คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 122 ละทิ้งชื่อแซ่ (1)
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไปก่อน
พอคนอื่นตกใจว่าเหตุใดนางกลับมาลำพัง
เจียงเสวี่ยหนิงก็แสร้งแสดงสีหน้าประหลาดใจ
ตามแผนและตอบว่าไม่พบจางเจอเลย
เซียวติ้งเฟยดึงหญ้ามาคาบไว้ในปากใบหนึ่ง
เดิมทีรู้สึกเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ครั้นได้ยินคำพูดนี้จึง
มองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยแววตาแฝงความนัยล้ำลึก
สายตาแสดงออกชัดเจนว่า ไม่รู้พวกเจ้าไปทำ
เรื่องบัดสีอะไรกันมาบ้าง ยังจะแสร้งกลบเกลื่อน
ไม่รู้เรื่องอีก!
แต่เขาก็นึกได้ว่าคนของนิกายสวรรค์เป็นพวก
สมองเบา คงไม่คิดมากหรอก
ปรากฏว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมากดัง
คาดจริง ๆ
ไม่นานนักจางเจอก็กลับมา พอถามก็ได้
คำตอบว่าทั้งสองไปคนละทิศทาง ไม่มีผู้ใดสงสัย
เลยว่าไปลอบคุยอะไรกันหรือเปล่า หรือต่อให้
สงสัยอย่างมากก็ย่อมคิดเหมือนเซียวติ้งเฟยว่าใน
เมื่อสองคนนี้เป็น ‘ท่านพี่กับน้องหญิง’ ก็คงไปทำ
เรื่องจู๋จี๋อะไรกันมาแน่
หลังจากทั้งขบวนพักเท้าอยู่บริเวณนี้
เรียบร้อยแล้วก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทง
โจว
เจียงเสวี่ยหนิงอารมณ์ดีอย่างหาได้ยาก
แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมา แม้จะเป็น
ดวงตะวันฤดูหนาวแต่ก็ยังอบอุ่นอยู่หลายส่วน ไม่
รู้ว่าคนของนิกายสวรรค์ไปรู้ข่าวอะไรมาจึง
เดินทางด้วยความตึงเครียดกว่าช่วงเช้าเล็กน้อย
ให้ความรู้สึกไม่เร็วไม่ช้า เหมือนไม่รีบร้อน
เดินทางอย่างไรอย่างนั้น
นางพึมพำเบา ๆ ประโยคหนึ่ง “แปลกนัก”
เมื่อจางเจอได้ยินก็ก้มศีรษะเอ่ยเสียงต่ำด้วย
ท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่ง “กำลังรอคนจากทงโจว
มาแจ้งข่าว”
เจียงเสวี่ยหนิงอดเลิกคิ้วไม่ได้
จางเจอจึงพูดอีกครึ่งหนึ่ง “พวกนั้นยังไม่เชื่อ
สถานะของข้าอย่างสนิทใจ”
ใช่แล้ว
อยู่ดีไม่ว่าดีมีคนเช่นนี้โผล่มา ต่อให้เชื่อไป
แล้วแปดส่วน แต่เพื่อความปลอดภัย ที่เหลืออีก
สองส่วนก็ยังต้องขอให้นิกายสวรรค์มาตรวจสอบ
ใบหน้าสักคราเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอยู่ดี
หากพลั้งเผลอชักศึกเข้าบ้านจะก่อให้เกิด
เรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้
เจียงเสวี่ยหนิงคิดถึงจุดนี้หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
