คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 125 หนีตามกัน (1)
อีกฝั่ายเรียกเขาว่า ‘ใต้เท้าจาง’
จางเจอพลิกมือกลับไปกุมมือเจียงเสวี่ยหนิง
เบา ๆ เอ่ยถามโดยปราศจากพิรุธ “มีข่าวคราว
ใหม่แล้วหรือ”
เฝิงหมิงอวี่พยักหน้ายิ้มร่า “มีข่าวผิดปกติบาง
ประการ เพียงแต่ตอนนี้นอกประตูเมืองหาใช่
สถานที่ที่ควรจะพูดคุยกันไม่ พวกเราเข้าเมืองหา
โรงเตี๊ยมเพื่อหยุดพักกันก่อนดีกว่า จากนั้นค่อย
หารือกับใต้เท้าอย่างละเอียดอีกที”
เขายังคงใช้คำว่า ‘ใต้เท้า’
คราวนี้แม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงยังฟังความแปลก
ประหลาดที่แฝงในถ้อยคำนี้ออก
เหงื่อซึมจากกลางฝั่ามือนางเล็กน้อย
จางเจอรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเสียแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนเช่นไร คนของนิกายสวรรค์
กลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้สังหารพวกตนทันที พิสูจน์ได้ว่า
หมากตานี้ยังไม่ถึงทางตัน
เขาเดินไปจูงม้า
คิดไม่ถึงว่าเฝิงหมิงอวี่กลับตามมาแล้วพูดว่า
“ถึงสาขาของนิกายสวรรค์ในทงโจวของพวกเรา
จะอยู่ในเมือง แต่การพากลุ่มจอมโจรเข้าเมือง
ตอนนี้ไม่ค่อยสะดวกจะทำอย่างเอิกเกริก เพื่อ
ความปลอดภัยพวกข้าคิดว่าทยอยแบ่งกลุ่มเข้าไป
จะดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันย่นหัวคิ้ว
เฝิงหมิงอวี่รู้สึกได้ว่านางไม่สบอารมณ์ จึง
เหลือบมองผาดหนึ่ง อธิบายกับจางเจอคล้าย
ปลอบใจนางกลาย ๆ “แม้ใต้เท้าจางกับน้องสาว
จะเดินทางร่วมกันมา แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพอผ่านเข้า
ประตูเมืองไปแล้วเจ้าพวกนั้นจะก่อความวุ่นวาย
อะไรหรือไม่ หากว่ากันตามเหตุผลแล้วท่านควร
ไปพร้อมน้องสาว แต่หากเกิดเรื่องกับคนหนึ่งอีก
คนจะหนีไม่พ้น ด้วยเกรงว่าท่านจะกังวล ข้าจึง
คิดว่าหากท่านไว้ใจหวงเฉียนก็ควรแยกกันเข้า
เมือง ให้หวงเฉียนพาน้องสาวท่านเข้าไป ส่วนตา
เฒ่าอย่างข้าจะเข้าเมืองพร้อมท่านเอง ไม่ทราบ
ว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่”
มีสิ่งใดไม่เหมาะสมน่ะรึ
ย่อมไม่เหมาะสมอยู่แล้ว!
