คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 885: ข้อบกพร่องตั้งแต่เกิด
ตอนที่ 885 ข้อบกพร่องตั้งแต่เกิด
หลายคนต่างตระหนักได้ถึงจุดนี้ เพราะถ้าหากต้องการสอบ
เหรียญตรานักปรุงยาระดับ 6 จำเป็นที่จะต้องมีระดับพลังอย่างน้อยใน
ระดับขอบเขตเลี่ยนสวี่ และในห้องเรียนของพวกเขาผู้ที่มีระดับพลังใน
ระดับนี้มีเพียงแค่ฉินห้าวตงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นสายตาของพวกเขา
ทุกคนจึงพากันจับจ้องไปที่ใบหน้าของฉินห้าวตง หรือจะบอกว่านักปรุง
ยาระดับ 6 ที่ฟางจิ้งเอ๋อร์พูดถึงจะเป็นเขาจริง ?
เหม่ยหลินถามด้วยความสงสัยว่า “ ฟางจิ้งเอ๋อร์ เหรียญตรานัก
ปรุงยาระดับ 6 ที่เจ้านำมาเป็นของนักเรียนคนไหนในห้องเรา ? ”
“ แน่นอนว่าต้องเป็นของศิษย์พี่สุดหล่อของข้าอยู่แล้ว ทั่วทั้งสำนัก
เต่าทมิฬมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยอดเยี่ยมได้ขนาดนี้ ”
ฟางจิ้งเอ๋อร์พูดจบก็เดินตรงมาหาฉินห้าวตง เธอจัดเสื้อผ้าของเขา
ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็หยิบเอาเข็มกลัดตราสัญลักษณ์สีวาววับมา
กลัดที่หน้าอกของเขา
ท่าทีที่ทั้งอ่อนโยนและตั้งใจดูราวกับภรรยาที่กำลังแต่งตัวให้สามี
ทุกคนต่างมองภาพนี้ด้วยอาการตกตะลึงตาค้าง พวกเขาทั้งตกใจ
ที่ฉินห้าวตงเพิ่งเข้าสำนักมาก็สามารถสอบผ่านเหรียญตรานักปรุงยา
ระดับ 6 ได้แล้ว นอกจากนี้ยังตกใจกับท่าทีของฟางจิ้งเอ๋อร์อีกด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ในสำนัก คำที่ใช้เปรียบเปรยเธอได้มีเพียง
คำว่าเย็นชาและสูงส่งเท่านั้น แม่เทพธิดาสาวงามคนนี้ไม่เคยแสดงท่าที
แบบนี้ต่อผู้ชายคนใดมาก่อน แต่ในวันนี้เธอกลับแสดงท่าทีที่แตกต่าง
ไปอย่างสิ้นเชิง
“ ศิษย์พี่สุดหล่อ ถ้าหากมีเวลาก็มาหาข้าที่สมาพันธ์นักปรุงยาได้ ”
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฟางจิ้งเอ๋อร์ก็ยิ้มหวาน
ให้แก่ฉินห้าวตง จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องเรียนไป
ในเวลานี้ภายในห้องเรียนที่ใหญ่โตได้พากันเข้าสู่ความเงียบไร้ซึ่ง
เสียงใด ๆ ทว่าภายในใจของทุกคนกลับเต็มไปด้วยเกลียวคลื่น
ความรู้สึกที่ซัดสาดมา เจ้าเด็กคนนี้ไม่มาเรียน 2 วัน แต่พอปรากฏตัว
ขึ้นมาอีกทีก็ทำให้พวกเขาตกใจได้ถึงหลายครั้ง
ปีศาจสาวน้อยพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจว่า “ พวกเจ้าเห็นแล้วใช่ไหม