กังวลเล็กน้อยอย่างอดไม่อยู่
เพียงแต่ขณะนี้ต้องเดินทางไปพร้อมทุกคน
จึงไม่ใช่เวลาจะมาสนทนากันอีก
หากมีข้อสงสัยประการใดก็ทำได้แค่ต้องเก็บ
งำ
ด้านเซียวติ้งเฟยกลับรู้สึกเบื่อ
ยามเช้าตรู่ขณะกำลังจะออกเดินทางจากศาล
เจ้าร้าง เขาเชิญเจียงเสวี่ยหนิงให้โดยสารม้าตัว
เดียวกันแต่ถูกปฏิเสธอย่างไร้ไมตรี เขาจึงขี่ม้า
ลำพังมาตลอดทาง ยามเที่ยงก็ยังอดกลั้นไม่ไป
ทักทายเจียงเสวี่ยหนิงได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แม้
ตนจะขี่ม้าอยู่ข้างหน้า แต่ก็มักเหลียวหลังกลับไป
มองอย่างอดใจไม่ไหว
แม่นางน้อยผู้นี้ยวนตายวนใจเกินไปจริง ๆ
นางสวมใส่ชุดธรรมดาและเรียบง่าย มองแวบ
เดียวไม่มีทางตราตรึงเท่าบรรดาสตรีที่แต่งหน้า
ประทินโฉมหนาเตอะและเฉิดฉัน ทว่าก็ยังสวย
สะคราญจับตา มองเพิ่มหนึ่งครั้งก็งามเพิ่มหนึ่ง
ส่วน ช่วงก่อนหน้านี้สีหน้าท่าทางที่งามตาม
ธรรมชาติแฝงความกังวลมาตลอดทาง บัดนี้กลับ
เบิกบานยิ่งขึ้นราวกับรู้สึกเป็นอิสระที่ได้ออกจาก
กรงขัง หางตาและคิ้วแฝงความรู้สึกผ่อนคลาย
ทวีความเพริศพริ้งเปล่งปลั่งกว่าเดิม
เซียวติ้งเฟยรู้ตัวมาตลอดว่าตนเป็นคนหยาบ
มองผู้อื่นเฉพาะหน้าตา
แต่บางครั้งเขาก็หวังให้ตนหยิ่งทะนงใน
ศักดิ์ศรีกับเรื่องนี้อยู่บ้าง
ทว่าเมื่อมีสตรีสถานะไม่ชัดเจนปรากฏตัว อีก
ทั้งนางถึงขั้นแสดงท่าทีไม่ยินดีเสวนาด้วย เขาก็
พบว่าการจะเป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอะไรนั่น
ช่างเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน
ในที่สุดเขาก็กระตุกบังเหียนชะลอม้าลง
เล็กน้อย ไม่นานนักก็มาเดินทางเสมอจางเจอ
และเจียงเสวี่ยหนิง ใบหน้าของเซียวติ้งเฟย
ประดับรอยยิ้มราวกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่เจียง
เสวี่ยหนิงปฏิเสธเขาเมื่อเช้าตรู่ กล่าวด้วยท่าทาง
คล้ายห่วงใยว่า “ตลอดการเดินทางครั้งนี้
จำเป็นต้องทำตัวไม่เด่นสะดุดตา จึงมีแค่ชุดนี้ที่
มอบให้แม่นางได้ ถือว่านิกายสวรรค์ของพวกเรา
ดูแลไม่ค่อยทั่วถึงจริงเชียว รอให้เย็นอีกสักหน่อย
เมื่อเข้าเมืองแล้วค่อยเปลี่ยนเอาชุดงาม ๆ มาให้
แม่นางสวมใส่นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตเห็นเขาใกล้เข้ามาได้
ตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็เพียงเคลื่อนสายตาไป
ยังอาชาพ่วงพีสีขาวปลอดใต้ร่างเซียวติ้งเฟย สม
แล้วที่ภายภาคหน้าจะเป็นสัตว์ขี่ของคุณชาย
เสเพลผู้ก่อกวนตระกูลเซียวจนเต้นผาง ช่าง
ร่ำรวยเสียเหลือเกิน!