เพียงแต่พอเจียงเสวี่ยหนิงชายตามอง
โดยรอบก็พบว่าสาวกนิกายสวรรค์อยู่รายล้อม
พวกตน คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขุมกำลังกล้า
แกร่ง ส่วนหวงเฉียนก็ยิ่งยืนแตะดาบอยู่ใกล้ ๆ
ดวงตาทั้งสองข้างเหลือบมองมาเป็นระยะ
ท่าทางเช่นนี้ต่อให้ไม่เหมาะสมก็มีแต่ต้อง
เหมาะสมอย่างยิ่ง
น้ำเสียงนางแฝงความประชดประชัน “นิกาย
อันสูงส่งของท่านช่างคิดอ่านรอบคอบเสียจริง”
ในสายตาผู้อื่นนางคือน้องสาวของจางเจอ จะ
เอาแต่ใจอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร
ส่วนจางเจอจ้องมองเฝิงหมิงอวี่ครู่หนึ่ง ก่อน
กล่าวเรียบ ๆ “ทำตามที่ท่านว่าแล้วกัน รบกวน
แล้ว”
คนส่วนใหญ่เก็บข้าวของกันเรียบร้อย
ม้าก็จูงแล้ว ไฟก็ดับแล้ว
สาวกนิกายสวรรค์และเหล่านักโทษแหกคุก
จับกลุ่มกันโดยแยกเป็นกลุ่มย่อยแล้วค่อยออก
เดินทาง
ในบรรดาผู้ที่ยินดีปรีดามากที่สุดย่อมมีเซียว
ติ้งเฟยรวมอยู่ด้วย
ครั้นได้รับจดหมายอนุญาตให้เข้าเมืองก็พลิก
ตัวขึ้นหลังม้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง หวดแส้ม้า
ควบห้อตะบึงเข้าเมืองโดยไม่สนใจผู้ใด มีเพียง
เสียงหัวเราะสาแก่ใจดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ท่ามกลางความมืดมิด “ข้าขอล่วงหน้าไปสนุกใน
เมืองก่อนแล้วกัน อาจยังพอทันได้เที่ยวนางโลม
อยู่ ส่วนพวกเจ้าค่อย ๆ ตามมาก็ได้นะ!”
“…”
ทุกคนต่างพูดไม่ออก
ใครต่อใครทยอยแบ่งกลุ่มเดินเข้าไปในเมือง
โดยมีเซียวติ้งเฟยนำหน้า
ทงโจวคือเส้นทางสายหลักที่ใช้เดิน
ทางเข้าออกเมืองหลวงทางทิศใต้ นอกจากนี้ยังมี
ค่ายทหารตั้งอยู่นอกตัวเมืองห่างออกไปหลายสิบ
ลี้ การมีหย่งอี้โหวเป็นผู้บังคับบัญชาทำให้การ
ปกครองเข้มงวดกวดขัน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึง
มีทหารชั่วโจรเลวอยู่น้อย พ่อค้าที่เดินทางสัญจร
จากทางใต้มาทางเหนือมีมากมาย เวลาปิดประตู
เมืองค่อนข้างดึก
เพียงแต่ครั้นจวนโหวล้ม ค่ายใหญ่ในทงโจวก็
เกิดเหตุจลาจลครั้งหนึ่ง วุ่นวายกันอยู่บ้าง
ถึงตอนนี้บางคนจึงเฉื่อยชาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ครั้นฟั้ามืด ดวงตาของทหารเฝั้าประตูเมืองก็
