นก็เก็บกระเป๋าสัมภาระให้เรียบร้อย แล้วก็จัดของใช้ใน
ชีวิตประจำวันแบบง่าย ๆ
และในตอนนี้เอง ประตูก็เปิดออก มีผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่ราว
กับภูเขาเดินเข้ามา ผู้ชายคนนี้สูงประมาณ 180 เซนติเมตร แต่กลับมี
น˺าหนักตัวถึง 115-120 กิโลกรัม จนสามารถเรียกเขาว่าชายอ้วนได้เต็ม
ปาก
ในมือของชายอ้วนเต็มไปด้วยถุงของมากมาย หลังจากที่เขาเข้า
ประตูมาแล้วก็เห็นฉินห้าวตง ดังนั้นเขาจึงกล่าวทักทายอย่างเป้นมิตร
ว่า “ สวัสดีเพื่อน เพิ่งมีนายมาคนเดียวหรือ ? ”
“ ใช่แล้ว ฉันมาคนแรก คนอื่นยังไม่มา ”
หลังจากพูด ฉินห้าวตงถึงเดินไปช่วยเขาเอาของในมือวางไว้บน
เตียง
ห้องที่พวกเขาพักอยู่ชั้น 5 ชายอ้วนถือของมากมายขนาดนั้น
ตอนนี้เขาจึงหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้งแล้ว เขาจึงยื่นมือ
ไปจับมือทักทายฉินห้าวตงอีกรอบ “ ต่อไปนี้พวกเราจะเป็นเพื่อนร่วม
ห้องกัน ให้ฉันแนะนำตัวหน่อยแล้วกัน ฉันชื่อว่าจือฟู่เป่า เป็นคนจาก
ตะวันออกเฉียงเหนือ ”
ฉินห้าวตงยื่นมือออกไปครึ่งหนึ่งแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย “
นายชื่ออะไรนะ ? ฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม ? ”
ชายอ้วนดูเหมือนจะคุ้นเคยกับท่าทีตอบสนองของคนอื่นแล้ว
ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า “ นายไม่ได้ฟังผิดหรอก ฉันชื่อจือฟู่เป่า ”
ฉินห้าวตงอดที่จะระเบิดหัวเราะไม่ได้ “ พี่ชาย ชื่อของนายนี่ฟังดูมี
เงินมากเลยนะ ”
จือฟู่เป่าพูดตอบอย่างจนใจ “เรื่องใดในโลกล้วนยากที่จะคาดเดา
ที่บ้านของฉันสกุลจือ เป็นแซ่ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าใครก็ห้าม
เปลี่ยน แถมแม่ของฉันยังแซ่ฟู่อีก พวกเขาใช้เวลานานมากกว่าจะมีลูก
ดังนั้นเลยเห็นฉันเป็นเหมือนลูกที่มีค่ามาก เลยตั้งชื่อฉันว่าจือฟู่เป่า เดิม
ทีแม้ชื่อของฉันจะฟังดูแปลกไปหน่อย แต่มันก็ยังพอฟังได้ ใครจะไป
คาดคิดว่าต่อมาภายหลังจะมีจือฟู่เป่าเพิ่มมาอีกอัน (支付宝 จือฟู่เป่า
หรือ Alipay คือ Online Banking ที่เป็นคล้ายกับธนาคารออนไลน์
สำหรับ อาลีเพย์นั้นสามารถทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ได้เลยทันที)
ถ้าว่ากันอย่างเคร่งครัดถือว่าพวกเขาละเมิดลิขสิทธิ์ชื่อของฉันนะเนี่ย ”
ฉินห้าวตงพูดพลางหัวเราะ “ ที่จริงแบบนี้ถือว่าไม่เลวเลย มันทำ
ให้ชื่อของนายจำง่าย แถมยังดูเป็นมงคลขึ้นมาด้วย อย่างชื่อนายเนี่ย
ในอนาคตจะต้องร˹ารวยอย่างแน่นอน ”
จือฟู่เป่าเป็นคนที่คุยง่าย สบาย ๆ เขาจึงหัวเราะตามไปด้วย
จากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกันไปสักพัก
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ฉินห้าวตงรู้ว่าชายอ้วนคนนี้เป็นคน
ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่บ้านมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เรียกว่าเป็นทายาทมหาเศรษฐีคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
