คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 1 ดวงตะวันเฉิดฉายสาดส่องทาบทาผืน
หิมะ(1)
“สมัยที่ข้ายังเด็กมาก หว่านเหนียงบอกข้าว่า
ฮองเฮาคือสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า สถานที่ที่
ฮองเฮาประทับมีนามว่า ‘ตำหนักคุนหนิง’ ข้าจึง
ถามหว่านเหนียงว่าตำหนักคุนหนิงนั้นมีสภาพ
เป็นเช่นไร”
“หว่านเหนียงตอบว่านางก็ไม่รู้เช่นกัน”
“ข้านั่งอยู่ใต้ชายคาบ้านที่มีฝนรั่วอยู่ในแถบ
ชนบท ครุ่นคิดว่าหากกลายร่างเป็นห่านปั่าที่
สามารถโผผินเหนือนภา และโบยบินสู่เมืองหลวง
อันรุ่งเรืองเฟืองฟูแล้วทะยานเข้าไปในวังหลวง
แห่งนั้นเพื่อดูว่าตำหนักคุนหนิงมีสภาพเป็นเช่นไร
ได้ มันจะดีสักเพียงใดกัน?”
ประตูตำหนักปิดสนิท มีเพียงหน้าต่างทาง
ด้านซ้ายที่เปิดแง้มเอาไว้เท่านั้น
ท้องนภามืดครึ้ม แสงแดดหรุบหรู่
ภายในตำหนักคุนหนิงซึ่งเดิมทีมักอึกทึก
คึกคัก ยามนี้กลับไร้นางกำนัลแม้แต่คนเดียว
เหลือเพียงเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังนั่งคุกเข่า
หลังเหยียดตรงอยู่หน้าโต๊ะ ใช้นิ้วมือเรียวยาวขาว
ผุดผ่องจับที่เขี่ยกำยานมาเขี่ยด้านในเตาจุด
กำยานปั๋อซาน[1]สลักทองซึ่งวางอยู่บนโต๊ะนั้น
อย่างเบามือ ควันลอยอ้อยอิ่งออกมาจากช่องโถ
ราวกับเส้นไหม ชายแขนเสื้อปักดิ้นทองลายหงส์
[2]ของนางแผ่สยายทอดยาวอยู่ด้านหลัง ลาย
เมฆาอันสลับซับซ้อนเปล่งประกายระยิบระยับ
เล็กน้อยท่ามกลางความมืดมิด
“ต่อมาข้าก็ได้มายังเมืองหลวงจริง ๆ นับว่า
สวรรค์ได้เล่นตลกกับข้าครั้งใหญ่ ทั้งที่ทำให้ข้า
เป็นคนมีใจคิดเพ้อฝันแท้ ๆ แต่กลับส่งตัวข้าไป
เติบใหญ่อยู่ในแถบชนบท จนปราศจากบุคลิก
เยี่ยงคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ภายหลัง
ถึงค่อยพาข้ามาอาศัยในสถานที่แสนรุ่งเรืองทว่า
มีแต่การแก่งแย่งชิงดีแห่งนี้ โดยประทานเพียง
รูปลักษณ์อันงดงามมาให้แก่ข้าเท่านั้น…”
รูปโฉมของเจียงเสวี่ยหนิงนั้นงามพิลาสเฉิดฉัน
ดั่งปทุมชาติที่บานสะพรั่งในสระน้ำ
คิ้วโก่งดั่งคันศร หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย ริม
ฝีปากแดงดุจแต่งแต้มเติมชาด กอปรด้วยความ
งามหยาดเยิ้มซึ่งมีโดยธรรมชาติ และเนื่องจาก
หลายปีมานี้ครอบครองตราหงส์ มีสถานะสูงส่ง
จึงยิ่งบ่มเพาะให้มีบุคลิกงามสง่าอันหาได้ยาก
ยิ่งขึ้นอีกสามส่วน
เพียงก้มหน้าหลุบตาก็พาให้ผู้คนใจเต้นไม่
เป็นส่ำแล้ว
โหยวฟางอิ๋นยืนเยื้องด้านหลังนางอย่างสงบ
นิ่งเป็นเวลานาน ครั้นได้ยินเสียงอันเลื่อนลอย
แผ่วเบาของเจียงเสวี่ยหนิง นางก็นึกถึงชีวิตของ
คนตรงหน้าซึ่งมีแต่การแก่งแย่งชิงดีและเจ้าคิด
เจ้าแผนการในสายตาผู้อื่นพลันตกอยู่ในภวังค์
เล็กน้อย
ถึงกับบังเกิดความรู้สึกโศกสลดจากก้นบึ้ง
ของหัวใจ ด้วยต่างรู้กันดีว่านางหนีไม่รอดแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงพลันหัวเราะออกมาคราหนึ่ง
“ฟางอิ๋น ช่วงนี้ข้ามักคิดอยู่เสมอว่าข้าผิดไปแล้ว
จริง ๆ หรือ?”