ไม่เบิกกว้างอีก หาวหวอดกันครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเห็นว่าผู้ที่เดินเข้าออกล้วนแต่งตัวธรรมดา
เรียบง่ายก็ยิ่งขาดความกระตือรือร้น
สาวกนิกายสวรรค์และนักโทษหลายกลุ่ม
ข้างหน้าผ่านเข้าเมืองได้โดยปลอดภัย
จางเจอกับเฝิงหมิงอวี่ตามอยู่ด้านหลัง
ทั้งสองทิ้งม้าเปลี่ยนเป็นเดินเท้า
หลายวันก่อนหิมะตก ดินจึงยังเปียกแฉะอยู่
บ้าง แต่เพราะอากาศยามเหมันต์หนาวเหน็บจึง
ทำให้ดินถูกแช่แข็ง เมื่อย่ำลงไปกลับวางเท้าได้
มั่นคงพอสมควร
ทว่าสายลมยามค่ำยิ่งพัดก็ยิ่งเย็นเยือก
จางเจอรูปร่างผอมสูงลำตัวเหยียดตรง เมื่อ
อยู่ท่ามกลางสายลมหนาวสะท้านมีบุคลิกเย็นชา
ประมาณหนึ่ง
เฝิงหมิงอวี่นับว่าเคยเห็นผู้มีบุคลิกองอาจห้าว
หาญภายในนิกายมานักต่อนัก แต่อย่างไรเสีย
นิกายสวรรค์ก็ตั้งอยู่ในยุทธภพ คนเหล่านั้นจึงยัง
แฝงบุคลิกเยี่ยงชาวบ้านร้านตลาดที่เห็นได้ทั่วไป
อยู่บ้าง ทว่าใต้เท้าจางตรงหน้ากลับแผ่กลิ่นอาย
สุขุมลุ่มลึกทั่วร่าง จับผิดไม่ได้แม้แต่น้อย
ลำพังแค่บุคลิกก็ทำให้เขาอดชื่นชมไม่ได้แล้ว
น่าเสียดายหลังจากได้รับจดหมายฉบับนั้น ผู้
ที่เฝิงหมิงอวี่สงสัยเป็นคนแรกก็คือเขา ยามนี้เฝิง
หมิงอวี่จึงกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เมื่อครู่ดูเหมือน
น้องสาวของท่านจะไม่ค่อยพอใจนัก นางคงสนิท
สนมกับใต้เท้าจางอย่างยิ่งกระมัง พี่น้องสนิทชิด
เชื้อถึงเพียงนี้แต่จู่ ๆ กลับต้องมาแยกจาก นางจึง
ถลึงตาราวกับจะจับข้ากินอย่างไรอย่างนั้น เฮ้อ
ข้ารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนชั่วช้าไปเสียแล้ว”
เขาเอ่ยถึงเหตุการณ์ตอนแยกจางเจอกับเจียง
เสวี่ยหนิงออกจากกัน
จางเจอยังคงจดจำได้
นิกายสวรรค์จับแยกเขากับนาง แสดงว่า
บังเกิดความคิดจะหยั่งเชิงเป็นแน่แท้ เจียงเสวี่ย
หนิงไม่มีทางมองไม่ออก แต่ต่อให้มองออกก็ใช่ว่า
จะยอมรับอย่างสมัครใจ
ผู้ใดใช้ให้นางเป็นสตรี ทั้งยังแสดงเป็น
น้องสาวของจางเจอเล่า
ด้วยเหตุนี้เมื่อนางรู้ว่าจางเจอต้องร่วม
เดินทางกับเฝิงหมิงอวี่ นางจึงกล่าวอย่าง
กระแทกกระทั้นว่า “ตาเฒ่าเอ๊ย มีเรื่องจะคุยกับ
พี่ชายข้าแท้ ๆ ยังจะมาหาข้ออ้างให้ดูดีอะไรอีก!”
กล่าวจบก็แค่นเสียงกลอกตา ถึงกับกระทืบ
เท้าเฝิงหมิงอวี่อย่างแรงทีหนึ่ง!