จือฟู่เป่ามีทั้งกระเป๋าใบใหญ่และถุงใบเล็กใบน้อยอีกบางส่วน
นอกจากของใช้ที่เตรียมใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ถุงอื่นต่างก็เป็นขนม
ขบเคี้ยวของท้องถิ่น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหมอนี่อ้วนขนาดนี้ และนี่
คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอ้วน
เขาหยิบเอาขนมครกเขียวออกมาแล้วแบ่งให้ฉินห้าวตงกิน ทั้งสอง
คนกินขนมแล้วพูดคุยกันไปด้วย และในตอนนี้เองประตูห้องก็เปิดออก
อีกครั้ง เพื่อนร่วมห้องคนที่ 3 เดินเข้ามา
ชายคนนี้ดูจะหล่อกว่าพี่อ้วนจือฟู่เป่าอยู่มาก เขามีส่วนสูงถึง 185
เซนติเมตร ถึงแม้ว่าไม่ได้หล่อเหลาขนาดฉินห้าวตง แต่ก็ถือว่าเป็นหนุ่ม
หล่อที่โดดเด่นคนหนึ่ง
ทั้งสองคนเข้าไปช่วยเขาเอาสัมภาระไปวาง จือฟู่เป่าดึงเขาให้มา
นั่งลง จากนั้นก็ยัดขนมห่อใหญ่เข้าไปในมือเขา แล้วทั้ง 3 คนก็เริ่ม
พูดคุยกันอีกครั้ง
พวกเขาต่างแนะนำตัวเองก่อน หลังจากที่ได้ยินชื่อของจือฟู่เป่า
แล้ว ชายคนนี้ก็หัวเราะเสียงดังอย่างไม่น่าแปลกใจ
จือฟู่เป่าจึงพูดขึ้น “ พวก นายยังไม่ได้บอกเลยว่านายชื่ออะไร ? ”
หนุ่มหล่อคนนั้นหุบยิ้มในทันที บนใบหน้าเผยความเขินอายอย่าง
แปลกประหลาดออกมา
จือฟู่เป่าเห็นท่าทีของเขาจึงถามด้วยความสงสัย “ เป็นอะไรไป แค่
ถามชื่อมีเรื่องน่าอายอะไร ? หรือว่าชื่อของนายแปลกกว่าชื่อของพี่อ้วน
อีก ? ”
หนุ่มหล่อหัวเราะอย่างเก้อเขินอีกครั้งแล้วพูดขึ้นว่า “ ฉันชื่อเถีย
นป๋อกวง ”
ชายอ้วนได้ยินดังนั้นก็จะกระโดดขึ้นทันที “ แม่เจ้า ยังมีชื่อนี้อยู่อีก
หรอ ถึงแม้จะไม่ได้โด่งดังอย่างชื่อของพี่อ้วน แต่ก็เป็นรองแค่ชื่อฉันเอง
! ”
หลังจากพูดจบเขาก็หัวเราะร่า หลายปีมานี้ชื่อของเขากลายเป็น
จุดสนใจของทุกคน วันนี้ในที่สุดก็มีชื่อที่น่าตลกกว่าชื่อเขาโผล่มาเสียที
มีบางเรื่องที่แม้เป็นความลับแต่เมื่อพูดออกมาแล้วโล่งใจมาก ใน
เมื่อตอนนี้เขาพูดชื่อของตัวเองออกไปแล้ว เถียนป๋อกวงจึงไม่ได้สนใจ
อะไรอีก
“ ทำไงได้ พ่อกับแม่ของฉันเป็นหมอทั้งคู่ ตอนที่พวกเขาเตรียม
มหาวิทยาลัยต่างก็เป็นเด็กดี เป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน พวกเขาไม่เคยดู
กระบี่เย้ยยุทธจักรของจินต้าเซี๋ย แล้วก็ยิ่งไม่รู้ด้วยว่ามีชื่อโจรปล้นสวาท
ผู้โด่งดังอย่างเถียนป๋อกวงอยู่ ถ้ายึดตามลำดับในตระกูลของฉัน ใน
ตระกูลเถียนของฉัน รุ่นนี้ต้องใช้คำว่า ป๋อ และพ่อกับแม่ก็คาดหวังให้
ฉันสามารถเทิดเกียรติแทนบรรพบุรุษได้ ดังนั้นฉันก็เลยได้ชื่อที่แปลก
พิลึกนี่มา ”
หลังจากที่อธิบายจบ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเถียนป๋อก
วงก็ดังขึ้น
เขาหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากำลังจะออกไปรับสายข้างนอก
แต่กลับถูกจือฟู่เป่าดึงไว้ “ ในอนาคตทุกคนต้องเป็นพี่น้องกัน การที่จะ
ออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอกมันวุ่นวายเกินไป รับสายตรงนี้ก็ได้ ฉันและ