พี่ชายของข้าแข็งแกร่งที่สุด ส่วนเจ้าหน้าตาก็ขี้เหร่ แต่ยังคิดอยากจะมา
แข่งการปรุงยากับพี่ชายของข้าอยู่ไหม ? ตอนนี้ยังอยากแข่งอยู่หรือ
เปล่า ? ”
จั่วเทียนซงทำสีหน้าเหมือนคนพ่ายแพ้ ยังจะกล้าแข่งได้อย่างไรล่ะ
มีอะไรให้ไปสู้กับหมอนั่น เขาเป็นถึงนักปรุงยาระดับ 6 เมื่อเทียบกัน
แล้วนักปรุงยาระดับ 3 อย่างเขาเทียบไม่ติดเลย
ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูต่างกันเพียงครึ่งเดียว แต่อันที่จริงแล้วการ
ทดสอบเรียนตรานักปรุงยายิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งสอบได้ยากมาก
เท่านั้น เพราะมันไม่เพียงแต่ต้องมีระดับการฝึกตนที่ถึงขั้น ใน
ขณะเดียวกันยังต้องมีความรู้ทางด้านการปรุงยาโอสถที่ล˺าลึก คาดว่า
ทั้งชีวิตนี้เขาก็คงไปไม่ถึงนักปรุงยาระดับ 6 แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึก
หงุดหงิดที่สุดก็คือคำเรียกของปีศาจสาวน้อย ทำไมถึงมาเรียกเขาว่า
หน้าตาขี้เหร่ ข้าขี้เหร่ขนาดนั้นเชียวหรือ ? เป็นเพียงข้าหล่อไม่เท่าเจ้า
หนุ่มหน้าขาวคนนั้นต่างหาก
หากไม่มีการเปรียบเทียบก็จะไม่เจ็บปวด ก่อนหน้านี้เขายัง
ภาคภูมิใจในฐานะนักปรุงยาระดับ 3 ของตัวเองอยู่เลย แต่ตอนนี้ความ
ภาคภูมิใจและความหยิ่งทะนงของเขาได้ถูกคนอื่นเหยียบย˹าจนไม่เหลือ
ชิ้นดี และด้วยความจนใจ จั่วเทียนซงจึงทำได้เพียงแค่ก้มหน้าแอบหลบ
ออกไปจากฝูงชนโดยไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
หลังจากที่เห็นท่าทีของเขาแล้ว ปีศาจสาวน้อยก็ยิ่งรู้สึกพอใจมาก
ขึ้นกว่าเดิม ในเวลานี้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้รับชัยชนะ เธอยืด
อกตั้งตรงเหมือนกับราชินีผู้ที่มีความหยิ่งทะนงในตนเอง จากนั้นเธอก็
กวาดสายตามองไปยังเพื่อนนักเรียนทุกคนที่อยู่ภายในห้อง
“ พวกเจ้ายังมีใครที่ไม่ยอมรับในตัวพี่ชายของข้าอีก รีบออกมาซะ
”
“ ข้าไม่ยอม ข้าจะแข่งทักษะทางการแพทย์กับเขา ”
ในระหว่างที่พูดก็มีนักเรียนชายที่หน้าตาสะอ้านดูเรียบร้อยลุกขึ้น
ยืน ตาทั้งคู่ของเขาจับจ้องไปที่ปีศาจสาวน้อย
เขาคนนี้มีชื่อว่าหยุนเซี๋ยง บรรดานักเรียนชายภายในห้องส่วนใหญ่
ต่างชื่นชมจ้าวซิงเยว่เป็นเหมือนเทพธิดาในดวงใจของตนเอง แต่ว่าเขา
แตกต่างออกไป เพราะว่าคนที่เขาชอบก็คือปีศาจสาวน้อยหลัวหงอิง
ปีศาจสาวน้อยชำเลืองมองเขาด้วยสายตาดูถูก “ เจ้าเนี่ยนะ ? ก็
แค่คนที่มีทักษะทางการแพทย์ไม่ได้เรื่องคนหนึ่งเท่านั้น จะมาเทียบได้
อย่างไร ”