บริเวณใต้คอม้ามีพู่สีแดงประดับไข่มุกและ
หยกขาว รวมถึงห้อยกระดิ่งสีทองอีกใบ
เมื่อม้าขยับฝีเท้าครั้งหนึ่งกระดิ่งก็ส่งเสียง
ทุกคนจึงรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้
ม้าก็เหมือนเจ้าของ แต่งองค์ทรงเครื่อง
ฉูดฉาดไม่สนผู้ใด
จางเจอทางด้านหลังไม่ปริปาก
ปกติเขาก็ไม่ใช่คนช่างเจรจาอยู่แล้ว ทั้งยังไม่
มีอะไรจะพูดกับเซียวติ้งเฟยด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงกระตุกมุมปากเบา ๆ “เรื่องนี้
คงไม่รบกวนคุณชายติ้งเฟย เพียงแต่ท่านกับม้า
ของท่านตัวนี้ช่าง ‘ไม่เด่นสะดุดตา’ เสียจริงนะ
เจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าเซียวติ้งเฟยฟังเจตนาเสียดสีของเจียง
เสวี่ยหนิงออกหรือไม่ กลับทำหน้าได้ใจเหมือน
ได้รับคำชม นั่งร่างส่ายโอนเอนท่าทางสบาย
อารมณ์อยู่บนหลังม้า “อย่างไรเสียข้าก็ออกมา
ข้างนอก ทั้งยังมีงานสำคัญติดตัว ต่อให้อยากทำ
ตัวโดดเด่นก็คงไม่ได้ โน่น ดูสองคนข้างหน้าสิ”
เขาพูดพลางบุ้ยปากไปยังเฝิงหมิงอวี่กับหวง
เฉียนเบื้องหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงมองสองคนนั้น
เซียวติ้งเฟย “อย่านึกเชียวว่าเจ้าสองคนนั้นมี
ท่าทางพอจะดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้าง ที่จริง
แล้วพวกเขาก็เป็นแค่คนที่เจ้านิกายส่งมาจับตาดู
ข้าอย่างลับ ๆ เท่านั้นเอง เฮ้อ คนเราเกิดมาต้อง
มีความสุขให้เต็มที่สิ แต่เจ้าพวกนี้กลับไม่รู้จักการ
เสพสุขเสียเลย วัน ๆ เอาแต่ทำงานสกปรก
หรือไม่ก็ทำงานที่เหน็ดเหนื่อย เหตุใดต้องทำ
เช่นนี้ด้วยหนอ”
หากผู้อื่นไม่ทำงานสกปรกหรืองานที่เหน็ด
เหนื่อย เกรงว่าเจ้าคงไม่ได้เสพสุขแล้วละ
เจียงเสวี่ยหนิงอดก่นด่าในใจไม่ได้
นางยิ้มตามมารยาท “คุณชายติ้งเฟยกล่าว
ล้อเล่นแล้ว ในเมื่อท่านมีสถานะสูงส่งในนิกาย
สวรรค์เช่นนี้ คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่ายินเสียงไก่
ขันพลันตื่นขึ้นรำกระบี่[1] แขวนกับขื่อทิ่มแทงขา
[2] นอนฟืนชิมน้ำดีขม[3] และตื่นทำงานเมื่อฟั้า
ยังไม่สาง กินข้าวยามมืดค่ำ[4]มาก่อนกระมัง
ท่านช่างถ่อมตัวเกินไปแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เซียวติ้งเฟยงุนงง “เจ้าพูดอะไรน่ะ ไก่มีน้ำดี
ด้วยหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางลืมไปว่าอีกฝั่ายไร้ความรู้ความสามารถ
เสียจนฟังสำนวนพวกนี้ไม่เข้าใจ
รอยยิ้มที่ประดับริมฝีปากลอบเลือนหายไป
ครู่หนึ่ง นางรีบปรับคำพูดใหม่เพื่ออธิบายให้
เข้าใจง่ายขึ้น “ข้าหมายความว่าท่านต้องเคยตก
ทุกข์ได้ยากจึงมีสถานะเช่นวันนี้เจ้าค่ะ”
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเซียวติ้งเฟยได้ยินแล้วกลับ
หัวเราะลั่น โบกมือเป็นพัลวัน “ผิดแล้ว ผิดแล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งงัน “ผิดแล้ว?”