เฝิงหมิงอวี่ตาโตอ้าปากค้าง
สาวน้อยเหยียบเสร็จก็ไม่แยแสหรือชายตาแล
ผู้ใดทั้งสิ้น สะบัดหน้ากะบึงกะบอน เดินมุ่งไป
ทางหวงเฉียน
จางเจอแทบหลุดหัวเราะ เขาได้แต่ต้องขอ
ขมาเฝิงหมิงอวี่ กล่าวว่าน้องสาวของตนยังมีนิสัย
เหมือนเด็ก ขอเฝิงเซียนเซิงโปรดให้อภัยด้วย
เฝิงหมิงอวี่ไหนเลยจะกล้าถือสาหาความ
เขาอายุปูนนี้แล้ว อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบัน
พิเศษนัก ต่อให้ไม่พอใจก็ไม่สะดวกจะแสดงออก
ทำได้แค่พูดด้วยใบหน้าแข็งทื่อว่า “ไม่เป็นไร ไม่
เป็นไร” ถือเสียว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิด
จางเจอหลุบตา ยังคงมองเห็นรอยเท้าที่
ประทับบนรองเท้าเฝิงหมิงอวี่ได้
ดรุณีน้อยฉลาดแสนซน มีแค้นก็ต้องชำระ ไม่
ยอมตกเป็นฝั่ายเสียเปรียบแม้แต่น้อย
เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ริมฝีปากซึ่งเดิมที
ให้ความรู้สึกเย็นชาทวีความอ่อนโยนที่แม้แต่เขา
เองยังไม่รู้ตัว จางเจอเพียงเอ่ยว่า “น้องสาวข้า
เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในวัยเยาว์ เมื่อหวนคืน
ครอบครัว คนที่บ้านก็ตามใจจนเสียคน นางจึง
ค่อนข้างขี้หงุดหงิด ต้องรบกวนอัครมหาเสนาบดี
ซ้ายช่วยดูแลด้วย”
นั่นเรียกว่า ‘ค่อนข้างขี้หงุดหงิด’ อย่างนั้น
หรือ
นอกจากหญิงปากร้ายตามท้องตลาดแล้ว เฝิง
หมิงอวี่ก็ยังไม่เคยเห็นสตรีนิสัยเช่นนี้มาก่อนเลย!
ใต้เท้าจางผู้นี้จิตใจลำเอียงจนเอียงไปถึงขอบ
ฟั้าแล้ว
เพียงแต่ยามนี้เฝิงหมิงอวี่คิดจะหยั่งเชิงอีก
ฝั่ายพอดี เขาจึงถามว่า “ประสบการณ์ไม่ดี? นาง
เป็นน้องสาวท่านไม่ใช่หรือไร?”
จางเจอจึงรู้ว่าตนทายถูก
หลังจากสาวกนิกายสวรรค์ทางนี้ได้รับ
จดหมายก็เริ่มสงสัยเขากับเจียงเสวี่ยหนิงจริงเสีย
ด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า ทั้งที่เขามาเสี่ยง
อันตรายแท้ ๆ แต่ยังพาสตรีมาเฝั้าติดตาม เรื่องนี้
ไม่ว่าจะคิดเช่นไรก็ไม่สมเหตุสมผล อีกฝั่ายจึงคิด
จะถามหยั่งเชิงเพื่อล้วงข้อมูลบางอย่าง จึงจับเขา
กับเจียงเสวี่ยหนิงแยกออกจากกัน
เพียงแต่ชาติกำเนิดของเจียงเสวี่ยหนิงนั้น…
จางเจออ้าปากแล้วก็หุบ สุดท้ายจึงเลี่ยง
หัวข้อนี้และกลับไปมีสีหน้าเย็นชาอีกครั้ง ตอบ
กลับแค่ “เรื่องผ่านมานานแล้ว ไม่อยากเอ่ยถึง
อีก”
นี่คือสีหน้าท่าทางกริ่งเกรงไม่อยากพูดถึง ไม่
เหมือนเสแสร้งแกล้งทำ
เฝิงหมิงอวี่เชี่ยวชาญการจับอารมณ์
ความรู้สึกของคนเช่นกัน
ครั้นคิดได้จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พูดคล้าย
