คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 124 วางแผน (1)
ตำหนักหมิงเฟิงสว่างโรจน์ด้วยแสงโคม
ประทีป
เหล่านางกำนัลยืนร่างเหยียดตรงมือแนบ
ลำตัวอยู่ใต้แสงเงาวูบไหว เครื่องบรรณาการ
จำนวนมากจากต่างแดนกองเป็นภูเขาเลากาใน
ตำหนักใหญ่ มีทั้งขนเพียงพอนสีขาวหิมะแบบ
เต็มผืนอันล้ำค่า ไข่มุกขนาดเท่ากำปันซึ่งหาได้
ยากยิ่ง รวมถึงเก้าห่วงปริศนาแกะสลักจากหยก
ขาว…
เมื่อต้องแสงก็เปล่งประกายระยิบระยับตก
กระทบใบหน้า
หัวหน้ากองซูเอ่ยถามเบา ๆ ขณะเดินเข้ามา
จากด้านนอก “องค์หญิงล่ะ”
นางกำนัลยังอกสั่นขวัญหายอยู่บ้าง ตอบด้วย
ความขลาดกลัว “ประทับอยู่ด้านใน ทั้งไม่ได้
เสด็จออกมาและไม่ได้ตรัสเรียกพวกบ่าวเข้าไป
ปรนนิบัติด้วยเจ้าค่ะ”
หัวหน้ากองซูดวงใจปวดแปลบ
นางเลี้ยงดูองค์หญิงใหญ่จนเติบใหญ่ หากจะ
พูดจาบังอาจสักหน่อย ก็เรียกได้ว่านางรักใคร่เฉก
เช่นเป็นบุตรีของตนอยู่ครึ่งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ทว่า
บัดนี้กลับต้องทนดูราชทูตจากต๋าต๋าชูจอกถวาย
พระพรฝั่าบาทในตำหนักใหญ่ พูดจากันไม่กี่
ประโยคฝั่าบาทก็พระราชทานการอภิเษกสมรส
ขององค์หญิงใหญ่ไปเสียแล้ว…
“ข้าจะเข้าไปดู”
หัวหน้ากองซูเดินเข้าไปและใช้มือเลิกม่านมุก
เนื่องจากไม่ได้ปิดหน้าต่างจึงมีสายลมหนาว
พัดเข้ามาจากภายนอก ยามม่านมุกสัมผัสมือให้
ความรู้สึกเย็นเฉียบ เมื่อปล่อยมือไข่มุกก็กระทบ
กันไพเราะเสนาะหู
แต่เสิ่นจื่ออีได้ยินแล้วกลับรู้สึกเหมือนเสียง
ก้อนน้ำแข็งกระทบกัน
การประทินโฉมอันงดงามยามกลางวันถูกลบ
เลือนสิ้น
รอยแผลเป็นซึ่งเคยใช้ผงอิงเถาปิดบังนั้นเมื่อ
อยู่บนดวงพักตร์ขาวผุดผ่องกลับดูเด่นชัดเป็น
พิเศษ เฉกเช่นสายสัมพันธ์ในเครือพระประยูร
ญาติของเชื้อพระวงศ์ เมื่อคลื่นยักษ์สาดซัดเม็ด
ทรายจนหมด สุดท้ายก็เผยให้เห็นความน่า
เกลียดน่ากลัวบางประการ
เสิ่นจื่ออีมองเห็นเงาร่างของหัวหน้ากองซู
ผ่านกระจก นางมีท่าทางสงบนิ่งกว่าปกติ ถึงขั้น
เผยรอยยิ้มบาง “ข้าไม่เป็นไร หัวหน้ากองซูไม่
ต้องเป็นห่วง หากหลังจากนี้เสด็จแม่ทรงทราบ
ไม่แน่ว่าอาจทรงสร้างความลำบากให้เจ้าก็ได้”
ปกติองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นเช่นนี้ที่ไหนกันเล่า
