คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 2 เยี่ยนหลิน (1)
ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
อายุสิบแปดปีครึ่ง
ทว่ามิใช่ตอนที่ทุกสิ่งเพิ่งจะเริ่มต้น และมิใช่
ยามที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกัน
นางตอนอายุสิบสี่กลับสู่เมืองหลวง แล้วเริ่ม
แต่งกายเป็นบุรุษโดยหลอกผู้อื่นว่าเป็น
ลูกพี่ลูกน้องญาติห่าง ๆ ฝังมารดาของจวนรอง
เสนาบดีเจียง ได้ติดตามเยี่ยนหลินเที่ยวเล่น
สนุกสนานอยู่ในเมืองหลวง หลังผ่านพ้นอายุสิบ
แปดไปเก้าเดือนก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงเพื่อเป็น
พระสหายร่วมศึกษากับองค์หญิงเล่อหยาง และ
ในเดือนสิบเอ็ดปีเดียวกันนี้จวนหย่งอี้โหวก็เกิด
เรื่อง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกขึ้นได้ขณะตกอยู่ในภวังค์
ตัวนางกลับมาช่วงวัยสาวจริง ๆ ทั้งยังมีเยี่ยน
หลินอยู่ด้วย
หากมีเยี่ยนหลิน นางย่อมไม่เกรงกลัวสิ่งใด
ทั้งสิ้น
หนุ่มน้อยเกิดในตระกูลแม่ทัพ เคยอยู่
ชายแดนมาช่วงระยะหนึ่ง เขามีจิตใจฮึกเหิม
เปียมชีวิตชีวาซึ่งบุรุษตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
มักไม่มี ขี่อาชาพ่วงพีในชุดเลิศหรู พกกระบี่แนบ
กาย มักอยู่เคียงข้างนาง รักใคร่เอ็นดูนาง และ
ปกปั้องนางเสมอ
หากไม่ได้เกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาก็คงสู่ขอนาง
เข้าตระกูลไปแล้ว
เพียงแต่ในปีนี้เอง ขณะที่นางติดตามเยี่ยนหลิ
นอยู่กลับได้พบหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยมาหาเยี่ยน
หลินโดยบังเอิญ
ตัวนางในยามนั้นยังไม่รู้ฐานะของเสิ่นเจี้ย
แต่เมื่อเยี่ยนหลินเห็นชายหนุ่มในชุดหรูหราผู้
มีบุคลิกอ่อนโยนและสง่างามดั่งบัณฑิต ประโยค
แรกที่โพล่งออกมากลับเป็น “ท่านออกมาได้
อย่างไร?”
เยี่ยนหลินมีสถานะเช่นไร
เขาเป็นซื่อจื่อของจวนหย่งอี้โหวซึ่งได้รับการ
แต่งตั้งจากฝั่าบาท ตระกูลของเขามีสถานะ
ทัดเทียมตระกูลเซียว ส่วนตัวเขาเองก็ได้รับความ
โปรดปรานจากผู้คนในวังหลวงเป็นอันมาก เมื่อ
เหยียบย่างไปที่ใด ผู้อื่นต่างต้องเรียกขานอย่างให้
เกียรติด้วยความเคารพนบนอบว่า ‘ท่านโหว
น้อย’
ผู้ที่ทำให้เขาใช้คำว่า ‘ท่าน’ ได้นับว่ามีอยู่ไม่
มาก
ดังนั้นเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งชาติก่อนเอาแต่คิดจะ
เป็นฮองเฮาจึงลอบจดจำใส่ใจ เมื่อตั้งใจสืบข่าวก็
พบว่าเสิ่นเจี้ยเป็นถึงหลินจืออ๋อง นอกจากนี้เมือง