รูปโฉมโดดเด่นของเซียวติ้งเฟยค่อนข้าง
กอปรด้วยความอุกอาจชั่วร้ายไม่อยู่กับร่องกับ
รอย ความเจ้าชู้สำรวยชำแรกลึกถึงกระดูก การ
ยกมือด้วยท่าทางสบาย ๆ แบบนั้น แม้จะมี
บุคลิกอย่างหนุ่มเสเพลแต่ก็ยังแฝงท่าทีเหมือนผู้
รอบรู้ให้คำชี้แนะอยู่บ้าง “ข้าน่ะไม่เคยตกทุกข์ได้
ยาก แม่นางไม่ได้อยู่ในนิกายเรา ย่อมไม่รู้ว่าการ
จะลืมตาอ้าปากในนิกายยากลำบากเพียงใด สิบ
คนจะรอดชีวิตได้สักสอง อีกทั้งหนึ่งในนั้นยัง
เหลือชีวิตเพียงครึ่งเดียว ใต้หล้านี้มีบางคนโชคดี
จนได้เกิดมาดี เช่นคุณชายอย่างข้าผู้ไม่รู้ว่า
บุพการีที่อยู่ตรงซอกมุมไหนมอบใบหน้าดูดีเช่นนี้
มาให้ใช้ความงามและความหนาคอยหากิน ว่า
อย่างไร งามมากใช่หรือไม่”
ระหว่างพูดยังชี้หน้าตัวเองอีกต่างหาก
เขามีคิ้วเรียวยาวและโหนกคิ้วสูง ดวงตาดอก
ท้อ จมูกโด่ง โครงหน้าลึก ริมฝีปากบางแวววาว
ชุ่มชื้น มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึก
เยี่ยงผู้ไม่ยอมอยู่ในโอวาทและกรอบประเพณี
หน่อย ๆ
หากมองแวบเดียวจะรู้สึกว่าเขาหล่อเหลาสง่า
งาม
แต่ถ้าจ้องรายละเอียดเครื่องหน้ากลับคุ้นเคย
อย่างบอกไม่ถูก
หากผู้อื่นได้ยิน เกรงว่าคงฟังความล้ำลึกของ
ถ้อยคำนี้ไม่ออก
อย่างไรเสียเจียงเสวี่ยหนิงก็เป็นผู้ที่กลับมา
จากชาติก่อน ภาพซึ่งผุดในใจคือเซียวซูกับ
เซียวเยี่ยผู้เป็นน้องชาย นางคิดถึงขั้นว่าหากนำ
ใบหน้าของติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนมาซ้อนทับกับ
ใบหน้าของเซียวติ้งเฟยก็จะคล้ายคลึงกันอยู่สาม
ส่วน
ส่วนที่เหลือนั้น…
——————–
1. ยินเสียงไก่ขันพลันตื่นขึ้นรำกระบี่ เป็น
สำนวนเปรียบเปรยว่าคนมีปณิธานทำ
ประโยชน์ตอบแทนประเทศชาติจะมีความ
กระตือรือร้น
2. แขวนกับขื่อทิ่มแทงขา เป็นสำนวนสื่อถึง
ความขยันหมั่นเพียร มีที่มาจากวิธีแก้ง่วง
ของคนสองคนที่นั่งอ่านหนังสือ ซุนจิ้งเอา
เชือกมาผูกผมกับขื่อบ้าน พอเผลอสัปหงก
เชือกจะดึงผมให้เจ็บ ส่วนซูฉินเมื่อรู้สึกง่วง
จะใช้เข็มทิ่มต้นขาตัวเอง
3. นอนฟืนชิมน้ำดีขม เป็นสำนวน มักใช้เพื่อ
สอนว่าคนเราต้องเคี่ยวกรำตนเองเพื่อให้
บรรลุผลสำเร็จดังที่มุ่งหวัง มีที่มาจากเจ้า
แคว้นอู๋จับเจ้าแคว้นเยวี่ยนาม ‘โกวเจี้ยน’
มาเป็นทาส หลังจากโกวเจี้ยนได้รับการ
ปล่อยตัวกลับแคว้นก็จะนอนบนฟืนแข็งปู
หยาบๆ และลิ้มรสความขมของน้ำดีอยู่
เสมอเพื่อไม่ให้หลงลืมความคับแค้น
สุดท้ายเมื่อโอกาสมาถึงก็ล้างแค้นแคว้นอู๋
ได้สำเร็จ
4. ตื่นทำงานเมื่อฟั้ายังไม่สาง กินข้าวยามมืด
ค่ำ เป็นสำนวนใช้เปรียบเปรยความขยัน
ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง
บทที่ 122 ละทิ้งชื่อแซ่ (2)
ลือกันว่าใบหน้าของของติ้งเฟยซื่อจื่อคล้าย
คลึงมารดาบังเกิดเกล้า หรือก็คือเยี่ยนซื่อผู้เป็น