ก่อนหน้านี้พระองค์เปิดเผยตรงไปตรงมาทำ
ตามพระทัย อยากตรัสอะไรก็ตรัสตามแต่พระทัย
ยามนี้เมื่อเผชิญหน้าเรื่องใหญ่ในชีวิตกลับทรง
สงบนิ่งถึงเพียงนี้
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ร้องไห้ ทว่าหัวหน้ากองซูเกือบ
ตาแดงตัดหน้าไปก่อนแล้ว เพียงแต่นางเคร่งครัด
กฎระเบียบเสมอมา ไม่ยอมแสดงอารมณ์
ความรู้สึกจนเกินไปนัก จึงข่มกลั้นไว้ก่อนจะ
เอื้อนเอ่ย “ได้ยินว่าพระองค์ไม่ได้เสวยพระ
กระยาหารเย็น หม่อมฉันไม่สบายใจเอาเสียเลย
จึงสั่งให้ห้องเครื่องส่วนพระองค์ทำพระกระยา
หารสักอย่างขึ้นมาใหม่ แค่ดื่มน้ำแกงเพื่ออบอุ่น
พระวรกายบ้างก็ยังดีเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกลับมองเพียงแผลเป็นบนใบหน้า ใช้
ปลายนิ้วลูบไล้เบา ๆ หลุบตากล่าวว่า “ถึง
อย่างไรก็ไม่อาจทำให้ใจอบอุ่นได้”
หัวหน้ากองซูน้ำตาไหลรินทันที
ในที่สุดเสิ่นจื่ออีก็หมุนร่างกลับมากอดนาง
ข้าหลวงอาวุโสผู้เลี้ยงดูตนจนเติบใหญ่ราวกับ
ต้องการซึมซับพลังงานและความอบอุ่นจากกาย
ทว่ากลับเอ่ยถามโดยเลี่ยงหัวข้อการอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรี “หัวหน้ากอง พรุ่งนี้หนิงหนิง
ไม่มาหรือ”
เมื่อทราบข่าวการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับต๋าต๋า เสิ่นจื่ออีกลับยอมรับอย่าง
สงบโดยไม่ร่ำไห้หรืออาละวาดใด ๆ อาจเพราะ
นางมีท่าทีนิ่งเฉยเช่นนี้เองจึงกลายเป็นการ
กระตุ้นความรู้สึกผิดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของพระ
เชษฐาเช่นเสิ่นหลาง เขาถามว่านางต้องการสิ่งใด
หรือไม่ จะพยายามทำให้นางพึงพอใจสุด
ความสามารถ
นางเพียงตอบกลับว่าต้องการให้เหล่าสหาย
ร่วมศึกษากลับวังมาร่ำเรียนเขียนอ่าน
เพื่อปลอบใจเสิ่นจื่ออี เสิ่นหลางจึงตกลงทัน
ควัน สั่งให้คุณหนูซึ่งเคยได้รับการคัดเลือกเป็น
พระสหายร่วมศึกษาเข้าวังหลวงมาในช่วงเย็น
แต่จวนตระกูลเจียงกลับถวายฎีกาขอ
พระราชทานอภัยโทษ กราบทูลว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ล้มปั่วยเพราะไม่อาจทนความหนาวเย็น อีกทั้ง
คนตระกูลเจียงยังเกรงว่านางจะแพร่อาการปั่วย
ให้องค์หญิง จำต้องรอให้หายปั่วยเสียก่อนถึงจะ
เข้าวังได้
หัวหน้ากองซูไปสืบข่าวมาแล้วเช่นกัน จึง