หลวง ยังลือกันอีกว่าฝั่าบาททรงไร้พระโอรส
และคิดจะแต่งตั้งเสิ่นเจี้ยให้เป็นพระอนุชารัช
ทายาท[1]
ด้วยเหตุนี้ จากเดิมที่รู้จักโดยไม่ได้เจตนา ก็
กลายเป็นเข้าหาโดยเจตนา
ต่อมาจวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่อง นางจึงได้
อภิเษกสมรสกับเสิ่นเจี้ยสมดังปรารถนา
หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี ฝั่าบาทสวรรคตด้วย
พระอาการประชวร มอบราชบัลลังก์แก่เสิ่นเจี้ย
ส่วนนางก็กลายเป็นฮองเฮา
แม้ว่าเสิ่นเจี้ยจะเจริญวัยอยู่ภายในวังหลวง
มาตั้งแต่เล็ก แต่กระนั้นกลับแตกต่างจากพี่น้อง
คนอื่น เขามีจิตใจดีงามมากเกินไปจนมักเป็นห่วง
เป็นใยผู้อื่น นิสัยอ่อนโยนมากเกินไปจนถึงขั้น
อ่อนแอ แม้เป็นคนเจ้าแผนการ ทว่ากลับไม่อาจ
หักใจนำมาใช้งานกับผู้คนได้ ร้ายแรงถึงขั้นที่ว่า
ไม่อาจสยบขุนนางบู๊บุ๋นน้อยใหญ่ในราชสำนัก
ต้องให้เซี่ยเวยซึ่งเป็นราชครูคนใหม่ขององค์รัช
ทายาทเป็นผู้ดูแลและจัดการให้เสมอ
แต่ท้ายที่สุดก็ยังถูกคนวางยาสังหาร
ยามนั้นเจียงเสวี่ยหนิงถูกเยี่ยนหลินกักบริ
เวณไปแล้ว กระทั่งโอกาสพบหน้าเสิ่นเจี้ยเป็น
ครั้งสุดท้ายก็ยังไม่มี
คนที่มีจิตใจดีงามมากเกินไปไม่อาจเป็นเจ้า
ผู้ปกครองได้
นี่คือการตื่นรู้เพียงหนึ่งเดียวที่เจียงเสวี่ยหนิง
ได้รับมาจากโศกนาฏกรรมของเสิ่นเจี้ยในชาติ
ก่อน
บัดนี้นางบังเอิญได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
ในช่วงที่เพิ่งจะรู้จักเสิ่นเจี้ยได้ไม่นานนัก โชคดีที่
ยังถลำลึกไปไม่มาก
ชาตินี้ไม่ขอเข้าวังอีกต่อไป
ตำหนักคุนหนิงคือหลุมฝังศพของนาง
ห้องแห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็นับว่า
หรูหรา
อากาศยามต้นฤดูสารทเย็นเล็กน้อย อบอวล
ไปด้วยกลิ่นสุราของเมื่อคืนซึ่งเจือจางไปบ้างแล้ว
ด้านนอกหน้าต่างที่ปิดสนิทมีเสียงความ
สับสนวุ่นวายดังแว่วมาจากตลาดที่อยู่ไกล ๆ
มือของเยี่ยนหลินยังคงชูกระบี่ ถึงจะอยู่ใน
ร่างของหนุ่มน้อย แต่ก็มองเห็นเส้นกล้ามเนื้อตรง
แผ่นหลังได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากเม้มเป็น
เส้นตรง ใบหน้ายามไร้รอยยิ้มกอปรด้วยความน่า
เกรงขามอยู่หลายส่วน
เขาเมินเสิ่นเจี้ยไปชั่วขณะ
เยี่ยนหลินหันหน้ากลับมา แม้หลุบตามองก็
ไม่อาจทำให้กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกเลือนหายไป
จากดวงตาได้ เพียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ขึ้นมาว่า “เขาใช้มือข้างไหนแตะต้องเจ้า?”