หยุนเซี๋ยงพูดขึ้นว่า “ ถึงแม้ว่าผู้คนในโลกเซียนของพวกเราจะ
เจ็บป่วยน้อยมาก แต่พวกเรากลับได้รับบาดเจ็บกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่า
อย่างไรก็หนีไม่พ้นพวกหมออย่างพวกข้าหรอก ดังนั้นข้าจึงคิดว่าหมอมี
ส่วนช่วยสำคัญสำหรับห้องเรียนของพวกเรา ในฐานะประธานนักเรียน
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชำนาญด้านทักษะทางการแพทย์บ้างถึงจะได้ ”
ปีศาจสาวน้อยพูดขึ้นว่า “ ต่อให้แข่งทักษะทางการแพทย์ แต่ข้าก็
เชื่อว่าเจ้าสู้พี่ชายของข้าไม่ได้หรอก ”
แม่สาวน้อยคนนี้ทั้งรู้สึกเชื่อมั่นและเคารพนับถือในตัวฉินห้าวตง
ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเขาไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน
หยุนเซี๋ยงพูดขึ้นว่า “ หลัวหงอิง พวกเรามาเดิมพันกันหน่อยดี
ไหม ? ”
ปีศาจสาวน้อยไม่ยอมอยู่แล้ว เธอเอาสองมือเท้าเอวแล้วพูดขึ้นว่า
“ เดิมพันกว่าเดิมพันสิ คิดว่าพี่ชายของข้าจะกลัวเจ้าหรือไง เจ้าอยาก
เดิมพันอะไรก็ว่ามาเลย ? ”
หยุนเซี๋ยงพูดขึ้นว่า “ ข้าจะแข่งทักษะทางการแพทย์กับฉินห้าวตง
หากข้าชนะ เจ้าต้องมาเป็นแฟนของข้าดีไหม ? ”
“ ข้า……ไม่ได้ ข้าไม่มีวันเป็นแฟนของเจ้าหรอก เจ้าอัปลักษณ์
เกินไป หล่อไม่ได้ครึ่งนึงของพี่ชายข้าเลย ”
สำหรับมาตรฐานของทุกคนนั้น อันที่จริงหยุนเซี๋ยงถูกจัดเป็นชาย
หนุ่มรูปงามเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าในสายตาของหลัวหงอิง เขาไม่มีทาง
เทียบกับฉินห้าวตงได้
เมื่อเห็นว่าผู้หญิงในใจของตนเองกลับชื่นชมผู้ชายคนอื่นออกนอก
หน้าขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาต้องเกิดความไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา เขา
กัดฟันพูดขึ้นว่า “ เจ้ากลัวใช่ไหม ? ถ้ากลัวก็ให้เขายอมแพ้ข้าสิ ”
“ กลัวอะไร ? มีอะไรให้กลัว ” หยุนเซี๋ยงใช้แค่วิธีการพูดกระตุ้น
เล็กน้อยเท่านั้น ปีศาจสาวน้อยก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา เธอไม่มีทางยอมให้
ใครก็ตามมาดูถูกพี่ชายของตัวเองเป็นอันขาด
“ ก็แข่งทักษะทางการแพทย์กับเจ้า ถ้าหากเขาแพ้ ข้าก็จะเป็น
แฟนเจ้า แต่ว่าเจ้าฝันไปเถอะ เพราะว่าพี่ชายของข้าไม่มีวันแพ้อย่าง
แน่นอน ”
ฉินห้าวตงยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด ตอนนี้เขาไม่กล้าพูด
อะไรออกไปสักคำ แต่แม่สาวน้อยคนนี้กลับชอบดึงเขาเข้าไปยุ่งด้วย
แบบนี้ควรเรียกว่าอะไรดี ?