ช่วงวัยเยาว์นั้น นางถูกหว่านเหนียงเลี้ยงดูจน
เติบใหญ่โดยไม่ล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดของตนเอง
เอาแต่ทำตัวเกกมะเหรกเกเรตามปั่าเขาลำเนา
ไพรและเรือกสวนไร่นาอยู่นอกเรือน เป็นเพียง
สกุณาที่ไม่มีผู้ใดกำราบได้ตัวหนึ่ง จะมีก็เพียง
เครื่องประทินโฉมของหว่านเหนียงเท่านั้นที่ทำให้
นางกลับบ้านได้
หว่านเหนียงเป็นโซ่วหม่า[3] เป็นสตรีในหมู่
สตรี
นางบอกว่าแผ่นดินคือใต้หล้าของบุรุษ มี
เพียงบุรุษเท่านั้นที่จะสยบได้ ส่วนสตรีนั้นขอ
เพียงสยบบุรุษได้ ก็เท่ากับสยบแผ่นดินได้แล้ว
หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงเดินทางระหกระเหิน
กลับมาเมืองหลวง นางก็ได้รู้จักกับเยี่ยนหลิน
ท่านโหว[4]น้อยแห่งจวนหย่งอี้โหว เขาพานางแต่ง
กายปลอมตัวเป็นชายออกไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน
อย่างอุกอาจในเมืองหลวง แม้แต่บิดามารดาของ
นางก็ยังไม่กล้าติเตียนสั่งสอนมากเท่าใดนัก
ความสัมพันธ์นี้ให้ความรู้สึกเหมือนคู่รักซึ่งเป็น
เพื่อนเล่นมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยอยู่หลายส่วน
ต่อมาจวนหย่งอี้โหวเข้าไปพัวพันกับคดีผิง
หนานอ๋องก่อกบฏ
เยี่ยนหลินถูกเนรเทศไปไกลทั้งตระกูล
หนุ่มน้อยซึ่งยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน[5]ได้ปีน
ข้ามกำแพงสูงของจวนตระกูลเจียงเพื่อมาหานาง
กลางราตรี ออกแรงกุมมือนางพร้อมกล่าวด้วย
น้ำเสียงอันแหบพร่า “หนิงหนิง รอข้านะ ข้าจะ
กลับมาสู่ขอเจ้าแน่”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับพูดกับเขาว่า “ข้าจะ
แต่งงานกับเสิ่นเจี้ย ข้าอยากเป็นฮองเฮา”
นางยังจำได้ว่าเยี่ยนหลินตอนเป็นหนุ่มน้อย
มองนางด้วยสายตาปวดร้าว เบ้าตาแดงก่ำ ขบ
กรามแน่น ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ถูกจองจำและ
กำลังดิ้นรนขัดขืน
ราตรีนั้นหนุ่มน้อยปลดเปลื้องความอ่อนเยาว์
และไร้เดียงสาไปจนหมดสิ้น เขาปล่อยมือนาง
หมุนกายแล้วหายลับไปกับความมืดมิด
ห้าปีต่อมา นางได้เป็นฮองเฮาของเสิ่นเจี้ย
แล้ว
หนทางของการขึ้นเป็นฮองเฮามิได้ราบรื่นนัก
เพราะฉะนั้นในช่วงชีวิตอันแสนสั้นของนางจึงยัง
มีบุคคลดังเช่นเยี่ยนหลินอยู่อีกไม่น้อย
อาทิ เซียวติ้งเฟย รองเสนาบดีกรมคลัง
โจวอิ๋นจือ ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร
หรือแม้กระทั่งองค์หญิงใหญ่[6]เล่อหยาง
[7]เสิ่นจื่ออี ซึ่งต้องจบชีวิตที่เมืองนอกด่าน
หลังจากนั้น เป็นต้น…
เพียงแต่ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่หนุ่มน้อย
ในกาลก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง หลังจากสร้าง
ผลงานการรบที่ชายแดน เยี่ยนหลินก็เข้า
สวามิภักดิ์กับเซี่ยเวย แล้วยกข้ออ้าง ‘กวาดล้าง
คนเลวข้างกายฮ่องเต้’ สวมชุดเกราะ กรีธาทัพ
ล้อมเมืองหลวง ควบคุมทั้งราชวังและกักบริเวณ
นางเอาไว้
เสิ่นเจี้ยถูกคนวางยาพิษจนล้มหมอนนอนเสื่อ
ไม่สนใจราชกิจ
ดังนั้นเยี่ยนหลินจึงเข้าออกตำหนักของนาง