ติดตลกว่า “แม่นางน้อยผู้นี้ค่อนข้างเอาใจยากอยู่
บ้าง ถือว่าข้าผิดใจกับนางไปแล้ว ไม่ทราบว่า
น้องสาวท่านมีสิ่งที่ชอบบ้างหรือไม่ จะเป็นของ
กินหรือของเล่นก็ได้ ข้าขอถามเอาไว้ล่วงหน้าเสีย
หน่อย พอเข้าเมืองแล้วจะได้สั่งให้เหล่าพี่น้องใน
นิกายไปจัดหา เผื่อว่าน้องสาวท่านจะสำราญใจ
และคลายโทสะไปได้บ้าง”
เปลือกนอกนั้นจางเจอเป็นผู้ได้รับบัญชามา
จากตู้จวินซานเหริน
คำพังเพยกล่าวเอาไว้ว่าต่อให้ไม่เห็นแก่หน้า
สมณะก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธรูป
เฝิงหมิงอวี่ให้เกียรติจางเจออยู่บ้าง จึงพลอย
ให้เกียรติน้องสาวของจางเจอไปด้วย อีกทั้งนาง
ยังไม่ได้ทำอะไรผิดจนถึงขั้นจะต้องตำหนิรุนแรง
การที่เขาพูดถึงนางเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
แต่จางเจอเชี่ยวชาญการสอบสวนคนร้ายใน
คุกมาช้านาน ย่อมรู้ดีว่าหากคนร้ายสองคน
ร่วมกันก่อเหตุ การแยกสองคนนี้จากกันเพื่อ
สอบสวนต้องทำให้คนใดคนหนึ่งเผยพิรุธแน่
นิกายสวรรค์คงวางแผนเอาไว้เช่นนี้
เพียงแต่คำถามนี้…
เจียงเสวี่ยหนิงชอบอะไรนะ
จางเจอครุ่นคิด นางชอบเสื้อผ้าอาภรณ์
หรูหรา อาหารเลิศรส และการท่องเที่ยวหาความ
สำราญ นางเคยให้คนเสาะหาพ่อครัวทั่วแผ่นดิน
มาทำขนมแผ่นท้อให้ตัวเอง จากนั้นก็จะเลือกกิน
แล้วบอกว่าไม่อร่อย นางวุ่นวายกับเรื่องนี้เกือบ
ครึ่งปี กระทั่งเบื่อรสชาติก็สั่งให้คนไล่พ่อครัวกลุ่ม
นั้นออกจากวังไปจนหมด
เสิ่นเจี้ยจึงเรียกคณะงิ้วเข้าวังมาเพื่อนาง
บทที่ 125 หนีตามกัน (2)
มีช่วงหนึ่งเหล่านางกำนัลต้องการประจบเอา
ใจนางถึงขั้นคร้านจะยั่วยวนฮ่องเต้ เอาแต่ถวาย
การรับใช้ภายในตำหนักคุนหนิงทั้งวันโดยนำสิ่ง
ใหม่ ๆ ที่ได้มาจากภายนอกมาให้นางชม
นางชอบดื่มชาอวิ๋นอู้[1] กินขนมแผ่นท้อ
กระโดดย่ำแอ่งน้ำ เล่นชู่จวี[2]ชมงิ้ว เล่นหมากซ
วงลู่[3]…
ทุกสิ่งที่สนุกสนาน ทุกสิ่งที่เลิศรส
แต่สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นจุดอ่อนที่ขุนนางชั้น
ผู้ใหญ่ผู้สูงส่งไร้มลทินในราชสำนักใช้โจมตีนาง
เช่นกัน พวกเขารังเกียจการหาความสำราญของ
นาง รังเกียจพฤติกรรมไม่อยู่ในกรอบจารีต
ประเพณีของนาง ถวายฎีกาฟั้องร้องว่านางไม่
รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ปราศจากจริยาวัตรของผู้
เป็นมารดาแห่งแผ่นดิน
เจียงเสวี่ยหนิงบันดาลโทสะ ตัดดอกโบตั๋น
ภายในอุทยานหลวงเสียเตียนโล่ง
เมื่อบรรดาขุนนางเข้าวังหลวงในช่วงนั้นจึง
เห็นโบตั๋นในอุทยานหลวงดอกใบกุดแหว่ง สภาพ
น่าอนาถยิ่งนัก