ตงจื่อสัญญาว่าจะไม่พูดอะไร ”
เถียนป๋อกวงคิดดูสักพักจึงกดรับสาย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหวาน
ของผู้หญิงดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ “ ที่รัก ถึงมหาวิทยาลัยหรือ
ยัง ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีนะ ห้ามพูดกับผู้หญิงคนอื่นเป็นอันขาด
อีก 2-3 วันฉันจะไปหา…… ”
หลังจากกดวางสายโทรศัพท์ไปแล้ว ดวงตาทั้งคู่ของจือฟู่เป่าก็
เป็นประกายวาววับ “ น้องชาย แฟนนายหรอ ? ”
เถียนป๋อกวงพยักหน้าตอบรับ จือฟู่เป่าจึงพูดขึ้นอย่างอิจฉา “ น่า
อิจฉาพวกนายจัง สามารถหาแฟนสาวได้ตลอดเวลา แต่พี่อ้วนอย่างฉัน
ตอนนี้ยังโสดอยู่เลย ความอ้วนนี่มันพรากทุกอย่างไปจริง ๆ ”
ในขณะที่เขากำลังพูด เถียนป๋อกวงยังไม่ทันได้เก็บโทรศัพท์มือถือ
ของตัวเอง มันก็ดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เขากดรับสาย คำพูดคำจาจาก
ปลายสายก็ดูไม่ต่างจากเมื่อครู่นี้สักเท่าไหร่ ยิ่งทำให้จือฟู่เป่าอิจฉาเข้า
ไปใหญ่
ในครั้งนี้ หลังจากที่เขากดวางสายแล้ว ดวงตาทั้งคู่ของจือฟู่เป่า
แทบจะถลนออกมาจากเบ้า เขาถามด้วยความแปลกใจว่า “ แฟนอีก
แล้วหรือ ? ”
เถียนป๋อกวงพูดขึ้นอย่างภูมิใจ “ ทำไงได้ล่ะ ฉันเกิดมาหล่อขนาดนี้
ผู้หญิงพวกนี้ต่างก็อยากเป็นแฟนของฉันทั้งนั้น ถ้าไม่ตอบรับมีหวังตาย
แน่ ดังนั้นเลยต้องมีเยอะหน่อย ”
เขาเพิ่งพูดจบได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเป็นครั้ง
ที่ 3 ครั้งนี้เหมือนกับ 2 ครั้งแรกไม่มีผิด เป็นแฟนอีกคนของเขาโทรมา
นั่นเอง
สิ่งนี้ทำเอาจือฟู่เป่านั่งไม่ติดที่แล้ว เขากระโดดลงมาจากเตียงของ
ตัวเอง แล้วใช้สองมือบีบคอเถียนป๋อกวง “ ฉันจะบีบคอโจรปล้นสวาท
อย่างนายให้ตายไปเลย พวกผู้หญิงถูกคนแบบนายเอาไปหมดนี่เอง เคย
พิจารณาถึงความรู้สึกคนโสดอย่างฉันบ้างหรือเปล่า ”
ทั้งสองตีกันชุลมุนอยู่สักพัก ฉินห้าวตงจึงยื่นมือไปดึงพวกเขาให้
แยกออกจากกัน จือฟู่เป่าถึงเดินหอบกลับมานั่งที่เดิมของตัวเอง
จากนั้นเขาก็ถามเถียนป๋อกวงด้วยความโมโห “ สรุปนายมีแฟนกี่
คนกันแน่เนี่ย ? ”
เถียนป๋อกวงตอบกลับ “ 4-5 คนได้ ”
“ สรุปมี 4 คนหรือ 5 คนกันแน่ ? ”
“ เรื่องนั้นฉันจะไปรู้ได้ยังไง ตัวเลขมันเปลี่ยนทุกวัน ตอนนี้ยังมี
อีก 2 คนที่กำลังตามจีบฉันอยู่ แต่ฉันยังไม่ได้คิดว่าจะตอบรับหรือไม่
ตอบรับดี ”
“ บ้าชิบ นายอยากทำให้พี่อ้วนโกรธใช่ป่ะ ”
จือฟู่เป่าโถมตัวเข้าใส่เถียนป๋อกวงอีกครั้ง และก็ถูกฉินห้าวตงรีบ
จับแยกอีกเช่นเคย
“ ตงจื่อ นายมีแฟนหรือยัง ? ”
จือฟู่เป่าอยากปลอบใจตัวเองจากฉินห้าวตง แต่ผลก็คือเขากลับ
ต้องผิดหวังอีกครั้ง ฉินห้าวตงพยักหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ ปีนี้ก็มีอยู่หลาย
คน ขอแค่ไม่อ้วนเกินไป มีใครบ้างที่จะไม่มีแฟน ”
“ พวกนาย……พวกนายอยากทำให้พี่อ้วนโกรธใช่ไหม ? ” จือฟู่
