คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 317 เจอะเจอ
โดย : หอหมื่นอักษร
ได้ฟังคำรับสารภาพของถังเวย สองดวงตา ของอู่หนิงโหวก็แดงก่ำ หากมีมีดในมือเขาคงฟาด ฟันเจ้าลูกเนรคุณที่ทำให้จวนโหวต้องอับอายขาย ขี้หน้าผู้นี้ทิ้งเสีย
แต่เพราะมีเจ้าพนักงานคอยปรามไว้อยู่ นอกจากไฟโทสะที่สุมอก เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคนแรกเป็นใคร”
ถังเวยแค่นเสียง “ข้าจะไปรู้จักได้อย่างไร”
หนังหน้าของหลิวทุยกวนสั่นระริก บ่นในใจ ว่า คนบ้ามักไร้เหตุผลจริงๆ ก่อนจะเอ่ยถามอย่าง อดทนต่อ “แล้วหัวของพวกนางล่ะ เจ้าเอาไป ซ่อนไว้ที่ไหน”
“ซ่อน?” ถังเวยเลิกคิ้ว เหมือนกำลังคิดว่า เรื่องนี้ช่างน่าขันนัก “ของที่ขีดข่วนจนเละแล้วจะ ซ่อนไปทำไม ข้าสั่งให้บ่าวโยนทิ้งลงทะเลสาบไป แล้ว”
“ในทะเลสาบ?”
ถังเวยเอียงศีรษะ “อ้อ ก็ทะเลสาบปล่อยสัตว์ น้ำนั่นแหละ”
ตอนที่เจ้าพนักงานส่งคนไปงมหาใน ทะเลสาบวัดเทียนหยวน เรียกได้ว่าคนนอกวัดมุง กันเบียดเสียดแน่นขนัด
สะใภ้หลินดึงหลินเห่ามายืนใต้ร่มไม้พลาง มองเจ้าพนักงานหลายนายงมก้นทะเลสาบ ภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง
“ท่านแม่เจ้าคะ แต่ไหนแต่ไรมาท่านแม่กลัว ร้อนจะตาย ยืนตรงนี้ไม่สู้เราไปพักในโรงน้ำชา ก่อนดีกว่า ทะเลสาบนี้ขนาดไม่ใช่เล็กๆ ไม่รู้ว่าจะ งมหาเจอตอนไหน หากร้อนจนเป็นลมขึ้นมาคง วุ่นวายแย่” หลินเห่าเอ่ยโน้มน้าว
สะใภ้หลินโบกพัดไปมาเชิงปฏิเสธ “รอดูไป ก่อน หากพวกเราเพิ่งออกไปแล้วงมเจอพอดี เล่า”
มุมปากของหลินเห่ากระตุกเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเราค่อยมาใหม่ก็จบแล้วเจ้าค่ะ”
นอกจากสะใภ้หลินจะไม่ฟังแล้วยังเดินขึ้น หน้าก้าวหนึ่งด้วย “แม่อยากเห็นเองกับตา”
หลินเห่าจึงเงียบไป
ความอยากรู้อยากเห็นของท่านแม่ไม่มีใคร เทียบได้จริงๆ
สะใภ้หลินถอนหายใจเสียง “แม่เป็นคนเห็น ศพของสาวน้อยที่แสนรันทดทั้งสอง แม่อยากให้ พวกนางเจอแสงสว่างเสียที”
หลินเห่ายื่นมือออกไปประคองร่างของสะใภ้ หลินด้วยความละอายใจ
ที่แท้นางก็เข้าใจผิดไปเอง
“ซึ่งแน่นอนว่าแม่เองก็อยากรู้ด้วย เหมือนกัน”
หลินเห่า “…”
ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกยืนอยู่ใต้ต้นไม้นานเท่าไรถึง ได้ยินเสียงตะโกนมาจากริมทะเลสาบ
“หาเจอแล้ว หาเจอแล้ว!”