พี่สาวของหย่งอี้โหวเยี่ยนมู่มาก
ใช้ความงามของใบหน้าหากิน
ทั้งยังใช้ความหนาของใบหน้าหากินด้วย
คำพูดนี้มีความหมายลึกซึ้ง
เซียวติ้งเฟยโพล่งความจริงออกมาเพราะถือ
ว่าผู้อื่นย่อมฟังไม่เข้าใจ สุดท้ายยังขยิบตาให้เจียง
เสวี่ยหนิงอีก “ข้าคือบุตรที่ได้รับบัญชาจาก
สวรรค์ หากมาอยู่กับข้าจะได้เสพสุข แม่นางไม่
ลองพิจารณาดูหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มบาง “ใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใด
ได้มาโดยไม่ต้องออกแรง ในเมื่อมีให้ก็ต้องมีรับ
วาสนาของคุณชาย ผู้อื่นเกรงว่าจะรับไว้ไม่ไหว”
หากมีสิ่งที่มอบให้ก็ต้องมีสิ่งที่ได้รับ
เซียวติ้งเฟยซึ่งพูดจาเจื้อยแจ้วฉอด ๆ ไม่ยอม
หยุดก่อนหน้านี้พลันนิ่งเงียบสีหน้าชะงักค้าง ไม่รู้
เขานึกอะไรได้ใบหน้าเลยมีแต่ความถมึงทึง ผ่าน
ไปครู่หนึ่งถึงส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ เชิดคางอย่าง
หยิ่งผยอง ก่อนจะแค่นเสียง “เจ้าจะไปเข้าใจ
ผายลมอันใด!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ได้โกรธ เพียงยิ้มให้
ไม่รู้เพราะเหตุใดเซียวติ้งเฟยกลับรู้สึกหวั่น ๆ
ทั้งที่เพิ่งจะพบหน้าแม่นางผู้นี้ อีกฝั่ายไม่รู้สึก
อะไรต่อการโอ้โลมของเขาและปราศจากความ
เขินอายด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกลับมีท่าทางเปิดเผย
ตรงไปตรงมา ไม่ได้แสดงอาการประหวั่นให้เห็น
สักเท่าไร อีกทั้งเมื่อครู่ยังประหนึ่งจับจุดตายของ
เขาได้ก็มิปาน
เพียงสายตาก็คล้ายว่านางมองคนได้ทะลุปรุ
โปร่ง
ทำให้เขานึกถึงคนแซ่เซี่ยผู้นั้น
นึกถึงกลางฤดูหนาวปีนั้นที่เขายังเป็นขอทาน
น้อยซึ่งคอยขอเงินอยู่นอกศาลเจ้าหลักเมือง
ปราศจากเสื้อผ้าสวมใส่ไร้อาหารตกถึงท้อง เขาที่
เอากระสอบห่อหุ้มกายถูกขับไล่จนล้มกระแทก
พื้น หัวเข่ากับหน้าผากเต็มไปด้วยโลหิต
เมื่อเงยหน้าถึงพบว่าตนขวางทางขบวนของผู้
สูงศักดิ์
คนกลุ่มนี้สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราอย่างหา
ได้ยากยิ่ง ผู้เดินนำขบวนเป็นชายอายุสี่สิบกว่าปี
สวมรองเท้าส้นสีขาว สวมเสื้อคลุมผ้าไหมหางโจ
วคอกลมสีกรมท่า ท่าทางคึกคักกระปรี้กระเปร่า
เพียงแต่ช่วงหว่างคิ้วดูขึงขังจริงจังจนเกินไป จาก
คำบอกเล่าของหมอดูตาบอดในศาลเจ้า นี่คือนร
ลักษณ์ของผู้มีกลิ่นอายพิฆาต ดวงชะตาแข็งกร้าว
ยิ่งนัก ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบเทียม
ได้ หากพบเจอจะต้องหลีกลี้หนีห่างจากคน
จำพวกนี้เสีย
เขาพลันตกอกตกใจ ครั้นมองอีกทีก็เห็นว่ามี
คนเดินติดตามด้านหลังอย่างเอิกเกริกอีกหลาย
สิบ คล้ายกำลังมุ่งหน้าไปทางศาลเจ้ากัน เขา
กุลีกุจอเตรียมหลีกทางให้
คิดไม่ถึงว่ากลับมีคนเรียกให้หยุดจากทาง
