คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 117 ใครบ้างที่ไม่เคยเสแสร้ง
คนโบราณนั้นเชื่อเรื่องโชคลางมาก ไม่เว้นแม้แต่คนที่อยู่ในห้องนี้
ด้วย โดยเฉพาะเมื่อฉินหลิวซีที่ถือว่าโตมาในอารามเต๋าเอ่ยออกมา
เช่นนี้แล้ว แม้ว่านางจะเรียนมาไม่ได้เต็มร้อย รู้มาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็
ยังรู้มากกว่าพวกนางอยู่ดีมิใช่หรือ
สะใภ้เซี่ยนึกถึงความโชคร้ายของตนเองอีกครั้งก็รู้สึกนั่งไม่ติด
ฉินหมิงเย่ว์ที่ยืนอยู่ข้างๆ นางกวาดตามองกระโปรงของฉินหลิวซี
ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน “แต่พี่หญิงใหญ่ ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บจากใน
เรือนของท่านนะเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีหันไปมองช้าๆ เอามือแตะหัวใจด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ “น้อง
หญิงรองเอ่ยเช่นนี้ก็หมายความว่าดวงของข้าเข้ากันไม่ได้กับอา
สะใภ้รองอย่างนั้นหรือ ช่างเถิด เช่นนั้นข้าไปก็ได้”
นางทำท่าจะไป
ฉินหมิงเย่ว์ถึงกับนิ่งงันไป ทั้งๆ ที่แต่เดิมนางไม่ได้มีท่าทางอย่างนี้นี่
ก่อนหน้านี้นางแข็งกร้าวยโสโอหังนัก เหตุใดพออยู่ต่อหน้าท่านย่า
นางถึงได้ทำราวตนเองถูกกลั่นแกล้งรังแกน่าสงสารเยี่ยงนั้นได้
เสแสร้งแกล้งทำได้เก่งกว่าตนเสียอีก
ฉินหมิงเย่ว์หันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าโดยสัญชาตญาณ แล้วก็ได้เห็นสี
หน้าย ่าแย่อย่างที่คาดไว้ นางจึงรีบเอ่ยทันที “พี่หญิงใหญ่ ข้าไม่ได้
หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่ท่านไม่อยู่บ้าน ก็เลยบอกท่านเรื่องนี้
ท่านอย่าได้ไม่พอใจไปเลย”
“ฉีหวงบอกข้าแล้ว ข้าจึงได้บอกว่าอาสะใภ้โชคร้ายอย่างไรเล่า ข้า
ไม่ได้เอ่ยโดยไม่มีเหตุผล หากไม่ได้เป็นเพราะโชคร้าย แล้วอยู่ดีๆ
ทำไมถึงได้ล้มกระแทกพื้นได้เล่า อาสะใภ้รองก็ไม่ใช่เด็กน้อยเสีย
หน่อย หากไม่ใช่โชคร้าย ก็ต้องเป็นเพราะดวงของข้ากับอาสะใภ้ไม่
ถูกกันแน่แล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงร้ายลึก
“น้องหญิงอย่าได้ตำหนิตัวเองเลย ข้าไม่โทษเจ้าหรอก เป็นเพราะดวง
ของข้าไม่ดีเอง”
มาสิ ใครบ้างที่ไม่เคยเสแสร้ง
ฉินหมิงเย่ว์ “!”