ปลอบใจนาง “จวนตระกูลเจียงเชิญท่านหมอ
มากฝีมือไปตรวจอาการ แจ้งว่าถึงอาการรุนแรง
แต่ก็คงที่แล้ว อีกไม่กี่วันจะเข้าวังได้ ขอพระองค์
อย่ากังวลพระทัยเลยนะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกลับรู้สึกจิตใจว่างเปล่า
ถ้าหนิงหนิงไม่มา ไม่ว่าสหายร่วมศึกษาคน
อื่นจะมาหรือเปล่าก็ไม่ต่างอันใด
ยิ่งไปกว่านั้น…
นางหยักริมฝีปากโค้งอย่างเงียบงัน “นั่นสินะ
ต่อให้หนิงหนิงเข้าวังมาตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้เรียน
เซี่ยเซียนเซิงนำกำลังไปปราบปรามกบฏนิกาย
สวรรค์อะไรนั่นแล้วจึงไม่ได้สอนอยู่ในวัง เมื่อเซี่ย
เซียนเซิงกลับมาอาการของนางน่าจะหายดี ไม่
แน่อาจจะหายพอดีเลยก็ได้”
หัวหน้ากองซูไม่เข้าใจเรื่องราวในราชสำนัก
ทำได้เพียงผงกศีรษะ “ดำริได้เช่นนี้ช่างดี
เหลือเกินเพคะ”
จากนั้นก็ช่วยปลดเครื่องประดับศีรษะให้
เสิ่นจื่ออีเหมือนดังเคย
เรือนผมยาวดุจเมฆครึ้มหนาปล่อยสยาย
ภาพที่สะท้อนเด่นในกระจกคือดวงตาอันนิ่งสงบ
จนแทบไร้ความรู้สึก
————-
เรื่องการปล้นคุกของนิกายสวรรค์ทำให้ราช
สำนักปรึกษาหารือกันไปคำรบหนึ่ง
เนื่องด้วยคราแรกไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมี
นักโทษแหกคุกหนีตามไปมากถึงเพียงนั้น
ในเมื่อเซี่ยเวยเป็นผู้เสนอแผนการ เขาย่อม
ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักเป็นธรรมดา
แม้เขาจะทำหน้าที่เป็นขุนนางฝั่ายบุ๋นมา
ตลอด แต่เมื่อคนสงสัยว่าแผนการของเขามี
เจตนาสร้างช่องโหว่เพื่อปล่อยเสือเข้าปั่า เขาจึง
ต้องออกโรงรับผิดชอบ
ทว่าความจริงแล้ว…
นี่ก็เป็นเปั้าหมายของเซี่ยเวยเช่นกัน
การที่กู้ชุนฟางเสนอชื่อจางเจอให้เสี่ยง
อันตรายปลอมตัวเป็นตู้จวินซานเหรินถือว่า
ทำลายแผนการของเขา ยามนี้เขาจึงสบโอกาส
ดำเนินการขั้นสุดท้ายให้เรียบร้อยด้วยการฉวย
จังหวะที่ราชสำนักตั้งข้อครหาเรื่องนี้เป็นอันมาก
ขอรับผิดชอบออกตามสืบร่องรอยคนกลุ่มนี้และ
กลุ่มกบฏนิกายสวรรค์ด้วยตนเอง เมื่อเป็นแบบนี้
เหตุการณ์ย่อมกลับคืนสู่การควบคุมของเขา
เพียงแต่เรื่องเหนือความคาดหมายเล็ก ๆ
น้อย ๆ มักจะเกิดขึ้นเสมอ
ตอนแรกทัพของเซี่ยเวยตั้งค่ายใหญ่อยู่นอก
ศาลเจ้าร้างที่พวกของเจียงเสวี่ยหนิงเคยหยุดพัก
เท้า