หยุนเซี๋ยงเรียนด้านการแพทย์มานานหลายปี เขามักนึกมาโดย
ตลอดว่าทักษะการแพทย์ของเขานั้นโดดเด่นเกินกว่าใครจะเทียบได้
และในเมื่อปีศาจสาวน้อยรับคำท้าของเขาแล้ว เขาก็ดีใจพร้อมกับยิ้ม
หน้าบานทันที “ หลัวหงอิง เจ้าพูดเองนะ แล้วอย่ามากลับคำทีหลังแล้ว
กัน ”
“ ข้าปีศาจสาวน้อยแต่ไหนแต่ไรมาพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว จะมา
กลับคำได้อย่างไร ? ”
“ นี่…… ” หยุนเซี๋ยงพูดต่ออีกว่า “ ข้าเองก็ไม่มีเงินทองอะไร
เหมือนกัน เช่นนั้นเอาแบบนี้ดีไหม ถ้าหากข้าแพ้ ข้าจะขายตัวเองให้
เป็นทาสของเจ้า เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรย่อมได้ทั้งนั้น ”
ปีศาจสาวน้อยเบ้ปากแล้วพูดขึ้นว่า “ อันที่จริงคนอย่างเจ้าไม่ควร
ค่าเลยสักนิด ถึงอย่างไรข้าก็ยังเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย ”
จากนั้นเธอก็หันมาหาฉินห้าวตง “ พี่ชาย ถึงตาท่านออกโรงแล้ว
ไปเอาชนะเขาเพื่อให้มาเป็นทาสของข้าเดี๋ยวนี้ ”
เมื่อเห็นว่าฉินห้าวตงยังคงทำตัวเงียบไม่พูดไม่จา หยุนเซี๋ยงจึงพูด
ขึ้นว่า “ เจ้าฉิน เจ้าคงไม่ได้กำลังกลัวข้าหรอกใช่ไหม ? สรุปแล้วเจ้ากล้า
แข่งกับข้าหรือเปล่า ? ”
ปีศาจสาวน้อยตะโกนขึ้นว่า “ พี่ชาย สั่งสอนเขาเลย ”
ฉินห้าวตงตีหน้าผากของเธอแล้วพูดกับหยุนเซี๋ยง “ คิดอยากจะ
มาประลองทักษะทางการแพทย์กับข้า เจ้าไม่มีคุณสมบัตินั้นหรอก ”
“ ไม่มีคุณสมบัตินั้นงั้นหรือ ? ข้าคิดว่าเจ้ากลัวข้ามากกว่า ” หยุ
นเซี๋ยงหัวเราะเยาะแล้วพูดต่ออีกว่า “ ข้าได้รับถ่ายทอดทักษะทางการ
แพทย์จากคนแปลกหน้ามาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนถึงกระทั่งตอนนี้ก็ยัง
สำเร็จอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้วก็เหลือเฟือพอที่จะเอาชนะ
เจ้าได้ ”
“ งั้นหรือ ? ” ฉินห้าวตงกระตุกรอยยิ้มขึ้นมา “ เช่นนั้นข้าขอ
ทดสอบเจ้าหน่อยว่าอะไรที่เรียกว่าเส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้น? *(奇经
八脉 (ฉีจิงปาม่าย) เส้นลมปราณพิเศษแตกต่างจากเส้นลมปราณหลัก
ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นจากอวัยวะภายในและไม่ได้สังกัดอยู่กับอวัยวะภายใน
มีจุดเริ่มต้นและวิถีการไหลเวียนที่เฉพาะของตนเอง โดยวิถีไหลเวียน
มักร้อยรัดอยู่ระหว่างเส้นลมปราณหลัก อีกทั้งเส้นลมปราณพิเศษไม่มี
จุดฝังเข็มเป็นของตนเอง ยกเว้นเส้นลมปราณตูและเส้นลมปราณเญิ่น
หน้าที่โดยรวมของเส้นลมปราณพิเศษ คือเชื่อมโยงเส้นหลักให้ทำงาน
สอดคล้องสัมพันธ์กัน เป็นแหล่งพักสำรองเลือดและชี่ รวมถึงควบคุม