ขมับของสะใภ้เซี่ยเต้นตุบขึ้นมาทันที
สะใภ้หวังหันไปมองฉินหลิวซี ระงับอาการอยากจะยิ้มนั้นไว้ “พอเถิด
ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น มันจะน่ากลัวอย่างที่เจ้าเอ่ยได้อย่างไร ท่าน
แม่ ทุกคนหิวกันแล้ว เรากินข้าวกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า
หลังจากพวกนางกินข้าวร่วมกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว สะใภ้เซี่ยก็ไม่
สามารถนั่งต่อไปได้ จึงพาฉินหมิงเย่ว์จากไปทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าให้ฉินหลิวซีอยู่ต่อ สะใภ้หวังเองก็นั่งลงด้วย แต่ละคนมี
ถ้วยชาอยู่ในมือของตน
“ที่เรียกเจ้ามาก็ไม่ได้มีเรื่องอันใดหรอก เมืองหลีเป็นบ้านเดิมของ
พวกเรา เมื่อก่อนตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ได้ล้มลง ก็มักจะมีขุนนาง
พ่อค้าเศรษฐีต่างๆ ที่ไปมาหาสู่กันประจำ บัดนี้บ้านเราล้มลงแล้ว บาง
คนจึงหายหน้าไปไม่เห็นแม้แต่เงาอีก”
น ้าเสียงของฮูหยินฉินผู้เฒ่าเจือความผิดหวังและเย็นชาเล็กน้อย “ที่
ท่านแม่ของเจ้าเอ่ยก็มีเหตุผล บ้านเราก็เพิ่งจะกลับมาที่เมืองหลีได้ไม่
นาน ไปตามหาใครก็คงมีคนอยากช่วยแต่ไม่กล้า กลัวจะทำให้ผู้มี
อำนาจบางคนขุ่นเคือง แต่อาจารย์ของเจ้าแตกต่างออกไป เขาเป็น
คนสำนักเต๋า เมื่อก่อนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลของเรา
ไม่อย่างนั้นคงไม่รับเจ้าไป เราไม่มองหาเส้นสายตอนนี้ก็ได้ แต่ทาง
ท่านปู่ท่านพ่อของเจ้าจะไม่เบิกทางเสียหน่อยก็คงไม่ได้”
นางเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็หอบหายใจเล็กน้อย จึงจิบชาแล้วค่อยๆ ปรับลม
หายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตอนนี้เมืองหลีก็เริ่มหนาวแล้ว นับประสาอัน
ใดกับพื้นที่ทางซีเป่ยที่หนาวเหน็บทุรกันดารเช่นนั้น พวกเราไม่มี
ญาติทางซีเป่ย พวกเขาอยู่ที่นั้นไร้ญาติขาดมิตร ทั้งไม่มีทรัพย์สินใด
ข้ากลัวว่าพวกเขาจะทนความหนาวเหน็บและความลำบากไม่ได้ ย่าก็
เลยอยากขอร้องให้เจ้าอาวาสชื่อหยวนส่งคนไปเบิกทางที่ซีเป่ยให้
หน่อยได้หรือไม่ ด้วยสถานะของเขาคงไม่ดึงดูดความสนใจของใคร
และไม่ถึงกับทำให้คนอื่นขุ่นเคืองได้ง่าย”
ฮูหยินฉินผู้เฒ่าเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็มีท่าทางอดสูเล็กน้อย
สะใภ้หวังเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เรื่องทรัพย์สินเงินทองพวกเราจะ
ออกเอง แค่ไหว้วานให้คนช่วยดูแลบ้างเท่านั้น”
คนที่ถูกเนรเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ถ้าไม่มีใครดูแลเลย
ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น การหางานทำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
ตระกูลฉินเป็นตระกูลบัณฑิต นอกจากบุตรชายคนรองที่พอจะต่อสู้
เป็นบ้างเล็กน้อยแล้ว คนที่เหลือก็แบกหามทำงานหนักอะไรไม่ได้เลย
หากต้องทำงานแบกหาม คนที่ยังแข็งแรงบึกบึนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่
นายท่านผู้เฒ่าและเด็กชายน่าจะทนไม่ไหว
ฉินหลิวซีเงียบไปครู่หนึ่ง “ก่อนออกเดินทางอาจารย์เคยบอกข้าว่า
ได้ไหว้วานให้คนดูแลไว้แล้ว ท่านย่าและท่านแม่วางใจได้”