อย่างอุกอาจเปิดเผย ทุกครั้ง ที่มาก็จะไล่คนให้
ออกไปจากตำหนัก บางครั้งก็มาพร้อมกลิ่นสุรา
รุนแรง…
ทั้งในและนอกราชสำนักล้วนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ย
ปาก
เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเขาเป็นทั้งมือซ้ายและ
ขวาของเซี่ยเวย
ยามเซี่ยเวยเข่นฆ่าผู้คนไปครึ่งวังหลวง เป็น
เยี่ยนหลินที่นำทหารเฝั้าอยู่หน้าประตูทุกตำหนัก
เพื่อปั้องกันมิให้มีผู้ใดหลบหนีเล็ดรอดไปได้ ยาม
เซี่ยเวยประหารตระกูลเซียวเก้าชั่วโคตร ก็เป็น
เขาที่นำกำลังทลายประตูที่ปิดสนิท เข้าจับกุม
บุรุษ สตรี เด็ก และคนชราออกมาเสียสิ้น…
บัดนี้เขากับเซี่ยเวยผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งพระ
อาจารย์ของฮ่องเต้กำลังยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก
ของนาง
เสิ่นเจี้ยสวรรคตไปแล้ว ทิ้งราชโองการไว้ให้
นางออกว่าราชการหลังม่าน
แต่แล้วผู้สืบสันตติวงศ์จากราชสกุลเดียวกัน
ยังไม่ทันได้ขึ้นครองราชย์ ระหว่างรีบรุดมายัง
เมืองหลวงกลับถูกกบฏนิกายสวรรค์ตัดศีรษะ
แขวนไว้ที่ประตูเมือง
ยามนี้ถึงคราวของนางแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาเบา ๆ แพขนตาดกหนา
และงามงอนทอดเป็นเงาเบาบางอยู่ใต้ดวงตา ทำ
ให้สีหน้าของนางในยามนี้แฝงไว้ด้วยความ
โศกเศร้าและอ้างว้างอันยากจะคาดเดาขึ้นมาอีก
หลายส่วน
โหยวฟางอิ๋นมองนางด้วยความสะท้อนใจ
เล็กน้อย
ทว่านางกลับวางที่เขี่ยกำยานพร้อมปิดฝา
หยิบกล่องผ้าแพรสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นมาจาก
โต๊ะ ก่อนจะเปิดออก ในนั้นมีตราราชลัญจกร
หยกวางอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่า พร้อมกับพระ
ราชเสาวนีย์ซึ่งนางเขียนและลงตราประทับ
เรียบร้อยไปตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้
พระราชเสาวนีย์ระบุว่านางยินดีฝังร่างไปพร้อม
อดีตฮ่องเต้ ขอราชครูเซี่ยเวยจงช่วยดูแล
ประคับประคองบ้านเมือง ช่วยดูแลราชกิจและ
คัดเลือกผู้ปกครองผู้ปราดเปรื่องมาสืบทอดราช
บัลลังก์
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเงยศีรษะและทอดสายตา
มองออกไปนอกหน้าต่าง
ไม่รู้ว่าหิมะที่ตกมาตลอดทั้งคืนหยุดไปตั้งแต่
เมื่อใด
แสงตะวันอันเรืองรองส่องทะลุหมู่เมฆครึ้ม
ทอดผ่านหน้าต่างมืดมิดและวังเวงของตำหนัก
ก่อเป็นลำแสงสว่างเจิดจ้าสายหนึ่ง
นางเอ่ยด้วยเสียงอันแผ่วหวิว “หากรู้แต่แรก
ว่าจะมีจุดจบเช่นวันนี้ เหตุใดต้องพยายามอยาก
ได้ใคร่มีด้วยนะ? ไม่สู้ออกเดินทางหมื่นลี้ ชื่นชม
ขุนเขาสายน้ำที่ทอดยาว เป็นนกน้อยที่มีอิสรเสรี
จะดีกว่า ชาตินี้สุดท้ายแล้วชีวิตก็แค่พลาดพลั้ง
เข้ารั้วกำแพงวัง ถูกกักขังด้วยความมั่งคั่งและ
เจริญรุ่งเรืองเท่านั้นเอง…”
โหยวฟางอิ๋นเงียบงันไร้ถ้อยคำ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงถามขึ้นมาว่า “ฟางอิ๋น หาก
มอบโอกาสให้เจ้าเลือกอีกครั้งหนึ่ง เจ้ายังจะมา
หรือไม่?”