ศาลเจ้าซึ่งแต่เดิมทรุดโทรมถูกเก็บกวาดจน
สะอาดสะอ้าน
เจี้ยนซูเดินกลับมาจากปั่าที่มีแต่ความแห้ง
เหี่ยวและมืดทึบ ขณะก้าวเข้ามาในศาลเจ้าก็เห็น
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิบนเบาะผ้าแพรสะอาดตรงมุม
ห้อง กำลังทอดสายตามองพระโพธิสัตว์ไร้เศียร
นัยน์ตาดำขลับลุ่มลึกซ่อนอยู่ในเงามืดกึ่งหนึ่ง
มืดมนเสียจนยากจะมองเห็นแสงสะท้อนใน
ดวงตา
เขาสวมชุดหนามาก ส่วนริมฝีปากบางก็ไร้สี
เลือด
แม้ยังคงสงบนิ่งและดูเป็นมิตร ทว่ากลาง
หว่างคิ้วทวีความเย็นเยียบราวกับมีน้ำแข็งค้าง
แผ่นบาง ๆ เกาะอยู่หลายส่วน
เจี้ยนซูค้อมกายแจ้ง “ข้าน้อยพบสัญลักษณ์ที่
เสียวเปั่าทิ้งเอาไว้บนเปลือกไม้ด้านนอก มีสตรีผู้
หนึ่งร่วมเดินทางกับจางเจอจริง เขาปกปั้องดูแล
นางยิ่งนัก เกรงว่าคงเป็นคุณหนูรองเจียงขอรับ
อีกอย่าง…”
ร่วมเดินทางกับจางเจอ เขาปั้องปกปั้องดูแล
นางยิ่งนัก…
นางกลับไม่ห่วงความปลอดภัยของตนเองเลย
พระโพธิสัตว์องค์นี้มีแต่กายปราศจากเศียร
ยามอยู่ใต้แสงหรุบหรู่จึงดูน่าพรั่นพรึงเป็นพิเศษ
เซี่ยเวยยังคงทอดสายตามอง เพียงถามว่า
“ยังมีเรื่องอะไรอีก”
เจี้ยนซูลังเลครู่หนึ่ง เสียงเบาลงหลายส่วน
“เสียวเปั่าแจ้งว่านอกจากหวงเฉียนกับเฝิงหมิงอวี่
แล้ว คราวนี้คุณชายติ้งเฟยก็มาด้วยขอรับ”
สองขาขัดสมาธิ สองมือจึงประทับบนหัวเข่า
ตามธรรมชาติ
แขนเสื้ออันหลวมกว้างของเขาคลุมปิดหลัง
มือ
นิ้วที่โผล่พ้นออกมาเรียวยาวยิ่ง แต่ถึงกระนั้น
กลับขาวซีดระคนเขียวอยู่บ้าง แผลขนาดเล็กบน
นิ้วนางข้างขวาผ่านการรักษาเรียบร้อยจนแห้งตก
สะเก็ด ยามวางบนหัวเข่าจึงไม่ได้เจ็บปวดอะไร
นัก
ครั้นได้ยินชื่อนี้เซี่ยเวยก็หยักโค้งริมฝีปาก
“บังเอิญจริง ๆ”
บทที่ 124 วางแผน (2)
รอยยิ้มแฝงความอำมหิตเล็กน้อย
เจี้ยนซูขบคิดถึงความหมายของคำว่า
‘บังเอิญ’ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ทางติ้งกั๋วกงจะเป็น
ผู้นำทัพอยู่เบื้องหน้าและมุ่งไปทงโจวเช่นกัน ส่วน
เรื่องที่ท่านสั่งการให้ทำเมื่อหลายชั่วยามก่อน ข้า
ส่งคนไปจัดการแล้ว ข่าวของฝั่าย ติ้งกั๋วกงส่งถึง
ทางนั้นเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หากเซียวติ้งเฟยอยู่ที่นี่และได้ยินคำพูดนี้เกรง
ว่าคงได้เต้นผาง!