และปรับสมดุลการไหลเวียนของเลือดและชี่
ที่มา https://www.huachiewtcm.com/content/7920 ) ”
หยุนเซี๋ยงเปลี่ยนสีหน้าไปทันที “ เจ้าฉิน ดีเจ้ากำลังดูถูกข้าใช่
ไหม ? คำถามพื้นฐานเช่นนี้ไม่ว่าหมอคนไหนก็ต้องรู้อยู่แล้ว ”
ฉินห้าวตงพูดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “ เช่นนั้นเจ้าก็ลองพูดให้ข้า
ฟังสิ ”
“ เช่นนั้นข้าก็จะพูดให้เจ้าฟัง แล้วข้าจะดูว่าเจ้าจะมาไม้ไหนอีก ”
หยุนเซี๋ยงพูดต่ออีกว่า “ เส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้นเป็นการพูดถึงเส้น
ลมปราณเญิ่น เส้นลมปราณตู เส้นลมปราณชง เส้นลมปราณไต้ เส้น
ลมปราณอินเหวย เส้นลมปราณหยางเหวย เส้นลมปราณอินเชียวและ
ส้นลมปราณหยางเชียว เมื่อเทียบกับเส้นลมปราณหลัก 12 เส้น เส้น
ลมปราณเหล่านี้ล้วนมีการไหลเวียนที่แตกต่างออกไป เส้นลมปราณ
พิเศษ 8 เส้นเป็นรากฐานของชาวยุทธ ”
ฉินห้าวตงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ เจ้าเองก็รู้ว่านี่คือรากฐานของ
ชาวยุทธ เพียงแต่ว่าเส้นลมปราณอินเหวยของเจ้ามีเพียงครึ่งเส้น
เท่านั้น ขนาดโรคของตัวเองยังรักษาไม่ได้ ยังจะกล้ามาแข่งทักษะทาง
การแพทย์กับข้าอยู่อีก ? ”
ฉินห้าวตงพูดขึ้นว่า “ ในฐานะหมอคนหนึ่ง ทำไมถึงมองไม่ออก
แม้กระทั่งอาการป่วยของตัวเอง อาการป่วยของเจ้าเป็นอาการป่วยที่มี
มาแต่กำเนิด มันเป็นอาการป่วยทางพันธุกรรม มันเป็นการส่งต่อใน
ตระกูลของเจ้าจากรุ่นต่อรุ่น อาการป่วยประเภทนี้จะเริ่มแสดงอาการ
ตอนที่ฝึกฝนวรยุทธแรก ๆ มันไม่เพียงแต่ส่งผลเสียเท่านั้น ในทาง
ตรงกันข้ามกลับช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกตนของเจ้าด้วย แต่เมื่อการ
ฝึกตนของเจ้าเพิ่มสูงขึ้น เส้นชีพจรอินเหวยที่ไม่สมบูรณ์ของเจ้าจึงเริ่ม
แสดงผลเสียออกมาให้เห็นเด่นชัด ตอนนี้เจ้าเพิ่งสำเร็จพลังขอบเขตฮั่ว
เซิ่นขั้นต้น เจ้ามักจะมีอาการเจ็บแปลบที่หน้าอกอยู่บ่อยครั้ง แต่รอให้
เจ้าสำเร็จขั้นพลังขอบเขตเลี่ยนสวี่เมื่อไหร่ โดยเฉพาะเลี่ยนสวี่ขั้นกลาง
เจ้าก็จะเริ่มมีอาการกระอักเลือด อย่าว่าแต่เรื่องเพิ่มระดับการฝึกตนให้
สูงกว่านี้เลย แม้แต่จะรักษาชีวิตเอาไว้ยังเป็นเรื่องยาก ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา คนอื่นต่างก็พากันตกตะลึง การมีเส้น
ลมปราณอินเหวยเพียงครึ่งเดียวแต่กำเนิดถือเป็นเรื่องที่พวกเขาได้ยิน
เป็นครั้งแรก
“ เรื่องจริงงั้นหรือ ? เขาคงไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลใช่ไหม ? ยังไม่ได้
ให้อีกฝ่ายจับชีพจร แต่ทำไมถึงพูดอาการป่วยออกมาอย่างแจ่มชัด