โหยวฟางอิ๋นเป็นบุคคลที่แปลกประหลาด
มากที่สุดเท่าที่เจียงเสวี่ยหนิงเคยรู้จักมาทั้งหมด
แต่เดิมสตรีนางนี้เป็นบุตรีอนุภรรยาของจวน
ปั๋อ เงอะงะงุ่มง่ามจนน่าสงสาร ครั้นตกน้ำนิสัย
กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นับจากนั้นก็
ออกปรากฏตัวในวงสังคมและทำการค้าจนมั่งคั่ง
ทั้งเปิดร้านแลกตั๋วเงิน ทั้งก่อตั้งสมาคมการค้า
ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่ปีจึงกลายเป็น
แม่ค้าใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองเจียงหนิง
หากเรียกนางว่า ‘โหยวครึ่งเมือง’ ก็เห็นจะไม่
เกินเลยไปนัก
เพียงแต่นางโชคไม่ดี ท่ามกลางการต่อสู้แย่ง
ชิงในวังหลวงและราชสำนักนี้ คราแรกกลับเลือก
ยืนผิดฝัง ต่อมาแม้ว่าจะยอมสวามิภักดิ์ต่อเซี่ย
เวยแล้วก็ตาม แต่ช่วงที่ผ่านมาก็เป็นที่
หวาดระแวงและถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักแห่งนี้
ทั้งสองต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างน่าสังเวช แต่
กระนั้นกลับกลายเป็นผู้รู้ใจซึ่งสนทนากันได้ทุก
เรื่อง
เจียงเสวี่ยหนิงฟังนางเล่าประสบการณ์ที่ก่อ
ร่างสร้างตัวมาด้วยมือเปล่า หลายคำที่ใช้เป็น
ถ้อยคำแปลกใหม่ ทั้งยังได้ยินนางพร่ำบ่นด้วยว่า
ตอนไปทำการค้าที่แคว้นอี๋[8]ซึ่งเป็นแคว้นต่าง
แดน สถานที่แห่งนั้นยังไม่มีเครื่องจักรไอน้ำด้วย
ซ้ำ
เครื่องจักรไอน้ำคือสิ่งใด เจียงเสวี่ยหนิงไม่
รู้จัก
โหยวฟางอิ๋นมักบอกอยู่เสมอว่าตนไม่ใช่คน
ของที่นี่ ทว่ามาจากสถานที่ อันไกลโพ้นและไม่
อาจกลับไปได้อีกแล้ว
นางยังบอกอีกว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนมี
ความลับอันยิ่งใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง หากได้ล่วงรู้ ขอ
เพียงมีสมองก็จะไม่มีวันกระทำการผิดพลาดใน
ศึกแย่งชิงครั้งนี้
แต่น่าเสียดาย กว่านางจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว
โหยวฟางอิ๋นถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ยิ้มขื่น
ๆ “ไอ้ยุคสมัยห่วย ๆ ไร้ความเจริญแถมยังต้อง
ทนถูกคนรังแกพรรค์นี้ ใครอยากทะลุมิติมาก็มา
เองเถอะย่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ฟังถ้อยคำหยาบคาย
เช่นนี้มานานมากแล้ว นางตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง
แต่กลับนึกได้ว่าถึงเวลาแล้วจึงเอ่ยเสียงดังทันที
“ใต้เท้าเซี่ย!”