เป่าพูดด้วยความโมโห “ ไป พวกเราไปดื่มกัน พี่อ้วนเลี้ยงเอง วันนี้ฉัน
ต้องทำให้โจรปล้นสวาทอย่างพวกนายดื่มจนเมาเละให้ได้ ”
ในเวลานี้เป็นช่วงเวลาเที่ยงวัน ทั้งสามคนเดินพูดคุยหัวเราะกันไป
ตลอดทางจนถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย
สิ่งที่สถานที่อย่างมหาวิทยาลัยไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือร้านข้าว ทั้ง
สามคนเลือกร้านที่ดีที่สุด แล้วสั่งอาหารที่ดีที่สุดมา จือฟู่เป่าร˹ารวยจ่าย
หนักสมชื่อเขาจริง เขาจ่ายเงินค่าอาหารไปก้อนใหญ่โดยไม่แสดงสีหน้า
อะไรเลยสักนิด
ทั้งสามคนทั้งกินและดื่มกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อคิดถึงว่าเพื่อน
ร่วมห้องอีกคนหนึ่งยังไม่มา พวกเขาจึงไม่ได้ดื่มมากจนเกินไป หลังจาก
กินอาหารเสร็จแล้วก็เดินกลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยพร้อมกัน
จือฟู่เป่าพูดขึ้นว่า “ ต่อไปนี้พวกเราจะเป็นพี่น้องร่วมห้องเดียวกัน
ยังไงก็ต้องมีลำดับการเรียกกันหน่อย ดังนั้นทุกคนจึงบอกอายุของ
ตัวเองมาซะดี ๆ ”
ทั้งสามคนพูดวันเดือนปีเกิดของตัวเองออกมา ฉินห้าวตงถือว่ามี
อายุมากสุด จือฟู่เป่าเป็นอันดับสอง เถียนป๋อกวงอายุน้อยสุด
คำว่าน้องรองมีความหมายเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัง
นั้นจือฟู่เป่าจึงไม่พอใจที่ตัวเองอยู่ในตำแหน่งนี้ เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “
ฉันมีข้อเสนอใหม่ พวกเรายึดตามน˺าหนักตัวดีไหม ? พี่อ้วนอย่างฉัน
น˺าหนัก 115 กิโลกรัม ให้ฉันเป็นพี่ใหญ่แล้วกัน ”
เถียนป๋อกวงรีบค้านขึ้นว่า “ แบบนั้นได้ยังไง ถ้าหากเป็นแบบนั้น
ฉันก็ยังอยากจะเสนอให้จัดลำดับตามส่วนสูง ฉันสูง 185 เซนติเมตร ให้
ฉันเป็นพี่ใหญ่แล้วกัน ”
ฉินห้าวตงมองพวกเขาพลางยิ้มบาง แต่ไม่ได้พูดอะไร เขายังคง
เพลิดเพลินไปกับความรู้สึกจริงใจระหว่างเพื่อนร่วมห้องของเขา
และในตอนนี้เอง ที่ร้านมาของพวกเขาก็มีนักเลงประมาณ 7-8 คน
เดินเข้ามา คนที่เดินนำมาคือชายรูปร่างผอมแห้งเหมือนลิงสวมโซ่ทอง
ขนาดใหญ่
พวกเขาเดินมาที่ด้านหน้าของทั้ง 3 คน ชายร่างผอมคนนั้นจ้องฉิน
ห้าวตงเขม็ง “ ไอ้เด็กน้อย ได้ข่าวว่าแกเพิ่งมาถึงที่มหาวิทยาลัยนี้ก็ทำ
ตัวอวดดีแล้วหรอ ”
ถึงแม้จือฟู่เป่าจะดูเป็นคนหยาบคาย แค่เขาก็ยังสืบสายเลือดนัก
ธุรกิจมาจากพ่อของเขา เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “
นี่คือน้องชายของฉัน พวกพี่ พวกคุณมีธุระอะไรหรือเปล่า ? ถ้ามีเรื่อง
อะไรก็เจรจากันดี ๆ งั้นให้ฉันเชิญพวกพี่ไปดื่มดีไหม ? ”
เถียนป๋อกวงมองดูพวกนักเลงเหล่านี้ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกกลัวอยู่
บ้าง แต่เขาก็ยังพูดตามว่า “ ใช่แล้ว พวกเราเป็นนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งมา
รายงานตัว พวกพี่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ? ”
ชายร่างผอมผลักจือฟู่เป่าออกด้วยมือเดียว “ เข้าใจผิดกับผีแกน่ะ