ขนาดนั้น ? ”
“ นอกจากจะเป็นชาวยุทธ นักปรุงยา เขายังมีทักษะการแพทย์ที่
โดดเด่นอีกหรือ ? คงเป็นไปไม่ได้หรอก คนเพียงคนเดียวจะมี
ความสามารถโดดเด่นขนาดนี้ได้อย่างไร ? ”
“ ข้าเห็นเขามีทักษะการแพทย์สู้หยุนเซี๋ยงไม่ได้ ดังนั้นก็เลยพูด
โกหกหลอกลวงออกมา…… ”
ผู้คนโดยรอบต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่ว่าหยุนเซี๋ยงกลับเงียบ
ไป สีหน้าของเขาดูตกตะลึงเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้
สติกลับมาพร้อมกับคุกเข่าลงตรงหน้าฉินห้าวตง “ หมอฉิน ได้โปรด
อภัยให้ข้าด้วยที่ข้าไม่รู้ ขอร้องล่ะ ได้โปรดช่วยเหลือพี่สาวของข้าด้วย !
”
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? หรือว่าหยุนเซี๋ยงบ้าไปแล้ว ? เขาจะแข่งทักษะ
ทางการแพทย์กับเจ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือไง ? แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงเป็นฝ่าย
คุกเข่าขอร้องซะแล้วล่ะ ?
ทุกคนต่างเกิดอาการมึนงง รวมถึงอาจารย์เหม่ยหลินที่อยู่ด้านข้าง
ด้วยเช่นกัน เดิมทีเธอคิดอยากจะดูการประลองระหว่างนักเรียน แต่คิด
ไม่ถึงเลยว่ามันจะได้ข้อสรุปแบบนี้
ฉินห้าวตงยังไม่ทันได้ใช้กระบวนท่าใดก็สามารถทำให้อีกฝ่ายยอม
คุกเข่าขอร้องได้แต่โดยดี
ปีศาจสาวน้อยตะโกนขึ้นว่า “ หยุนเซี๋ยง เจ้าอยากจะประลอง
ทักษะทางการแพทย์กับพี่ชายของข้าไม่ใช่หรือไง ? แต่ทำไมตัวเองถึง
ต้องคุกเข่าด้วยล่ะ ? สรุปแล้วยังจะแข่งอยู่ไหม ? ”
หยุนเซี๋ยงตะโกนขึ้นว่า “ ไม่แข่งแล้ว ไม่แข่งแล้ว ทักษะทาง
การแพทย์ของข้าสู้กับหมอฉินไม่ได้ ข้ายอมเป็นทาสรับใช้ของพวก
ท่าน แต่ว่าได้โปรดช่วยชีวิตพี่สาวของข้าด้วย ”
ฉินห้าวตงพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว เขาจึงพูดขึ้นว่า “ ถ้าหาก
ข้าเดาไม่ผิด พี่สาวของเจ้าคงสำเร็จพลังถึงขอบเขตเลี่ยนสวี่ขั้นกลาง
แล้วใช่ไหม ? ”
“ หมอฉิน ท่านช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน พี่สาวของข้าถูกขนานนาม
ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งยุทธมาตั้งแต่เด็ก ระดับการฝึกตนของนางเพิ่ม
สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อปีที่แล้วนางได้สำเร็จพลังขอบเขตเลี่ยนสวี่
ขั้นกลางแล้ว ทว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางก็ไม่สามารถเพิ่มระดับ
พลังของตนเองได้อีก ยิ่งไปกว่านั้นนางมักจะกระอักเลือดออกมา
บ่อยครั้ง ตอนนี้อาการป่วยของนางรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้นางไม่