สะใภ้หลินเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
คนที่ลงไปงมในน้ำใช้สองมือโอบหัวกะโหลก กลับขึ้นฝังภายใต้แสงแดดอันเจิดจ้าที่สะท้อนผิว น้ำจนแสบตา
เขาเอาหัวกะโหลกวางไว้บนผ้าน้ำมันที่ปู เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าพนักงานชันสูตรศพ ที่ยืนรออยู่ด้านข้างก็เดินเข้ามาหา
แต่คนที่เร็วกว่าเจ้าพนักงานชันสูตรศพก็คือ มารดาของเยี่ยนเอ๋อร์
“เยี่ยนเอ๋อร์ เยี่ยนเอ๋อร์!”
เพื่อนบ้านที่มาเป็นเพื่อนรั้งร่างนางไว้ ริม ทะเลสาบจึงมีเสียงร้องไห้ราวขาดใจของมารดาที่ สูญเสียบุตรสาวไปดังสะท้อนทั่วสารทิศ
สะใภ้หลินพานปวดใจไปด้วย อดกุมมือของ หลินเห่าแน่นไม่ได้ กระซิบแผ่วเบา “เหตุใดถึงไม่ เห็นพ่อของนางเลยล่ะ”
หลินเห่ามองหัวกะโหลกที่ถูกงมขึ้นมาพลาง เอ่ยตอบเสียงเบา “ครอบครัวนางเปิดร้านค้า บิดาของเยี่ยนเอ๋อร์ออกไปนำสินค้าเข้าเมืองยังไม่ กลับเจ้าค่ะ”
สะใภ้หลินถอนหายใจอย่างเวทนา
ไม่นานเจ้าพนักงานชันสูตรศพก็ได้ข้อสรุป “ผู้ตายตายมาแล้วอย่างน้อยหกเดือน”
ซึ่งก็หมายความว่าหัวกะโหลกที่งมขึ้นมาได้ ไม่ใช่ของเยี่ยนเอ๋อร์
มารดาของเยี่ยนเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็เหมือน ถูกคนบีบคอ เสียงร้องไห้เงียบลงไปชั่วครู่ก่อนที่ เสียงร้องไห้แหลมสูงกว่าเดิมจะดังขึ้น
ตลอดทั้งช่วงบ่าย ในที่สุดก็งมหาหัวกะโหลก ทั้งสองเจอ
มารดาของเยี่ยนเอ๋อร์พุ่งเข้าไปมองแค่แวบ เดียวร่างก็ทรุด เจ้าพนักงานยืนเรียงหน้ากระดาน แม้แต่หลินเห่าที่อยู่ในฝูงชนก็ยังมองไม่เห็นสภาพ ของหัวกะโหลก
ฉีซั่วเดินทะลุผ่านเหล่าเจ้าพนักงานออกมา “อาเห่า เจ้ากลับไปพร้อมท่านแม่ยายก่อน ดีกว่า”
หลินเห่าเม้มปาก “ใช่ของเยี่ยนเอ๋อร์หรือไม่”
“น่าจะใช่” ฉีซั่วนึกถึงสภาพของหัวกะโหลก นั้น แม้เขาจะเห็นกองศพนองเลือดในสมรภูมิรบ จนชินตา ทว่าตอนนี้เขากำลังเผยสีหน้าซับซ้อน ยากจะบรรยายออกมาได้
โชคดีที่พวกหลินเห่าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง
หลินเห่าจินตนาการได้ไม่ยากว่าศีรษะที่ถูก โยนทิ้งลงทะเลสาบจะมีสภาพอย่างไรจึงพยัก หน้าอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นพวกเรากลับกันก่อน เจ้าค่ะ ท่านเองก็อย่ากลับดึกนักละ”