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็คืนสติกลับมาจาก
ภวังค์ หลังจากรับรู้ว่าตนเองย้อนเวลากลับมา
เกิดใหม่แล้ว ดวงตาเจิดจ้าซึ่งเปล่งประกายดุจ
ดวงดาราของเขาอยู่ใกล้นางแค่คืบ ปราศจาก
ความทุกข์ระทมขมขื่นยามตระกูลเยี่ยนประสบ
เหตุเภทภัย และยังไม่ถูกความดำมืดจากการต่อสู้
แย่งชิงอันหนักหน่วงในวังหลวงกัดกิน
สะอาดบริสุทธิ์ กระจ่างสุกใส และเปล่ง
ประกายแจ่มจรัส
ประหนึ่งดวงตะวันร้อนแรงซึ่งฉายฉานบน
ฟากฟั้า
เพียงแต่คำถามนี้…
ท่าทางเขาเหมือนขอเพียงนางตอบกลับไป
เขาย่อมตัดมือเสิ่นเจี้ยเป็นแน่
เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากเจียงเสวี่ยหนิง นาง
รีบแตะแขนเขาพร้อมพูดว่า “เปล่า เปล่า ไม่มี
อะไร! เข้าใจผิดกันน่ะ เมื่อครู่ต้องโทษที่ข้าฝัน
ร้ายจนตกใจละเมอ อีกทั้งช่วงที่เพิ่งลืมตาตื่นก็
ไม่ได้มองให้ดี เลยนึกว่าคุณชายเสิ่นเป็นคนร้าย
ถึงได้ตบเขาด้วยความตกใจ เจ้ารีบวางกระบี่ลง
เถิด ระวังจะทำร้ายคนเข้าให้นะ!”
เยี่ยนหลินขมวดคิ้ว “จริงหรือ?”
ครั้นเสิ่นเจี้ยได้ฟังเจียงเสวี่ยหนิงอธิบายเช่นนี้
ก็ลอบร่ำร้องในใจว่าตนนี่ช่างเคราะห์ร้ายแท้ ๆ
ทว่าอย่างไรเสียคุณชายเจียงก็เป็นสหายของ
เยี่ยนหลิน แม้สถานะจะห่างชั้นกับตนลิบลับ แต่
จะถือสาหาความผู้อื่นเพียงเพราะการตบเพียง
ครั้งเดียวได้อย่างไร
ไร้ความเป็นวิญูชนสิ้นดี
ทว่าท่าทางไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไรของ
เยี่ยนหลินกลับทำให้เขารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้
ไม่ออกเลยจริง ๆ “นี่เจ้ายังไม่ไว้ใจนิสัยของข้าอีก
หรือ? อย่าว่าแต่เรื่องที่ตัวข้าไร้เจตนาจะล่วงเกิน
เลย ต่อให้ล่วงเกินเข้าจริง เจ้าก็จะตัดมือข้าให้จง
ได้เชียวหรือ?”
เขาเป็นถึงหลินจืออ๋องนะ
เป็นราชนิกุลผู้สูงส่ง
คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลินกลับมองเขาอย่างสงบ
นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เก็บกระบี่คืนฝักด้วยท่วงที
หมดจดรวบรัด ตอบด้วยความเคร่งขรึมจริงจังว่า
“ข้าจะทำ”
เสิ่นเจี้ยหนังตากระตุก ชำเลืองมองเขาทันที
ทว่าเยี่ยนหลินกลับหมุนกายกลับไปมองเจียง
เสวี่ยหนิง น้ำเสียงเย็นชาที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เบา
บางลงเล็กน้อย ประหนึ่งหิมะที่สั่งสมมานานนับ
ปีหลอมละลายภายในชั่วพริบตา “เจ้ายังอยู่ดี
หรือไม่? เมื่อคืนฉวยโอกาสตอนข้าเผลอ ดื่มไปตั้ง
มากมายเสียขนาดนั้น ให้ข้าส่งเจ้ากลับจวน
เถอะ”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘ข้าจะทำ’
ของคนตรงหน้าก็อดนึกถึงชาติที่แล้วไม่ได้ เมื่อ
เยี่ยนหลินหวนคืนสู่ราชสำนักก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อ
เซี่ยเวย ร่วมมือกับคนผู้นั้นแขวนอำนาจเสิ่นเจี้ย
ต่อมาไม่นานเสิ่นเจี้ยก็ถูกวางยาพิษสังหาร
——————–
1. พระอนุชารัชทายาท หมายถึงตำแหน่ง
พระอนุชาของฮ่องเต้ซึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นรัช
ทายาท
บทที่ 2 เยี่ยนหลิน (2)
ชาติก่อนนางรู้สึกว่าอาจเป็นฝีมือเซี่ยเวย
ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกว่าอาจเป็นฝีมือเยี่ยนหลิน
แทน
ครั้งเยาว์วัย นางเห็นความรู้สึกของเขาเป็น
เรื่องปกติสามัญ บัดนี้ได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
ถึงพบว่ามันช่างล้ำค่ามากเพียงใด
จิตใจของหนุ่มน้อยซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา
ทั้งยังไม่ค่อยรู้จักปิดบังความรู้สึกนัก หากชอบก็
จะปกปั้องอยู่เคียงข้าง หากใส่ใจก็จะแสดง
ออกมาทั้งหมด ใคร่จะถือประคองกลางฝั่ามือ
ด้วยความทะนุถนอมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
น่าเสียดายที่นางไม่คู่ควรกับความชื่นชอบ
เช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอย่างนิ่งอึ้ง ลืมพูดจา
ไปชั่วขณะ
ด้านเสิ่นเจี้ยกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง พลันพูด
ขึ้นมาว่า “วันนี้เซี่ยเซียนเซิง[1]จะกล่าวบรรยายที่
ตำหนักเหวินหวา พวกเราก็ต้องไปเช่นเดียวกัน
ปั่านนี้แล้ว เยี่ยนหลิน เจ้าควรเดินทางเข้าวัง
พร้อมข้าไม่ใช่หรือ?”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้สติคืนกลับมา
นางย่อมต้องกลับจวน
ทว่าการย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่กะทันหัน
ส่งผลให้สมองยังคงสับสน จำต้องจัดระบบ
ความคิดกันสักหน่อย แต่นางไม่อยากให้เยี่ยนหลิ
นส่งนางกลับจวน ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เรื่อง
ของวังหลวงย่อมมิอาจชักช้า เยี่ยนหลิน วันนี้ข้า
อยากกลับเอง”
ตัวนางในสมัยก่อนขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ
ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะรองเสนาบดีเจียงบิดาของ
นางรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจ ไม่กล้าเข้มงวดกับบุตรีที่
รับตัวกลับเมืองหลวงผู้นี้นัก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็
เป็นเพราะเยี่ยนหลินตามใจล้วน ๆ
ฉะนั้นหากนางต้องการกลับเอง ที่จริงแล้วไม่
ต้องใช้เหตุผลใด ๆ มาอ้างทั้งสิ้น
จริงดังคาด เยี่ยนหลินไม่ได้ถามไถ่อะไร
ประหนึ่งคุ้นชินกับความดื้อดึงและเอาแต่ใจของ
นางมานานแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นหนิงหนิงยอด
ดวงใจของเขา จึงตอบเพียงว่า “เช่นนั้นข้าจะให้
ชิงเฟิงติดตามเจ้าอยู่ห่าง ๆ”
ชิงเฟิงเป็นหนึ่งในสองผู้ติดตามคนสนิทของ
เขา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดีว่าต่อให้อยากปฏิเสธ แต่ดูสี
หน้าของเขาแล้วก็รู้สึกว่าสะกดความคิดนี้กลับไป
เสียจะดีกว่า นางผงกศีรษะอย่างว่าง่าย
เสิ่นเจี้ยยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าสองคนนี้มีอะไรไม่
ชอบมาพากล
คนผู้นี้เป็นคนนิสัยดี โกรธยากมากอยู่แล้ว
หากกล่าวกันอย่างยุติธรรม เสิ่นเจี้ยเองก็
นับว่ามีรูปโฉมอันล้ำเลิศ
โดยเฉพาะยามยิ้มแย้ม ดวงตาทั้งสองข้างจะหยัก
โค้งเล็กน้อย อ่อนโยนสง่างามทรงภูมิประดุจหยก
งามชิ้นหนึ่ง
สมัยนั้นหลังจากเจียงเสวี่ยหนิงอภิเษกสมรส
กับเขา ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันแม้แต่ครั้ง
เดียว