ด้านหลัง
เขานึกว่าตนถึงคราวซวย จึงชักเท้าเผ่นโดย
ไม่พูดพร่ำทำเพลง แน่นอนว่าไม่อาจวิ่งหนีไปได้
ไกลนัก ไม่นานก็ถูกจับและหิ้วตัวกลับมาอยู่
ตรงหน้าคนกลุ่มนี้อีกครา เขารีบร่ำร้องอ้อนวอน
ให้พวกเขาปล่อยตนไป
ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นหัวหน้าหันมองไปทาง
ด้านหลังคราหนึ่ง
เสียงที่เรียกให้เขาหยุดก่อนหน้านี้จึงพูดขึ้นมา
ว่า “เช็ดใบหน้าเขาให้สะอาด”
ใบหน้าเซียวติ้งเฟยถูกเช็ดจนสะอาดสะอ้าน
ตอนนี้เองที่เขาถูกคนบีบคางบังคับให้เงย
ศีรษะ จึงเห็นว่าห่างไปสามก้าวทางด้านหน้า ตรง
ตำแหน่งไม่ไกลจากชายวัยกลางคนนั้นมี…
เด็กหนุ่ม
หรือบางทีอาจจะอยู่ระหว่างเด็กหนุ่มกับชาย
หนุ่ม
ไม่อาจแยกแยะช่วงวัยได้ชัดเจน
เนื่องจากอีกฝั่ายสูงมากกว่าคนทั่วไปนิด ๆ
แต่ก็ผอมกว่าคนทั่วไปหน่อย ๆ ดวงตาเย็นชา
ใบหน้าที่ดูอมโรคอย่างยิ่งฉาบความอาฆาต
พยาบาท เมื่ออีกฝั่ายเห็นรูปโฉมของเซียวติ้งเฟย
ชัดเจน แววตาซึ่งสงบเยือกเย็นอยู่แต่เดิมพลัน
เย็นเยียบดั่งเกล็ดน้ำแข็ง
สิบกว่าปีผันผ่าน เซียวติ้งเฟยยังไม่อาจลืม
สายตานั้นได้เลย
นั่นคือสายตาที่มักจะทำให้เขาเย็นสันหลัง
วาบยามนึกถึง
ตอนนั้นเขาตระหนกตกใจ ไม่อาจขยับเขยื้อน
สักนิด
ต่อมาก็ได้ยินชายกลางคนขานชื่อ “ตู้จวิน?”
เนิ่นนานหนุ่มน้อยถึงจะถอนสายตา ก่อนเอ่ย
ว่า “พ่อบุญธรรม เขาเหมาะสมที่สุดแล้วขอรับ”
เหมาะสมอะไร?
เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด
เพียงแต่เมื่อเขารอฟังจนเข้าใจแล้วจะไปมี
ประโยชน์อันใด
ก็เหมือนจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรนักอยู่ดี
จากขอทานข้างถนนกลายเป็นคุณชายผู้อยู่ดี
กินดี อาจกล่าวได้ว่าชีวิตเขาพลิกฟืนจากผืนดิน
ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ก็ได้ เขาตกระกำลำบากมามาก
เหลือเกิน ไม่อยากทนลำบากไปกว่านี้แล้ว ทีเซี่ย
เวยแค่เกิดมาก็อยู่ในชาติตระกูลสูงศักดิ์และยังรับ
สืบทอดยศถาบรรดาศักดิ์ของตระกูลเลย ไยเขา
จะขอมีความสุขบ้างไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มันก็เป็นสิ่งที่คนผู้นี้ไม่ต้องการ
อยู่แล้วด้วย
และสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขามีความสุขเป็นล้น
พ้นที่ตนเลือกถูก
เนื่องจากเขาเคยเป็นยาจกสถานะต่ำต้อย จึง
รู้ว่าชีวิตของผู้ที่ละทิ้งชื่อเซียวติ้งเฟยนี้ไปน่ะเป็น
ชีวิตที่ต่อให้เขากัดฟันทนสักเท่าไรก็ไม่อาจคว้ามา
ครอง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อละทิ้งชื่อแซ่นี้ไปแล้วจะ
หมายความเช่นไรสำหรับเจ้า”
“รู้”
“เช่นนั้นยังต้องการจะละทิ้งอีกหรือ”
“มารดาเสียชีวิต บิดาไม่คู่ควร นามกลายเป็น
ความอัปยศ แซ่ทำให้ข้าเคียดแค้น ชื่อและแซ่
เช่นนี้ข้าไม่ต้องการ มีเพียงขอบคุณสวรรค์ที่
เมตตา ยามตกในภยันตรายได้เห็นสันดานคน[1]
แม้จวีอันมิกล้าลืมเลือน แต่ก็ยินดีสละแซ่เดิม ลบ
นามเดิม ละทิ้งตัวตนเดิมไปเสีย เมื่อเป็นเช่นนั้น
ชนสูงศักดิ์ก็กลายมาเป็นสามัญชนแล้วมิใช่หรือ
แม้จะมีอุปสรรคนานัปการ ปณิธานของข้าไม่
แปรเปลี่ยน”
เช่นนั้นชนสูงศักดิ์ก็กลายมาเป็นสามัญชน
แล้วมิใช่หรือ
แม้จะมีอุปสรรคนานัปการ ปณิธานของข้าไม่
แปรเปลี่ยน
เซียวติ้งเฟยคิดว่าคนผู้นั้นคงเคียดแค้นชิงชัง
ชื่อแซ่สามคำนี้เอามาก ๆ
ไม่รู้เพราะเหตุใดยามนี้เขาชักหมดอารมณ์
อาจเพราะแม่นางผู้งดงามพูดถูกต้อง การได้
ชื่อนี้มามีทั้งได้และเสียจริง ๆ แต่ผู้ใดใช้ให้เขาเกิด
มาเป็นขอทานเล่า แม้ว่าชีวิตช่วงแรกจะไม่ได้มี
สุขอย่างที่คิด แต่ก็ยังดีกว่าความทุกข์ทรมานที่
พวกคนไร้ชื่อแซ่ต้องเผชิญเป็นสิบเท่ากระมัง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องมาถือสา
เรื่องมีได้มีเสียอะไรนั่นอีก
เมื่อครู่เขาพูดว่า “เจ้าจะไปเข้าใจผายลมอัน
ใด” เจียงเสวี่ยหนิงไม่นึกโกรธ
เพราะนางรู้ว่าตนจี้ใจดำเขาแล้ว
เซียวติ้งเฟยคร้านจะสนทนากับนางอีก เขา
เอี้ยวคอผินหน้าไป ใช้ขากระทุ้งท้องม้า เอ่ยเพียง
ว่า “ดีดพิณให้วัวฟัง[2]” แล้วมุ่งหน้าไปอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงกดเสียงต่ำบอกจางเจอทาง
ด้านหลัง “ใต้เท้าจางคุ้นชื่อเขาหรือไม่เจ้าคะ”
จางเจอย่อมรู้จัก ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ แน่นอน
เจียงเสวี่ยหนิงดีดลูกคิดในใจ รู้สึกว่าครั้งนี้
เป็นโอกาสอันดียิ่ง หากหาทางส่งตัวหายนะชั้น
ยอดนี้กลับตระกูลเซียวได้ก่อนที่นางจะหลบหนี
ออกจากทงโจว นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ
นางครุ่นคิดพลางเอี้ยวศีรษะจะหารือกับจาง
เจอ
คิดไม่ถึงว่าจางเจอกำลังจะก้มมองเช่นกัน
เพราะเห็นนางไม่เปล่งวาจาอยู่นาน
การร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันเช่นนี้ แม้ว่าจางเจอ
เป็นวิญูชน ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงก็ยับยั้งชั่งใจ
มิหนำซ้ำทั้งสองยังเว้นระยะห่างหนึ่งกำปัน แต่
การสั่นโคลงระหว่างเดินทางก็ยังทำให้สัมผัสถูก
กันเป็นบางครั้ง นับประสาอะไรกับการที่คนผู้
หนึ่งเอี้ยวศีรษะส่วนอีกผู้หนึ่งก็ก้มลงมาเล่า
ริมฝีปากแห้งผากของจางเจอแฉลบผ่าน
หน้าผากเจียงเสวี่ยหนิงไปหยุดที่ขมับโดยไม่ทัน
ตั้งตัว
ชั่วพริบตานี้ทั้งสองต่างร่างแข็งทื่อ
หน้าผากกลมมนผุดผ่องของสาวน้อย
ประหนึ่งหยกงามซึ่งเจียระไนอย่างพิถีพิถัน
ส่วนริมฝีปากของชายหนุ่มก็ไม่ได้แข็งกระด้าง
เหมือนใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่เนื่องจาก
อยู่ในช่วงฤดูหนาวและมีสายลมพัดมาตลอด ริม
ฝีปากเขาจึงเย็นเยียบเล็กน้อย
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกเหมือนถูกนาบ
ด้วยตราประทับเหล็กร้อน ๆ
หัวใจนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ จากนั้นก็สั่น
ระรัวรุนแรงยิ่งขึ้น บีบให้โลหิตทั่วทั้งสรรพางค์
กายมารวมบนใบหน้าจนหมด หัวสมองขาวโพลน
ในบัดดล ลืมเลือนสิ้นแล้วว่าเมื่อครู่ตนอยากจะ
เอ่ยอะไร นางแทบผละออกมาทันทีพร้อมกล่าว
ว่า “ข้าเสียมารยาทแล้วเจ้าค่ะ” ก่อนยกมือลูบ
ขมับ หันร่างกลับเร็วรี่ราวกับกลัวจะถูกคนมอง
อะไรออก
เพียงแต่ครั้นหันหลังให้ ใบหูขาวดุจหิมะคู่นั้น
ก็แดงก่ำเสียแล้ว
มือของจางเจอยังคงกุมบังเหียน ร่างกายซึ่ง
เดิมทีผ่อนคลายลงไม่น้อยเขม็งเกลียวอีกครา เขา
นั่งตัวเกร็งบนหลังม้า ไม่กล้าขยับสะเปะสะปะอยู่
นาน
เซียวติ้งเฟยที่อยู่ข้างหน้าแม้จะจากไปแล้ว
แต่เมื่อคิดว่าต้องพ่ายแพ้ให้เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึก
ไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่ดี จึงอดเบือนหน้ากลับมา
มองไม่ได้
กลายเป็นว่าหันมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
ใบหน้าเขาเผยความเดือดดาลไม่สบอารมณ์
เหลือแสน เนื่องด้วยเขาเป็นคนเลว ภาพนี้จึงทำ
ให้เขาเกิดจินตนาการสกปรกบางอย่าง เซียวติ้ง
เฟย ลอบก่นด่าในใจว่า เจ้าสุนัขตัวผู้ตัวเมียคู่นี้
ช่างขวัญกล้าเทียมฟั้านัก มาทำเรื่องบัดสีตอน
กลางวันแสก ๆ กันเสียได้
เฝิงหมิงอวี่กับหวงเฉียนกำลังคุยกันเรื่องจะส่ง
หน่วยสอดแนมเพื่อไปสืบข่าวที่ทงโจว เมื่อหัน
หน้าเห็นเขาขี่ม้าเข้ามาหาด้วยสีหน้าไม่พอใจก็อด
ตะลึงงันไม่ได้
เซียวติ้งเฟยกล่าวอย่างอารมณ์เสีย “เดินทาง
แบบคนขาหักอย่างนี้เมื่อไหร่จะถึงทงโจว”
หวงเฉียนย่นหัวคิ้ว
ส่วนเฝิงหมิงอวี่รู้ดีว่าตนไม่อาจล่วงเกินพ่อเจ้า
ประคุณทูนหัวผู้นี้ เขาถอนหายใจกล่าว “พวกเรา
กำลังจะส่งคนไปสืบข่าวคราวของสาขาอยู่
คุณชายร้อนใจเช่นนี้มีธุระด่วนใช่หรือไม่”
เซียวติ้งเฟยแค่นเสียงขึ้นจมูก “ถามไร้
สาระ!”
หวงเฉียนหัวเราะแห้ง ลองเลียบ ๆ เคียง ๆ
“หากท่านมีธุระอันใดไม่สู้ลองพูดออกมาเล่า จะ
ได้ให้หน่วยสอดแนมที่เดินทางไปล่วงหน้าช่วย
จัดการให้ท่านก่อน”
เซียวติ้งเฟยมองเขาพร้อมแค่นหัวเราะ “ข้า
จะรีบเข้าเมืองไปเที่ยวหอนางโลม! เจ้ากล้าให้
ผู้อื่นไปลองแทนข้าหามารดามันหรือ”
เฝิงหมิงอวี่และหวงเฉียน “…”
พับผ่าสิ มันใช่เวลาที่ไหนกัน ไยสวรรค์ยังไม่
ส่งอสุนีบาตลงมาฟาดเจ้าเด็กเวรคนนี้ให้ตาย ๆ
ไปเสียที!
——————–
1. ชื่อของเซี่ยเวย ‘เซี่ย’ มาจากคำว่า
‘ขอบคุณ’ ส่วน ‘เวย’ มาจากคำว่า
‘ภยันตราย’
2. ดีดพิณให้วัวฟัง เป็นสำนวน หมายถึงการ
พูดหรืออธิบายแก่ผู้ที่รู้น้อยถือเป็นเรื่อง
เปล่าประโยชน์