ตอนนี้ความจริงถูกคลี่คลายหมดแล้ว ดังนั้น เรื่องเก็บกวาดตอนท้ายจึงไม่จำเป็นต้องให้ฉีซั่ว เข้ามาแทรกแซง
สองแม่ลูกเดินออกมาจากวัดเทียนหยวน สะใภ้หลินพรูลมหายใจยาวเหยียด “อาเห่า เจ้า รู้จักเรือนของเยี่ยนเอ๋อร์หรือไม่ อีกเดี๋ยวส่งคนนำ เงินไปให้แม่ของเยี่ยนเอ๋อร์หน่อยก็แล้วกัน”
เงินอาจจะซื้อชีวิตของบุตรสาวกลับมาไม่ได้ แต่คนนอกทำได้แค่ใช้เงินสื่อถึงเจตนาอันดี เท่านั้น
“เด็กสาวที่ตายเมื่อปีก่อนระบุตัวตนไม่ได้ หรือ”
หลังจากดูคนงมศพมาตลอดทั้งบ่าย หลินเห่า จึงทำอารมณ์ให้สดใสไม่ได้จริงๆ “ยากที่จะสืบต่อ เพราะปีก่อนไม่มีผู้ร้องทุกข์ที่สอดคล้องกับศพ ผู้เคราะห์ร้ายเองก็เหลือเพียงกระดูกสีขาวโพลน”
“เช่นนั้นพวกเราก็บริจาคเงินเล็กน้อยให้ที่ สงบๆ แก่นางสักแห่งแล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
เห็นสีหน้ามัวหมองของหลินเห่า สะใภ้หลิน จึงยกมือหยิกแก้มของบุตรสาว “อายุยังน้อยอย่า ขมวดคิ้วบ่อยนัก ระวังตีนกาจะขึ้นเร็ว ไป แม่พา เจ้าไปกินเป็ดย่าง มีร้านเปิดใหม่ตรงถนนข้างหน้า เป็ดย่างอร่อยสุดๆ ไปเลย”
หลินเห่าพลันทำหน้าไม่ถูก
เมื่อครู่ท่านแม่ดูเป็นกังวลยิ่งกว่านางเสียอีก เหตุใดถึงมีกะจิตกะใจไปกินเป็ดย่างเร็วขนาดนี้ เนี่ย
เหมือนเดาออกว่าหลินเห่ากำลังคิดเรื่องใดอยู่ สะใภ้หลินจึงเอ่ยขึ้น “พวกเราทำอย่างสุด ความสามารถก็พอแล้ว เราต้องใช้ชีวิตของเราให้ ดี พอกินเป็ดย่างเสร็จอากาศคงไม่ร้อนมากแล้ว เราแวะไปเดินเล่นที่ร้านขายเครื่องประดับกัน ดีกว่า”
“เจ้าค่ะ” หลินเห่าคลี่ยิ้ม
ร้านเป็ดย่างเปิดใหม่รสชาติดีมากจริงๆ หนัง เป็ดหอมกรอบ เนื้อเนียนนุ่มลิ้น แผ่นแปั้งบางดุจ ปีกแมลงทับวางตามด้วยแตงกวาและต้นหอม ใหญ่หั่นเส้นม้วนเข้าด้วยกัน อร่อยไม่เลี่ยน
หลังจากกินจนอิ่มท้องไปหนึ่งมื้อ ระหว่าง เดินไปร้านขายเครื่องประดับ สองแม่ลูกก็ถูก ขบวนที่เดินเข้ามาในเมืองดึงดูดสายตา
“อาเห่าเจ้าดูสิ คนมีผมสีเหลืองทอง!” สะใภ้ หลินกระตุกแขนเสื้อของหลินเห่า
“เอ๊ะ แถมนั่นดวงตาสีฟั้าอีกต่างหาก!” คนที่ จับจ้องไม่วางตาเฉกเช่นสะใภ้หลินมีอยู่ไม่น้อย
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นตาตื่นใจดังเซ็งแซ่ ราวกับฝูงผึ้งที่บินฉวัดเฉวียนจำนวนนับไม่ถ้วน