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก ประการแรก เสิ่นเจี้ย
นิสัยดีเหลือเกิน ประการที่สอง ผู้ที่เขารักชอบ
อย่างแท้จริงหาใช่นางไม่ ประการที่สาม นางมิได้
รักชอบเขาเช่นเดียวกัน นางเพียงรักชอบใน
ตำแหน่งนั้น ด้วยเหตุนี้เรื่องอื่นจึงไม่อาจโยก
คลอนจิตใจของนางได้
ในสายตาของคนนอกที่ไม่รู้ความ คงถือเป็น
‘สามีภรรยาเคารพให้เกียรติกัน ฮ่องเต้ฮองเฮารัก
ใคร่สมานฉันท์’ ก็ได้กระมัง
ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้เสียมารยาทก่อน เจียง
เสวี่ยหนิงจึงมองเขาด้วยความรู้สึกผิด “เมื่อครู่
เป็นข้าที่ล่วงเกิน ซ้ำยังทำร้ายคุณชายเสิ่นอีกด้วย
หวังว่าคุณชายเสิ่นจะไม่ถือสา วันหน้าจะต้องจัด
โต๊ะเลี้ยงสุราเพื่อขอขมาท่านอย่างแน่นอน”
อยู่ดีไม่ว่าดีก็ถูกคนตบไปฉาดหนึ่ง หากบอก
ว่าไม่โกรธ นั่นคงโกหกแล้ว
มิหนำซ้ำเยี่ยนหลินยังทำตัวเผด็จการมากอีก
ด้วย
ทว่ายามเจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถ้อยคำนี้น้ำเสียง
ช่างอ่อนหวาน ดวงตาที่มองเขาคู่นั้นเปล่ง
ประกายแวววาว หนุ่มน้อยรูปร่างแบบบาง
ใบหน้าขาวดั่งผัดแปั้ง ริมฝีปากสีชาด ฟันขาว
สะอาด อาจเพราะยังไม่เจริญวัย โครงหน้าจึงยัง
ดูอ่อนหวานมาก ยิ่งทำให้องคาพยพทั้งห้าบนดวง
หน้าดูงามวิจิตรยิ่งขึ้น เป็นความงามที่ไม่อาจ
จำแนกได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
ไม่รู้เพราะเหตุใด เสิ่นเจี้ยพลันรู้สึกโกรธไม่ลง
เขาไม่ชอบสร้างความลำบากใจให้ผู้อื่นมาแต่
ไหนแต่ไร จึงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เดิมทีเจ้าก็ไม่ได้
ลงมือหนักอยู่แล้ว แต่ในเมื่อออกปากมาเช่นนี้
งั้นข้าขอไม่เกรงใจ จะรอคุณชายเจียงนัดวันเพื่อ
เลี้ยงสุราก็แล้วกัน”
เยี่ยนหลินพลันอยากอัดคนผู้นี้สักยกขึ้นมา
ทันที
เขาทำสีหน้าปันปึงขณะสั่งการชิงเฟิงไม่กี่
ประโยค จากนั้นจึงจัดเก็บข้าวของและออกไป
จากโรงเตี๊ยมพร้อมเสิ่นเจี้ย
*****
ระหว่างทางกลับวังหลวง เสิ่นเจี้ยนึกทบทวน
ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยม รู้สึกว่าไม่
ค่อยถูกต้อง โดยเฉพาะยามที่เยี่ยนหลินปกปั้อง
คุณชายเจียงด้วยการชักกระบี่มากดที่ลำคอ
เมื่อย้อนระลึกอีกหน หนุ่มน้อยผู้นั้นรูปร่าง
อ้อนแอ้นบอบบาง รูปโฉมเหนือล้ำผู้คน…
เสิ่นเจี้ยขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าตนอายุ
มากกว่าเยี่ยนหลินหลายปี มีคำพูดบางอย่างที่
ควรเตือนสติอีกฝั่าย เขาจึงเลิกผ้าม่านพร้อมเอ่ย
ว่า “อะแฮ่ม เยี่ยนหลินเอ๊ย ถึงแม้ตอนนี้ในเมือง
หลวงจะมีบัณฑิตบางส่วนที่ชมชอบบุรุษเป็นอัน
มาก มิหนำซ้ำคุณชายเจียงผู้นั้นเองก็ยังรูปงาม
มากจริง ๆ แต่เจ้าเป็นถึงซื่อจื่อของจวนหย่งอี้โหว
ภายภาคหน้าต้องสู่ขอภรรยา…”
เสิ่นเจี้ยโดยสารอยู่บนรถม้า
ส่วนเยี่ยนหลินขี่อาชาตัวหนึ่ง เดินทางไป
พร้อมรถม้า
อาชาพ่วงพี คนยิ่งหล่อเหลา
แต่ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของเสิ่นเจี้ย เขาก็หน้า
ดำคล้ำไปกว่าครึ่ง “ท่านอ๋อง กระหม่อมไม่ได้
ชมชอบบุรุษ”
ครานี้ถึงตาเสิ่นเจี้ยใช้สายตาสงสัยมองเขา
บ้างแล้ว “เช่นนั้นเจ้ากับคุณชายน้อยตระกูลเจียง
ผู้นั้น?”