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่บางคนจึงตำหนิขันทีผู้ดูแล
การปลูกดอกไม้ว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่
ขันทีผู้ปฏิบัติหน้าที่จึงตอบเสียงค่อย
“ฮองเฮาทรงใช้กรรไกรตัดด้วยพระองค์เอง ตรัส
ว่าช่วงนี้ฝั่าบาทมีรับสั่งให้ใต้เท้าทั้งหลายเดินชม
อุทยานพร้อมหารือข้อราชกิจอยู่หลายครั้ง
พระองค์จึงตั้งพระทัยตัดดอกโบตั๋นเพื่อให้ใต้เท้า
ทั้งหลายได้ชมแสงตะวันงามยามวสันต์ จะได้ช่วย
คลายความเบื่อหน่ายโดยเฉพาะขอรับ”
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่สูงวัยพลันโมโหจนเครา
กระดิกดวงตาถลน
ครั้นเสิ่นเจี้ยกลับจากตำหนักเฉียนชิงมาเห็น
สภาพยับเยินเช่นนี้เข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ เขา
กระแอมหลายครั้ง ก่อนจะปรับสีหน้า แต่ก็ไม่คิด
ถือสาหาความอันใด เพียงพูดเฉไฉราวกับกำลัง
ไกล่เกลี่ย “นับว่าฮองเฮามีความตั้งใจจะทำให้ละ
นะ แม้ว่าดูไปแล้วค่อนข้าง ค่อนข้าง…”
พระองค์ ‘ค่อนข้าง’ อยู่ครึ่งค่อนวัน แต่
สุดท้ายก็ไม่อาจสรรหาถ้อยคำ
หลังจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ค่อนข้างต่างจากผู้อื่น
ไปบ้างเท่านั้นเอง”
เฝิงหมิงอวี่เห็นว่าผ่านไปครู่ใหญ่จางเจอยังไม่
ตอบคำถาม จึงอดพูดอีกไม่ได้ “น้องสาวท่านไม่มี
สิ่งใดที่ชอบเลยหรือ”
จางเจอหยุดชะงัก ตอบกลับว่า “นางชอบทุก
อย่างเลย”
เฝิงหมิงอวี่เอ่ย “แต่ดูเหมือนว่าน้องสาวของ
ท่านค่อนข้าง…”
ค่อนข้างช่างเลือกอยู่บ้าง
เฝิงหมิงอวี่ไม่ได้กล่าวออกมาตรง ๆ
จางเจอนึกถึงนกน้อยแสนงามตัวนั้นขึ้นมา
มันเป็นนกที่มีขนสีเขียวแกมน้ำเงินปกคลุม
เต็มปีกทั้งสองข้าง หางยาวเหยียดงดงามดั่งหงส์
กล่าวกันว่ามีชื่อเรียกขานว่า ‘นกสาลิกาดงหาง
หงส์’
ขณะนั้นฮ่องเต้ยังประทับอยู่ที่พระราชวังฤดู
ร้อน
วันแรกเขาพบฮองเฮาผู้ถูกกล่าวขานถึง
ภายในศาลาศิลาข้างสระบัวและถูกนางกลั่น
แกล้งไปคำรบหนึ่ง วันต่อมาเสิ่นเจี้ยพาขุนนางทั้ง
ฝั่ายบุ๋นและฝั่ายบู๊ไปลานล่าสัตว์
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมอยู่ด้วย
นางสวมเสื้อผ้าอาภรณ์เลิศหรูและถือพัดหอม
อันงามวิจิตร นั่งใต้กระโจมพลางมองดูผู้อื่นอยู่
ไกล ๆ ด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
จนกระทั่งมีสกุณางดงามหลายตัวบินผ่านปั่า
ปีกของมันมีสีมรกตแกมน้ำเงิน เปล่งประกาย
แวววาวยิ่งนัก
นางถูกดึงดูดความสนใจทันใด ลุกขึ้นคว้าชาย
แขนเสื้อคลุมมังกรสีนิลเดินลายเส้นสีทองของ
เสิ่นเจี้ยพร้อมชี้บรรดานกตัวน้อย เอ่ยว่า “หม่อม
ฉันอยากได้เจ้านี่เพคะ!”