อยู่ดีไม่ว่าดีติ้งกั๋วกงสารเลวแห่งตระกูลเซียว
เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร
เรื่องนี้ต้องเท้าความตั้งแต่วันปรึกษาข้อราช
กิจวันนั้น
เดิมทีเซี่ยเวยเป็นคนเสนอแผนการใช้กงอี๋เฉิง
เป็นเหยื่อล่อให้นิกายสวรรค์เข้ามาติดกับ หากไม่
เกิดเหตุไม่คาดฝันบางประการเสียก่อนเซี่ยเวยก็
สมควรได้จัดการเรื่องนี้เอง คิดไม่ถึงว่าติ้งกั๋วกง
เซียวหย่วนกลับเสนอหน้าพูดว่าเซี่ยเวยเป็นขุน
นางฝั่ายบุ๋นไร้ความสามารถด้านการนำทัพออก
รบ ไม่สู้ส่งตนไปยังจะเหมาะสมกว่า
ฮ่องเต้ใคร่ครวญแล้วเห็นชอบ
พระองค์โบกพระหัตถ์สั่งให้เซียวหย่วน
กับเซี่ยเวยร่วมกันสะสางเรื่องนี้ โดยให้แบ่งกอง
ทหารเป็นสองสายไปตามจับโจรร้ายกันคนละ
ทาง จะได้นำตัวพวกนั้นกลับมาดำเนินคดีในเวลา
อันสั้นที่สุด อีกทั้งจะได้ช่วยจางเจอซึ่งกำลังตกอยู่
ในอันตรายกลับมาด้วย
เซียวหย่วนนำองครักษ์ส่วนตัวออกเดินทาง
ยามเที่ยง
ส่วนเซี่ยเวยตามหลังโดยไม่มีท่าทางรีบร้อน
เจี้ยนซูกังวลยิ่งนัก
เซี่ยเวยเพียงกำชับเขาว่า “ทั้งที่นรกไม่เปิด
ประตูให้ก็ยังจะบุกเข้ามา หากเขาอยากรนหาที่
ตายนัก เช่นนั้นคงต้องให้ได้รับบทเรียนเสียบ้าง”
เจี้ยนซูได้ยินแล้วตกตะลึงเป็นล้นพ้น
อย่างไรก็ตาม เขาเองติดตามเคียงข้างเซี่ยเวย
มานานหลายปีจึงสงบจิตใจครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะผงะหลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่าง ลอบคิดว่า
ครานี้ปาหินครั้งเดียวได้นกถึงสามตัว เรื่องไม่อาจ
ลงเอยด้วยดีแน่ อย่าว่าแต่นิกายสวรรค์กับ
ตระกูลเซียวเลย แม้แต่จางเจอผู้นั้นเซียนเซิงก็คิด
จะ…
แม้จะก่อไฟภายในศาลเจ้า ทว่าสายลมเหนือ
ซึ่งพัดเสียงดังหวีดหวิวเข้ามาช่างหนาวเหน็บ
เซี่ยเวยใบหน้าขาวซีดกว่าเดิมหลายส่วน
แต่พริบตาต่อมาใบหน้าก็แดงเรื่อ เขาย่นหัว
คิ้วแล้วเริ่มไอ ไหล่สั่นสะท้าน เงาดำซึ่งทอดยาว
บนผนังพลอยขยับวูบไหว
จึงทำให้มองเห็นผู้ที่ยืนนิ่งในเงามืดได้ชัดเจน
นั่นคือเตาฉินผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจด
สวมชุดรัดรูปสีน้ำเงินเข้มสะพายเกาทัณฑ์พร้อม
ถุงบรรจุลูกศร เขายืนอยู่ด้านหลังเซี่ยเวย
ประหนึ่งเงาตามตัว
เจี้ยนซูรู้ดีว่าเมื่อกระบี่ของตนออกจากฝักยัง
ไม่แน่ว่าจะได้สังหารคนเข้าจริง ๆ
แต่เมื่อลูกศรของเตาฉินหลุดจากแล่งน่ะได้
คร่าชีวิตแน่นอน
——————-
“พี่สาวสีหน้าไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือ
ขอรับ”
ตอนคนอื่นสนทนากันเรื่องราชสำนักเจียง
เสวี่ยหนิงก็เงียบไปนาน พอจู่ ๆ ได้ยินเสียงเรียก
ด้วยความห่วงใยจึงเงยศีรษะ เห็นผมเปียชี้ฟั้าเส้น