บนรั้วตำหนักสีแดงชาดปกคลุมด้วยหิมะสี
ขาวบริสุทธิ์
ส่วนนอกรั้วตำหนักนั้นดำทะมึนด้วยฝูงชน
เยี่ยนหลินถือกระบี่อยู่ข้างกาย
บุคคลที่เป็นผู้นำยืนเหยียดกายตรง แม้ได้ยิน
กลับมิได้เอ่ยตอบกลับ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเขาได้ยิน
นี่คือผู้ที่มีความคิดล้ำลึกมากที่สุดในราชวงศ์
ต้าเฉียน
เปลือกนอกของนักปราชญ์ จิตใจของมารร้าย
พระอาจารย์ของฮ่องเต้สองรัชสมัย เป็นถึง
ราชครูขององค์รัชทายาท มีผู้คนเคารพเขาให้
ความสำคัญกับเขา เทิดทูนเขามากตั้งเท่าไร แต่
กลับไม่รู้ว่าภายใต้เปลือกนอกที่สูงสง่าและ
บริสุทธิ์ประดุจสายลมโบกโชยและจันทรากระ
จ่างผู้นี้ซุกซ่อนจิตใจอันโหดเหี้ยมอำมหิตเปียมล้น
ด้วยการเข่นฆ่าสังหาร ใต้กระบี่อาญาสิทธิ์ที่โอรส
สวรรค์พระราชทานให้อาบด้วยโลหิตสด ๆ ของ
เชื้อพระวงศ์ เขาเข่นฆ่าล้างบางเสียจนคูเมืองเป็น
สีแดงฉาน สองมือที่ดีดพิณและถือพู่กันกุมชีวิต
ของตระกูลเซียวทั้งตระกูล ซากศพของ
ผู้เกี่ยวข้องกองเป็นภูเขาเลากา
นี่เป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่นางไม่อาจ
ประจบเอาใจ ต่อให้พยายามทุ่มเทความสามารถ
ทั้งหมดที่มีก็ตาม
“ท่านสังหารเชื้อพระวงศ์ ฆ่าล้างตระกูลเซียว
กำจัดนิกายสวรรค์ เป็นผู้กุมทั้งอำนาจและชะตา
ชีวิตของข้าไว้ในมือ หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว
ข้าไม่มีคุณสมบัติจะเจรจาต่อรองกับท่าน” น้ำตา
หยดหนึ่งพลันร่วงหล่นลงมาจากดวงตาเจียงเสวี่ย
หนิง ประทับแผดเผาอยู่บนหลังมือของนาง
“ชีวิตข้าหลอกใช้ประโยชน์จากผู้คนมามากมาย
เพียงแต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ข้าผิดต่อเยี่ยนห
ลินและเขาก็ได้เอาคืนข้าแล้ว ข้าหลอกใช้เซียวติ้ง
เฟย โจวอิ๋นจือ ทว่าพวกเขาก็อาศัยข้าขึ้นครอง
ตำแหน่ง ข้าวางแผนให้เสิ่นเจี้ยตกหลุมพราง
บัดนี้ก็ต้องถูกฝังไปพร้อมกัน ร่วมเดินทางไปสู่
ปรโลกร่วมกับเขา ข้าไม่ได้ติดค้างพวกเขาเลย…”
ชะตาชีวิตที่มีขึ้นมีลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ก็
ผ่านพ้นไปเช่นนี้
มีดสั้นอยู่ในแขนเสื้อของนาง
นางชักมันออกมาอย่างแผ่วเบา ผิวใบมีด
เปล่งประกายเย็นเยียบ สะท้อนปินระย้าทองอัน
วิจิตรงดงามข้างจอนผมและดวงตาของนาง
——————–
1. เตาจุดกำยานปั๋อซาน เป็นเตาจุดกำยาน
ในยุคฮั่นตะวันตก ภายนอกทำเป็นรูปภูเขา
ปั๋อซานซึ่งเป็นหนึ่งในสามของภูเขาเซียนใน
ทะเลตะวันออกตามคติชาวจีน
2. เฟิง เป็นสัตว์ในเทพนิยายของชาวจีน มี
รูปร่างที่เกิดจากการนำส่วนต่าง ๆ ของสัตว์
มารวมกัน ปกติจะมาคู่กันคือเฟิงหวง โดยที่
เฟิงคือตัวผู้และหวงคือตัวเมีย แต่เนื่องจาก