สามารถลุกจากเตียงได้ ได้โปรดหมอฉิน ตอนนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะ
ช่วยนางได้ ”
หลังจากที่เห็นสีหน้าเรียบร้อนของหยุนเซี๋ยง ฉินห้าวตงและทุกคน
ในที่นี้ต่างก็ซาบซึ้งใจในความรักของเขาที่มีต่อพี่สาว
จ้าวซิงเยว่อดสงสารไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า “ ท่านพี่ฉิน ทุกคนคือเพื่อน
นักเรียนด้วยกันทั้งนั้น ท่านช่วยเขาเถิด ”
ฉินห้าวตงพูดขึ้นว่า “ ตกลง รอหลังจากเลิกเรียนแล้วข้าจะไปดู
อาการป่วยของพี่สาวเจ้า ”
“ ขอบคุณมากหมอฉิน ” ในเวลานี้หยุนเซี๋ยงถึงยอมลุกขึ้นมาจาก
พื้น
เหม่ยหลินพูดกับทุกคนที่อยู่ด้านล่างแท่นบรรยายว่า “ เช่นนั้น
อาจารย์ขอประกาศให้ฉินห้าวตงรับตำแหน่งหัวหน้าห้องของพวกเรา มี
ใครจะคัดค้านหรือไม่ ? ”
และแล้วนักเรียนทุกคนก็พากันเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เพิ่งจะมี
อายุ 21 ปีก็มีระดับการฝึกตนขอบเขตเลี่ยนสวี่แล้ว นอกจากนี้เพิ่งเข้า
มาในสำนักเพียงแค่ 2 วันก็สอบผ่านเหรียญตรานักปรุงยาระดับ 6 อีก
แถมตอนนี้ยังมีทักษะทางการแพทย์ที่ล˺าหน้ากว่าใคร
เมื่อเจอกับนักเรียนที่อัจฉริยะถึงเพียงนี้ จะมีใครบ้างที่กล้า
คัดค้าน ? ในทางตรงกันข้ามมีแต่คนอยากจะมีความสามารถในระดับนี้
ทั้งนั้น
และด้วยเหตุนี้เอง หลังจากที่ถูกกดดันด้วยพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง
ฉินห้าวตงจึงได้รับการยอมรับให้กลายเป็นหัวหน้าห้อง
การประชุมห้องเรียนสิ้นสุดลง ฉินห้าวตงรีบออกไปจากห้องเรียน
พร้อมกับหยุนเซี๋ยง พวกเขามุ่งหน้าไปยังเขตหอพักนักเรียนอีกโซน 1
ส่วนปีศาจสาวน้อยและจ้าวซิงเยว่ก็กลับหอพักตนเอง
ในระหว่างที่เดินอยู่นั้น ฉินห้าวตงก็ถามขึ้นว่า “ อาการป่วยที่มีมา
แต่กำเนิดแบบนี้ในตระกูลของเจ้าคงไม่ได้ค้นพบเป็นครั้งแรกใช่ไหม
แล้วทำไมถึงยังดื้อดึงที่จะฝึกฝนวรยุทธอยู่อีก ? ”
หยุนเซี๋ยงถอนหายใจออกมาแล้วพูดขึ้นว่า “ ตระกูลของพวกเรามี
ฐานะยากจนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และภายในดินแดนแห่งปราณ
วิญญาณนี้ ถ้าหากไม่ฝึกฝนวรยุทธก็ไม่มีทางออกอื่นใดอีก ดังนั้นถึงแม้
จะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีข้อบกพร่องทางร่างกายที่มีมาแต่กำเนิด แต่ถึง
อย่างนั้นข้าและพี่สาวก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการฝึกวร
ยุทธ และเพื่อที่จะรักษาอาการป่วยของคนในครอบครัว ดังนั้นข้าจึงเริ่ม
ศึกษาทักษะทางการแพทย์มาตั้งแต่เด็ก แต่อย่างไรก็ตามตลอดหลายปี
มานี้ข้าก็ยังไม่สามารถรักษาอาการป่วยของตนเองได้ ”
จบตอน