“คนผู้นั้นไม่ใช่คุณชายที่เป็นญาติห่าง ๆ ของ
ตระกูลเจียงอะไรนั่น”
เยี่ยนหลินนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสายตายามเจียงเสวี่ยหนิงมองเสิ่นเจี้ยนั้น
ทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ
ภายในดวงตาสีนิลฉายแววครุ่นคิดหลายส่วน
หนุ่มน้อยซึ่งกำลังมีเรื่องภายในใจพลันกล่าว
กับเสิ่นเจี้ยที่อยู่ด้านข้าง “นางคือคุณหนูรอง
ตระกูลเจียง”
“พรวด! แค่ก แค่ก ๆ …”
เสิ่นเจี้ยซึ่งเพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มภายใน
รถม้าพลันสำลักทันที ไม่กล้าเชื่อจริง ๆ ว่าตนเอง
กำลังได้ฟังเรื่องอะไรอยู่!
“เจ้า เจ้าถึงกับ…”
ทว่าเยี่ยนหลินกลับไม่ได้รู้สึกอะไร
ตัวเขาอยู่บนหลังอาชา เสื้อคลุมสีดำบนร่าง
ขับเน้นให้ดูสง่าผึ่งผายมากยิ่งขึ้น
ยามนี้เขาเพียงเอ่ยตอบกลับไปว่า “นางรัก
ความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง รักอิสรเสรี
กระหม่อมจึงพานางออกมาเที่ยวเล่น ท่านอ๋อง
มักปฏิบัติต่อกระหม่อมดุจวางตนเป็นพี่ชายและ
สหาย วันนี้กระหม่อมจึงทูลสถานะของนางให้
ท่านทราบ เพราะอยากให้ท่านอ๋องประจักษ์ว่า
นางเป็นสตรี กาลก่อนท่านอ๋องยังไม่ทราบ ย่อม
ไม่อาจถือสาได้ วันหน้าในเมื่อทราบแล้ว ก็ขอให้
ท่านรู้จักวางตน จะได้ไม่เกิดเรื่องน่าตื่นตระหนก
เช่นเช้าวันนี้อีกพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจี้ยผงกศีรษะโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่เพิ่งผงกศีรษะเสร็จไป เขาก็รู้สึกว่าไม่
ถูกต้อง “ผู้ที่ควรรู้จักวางตนคือเจ้าไม่ใช่หรือ?
หากเรื่องแพร่ออกไป แล้วจะให้ผู้อื่นตบแต่งกับ
คนดี ๆ ได้อย่างไรกันเล่า?”
ดวงตาอันคมกริบของเด็กหนุ่มเป็นประกายวาบ
เล็กน้อย เพียงยิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อ
กระหม่อมเป็นผู้ตามใจ ก็ต้องให้กระหม่อมเป็นผู้
สู่ขอ”
——————–
1. เซียนเซิงในสมัยโบราณใช้เป็นคำสรรพ
นามเรียกผู้เชี่ยวชาญศาสตร์วิชาหรือสามี
บางครั้งยังถูกใช้เป็นสรรพนามเรียกเพื่อแสดง
ความเคารพต่อบุรุษด้วย