คนพวกนั้นสวมอาภรณ์แปลกตา ทั้งสีผมและ ดวงตาแตกต่างจากชาวต้าโจวที่มีสีดำขลับอย่าง สิ้นเชิง พอเดินบนท้องถนนในเมืองหลวงถือว่าตก เป็นเปั้าสายตาไม่น้อย
หลินเห่าพอจะได้ยินข่าวคราวมาบ้าง นางจึง เอ่ยกับสะใภ้หลินที่คิดจะก้าวเดินไปข้าวหน้า “อาซั่วเล่าให้ฟังว่าทางราชสำนักจะเปิดการค้า เสรี คนต่างถิ่นพวกนี้อาจจะได้ยินมาบ้างเลยเข้า มาสืบข่าวกระมัง”
“ที่แท้คนต่างถิ่นก็เหมือนปีศาจร้ายขนทอง จริงๆ ด้วย…” สะใภ้หลินพึมพำพร้อมดวงตาที่ เบิกกว้าง
หลินเห่าได้ยินแล้วก็หลุดขำ ชี้ไปยังคนที่อยู่ ในขบวน “ก็ไม่เชิงหรอก ท่านแม่ลองดูคนนั้นสิ เจ้าคะ หน้าตาเหมือนเราเลย”
สะใภ้หลินมองตามมือของหลินเห่า นางอ้า ปากหวอเล็กน้อยจนลืมกะพริบตา
พอเห็นมารดาจับจ้องบุรุษผมสีดำตาสีดำ ท่ามกลางกลุ่มคนต่างถิ่น หลินเห่าก็ดึงนางเบาๆ “ท่านแม่”
“อาเห่า เจ้าหยิกข้าหน่อย”
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”
หลินเห่ามองชายวัยกลางคนที่เดินอยู่ใน ขบวน บวกคำพูดเพ้อเจ้อของสะใภ้หลิน นางจึง ผุดเรื่องคาดเดาที่น่าตกใจขึ้นมา
ท่านแม่คงไม่ได้ตกหลุมรักคนต่างถิ่นผู้นี้ตั้งแต่ แรกพบกระมัง
นางเพิ่งจะคิดได้อย่างนี้ หางตาก็เห็นสะใภ้ หลินยกของในมือแล้วโยนไปทางบุรุษผู้นั้นแล้ว
พอหลินเห่าเห็นชัดว่าสิ่งที่มารดาของนางโยน ไปคือห่อกระดาษซับน้ำมัน ภาพเบื้องหน้าก็มืด ลง
นางไม่คัดค้านหากท่านแม่ของนางจะมีรัก ใหม่ แต่หากท่านแม่คิดจะดึงดูดสายตาคนผู้นั้นก็ ควรโยนถุงกำยานไปให้เขาไม่ใช่หรือ เหตุใดถึง โยนห่อเป็ดย่างไปให้แบบนั้นเล่า!
ห่อกระดาษซับน้ำมันลอยละลิ่วไปทางชายผู้ นั้น คนในขบวนและชาวบ้านที่มามุงดูต่างตกอยู่ ในความสับสน แต่จากนั้นชายผู้นั้นก็คว้ารับห่อ กระดาษซับน้ำมันนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ
สองดวงตาดำขลับแปลกแยกจากกลุ่มคนใน ขบวนแต่ไม่แตกต่างจากคนต้าโจวทอดมองตาม ทิศทางที่ ‘อาวุธลับ’ ลอยเข้ามาในขบวน จากนั้น เขาก็เห็นสะใภ้หลินที่ยืนนิ่งเหมือนก้อนหิน
หลินเห่าคิดจะดึงมารดาที่ ‘ก่อเรื่อง’ แล้ววิ่ง หนีด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่สุดท้ายกลับเห็นสีหน้าดี ใจของชายผู้นั้น เขารีบก้าวเดินมาทางนี้อย่าง รวดเร็วราวกับฝนดาวตก