หนึ่งโบกสะบัดตรงหน้า
เป็นเสียวเปั่าผู้เยาว์วัยอีกแล้ว
ฝั่ายนั้นมีดวงตาคู่โต กำลังนั่งยองข้างกองไฟ
เพื่อเติมฟืน เมื่อหันหน้ากลับมามองนางก็คล้าย
จะกังวลหน่อย ๆ จึงเอ่ยถาม
เจียงเสวี่ยหนิงพลันได้สติ คิดได้ว่างานอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีของเสิ่นจื่ออีเป็นพระ
ราชโองการของฮ่องเต้ อย่างมากตนก็เป็นแค่
คุณหนูตระกูลขุนนาง แล้วจะไปมีความสามารถ
ควบคุมเหตุการณ์ในราชสำนักและยับยั้งสิ่งที่จะ
เกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า
ทำอะไรไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นนางอยากกลับไปยังเมืองหลวงที่
เป็นเสมือนคุกเพราะเรื่องของผู้อื่นจริงหรือ ที่
สำคัญคือต้องรู้ไว้ว่าโอกาสเป็นสิ่งซึ่งไม่ควรปล่อย
หลุดมือ เนื่องจากหากพลาดไปแล้วก็ไม่มีทาง
หวนคืนมา บางทีภายหน้าอาจไม่มีโอกาสอันดี
เช่นนี้อีกเลยก็ได้…
นี่คือเรื่องที่เจ้าไม่อาจเข้าไปข้องเกี่ยว
นี่คือสิ่งที่อยู่เหนือความสามารถของเจ้า
และนี่คือคำกล่าวที่ว่าคนเราต่างมีชะตาถูก
กำหนดเอาไว้แล้ว
นางบอกตนเองในใจเช่นนี้ ฝืนดึงความคิดที่
กำลังสับสนเต็มหัวสมองคืนมา ตอบทันควัน “ไม่
เป็นไร”
เสียวเปั่ากลับไม่เข้าใจ กะพริบตาบอก “แต่ดู
เหมือนท่านจะไม่สบายนะขอรับ”
ไม่สบาย?
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงแผนการของจางเจอ
ให้แกล้งปั่วยหลังจากเข้าเมืองทงโจว จะได้ไป
หาหมอที่โรงหมอเพื่อแจ้งข่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะ
รอดพ้นภยันตราย แล้วจะได้ไปจากทงโจวกับ
เมืองหลวงอย่างลับ ๆ โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
หากเริ่มเสแสร้งตั้งแต่ตอนนี้ก็ถือว่าได้จังหวะ
พอดี…
ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงทำตัวเซื่องซึม
นางนั่งอยู่ข้างกายจางเจอด้วยท่าทางอ่อนเพลีย
กล่าวเจือรอยยิ้มอิดโรย “อาจเพราะถูกลม
ระหว่างทางจนปวดศีรษะอยู่บ้างกระมัง”
ปกติสตรีก็ร่างกายบอบบางอ่อนแออยู่แล้ว
นับประสาอะไรกับเจียงเสวี่ยหนิง
ทุกคนไม่ได้คิดอะไรมาก ด้วยเห็นเป็นเรื่อง
ปกติ
ทว่าเสียวเปั่าดวงตาสว่างวาบ ทำท่าทางราว
กับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เดิมทีเซียวติ้งเฟยเบียดอยู่ข้างกายเจียงเสวี่ย
หนิง ครั้นลืมตาเห็นเสียวเปั่าเข้ามาเติมฟืนก็
หวาดกลัว แอบหิ้วถุงน้ำของตนหนีไปหาเฝิงหมิ
งอวี่เงียบ ๆ ก่อนจะถามว่า “นายท่านอัครมหา
เสนาบดีซ้าย ยังไม่ได้รับข่าวคราวที่ส่งมาจากใน
เมืองอีกหรือ บิดามันเถอะข้ารอไม่ไหวแล้ว
จริงๆ!”