อยู่ในธาตุหยินจึงมักจะหมายถึงสตรี ทั้งนี้
ภาษาไทยใช้คำว่า ‘หงส์’ ซึ่งไม่ใช่หงส์ที่มีอยู่
ตามธรรมชาติ
3. โซ่วหม่าแปลตรงตัวว่าม้าผอมหมายถึง
เด็กสาวหน้าตาดีฐานะยากจนที่ถูกซื้อตัวมา
ด้วยราคาต่ำ จากนั้นก็นำมาอบรมสั่งสอนใน
ด้านต่าง ๆ แล้วขายออกไปด้วยราคาสูง
เหมือนซื้อม้าที่ผอมโซมาขุนจนอ้วนท้วนแล้ว
ค่อยขาย
4. โหวเป็นหนึ่งในบรรดาศักดิ์ที่แต่งตั้งให้
เชื้อพระวงศ์และตระกูลชนชั้นสูงในสมัยจีน
โบราณเพื่อแสดงถึงระดับฐานะและอำนาจ
บรรดาศักดิ์จะแบ่งเป็นห้าขั้น ได้แก่ กง โหว
ปั๋อ จื่อ และหนาน
5. พิธีสวมกวานหรือพิธีบรรลุนิติภาวะเป็น
พิธีสำหรับชายหนุ่มเมื่อมีอายุครบยี่สิบปีเพื่อ
แสดงว่าตนบรรลุนิติภาวะแล้ว
6. องค์หญิงใหญ่เป็นตำแหน่งองค์หญิงขั้น
หนึ่งองค์หญิงที่จะได้รับตำแหน่งนี้จะต้องเป็น
พระเชษฐภคินีหรือพระขนิษฐาของจักรพรรดิ
องค์ปัจจุบัน
7. เป็นสมญานามที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ มี
ความหมายว่าความสุข สดใสดั่งดวงตะวัน
8. แคว้นหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้าน
วัฒนธรรมของประเทศจีน ปัจจุบันคือพื้นที่
แถวมณฑลซานตง
บทที่ 1 ดวงตะวันเฉิดฉายสาดส่องทาบทาผืน
หิมะ (2)
ร่างของเจียงเสวี่ยหนิงสั่นเทา น้ำเสียงเองก็
พลอยสั่นตาม หยาดน้ำตาคลอเบ้า แต่กระนั้น
นางก็ไม่มีคุณสมบัติจะร่ำไห้ เพียงพูดเน้นอย่าง
ชัดถ้อยชัดคำ ปิมว่าจะร่ำไห้เป็นสายเลือดก็ไม่
ปาน “ทว่ามีเพียงผู้เดียวที่ใสสะอาด ซื่อสัตย์และ
เที่ยงตรงมาทั้งชีวิต เป็นข้าเองที่บังคับขู่เข็ญ ทำ
ให้เขาเดินทางผิดและยังทำให้ชื่อเสียงเขาแปด
เปือนมาครึ่งชีวิต เขาเป็นขุนนางที่ดี หวังว่าใต้
เท้าเซี่ยจะเห็นแก่บุญคุณที่เสวี่ยหนิงเคยปั้อน
โลหิตให้ท่านระหว่างทางมาเมืองหลวงในสมัยนั้น
ใช้ชีวิตข้าแลกกับชีวิตเขา มอบหนทางรอดให้เขา
ด้วย…”
ผู้ใดจะคาดคิดว่าฮองเฮาผู้เย็นชาและแล้ง
น้ำใจจนเหมือนไร้หัวใจนั้น ยามนี้กลับมีวันที่ใช้
ชีวิตของตนเองแลกกับรองเสนาบดีกรมอาญา
เล็ก ๆ ผู้หนึ่งด้วย
ที่แท้นางไร้หัวใจ หรือว่าไม่มีผู้ใดทำให้จิตใจ
ดวงนี้อบอุ่นได้กันแน่
นอกประตูตำหนัก คนผู้นั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่
นาน
ผ่านไปเนิ่นนานถึงจะได้ยินถ้อยคำอันเรียบ
เฉยคำหนึ่ง “ได้”
ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะหูเสียจริง
ซ้ำยังเหมือนอดีตเมื่อนานมาแล้วอีกด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มอย่างปล่อยวาง ยกมือขึ้น
ด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาด…
ฉัวะ
ยามมีดสั้นคมกริบกรีดผ่านเส้นเลือดบนลำคอ
ระหง พลันบังเกิดเสียงราวกับกระดาษฉีกขาด
จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังตามมา ฟังดูคล้ายเสียง
กระบี่ยาวตกพื้น อาจเป็นของใครบางคนที่อยู่
นอกประตูตำหนัก
ส่วนนางก็ล้มลงแล้วเช่นกัน
ปินระย้าทองงามประณีตตกกระแทกพื้น อัญ
มณีสีแดงเข้มที่ฝังอยู่บนนั้นแตกเป็นเสี่ยงกระเด็น
กระดอน โลหิตอุ่นร้อนซึมแผ่ขยายบนพื้นอันเย็น
เยียบอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งลำธารตื้นที่นางเคย
ย่ำเล่นยามเยาว์วัย
พลาดพลั้งเข้ารั้วกำแพงวัง ถูกกักขังด้วย
ความมั่งคั่งเฟืองฟู
ตำหนักคุนหนิงแห่งนี้ สุดท้ายก็กลายเป็น
สุสานที่กลืนกินกระดูกและฝังชีวิตของนางไว้
เบื้องนอกหน้าต่าง ดวงตะวันเฉิดฉายโผล่พ้น
ออกมา สาดส่องทาบทาลงบนพื้นหิมะ ค่อย ๆ
หลอมละลายทีละน้อย ทีละน้อย…
*****
ช่างเป็นความฝันอันแสนยาวนาน ต้นสาย
ปลายเหตุภายในชาติภพในความฝันสับสนปนเป
ไปหมด มีเพียงสัมผัสคมกริบยามลากผ่านลำคอ
เท่านั้นที่แจ่มชัดยิ่งนัก
เจ็บจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด หากรู้ตั้งแต่แรก ควร
เลือกวิธีการตายที่ไม่เจ็บจะดีกว่า
“แค่ก”
ในฝันเหมือนมีอะไรกดทับหน้าอกนางอยู่ทำ
ให้หายใจไม่ออก ดังนั้นนางจึงส่งเสียงไออกมา
คราหนึ่ง พยายามลืมตาสุดกำลัง
ทว่าการมองเห็นครั้งนี้กลับทำให้นางตื่น
ตระหนก
นางนอนอยู่บนตั่งที่เละเทะยุ่งเหยิงหลังหนึ่ง
หากพูดให้ถูกต้องมากกว่านี้ก็คือนอนอยู่กึ่งกลาง
บุรุษสองคน ส่วนสิ่งที่อยู่ใกล้เพียงแค่คืบนั้นเป็น
ใบหน้าของชายหนุ่มที่หล่อเหลาหมดจดและงาม
สง่าเช่นบัณฑิต ลมหายใจของคนผู้นี้แทบจะสอด
ประสานกับของนางแล้ว ซ้ำยังยกมือข้างหนึ่ง
ขึ้นมาโอบนางอย่างเปิดเผยเสียด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชันขึ้นมาในบัดดล
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้นางอดนึกถึงช่วงที่
เยี่ยนหลินหวนคืนราชสำนักและกักบริเวณนางใน
ตอนนั้นไม่ได้ เขามักเข้ามาในตำหนักนางอย่าง
เงียบเชียบ ทำให้นางไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลับ
สนิททั้งคืน…
นางปัดมือคนผู้นั้นออก พลิกตัวแล้วยืนบนตั่ง
ชายหนุ่มผู้นั้นลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงฝัน
มองการกระทำของนางด้วยความประหลาดใจ
เขายกตัวขึ้นนั่งเอนกาย ทั้งยังเอื้อมมือมาดึงตัว
นางอีกด้วย “อืม สหายเจียง พวกเรานอนต่อกัน
เถอะ…”
“บังอาจ!”
อย่างไรเสียก็เคยเป็นถึงฮองเฮา กระทั่งออก
คำสั่งกับเหล่าขุนนางก็ทำมาแล้ว ครั้นเจียงเสวี่ย
หนิงได้ยินเขากล่าววาจาไม่สมควร ทั้งยังเห็นว่า
อีกฝั่ายมีพฤติกรรมไม่สำรวมอีก นางจึงฟาดฝั่า
มือประทับใบหน้านั้นไปฉาดหนึ่งตามจิตใต้สำนึก
ทันที!