สิ ไม่ใช่เรื่องของพวกแก รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันซะ อย่ามายุ่งเรื่องคน
อื่นมากนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจัดการพวกแกรวมกันเลย ”
คนพวกนี้มาด้วยท่าทีดุดัน จือฟู่เป่าจึงกระซิบที่ข้างหูฉินห้าวตงว่า
“ น้องชาย นายไปยั่วโมโหใครมาหรือเปล่า ? ”
ฉินห้าวตงเพิ่งมารายงานตัวที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เซี่ยงไฮ้
ใช้เท้าคิดก็พอจะเดาออกมาใครเป็นคนเรียกพวกนี้มา เรื่องนี้จะต้อง
เกี่ยวข้องกับพวกจงอันกั๋วเมื่อวานนี้แน่
แน่นอนว่าเขาไม่เห็นนักเลงเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยสักนิด แล้วก็ไม่
อยากดึงเพื่อนร่วมห้อง 2 คนนี้ที่เขาเพิ่งรู้จักให้มาเกี่ยวด้วย
“ พวกนายกลับห้องไปก่อนเถอะ ฉันจัดการเองได้ ”
จือฟู่เป่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจทันที “ นายพูดอะไรแบบนี้ ใน
เมื่อพวกเราอยู่ห้องเดียวกันแล้ว พวกเราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน เรื่อง
เล็กน้อยแค่นี้ พี่อ้วนจะเป็นคนจัดการให้นายเอง ”
เมื่อเทียบกับจือฟู่เป่าแล้ว เถียนป๋อกวงดูจะประหม่ากว่ามาก แต่
เขาก็ยังคงพูดว่า “ ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยังไง พวกเราสามคนต้องแบก
รับมันไว้ให้ได้ ”
“ แบกรับบ้าอะไร พวกแกรู้หรือเปล่าว่าพวกฉันเป็นใคร ? ” ชาย
ร่างผอมพูดด้วยท่าทีดุดัน “ แกเคยได้ยินหรือเปล่าพี่โหวอย่างฉันเป็น
คนยังไง พวกแกยั่วโมโหฉันไม่ได้ รีบไสหัวไปซะ วันนี้พวกฉันจะต้องสั่ง
สอนไอ้หมอนี่ ”
“ ได้ยินหรือยัง พี่โหวจะเป็นคนจัดการ รีบไสหัวไปซะ ! ”
นักเลงหัวทองคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“ ไสหัวไปกับผีแกน่ะสิ ! แกน่ะหรือพี่โหว ฉันน่ะจูปาเจี้ยเว้ย ”
จือฟู่เป่ายื่นมือไปหยิบก้อนอิฐจากข้างทางขึ้นมา แล้วมองคนพวก
นั้นด้วยความโมโห “ จะมีเรื่องกันไม่ใช่หรอ พวกนายไปฟังคำของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือหน่อยนะ พี่อ้วนต่อสู้ไม่เคยกลัวใคร ”
มองออกเลยว่าเขาไม่ใช่คนที่กลัวการมีเรื่องจริง และในตอนนี้เอง
พี่อ้วนก็ทำท่าเหมือนมีก้อนอิฐอยู่ในมือแล้วสามารถกุมโลกไว้ได้ทั้งใบ
“ใช่แล้ว ก็แค่มีเรื่องเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
แม้เถียนป๋อกวงถ้าเกิดอาการกลัวเล็กน้อย สองขาของเขาสั่นเบา
ๆ แต่เขาก็ยังหยิบก้อนอิฐขึ้นมาแล้วไปยืนอยู่ด้านหลังจือฟู่เป่า
ในเมื่อพูดมาแล้วว่าเป็นพี่น้องกัน งั้นตอนที่เกิดช่วงเวลาลำบากจะ
มาขี้ขลาดตาขาวไม่ได้ ถ้าหากวิ่งหนีไปในเวลานี้ แล้วต่อไปจะนับถือกัน
เป็นพี่น้องได้อย่างไร
เพียงแต่เขาไม่ได้มีท่าทีดุดันเหมือนจือฟู่เป่า ในใจเขาได้แต่คิดว่า
ถ้ามีคนเพิ่มมาอีกสักคน คงมาช่วยกันรับหมัดได้
“ ไอ้โง่ ในเมื่อพวกแกอยากตาย งั้นฉันจะสนองให้ ”
ชายร่างผอมหันไปโบกมือสั่งลูกน้องที่อยู่ด้านหลัง “ จัดการไอ้สาม
คนนี้ซะ ! ”
จบตอน