หากไม่รีบจบเรื่อง เกรงว่าเขาคงต้องรอการ
มาเยือนของดาวมรณะเสียแล้ว
เขาประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก อยากรีบเข้าเมือง
เพื่อหลบหนีโดยเร็วให้มันรู้แล้วรู้รอด
เฝิงหมิงอวี่ยังจดจำคำพูดเพ้อเจ้อระหว่างทาง
ของเขาได้ หนังหน้ากระตุกทันที “คงใกล้มาถึง
แล้วละ”
เพิ่งจะกล่าวจบก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากความ
มืด
ใครพกอาวุธมาก็พากันเคลื่อนมือแตะ
หวงเฉียนได้ยินเสียงเปั่าสัญญาณจากม่าน
อนธการ เขารีบลุกขึ้นและสั่งให้ทุกคนอยู่ใน
ความสงบ ก่อนกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “หน่วยสอด
แนมคงกลับมาแล้ว ข้าจะไปดูหน่อย”
หวงเฉียนเดินเข้าไปหา
เงาดำหลายร่างกำลังสนทนากับเขาพร้อมส่ง
บางอย่างมาให้
คล้ายว่าร่างของหวงเฉียนจะสั่นสะท้าน
เขารับสิ่งนั้นมาส่งต่อให้เฝิงหมิงอวี่
นั่นคือกระบอกขนาดเล็กกะทัดรัดสำหรับใส่
สาร
ตอนเฝิงหมิงอวี่รับมาทีแรกยังไม่ได้ใส่ใจ แต่
เมื่อเปิดผนึกของกระบอกใส่สารและดึงกระดาษ
แผ่นเล็กที่ขดม้วนเป็นวงออกมาก็หน้าเปลี่ยนสี
ทันควัน มองเห็นสัญลักษณ์สีดำขนาดเล็กวาดอยู่
มุมขวาบนของหัวจดหมาย ลายเส้นฉวัดเฉวียน
คดเคี้ยวประหนึ่งขุนบรรพต ดูเรียบง่ายเสียจน
เหมือนไม่ได้มีอะไรพิเศษ
เมื่อคลี่สารออกอ่านก็ยิ่งทำให้รูม่านตาหดรั้ง
ครั้งใหญ่
แม้จะย้ำเตือนตัวเองรอบแล้วรอบเล่าว่าอย่า
แหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ถึงกระนั้นแววตาซึ่งวาว
โรจน์อย่างรุนแรงก็ยังคงเคลื่อนไปยังทิศทางที่
จางเจออยู่โดยไม่อาจควบคุม
จางเจออยู่ห่างเกินไป เพียงรู้สึกได้ราง ๆ ว่า
สายตาของฝั่ายตรงข้ามเคลื่อนมาหา
นั่นทำให้เขาตกใจเล็กน้อย
เซียวติ้งเฟยอดรนทนไม่ไหวหน่อย ๆ เอ่ย
ปากถามระรัว “ว่าอย่างไรเล่า ว่าอย่างไร”
เฝิงหมิงอวี่เก็บสารฉบับนั้นลงกระบอกแล้วใส่
กลับเข้าไปในแขนเสื้อทันทีเพื่อไม่ให้ผู้ใดมองเห็น
สัญลักษณ์ เขาใช้ความคิดเร็วรี่ ยามเดินกลับมา
ใบหน้าก็ประดับรอยยิ้ม “ปล่อยให้ทุกท่านรอ
นานแล้ว หน่วยสอดแนมส่งสารกลับมาแจ้งว่าทุก
อย่างปลอดภัยดี ทุกคนเข้าเมืองได้ทันที”
ทุกคนต่างยินดี ทยอยกันลุก
จางเจอเองก็ด้วย
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกระวนกระวายอย่างบอก
ไม่ถูก นางดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ พร้อมอ้าปาก แต่
ยังไม่ทันพูดอะไรเฝิงหมิงอวี่ก็เดินมาถึงตรงหน้า
พวกนาง ใบหน้าของเขาย้อนแสงของกองไฟที่
กำลังแผดเผาอยู่ด้านหลัง แม้จะยังยิ้มแย้ม แต่
เมื่ออยู่ใต้เงามืดกลับน่าขนลุกอยู่บ้าง กล่าวโดย
แสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อจางเจอว่า “ใต้เท้า
จาง ไปด้วยกันเถิดขอรับ”