เพียะ!
เสียงนี้ดังกระจ่างชัดมาก ถึงกับทำให้หนุ่ม
น้อยชุดดำซึ่งกำลังหนุนกระบี่หลับอุตุบนตั่งอีกฝัง
ตกใจตื่น
เขาลืมตา คิ้วยาว จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ทั่ว
ร่างเปียมล้นด้วยพลังและจิตวิญญาณ เมื่อเห็น
ภาพเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ จากนั้นก็
เหลือบเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ที่หลุดลุ่ยกับรอยนิ้วมือ
สีแดงจาง ๆ ห้ารอยบนแก้มขวาของชายหนุ่มอีก
คนหนึ่ง รวมถึงใบหน้าตื่นตระหนกระคนมีโทสะ
ของเจียงเสวี่ยหนิง
ทันใดนั้นพลันบังเกิดเสียงดัง ‘เคร้ง’ หนุ่ม
น้อยฟืนคืนสติ เขารีบสาวเท้ามาขวางหน้าเจียง
เสวี่ยหนิง ชักกระบี่ออกจากฝัก ปลายกระบี่กด
ไปที่คอของชายหนุ่ม!
ใบหน้าที่ยังคงหลงเหลือความอ่อนเยาว์อยู่
บางส่วนปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายอันเย็นเยียบ
เขาตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ท่านทำ
อะไรเขา?!”
ชายหนุ่มทางหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝั่าย
ถึงกับกล้าชักกระบี่ใส่ตนด้วยความวู่วามเช่นนี้
ส่วนอีกทางหนึ่งก็ทั้งรู้สึกน้อยใจและรู้สึกไม่ได้รับ
ความเป็นธรรม เขาอดใช้มือกุมแก้มตนเองไม่ได้
“จะทำอะไรได้เล่า? เปินหวัง[1]ไม่ใช่ชายตัดแขน
เสื้อ[2]สักหน่อย!”
คิ้วคมของหนุ่มน้อยขมวดเข้าหากัน สายตาที่
มองดูเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
เปินหวัง…
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงันในทันที
ถึงตอนนี้นางเพิ่งรู้สึกตัวในภายหลังว่าร่าง
ของตนมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง บนร่างสวมชุดสีเขียว
ปักดิ้นเงินลายต้นไผ่ แต่งกายเป็นหนุ่มน้อย ซ้ำยัง
รู้สึกปวดแสบปวดร้อนตรงฝั่ามือข้างที่ตบคนด้วย
สตรีปลอมตัวเป็นบุรุษ
มิได้อยู่ในความฝัน
และในที่สุดใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังถูก
กระบี่ชี้หน้ากับเงาร่างของหนุ่มน้อยที่ขวางอยู่
ตรงหน้าก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นภายในความทรงจำของ
นาง ผู้หนึ่งคือว่าที่สามีของนางและฮ่องเต้
ผู้ปกครองใต้หล้า ปัจจุบันเป็นหลินจืออ๋อง[3]นาม
ว่าเสิ่นเจี้ย ส่วนอีกผู้หนึ่งคือซื่อจื่อ[4]จวนโหวนาม
ว่าเยี่ยนหลิน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นขุนนางผู้ก่อ
กบฏและกักบริเวณนางไว้ในวังลึก!
นี่ก็คือการ ‘กลับมาเกิดใหม่’ ที่โหยวฟางอิ๋
นพร่ำบ่นอยู่เสมอเช่นนั้นหรือ
ชาติก่อนนางระมัดระวังละเอียดรอบคอบ
หลอกเหล่าบุรุษจนหัวปัน ส่วนชาตินี้เพิ่งจะ
เริ่มต้นก็ตบว่าที่ฮ่องเต้ไปฉาดหนึ่งเสียแล้ว…
คุกเข่าขอขมาตอนนี้ยังทันอยู่หรือไม่
——————–
1. เปินหวัง เป็นคำเรียกแทนตัวเองของอ๋อง
2. ตัดแขนเสื้อ เป็นคำใช้เรียกผู้ชายที่ชอบ
ผู้ชาย
3. หลินจืออ๋องเป็นนามพระราชทานหนึ่ง
ของอ๋อง
4. ซื่อจื่อ หมายถึง บุตรชายซึ่งจะเป็นผู้สืบ
ทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา