คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 121 ผืนพิภพอันกว้างใหญ่ (1)
วันเกิดของนาง จางเจอถึงกับพูดว่าจำได้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าต่อให้เป็นช่วงเวลาที่ทั้ง
สองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากที่สุดในชาติก่อน
คนผู้นี้ก็ยังไม่เคยกล่าววาจากับตนด้วยสีหน้า
อ่อนโยนเป็นมิตรขนาดนี้เลย หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่
หนึ่งจึงบังเกิดความปีติยินดีที่ไม่อาจสะกดกลั้น
หน่อย ๆ
ทว่าเพียงชั่วอึดใจ นางก็ค่อย ๆ หลุบตาลงอีก
ครั้ง
ด้านนิกายสวรรค์ไม่สะดวกจะรั้งอยู่ที่นี่นาน
เกินไปนัก เมื่อสะสางทุกอย่างเสร็จสิ้นก็พาทุกคน
จากไป
ม้ามีจำนวนไม่มาก
แต่จางเจอได้รับความไว้วางใจจากนิกาย
สวรรค์ในขั้นต้นแล้ว ทั้งยังบอกว่าเขาเป็นตัวแทน
ของตู้จวินซานเหรินด้วย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้า
ละเลยแม้แต่น้อย สั่งคนให้แบ่งม้าแก่เขาตัวหนึ่ง
ส่วนเซียวติ้งเฟยขี่ม้าตั้งแต่ขามา
ยามนี้เจ้าตัวนั่งบนอาชาพ่วงพีและยื่นมือมา
หาเจียงเสวี่ยหนิง ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยกล่าวว่า
“เส้นทางไปทงโจวคราวนี้ยาวไกลนัก แม่นาง
อ่อนแอบอบบางเช่นนี้ ให้ข้าเป็นคนพาไปแล้ว
กัน”
เขาถึงกับเชิญให้นางโดยสารม้าตัวเดียวกัน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าคนผู้นี้สันดานบ้าราคะมอง
คนแต่ที่ใบหน้า กอปรกับยามนี้นางอารมณ์ไม่ดี
อย่างไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นจึงมองเขาเพียงแวบ
เดียว คร้านจะแยแส
เซียวติ้งเฟยเลิกคิ้ว “เจ้าจะขี่ม้าตัวเดียวกับ
‘พี่ชาย’ ของเจ้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยอย่างอ่อนล้า “เกี่ยวอะไร
กับท่าน”
เพียงสี่คำก็เผยความดื้อรั้นให้เห็นอยู่บ้าง
ปราศจากความรู้สึกนิ่มนวลยามแรกยลโฉมของ
ดรุณีน้อยเมื่อตอนก่อนหน้า ทว่าเซียวติ้งเฟยไม่
รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีมาแต่กำเนิด ยิ่งเห็นว่า
อีกฝั่ายเป็นบุปผาเต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม
เขาก็ยิ่งอยากลิ้มลอง เมื่อได้ยินจึงมิได้ทดท้อ
ตรงกันข้ามกลับทอดสายตาแฝงการหยอกเย้า
และสำรวจตรวจสอบไปยังจางเจอผู้กำลังจูงม้า
อยู่ไม่ไกล
จางเจอ “…”
เขาไม่เอ่ยวาจา เพียงหลุบตาพลางจัดอานม้า
ผ่านไปสักครู่ทุกคนก็จวนออกเดินทาง เขาจึง
ยื่นมือให้เจียงเสวี่ยหนิง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง
เบา ๆ คล้ายลังเลอะไรบางอย่าง ก่อนจะกล่าว
อย่างแช่มช้า “ขึ้นม้า”
เซียวติ้งเฟยพูดไม่ผิด ระยะทางไปทงโจวไม่
นับว่าใกล้ แม้เดินทางกันอีกสักพักก็จะถึงตัวเมือง
ของอำเภอหนึ่งแล้ว ทว่าย่อมไม่มีรถม้าให้เช่าซื้อ
อยู่ดี เจียงเสวี่ยหนิงเป็นคุณหนูอาศัยแต่ในหอ
ห้อง จะให้นางเดินเท้าเปล่าไปหรือไร
ด้วยเหตุนี้แม้จะผิดจารีตไปมาก แต่เขาก็ทำ
ได้เพียงจัดการไปตามความเหมาะสม
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วหัวเราะเบา ๆ พลาง
ส่งมือให้ ขณะจางเจอประคองนางขึ้นม้า นางก็
เหลือบไปประสานสายตาไม่ค่อยสบอารมณ์ของ
เซียวติ้งเฟยพอดี จึงจงใจมองตอบอย่างท้าทาย
ที่ผ่านมาเซียวติ้งเฟยเป็นยอดฝีมือด้านการ
เอาอกเอาใจสตรี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่เขาใช้รูป
โฉมหากินในหอนางโลมได้เสมอ แน่นอนว่าไม่
เคยพบใครไม่ไว้หน้าตนเช่นนี้มาก่อน ครั้นมอง
จางเจออีกครั้งก็เห็นว่าเจ้าตัวมีสีหน้าเฉยชา
ประหนึ่งพญายมผู้ดุร้ายทำหน้าที่ตัดสินผู้วาย
ชนม์ในตำหนักพญายม สตรีปกติทั่วไปจะชอบ
คนพรรค์นี้ได้อย่างไรกันเล่า
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหจริง ๆ
เขาขบกรามเบา ๆ แค่นเสียงแปลก
ประหลาดทางจมูก “หึ พี่น้อง!”
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ประชดประชันอะไรมากไป
กว่านี้
เซียวติ้งเฟยเพียงมองใบหน้าซึ่งปราศจาก
ความรู้สึกใด ๆ ของจางเจอแล้วหัวเราะคราหนึ่ง
เขาหวดแส้ ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเป็นเช่นไร ควบม้า
วิ่งนำหน้าบนเส้นทางขึ้นภูเขานอกศาลเจ้าร้าง
คนอื่นล้วนถูกทิ้งไว้ด้านหลัง
จางเจอถึงค่อยพลิกตัวขึ้นหลังม้า
เนื่องจากเขานั่งอยู่หลังเจียงเสวี่ยหนิง ยามที่
มือทั้งสองข้างดึงบังเหียนจึงกลายเป็นคล้ายกำลัง
โอบนางไว้ในอ้อมอกโดยปริยาย
กลิ่นอายสะอาดเป็นเอกลักษณ์ของเขาห่อหุ้ม
กายนางไว้อย่างง่ายดาย
ร่างเจียงเสวี่ยหนิงแข็งทื่อเล็กน้อย นางมอง
ไม่เห็นว่าจางเจอทางด้านหลังมีสีหน้าแบบใด
เห็นเพียงมือซึ่งไม่นับว่าดูดีอะไรเบื้องหน้าตนคู่
นั้น นิ้วมือเขาเรียวยาวมาก เห็นข้อกระดูกชัดเจน
ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าของมือคู่นี้คงมิได้อยู่ดีกิน
ดี น่าจะผ่านความทุกข์ยากมามากกว่า
นางไม่กล้าเอนหลังพิงร่างเขา ทำได้เพียง
ลอบออกแรงยึดจับอานม้าตรงหน้า
อาชามุ่งตรงติดตามทุกคนไป
ขุนเขายามเหมันต์เงียบสงัดวังเวงเป็นพิเศษ
รอบด้านล้วนเป็นปั่ารกร้าง
ปราศจากเสียงมวลวิหค มีเพียงเสียงสายลม
หวีดหวิวข้างใบหูและเสียงดังสั่นสะเทือนจาก
ฝีเท้าม้าเหยียบขยี้พื้นหิมะ
การขี่ม้าตัวเดียวกับจางเจอให้ความรู้สึก
แตกต่างจากการขี่ม้าร่วมกับเยี่ยนหลินโดยสิ้นเชิง
หนุ่มน้อยผู้นั้นร้อนแรงและหยิ่งผยอง เนื่อง
ด้วยเรียนวิทยายุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย เขาจึงคิดแต่
จะควบม้าห้อตะบึงบนถนนสายยาวอันกว้างใหญ่
ภายในเมืองหลวง ประหนึ่งเบื้องหน้าไม่มีสิ่งใด
เป็นอุปสรรคขัดขวางได้ ภาพที่แวบผ่านครรลอง
จักษุทั้งสองฝังของนางมีแต่โลกแห่งความเจริญ
และคับคั่ง
ทว่าคนด้านหลังนางผู้นี้กลับหนักแน่นรู้จัก
วางตัว เงียบเชียบประหยัดถ้อยคำ เส้นทางภูเขา
ขรุขระคดเคี้ยวกอปรด้วยภยันตราย ยาม
ทอดสายตาจากบนหลังม้าก็ไม่อาจมองเห็น
ปลายทาง พายุหิมะปกคลุมเหล่าพฤกษชาติจนไร้
สีสัน ครั้นอยู่กลางสายลมหนาวที่กรีดผ่านใบหน้า
มีเพียงอ้อมกอดซึ่งคล้ายไม่ได้กำลังโอบตระกองนี้
เท่านั้นที่ส่งผ่านความอบอุ่นอันเบาบางมาให้
จิตใจของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ สงบลง
จางเจอทางด้านหลังย่อมมองไม่เห็นสีหน้า
นางเช่นกัน
แต่เขารู้สึกถึงความสงบนิ่งอันผิดปกติของ
นางได้
กิริยาที่จดจ้องไปเบื้องหน้าอย่างเงียบงันทำ
ให้เขาหวนนึกเรื่องเมื่อชาติก่อน ทั้งเหตุการณ์
และสีหน้าท่าทางของเจียงเสวี่ยหนิงในคืนงานวัน
เกิดของนางรวมทั้งข่าวลือเกี่ยวกับชาติกำเนิด
ของเจ้าตัวซึ่งแพร่สะพัดในเมืองหลวง
เดิมทีนางคือบุตรีสายตรงซึ่งถือกำเนิดจาก
เมิ่งซื่อผู้เป็นฮูหยินของเจียงปั๋อโหยว แต่
อนุภรรยาผู้มีความแค้นกับเมิ่งซื่อลอบสับเปลี่ยน
เจียงเสวี่ยหนิง กับบุตรีของตนในวันที่เจียงเสวี่ย
หนิงเพิ่งลืมตาดูโลก เป็นเหตุให้นางจับพลัดจับผลู
ถูกขับไล่ไปยังชนบทพร้อมอนุภรรยาผู้นั้น นาง
ถูกเลี้ยงดูอยู่ที่นั่นนานถึงสิบสี่ปี หลังจากผ่าน
ความทุกข์ยากมาครั้งแล้วครั้งเล่าถึงมีโอกาสหวน
คืนเมืองหลวง
หลายคนพูดกันว่านิสัยอันร้ายกาจ กลับ
กลอกปลิ้นปล้อนไม่เข้ากับความเป็นกุลสตรีใน
หอห้องของนางเป็นเพราะอนุภรรยาชั้นต่ำผู้นั้น
สั่งสอนจนเสียคน
เดิมทีมีผู้รู้เรื่องนี้ไม่มากนัก
แม้แต่จวนตระกูลเจียงยังบอกใครต่อใครว่า
นางมีดวงชะตาไม่ดี ต้องฝากให้ผู้อื่นเลี้ยงดูอยู่
ภายนอกเป็นเวลาสิบสี่ปี แล้วชะตาไม่ดีจึงจะ
สิ้นสุด คิดไม่ถึงว่าครั้นนางขึ้นเป็นฮองเฮา ไม่รู้
เพราะเหตุใดเรื่องเล่าและข่าวลือสารพัดเกี่ยวกับ
ชาติกำเนิดกลับแพร่กระจายบานปลายไปทั่วทุก
หัวระแหงในเมืองหลวง
เช่นนั้นทุกครั้งที่ถึงวันเกิดของนาง สิ่งที่เจียง
เสวี่ยหนิงนึกถึงจะเป็นเรื่องใดกันนะ
ร่างของดรุณีน้อยเมื่อเทียบกับร่างของบุรุษ
วัยฉกรรจ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ดูบอบบางกะทัดรัด
ฉะนั้นเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงนั่งข้างหน้า ศีรษะจึง
ถึงแค่ระดับปลายคางของเขา ลำคอขาวนวล
เนียนดั่งหิมะเผยออกมาเล็กน้อย พออยู่กลางปั่า
เขาลำเนาไพรแบบนี้กลับให้ความรู้สึกบอบบาง
เป็นพิเศษ
จางเจอพลันรู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทก
ดวงใจ
ให้ความรู้สึกเจ็บแปลบกลาย ๆ
ชั่วขณะนั้นเขานึกอยากโอบกอดนางโดยไม่
สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ทว่าในความเป็นจริงต่อให้กีบ
ม้าย่ำกระแทกลุยโคลน เขาก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่
น้อย เพียงใช้แขนเสื้ออันหลวมกว้างของตนบัง
สายลมหนาวที่พัดปะทะใบหน้าให้นางอย่าง
เงียบๆ
บทที่ 121 ผืนพิภพอันกว้างใหญ่ (2)
ทงโจวห่างจากเมืองหลวงเป็นระยะทางแค่ห้า
สิบลี้ หากมีม้า ใช้เวลาค่อนชั่วยามก็เดินทางไปถึง
แต่คนกลุ่มนี้ใช่ว่าจะมีม้ากันทุกคน มิหนำซ้ำ
ยังมีนักโทษหลบหนีคดีอยู่ด้วยไม่น้อย พวกเขาไม่
มีชุดสะอาดสะอ้านมาผลัดเปลี่ยนด้วยซ้ำ จึงไม่
กล้าเข้าเมืองอย่างผ่าเผยด้วยความเร็วสูงสุด
เห็นชัดว่าคนจากนิกายสวรรค์เองก็คำนึงถึง
ประเด็นดังกล่าว
ระหว่างทางพวกเขาหยุดพักนอกหมู่บ้าน
ขนาดเล็กริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
ขณะนี้เป็นยามเที่ยงตรง ดวงตะวันสาดแสง
ลงมาขับไล่ความหนาวเย็นไปหลายส่วน
กระท่อมสร้างเรียงรายหลังแล้วหลังเล่าภายใน
หมู่บ้าน ได้ยินบรรดาสุนัขเฝั้าบ้านเห่าเป็น
บางครั้ง และมองเห็นควันไฟจากการประกอบ
อาหารลอยอ้อยอิ่ง
หวงเฉียนใช้นิ้วเปั่าปากอยู่นอกหมู่บ้าน คน
อื่นยังไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรต่อก็มีชายหนุ่ม
รูปร่างกำยำสวมชุดผ้าเนื้อหยาบหลายคนเดิน
ออกมาจากหมู่บ้าน
ทั้งสองฝั่ายเริ่มสนทนากันตรงนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงจับมือจางเจอลงจากม้า พอ
เคลื่อนสายตาก็เห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี เมื่อ
เหลียวมองรอบด้านก็เห็นทุกคนโดยรอบต่างหยุด
พักผ่อนกันแล้ว บ้างสนทนากับผู้อื่นหรือไม่ก็
สำรวจดูสถานการณ์รอบด้าน ไม่มีใครสนใจพวก
นางทางนี้เลย นางจึงถามเสียงเบาว่า “ใต้เท้าจาง
มีเรื่องอะไรกันแน่เจ้าคะ”
นางอยากถามเขาตั้งนานแล้ว
เพียงแต่ส่วนใหญ่ทั้งคู่จะร่วมเดินทางพร้อม
ทุกคนมาตลอด ไม่มีโอกาสสนทนากันต่อหน้า
ผู้อื่นแม้แต่น้อย ต่อให้นางสงสัยก็มิอาจหาโอกาส
ซักถาม
จางเจอรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องครั้งนี้ต้องเสี่ยง
อันตราย ใคร่อธิบายต้นสายปลายเหตุเช่นกัน
ทว่าขณะเขากำลังจะเอ่ยปากกลับเห็นเฝิงหมิงอวี่
เจ้าวิหารของนิกายสวรรค์กำลังเดินเข้ามาหา
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นประดับรอยยิ้ม
จางเจอจึงเก็บคำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับลง
ไป
เขามองเฝิงหมิงอวี่ “ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่ง
นี้น่าเชื่อถือพอให้พวกเราหยุดพักที่นี่หรือไม่”
เฝิงหมิงอวี่กล่าวยิ้ม ๆ “สาวกนิกายสวรรค์
ของพวกเรากระจายตัวทั่วทุกหัวระแหง มีพี่น้อง
อยู่ทุกหย่อมหญ้า ข้างในจึงจัดเตรียมคนของพวก
เราเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือมาตั้งนานแล้ว
ส่วนพวกคนที่เดินทางกันมาล้วนเป็นเหล่าคนร้าย
คดีอุกฉกรรจ์ที่หลบหนีจากคุกหลวง หากไม่
ผลัดเปลี่ยนชุดปลอมแปลงตน เกรงว่าคงเข้า
เมืองทงโจวไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกสักครู่พวกเราจึงยัง
ต้องกินอาหารอยู่ที่นี่ก่อน พักเที่ยงเสร็จแล้วค่อย
ออกเดินทาง”
จางเจอผงกศีรษะ “เยี่ยมมาก”
เฝิงหมิงอวี่กล่าวด้วยความเอาใจใส่อีกสอง
สามประโยค ถามถึงเจียงเสวี่ยหนิงอีกต่างหาก
ต่อมาค่อยจากไป
ทุกคนพักผ่อนกันนอกหมู่บ้าน
ชาวบ้านยกอาหารที่เตรียมมาจากบ้านของ
ตน บ้างค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ บ้างค่อนข้างเรียบ
ง่ายธรรมดา พวกชาวบ้านถึงกับมีท่าทีสนิทชิด
เชื้อประดุจพี่น้องกับ ‘กลุ่มกบฏนิกายสวรรค์’ ที่
ราชสำนักเรียกขาน
เมื่อคืนแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องมากนัก
นับประสาอะไรกับคนส่วนใหญ่ในกลุ่มซึ่งประทัง
ชีวิตด้วยข้าวคุกมาก่อน
เพราะฉะนั้นทุกคนจึงกินอย่างมีความสุข
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็กินไปนิดหน่อย
พวกชาวบ้านยังเตรียมชุดธรรมดาสะอาด
สะอ้านไว้จำนวนหนึ่งด้วย แต่เห็นชัดว่าพวกเขา
คาดไม่ถึงเรื่องมีสตรีอยู่ในกลุ่ม จึงต้องหันกลับไป
เรียกให้สตรีนางหนึ่งภายในหมู่บ้านนำชุดสะอาด
มาให้
ส่วนคนอื่นล้วนเป็นชายชาตรีอกสามศอกไม่
ถือสาเรื่องจุกจิก คนจำนวนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนชุด
ตรงนั้นทันที
จางเจอมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจทำเช่นพวกเขาได้แน่
นางจึงได้แต่บอกกล่าวจางเจอ แล้วเดินลึกเข้าไป
ในปั่าด้านข้างเพื่อเปลี่ยนชุด
เพียงแต่นางไปตั้งครึ่งค่อนวันก็ยังไม่กลับมา
เสียที
จางเจอค่อย ๆ ขมวดคิ้ว
ครั้นรอต่อไปอีกครู่หนึ่งยังไม่เห็นคน เขาจึง
บอกหวงเฉียนและเฝิงหมิงอวี่ซึ่งอยู่ด้านข้าง “ทุก
ท่านโปรดรอสักครู่ ข้าขอตัวไปดูหน่อย”
หวงเฉียนกับเฝิงหมิงอวี่ย่อมไม่กล้าพูดอะไร
ปั่าเขารกร้างห่างไกลเช่นนี้ไม่อาจคาดเดาได้เลย
ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับสตรีนางหนึ่งหรือเปล่า
แต่พวกเขาไม่กล้าไปดู
ในเมื่อจางเจอเป็นคนพามาก็สมควรให้เขาไป
ดู ไม่มีผู้ใดตั้งข้อกังขา
ปั่าบนภูเขาในฤดูหนาวไม่ได้ลึกเกินไปนัก
เพียงแต่มีต้นไม้บดบังหนาแน่นหลายชั้นจึงมอง
ไม่เห็นทัศนียภาพด้านใน
จางเจอเริ่มกังวลบ้างแล้วจริง ๆ
เข้าไปถึงส่วนลึกของปั่าก็ยังไม่พบตัวคน
กระทั่งเดินต่อไม่กี่ก้าวจึงเห็นว่าข้างหน้าเริ่มสว่าง
กลับกลายเป็นว่าเขาเดินตัดทะลุปั่าแห่งนี้ออกมา
เสียแล้ว เมื่อมองไปก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงกำลังยืน
อยู่ข้างนอก
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีแม่น้ำสายหนึ่งนอกปั่า
แห่งนี้ด้วย เวลานี้เป็นฤดูหนาวย่อมไม่มีต้น
กำเนิดน้ำ ผืนน้ำจึงนอนนิ่งในแอ่งธาร
แสงตะวันสาดส่องลงมาจากเบื้องสูง ไอ
หมอกสลายจากพงไพร
แสงอาทิตย์เจิดจ้าซึ่งสะท้อนหักเหจากผิวน้ำ
ฉายอาบเรือนกาย
เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนไปสวมชุดสตรีที่เรียบ
ง่ายและแสนธรรมดาเรียบร้อยแล้ว นางพาดชุด
ของเขาที่สวมอยู่แต่เดิมกับโขดหินใหญ่ริมฝัง
แม่น้ำ เนื้อผ้าสีครามอ่อนห่อหุ้มกายนาง
ปราศจากสีสันและลวดลายใด ๆ ดูแล้วไม่คู่ควร
กับดวงหน้างามพิลาสเท่าไรนัก
สตรีบางคนบนโลกนี้คล้ายเหมาะจะถือ
กำเนิดมาใช้ชีวิตแต่ในตระกูลสูงศักดิ์
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เรื่องมาก นางไม่ได้ใส่ใจ
ชุดบนร่างเท่าใดนัก หันมาขยิบตายิ้มให้ราวกับ
คาดเดาได้ตั้งแต่แรกว่าเขาจะมาตามหา “ตอนนี้
คงถึงเวลาพูดได้แล้วกระมัง”
จางเจออึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันที
แค่คิดก็รู้แล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสตรีย่อม
ต้องเลี่ยงหลบผู้คนเพื่อผลัดชุด คนอื่นไม่ได้สนิท
สนมกับนาง ย่อมไม่สะดวกจะออกปากเพื่อขอมา
ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำได้เพียงปล่อยให้เขา
มาตามหาคนเดียว
ส่วนเขาต้องมาตามหานางแน่อยู่แล้ว
ติดที่เมื่อครู่เขามัวแต่กังวลจนจิตใจสับสน
วุ่นวาย จึงไม่ได้นึกถึงประเด็นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ใต้เท้าจางมาอยู่ที่นี่ได้
อย่างไร”
จางเจอตอบอย่างกระชับ “นิกายสวรรค์
สมคบคิดกับกบฏผิงหนานอ๋องถือเป็นการก้าว
ล่วงฝั่าบาท ฉะนั้นตอนที่ราชสำนักกวาดล้าง
นิกายสวรรค์และสังหารแกนนำคนหนึ่งนามกงอี๋
เฉิงจนทราบข่าวภายในบางอย่างของนิกาย
สวรรค์ ราชสำนักจึงสั่งให้ข้าปลอมตัวเป็นตู้จวิน
ซานเหรินที่คนในนิกายแทบจะไม่รู้สถานะของ
เขา หน้าที่ของข้าคือตรวจสอบสถานการณ์
ภายในเพื่อให้สะดวกต่อการกวาดล้างในวันหน้า
ด้วยเหตุนี้ข้าจึงรู้เรื่องการปล้นคุกมานานแล้ว แต่
คิดไม่ถึงว่าตอนนั้นคุณหนูรองเจียงจะอยู่ที่นั่น
ด้วย…”
นั่นเพราะเจียงเสวี่ยหนิงไปเยี่ยมเยี่ยนหลิน
นางกำลังคิดว่าเรื่องของจวนหย่งอี้โหวไม่ใช่
เรื่องเล็ก หากดึงจางเจอเข้าไปเกี่ยวข้องเขาจะไม่
สบายใจ มิหนำซ้ำจางเจอก็ไม่ได้เอ่ยปากถามที่มา
ที่ไป นางจึงไม่ได้อธิบาย ทำแค่มองเขากลับ คิด
จะปล่อยให้เรื่องผ่านไปอย่างคลุมเครือ
ความจริงจางเจอตรึกตรองเรื่องนี้มาตั้งแต่
เมื่อคืนแล้ว
ยังมีผู้ใดทำให้เจียงเสวี่ยหนิงต้องสวมเสื้อกัน
ลมสีดำและเสี่ยงแฝงตัวเข้าไปในคุกหลวง
กลางดึกได้อีกเล่า
คงจะเป็นเยี่ยนหลินกระมัง
จางเจอไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เพียงเอ่ยว่า “ท่าน
หายตัวไปอย่างไร้สาเหตุเช่นนี้ ใต้เท้าเจียงต้อง
เป็นห่วงแน่ อีกทั้งการเดินทางครั้งนี้ยังอันตราย
คนแซ่จางสมควรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาทาง
ให้คุณหนูรองเจียงพ้นภัยโดยเร็ว เพียงแต่ยามนี้
หมู่บ้านถือเป็นถิ่นของนิกายสวรรค์ ข้าจึงไม่กล้า
ปล่อยท่านทิ้งไว้ ด้านนิกายสวรรค์มีสาขาสำคัญ
อยู่ทงโจว เป็นฐานที่มั่นใหญ่สุดทางตอนเหนือ
ของพวกมัน เกรงว่าพอสืบเจอรังแล้วจะเกิดการ
ต่อสู้อย่างรุนแรง ทว่าในทงโจวยังมีร้านขายยา
หย่งติ้งซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ติดต่อกับราชสำนัก ข้า
จึงใคร่ขอให้คุณหนูรองแสร้งล้มปั่วยชั่วคราว
เพื่อให้ข้าใช้เป็นข้ออ้างส่งแม่นางกลับเมืองหลวง
แม่นางจะได้พ้นจากอันตราย”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วใจสั่นสะท้าน
ทอดสายตาข้ามผ่านผืนน้ำเวิ้งว้างไปยังผืนพิภพ
อันกว้างใหญ่ด้านนอก กลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้น
วนเวียนภายในใจ…
บทที่ 121 ผืนพิภพอันกว้างใหญ่ (3)
ไยต้องกลับเมืองหลวงด้วยเล่า
นี่คือโอกาสดีอันหาได้ยากยิ่งที่สวรรค์
ประทานมาให้ชัด ๆ !
นับตั้งแต่ย้อนเวลามาเกิดใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่นางเป็นฝั่ายเริ่มกระทำหรือถูกบีบบังคับให้
กระทำนั้น นางยอมทำเพื่อจะได้ไปจากเมือง
หลวงและหนีให้ไกลห่างจากการจองจำในชาติที่
แล้ว
กำแพงสูงซึ่งล้อมรอบวังหลวงกลายเป็นฝัน
ร้ายของนางแล้วจริง ๆ
กี่ค่ำคืนแล้วที่หลับฝันถึงแต่เรื่องในอดีต นาง
ก็แค่อยากกลายร่างเป็นนกน้อยซึ่งเคยเห็นตอน
เป็นเด็กยามนั่งอยู่ใต้ชายคาฝนโปรย โบยบินผ่าน
วังหลวงอันกว้างใหญ่กับฝันร้ายเมื่อชาติที่ผ่านมา
มุ่งไปยังเหล่าสถานที่ริมทะเลริมแม่น้ำที่โหยว
ฟางอิ๋นในชาติก่อนเคยเยือนและเยี่ยนหลินใน
ชาตินี้เคยเล่าถึง พุ่งทะยานไปสู่อิสรภาพก็เท่า
นั้นเอง
และตอนนี้นางออกมาจากเมืองหลวงแล้ว
หากนับจากนี้จะท่องเที่ยวเดินทางไกลโดยไม่
หวนกลับ ยังจะมีผู้ใดรู้ร่องรอยของนางได้อีกเล่า
ถึงไม่มีทรัพย์สินเงินทองแม้แต่แดงเดียว แต่
มุ่งหน้าไปแดนสู่ก่อนก็ได้ ทางนั้นยังมีโหยว
ฟางอิ๋นกับนาเกลือของตระกูลเหริน อย่างน้อย
นางก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการดำรงชีพ จากนั้นจะ
เดินทางไปที่ใดค่อยคิดเอาภายหลัง
นางไม่อยากกลับ
ไม่อยากกลับเลยสักนิด
นางก้มศีรษะมองดูหาดริมแม่น้ำอันราบเรียบ
ตรงหน้าด้วยความกลัดกลุ้มเล็กน้อย ไม่รู้ควรจะ
ตอบจางเจอเช่นไรดี ผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าว
เสียงค่อย “แต่ว่าใต้เท้าจาง หากข้าไม่อยากกลับ
เล่า”
จางเจอนิ่งอึ้ง
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็หันศีรษะกลับมามอง
เขา กล่าวโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย “ชีวิตในวัง
และในเมืองหลวงไม่มีความสุขเอาเสียเลย ข้าไม่
อยากกลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
ไม่ว่าใครจะพูดเช่นนี้ออกมาก็น่าตกตะลึงพรึง
เพริดกันทั้งสิ้น
ผู้เป็นสตรีในหอห้องและเป็นถึงคุณหนู
ตระกูลใหญ่ที่กำลังระหกระเหินอยู่ภายนอกไม่
คิดจะกลับไป ทว่ากลับยินดีร่อนเร่พเนจรอยู่
ภายนอกเช่นนั้นหรือ
จางเจอไม่เปล่งวาจาอันใด
นัยน์ตาสว่างสุกใสของนางคล้ายทิ่มแทง
ดวงใจเขา จนรู้สึกว่าตนใกล้จะเสียสติเต็มที
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นอีกฝั่ายไม่เอ่ยปากก็นึกว่า
เขารู้สึกว่านางประพฤติตนไม่อยู่ในจารีต
ประเพณีและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม นางจึงก้ม
หน้าไม่สบอารมณ์พร้อมเอ่ยว่า “ข้าล้อเล่นเจ้าค่ะ
ใต้เท้าจาง…”
“ถ้าไม่อยากกลับก็ไม่ต้องกลับ”
นางพูดไม่ทันจบ น้ำเสียงเรียบเฉยของจาง
เจอก็แว่วดัง
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะอย่างตกตะลึง “ใต้
เท้าจาง?”
สายตาของนางและจางเจอประสานกัน แต่
ถึงกระนั้นจางเจอกลับเบนออกด้วยความ
กระดากอายเล็กน้อย “ไม่มีผู้ใดในทงโจวรู้สถานะ
ของท่าน เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วจงหาโอกาสซ่อนตัว
เสีย จากนั้นค่อยออกจากเมืองก่อนที่ราชสำนัก
จะล้อมปราบนิกายสวรรค์ก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็นปีติ
ยินดีทันที
ประหนึ่งเมฆครึ้มซึ่งกำลังกดทับเหนือศีรษะ
สลายสิ้น ความรู้สึกของนางพลันเปล่งประกาย
สดใสเฉกเช่นสายธารในแม่น้ำที่ทอดตัวอยู่บน
หาดแห่งนี้ ดีใจอย่างบอกไม่ถูกแล้วจริง ๆ
นางหัวเราะดีใจจนเกือบกระโดดโลดเต้น “ใต้
เท้าจางช่างเป็นคนดีจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
คิ้วของนางที่ขมวดเป็นปมอยู่แต่เดิมคลาย
ออก ดวงหน้าน้อยขนาดเท่าฝั่ามือซึ่งปราศจาก
การผัดแปั้งเติมชาดกลับผุดผ่องเปียมชีวิตชีวา
กว่าแต่ก่อน กอปรกับมีแสงระลอกคลื่นสะท้อน
บนผิวแม่น้ำจึงยิ่งทำให้ดวงตาพร่าพราย
จางเจอมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกทะนุถนอม
ไม่ว่าชาติก่อนหรือว่าชาตินี้ก็น้อยนักที่จะได้
เห็นช่วงเวลาที่นางแช่มชื่นเป็นสุขเช่นนี้…
เจียงเสวี่ยหนิงอารมณ์ดีแล้ว นางย่ำเท้าบน
หาดริมแม่น้ำ เมื่อเห็นก้อนหินซึ่งถูกกระแสน้ำกัด
เซาะจนแบนเรียบก็นึกอะไรได้ จึงหันไปดึงแขน
เสื้อเขาพร้อมกะพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์แสนกล “ใต้
เท้าจาง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าหากข้าขว้างหินก้อนนี้
มันจะไม่จมลงไปทันที”
หินเหล่านั้นล้วนแบนเรียบและค่อนข้างบาง
หากบอกว่าเป็น ‘แผ่นหิน’ อาจจะเหมาะสมกว่า
ทว่าเขาเห็นแล้วแววตากลับหม่นหมอง
เล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเขาไม่เชื่อ เพราะอย่างไร
เสียชาติก่อนตอนที่นางนึกสนุกอยากแกล้งเขา
แบบนี้ เขาก็ไม่ค่อยเชื่อเหมือนกัน
นางยกมือปาหินแผ่นบางออกไปจริง ๆ
นี่คือการละเล่นที่นางเล่นกับเพื่อนสมัยเด็ก
เป็นประจำ
ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ขว้างหินกระดอนผิวน้ำ’
ทันทีที่หินแบนปลิวจากนิ้วมือไปกระทบถูก
ผิวน้ำก็บังเกิดละอองน้ำกระเซ็นพร้อมเสียง
‘จ๋อม’ ทว่ามันไม่ได้จมทันที สัมผัสผิวน้ำครู่เดียว
ก็กระดอนไปข้างหน้า ร่วงกระทบจนเกิดเสียงดัง
‘จ๋อม จ๋อม’ บนผิวน้ำอีกสองทีแรงขว้างถึงจะ
หมด แล้วค่อยจมลงแม่น้ำ
ผิวแม่น้ำยามฤดูหนาวที่เดิมทียังสงบนิ่ง
บังเกิดระลอกคลื่นสามวงค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป
ทั้งใกล้และไกล
ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ
เปียมประกายแสงระยิบระยับวับวาวของ
คลื่นน้ำ
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตนไม่ได้เล่นมานาน
เสียจนน่าจะไม่คุ้นมือ คิดไม่ถึงว่าฝีมือที่ได้ชื่อว่า
เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยังคงอยู่ รู้สึกว่าตนช่างเยี่ยม
ยุทธ์ เหลือเกิน เมื่อผินหน้ามองจางเจอก็ลอบ
หัวเราะ ยัดหินที่เหลืออีกสองก้อนใส่มือเขา “ใต้
เท้าจางอยากลองหรือไม่เจ้าคะ”
หินสองก้อนวางลงบนฝั่ามือแห้งกร้านของ
จางเจอ
ซ้ำมือเขายังเปือนดินโคลนเล็กน้อย
เขามองเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบก้อนหนึ่งอย่าง
เบามือ มือที่ยกขึ้นชะงักค้างสักครู่ จากนั้นถึง
ค่อยโยนออกไป
เกิดเสียงดัง ‘จ๋อม’ ทีหนึ่ง
หินก้อนนั้นจมดิ่งลงไปในแม่น้ำราวกับคนที่
ดื่มสุราจนเมามาย
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วแอบหัวเราะจนแทบ
เจ็บหน้าอก
ใต้เท้าจางผู้นี้ใช่ว่ามีชาติกำเนิดดิบดีอะไร อีก
ทั้งยังเคยลำบากตรากตรำมาก่อนด้วย แต่กลับไม่
รู้จักการหาความสำราญแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องเอ่ย
ถึงการละเล่นที่บรรดาเด็ก ๆ ซึ่งไร้วิชาความรู้ใด
ๆ เล่นกันตามชนบท
ชาติก่อนนางสอนเขาอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังทำ
ไม่ได้
อีกทั้งจางเจอเองไม่ได้มีใจอยากจะหัดเท่าใด
นัก
เพียงแต่เขาไม่อาจขัดฮองเฮาเช่นนางซึ่ง
ต้องการเห็นเขาอับอายขายหน้าและใช้เขาเป็น
เครื่องคลายความเบื่อหน่าย ต่อให้ไม่สมัครใจก็
จำต้องปล่อยให้นางทำเรื่องเหลวไหลด้วยสีหน้า
ไม่สู้ดีนัก
บัดนี้ผ่านมาสองชาติเกิดเหตุการณ์เดิมอีก
ครั้ง เจียงเสวี่ยหนิงพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
ทว่าเมื่อเห็นจางเจอก้มหน้ามองก้อนหินที่
เหลืออยู่ในมือก็นึกได้ว่าชาติก่อนเหมือนเขาจะไม่
ค่อยสนใจการละเล่นนี้ มิหนำซ้ำยังไม่พอใจมาก
ด้วย นางจึงแลบลิ้นและทำตัวสงบเสงี่ยมกว่าเดิม
หลายส่วน
มีคนตะโกนเรียกเสียงดังมาจากอีกฝังของปั่า
พอดี
คงเพราะพวกคนของนิกายสวรรค์ไม่พบ
ร่องรอยของจางเจอจึงเป็นห่วงอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงยักไหล่ รู้อยู่แล้วว่าหากตน
ออกมานานเกินไปจะทำให้พวกเขาสงสัย จึงพูด
ขึ้นว่า “ข้าจะกลับไปก่อน แล้วจะบอกทางนั้นว่า
ไม่พบท่าน”
พูดจบก็เก็บเสื้อคลุมบนพื้นขึ้นมาและเดิน
กลับไป
จางเจอมองเงาหลังนางที่หายเข้าไปในปั่าจน
ค่อย ๆ เลือนลับ จากนั้นถึงก้มศีรษะช้า ๆ
ทอดสายตามองหินในมือ
ขุนเขาไกลสุดลูกหูลูกตาปกคลุมด้วยหิมะขาว
แสงตะวันยามเที่ยงส่องผิวแม่น้ำจนเปล่ง
ประกาย
เขายืนบนกองหินริมแม่น้ำอยู่นานด้วย
ใบหน้าไร้อารมณ์ ใช้นิ้วมือเรียวยาวซึ่งมองเห็น
ข้อต่อชัดเจนจับหินอันแบนเรียบก้อนนั้นเอาไว้
ก่อนจะขว้างไปที่ผิวแม่น้ำเบา ๆ หินก้อนนั้นส่ง
เสียงดัง ‘จ๋อม’ ขณะแฉลบผิวน้ำไปอีกสามสี่ครั้ง
สุดท้ายจึงจมสู่ก้นแม่น้ำ
วงคลื่นแผ่กระจาย เหลื่อมกันเป็นลวดลาย
ยามถือหินรู้สึกว่าฝั่ามือหนักอึ้ง แต่ยามที่โยน
หินออกไปแล้วกลับรู้สึกว่างเปล่า
ผิวน้ำค่อย ๆ สงบราบเรียบ
จางเจอมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเช็ดคราบ
ดินที่เปือนฝั่ามือ หมุนกายเดินกลับไป