เสิ่นเจี้ยย่อมตามใจนาง
เขาบอกเหล่าชายหนุ่มที่เข้าร่วมการล่าสัตว์
ทันที หากผู้ใดยิงนกสาลิกาดงหางหงส์ลงมาได้จะ
ตกรางวัลอย่างงาม
คนเหล่านั้นย่อมกระตือรือร้นใคร่ลอง
แต่วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ประสบผล
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มไม่พอใจบ้างแล้ว
เสิ่นเจี้ยปลอบนาง “ก็แค่นกสาลิกาตัวเล็ก ๆ
ตัวเดียวเอง หากเจ้าชอบจริง วันหลังเราจะให้
ฝั่ายในหามาให้หลาย ๆ ตัว แล้วให้แขวนไว้นอก
ประตูตำหนักของเจ้าดีหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับตอบว่า “ตัวที่เลี้ยงในวัง
จะมีความหมายอันใด หม่อมฉันอยากได้ตัวที่มา
จากนอกวังเพคะ”
เสิ่นเจี้ยจึงถอนหายใจด้วยความจนใจ
ขณะนี้เองมีคนจากหน่วยทหารรักษา
พระองค์ตะโกนโหวกเหวกขัดจังหวะขึ้นมา
“ฝีมือยิงเกาทัณฑ์ของท่านราชครูยอดเยี่ยมมาก
เลยไม่ใช่หรือ ข้าเคยเห็นคราวก่อนเขายิงได้
แม่นยำราวกับจับวางแน่ะ!”
เดิมทีนี่คือการเสด็จแปรพระราชฐานคลาย
ร้อน เซี่ยเวยจึงไม่ควรตามมาด้วย
เขารั้งอยู่เมืองหลวงเพื่อช่วยฮ่องเต้สะสาง
พระราชกิจใหญ่บางประการ เพียงแต่ช่วงนี้มี
หลายเรื่องที่ไม่อาจตัดสินใจ จำต้องหารือกับ
ฮ่องเต้ เมื่อวานเขาถึงขี่ม้าตามมา ฮ่องเต้สั่งให้เขา
อยู่พักผ่อนหนึ่งวัน วันนี้เขาจึงยังไม่ได้จากไปและ
ประสบเรื่องนี้เข้าพอดี
เมื่อคำพูดนี้เปล่งออกมา สายตาของทุกคนจึง
พลันจับไปที่เขา
ชายหนุ่มผู้นี้คือราชครูคนปัจจุบัน ขณะนั้น
เขาสวมเสื้อคลุมนักพรตสีครามหม่น กำลังย่นหัว
คิ้วเล็กน้อย
เสิ่นเจี้ยหัวเราะพร้อมขอให้เขาลองดูสักครา
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายไม่ชอบหน้าคนผู้นี้ นาง
คว่ำมุมปากเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นครา
หนึ่ง กล่าวสำทับตอนท้ายด้วยท่าทางเรียบเฉยว่า
“ต้องการแบบมีชีวิต”
เวลานั้นเซี่ยเวยน้าวเกาทัณฑ์และพาดลูกศร
บนแล่งแล้ว
เมื่อได้ยินก็ผินหน้ามองเจียงเสวี่ยหนิงแวบ
หนึ่ง
ตอนนั้นจางเจอรู้สึกว่าราชครูคนปัจจุบันผู้
เป็นนักปราชญ์นามอุโฆษมาช้านานคงไม่ชอบ
หน้าเจียงเสวี่ยหนิงเช่นเดียวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่
คนอื่น
เกาทัณฑ์ส่งเสียงดัง ‘ฟึบ’ แล้วพุ่งทะลุเมฆา
ยิงตัดผ่านพงพนาดั่งสายอสุนีบาต
ลูกศรแฉลบปีกซ้ายของนกสาลิกาดงหางหงส์
ตัวหนึ่งอย่างน่าหวาดเสียว!
นกตัวนั้นส่งเสียงร้องน่าเวทนา ก่อนจะเซ
ถลาร่วงตกลงบนพื้นหญ้าเพราะไม่อาจทรงตัว
เจียงเสวี่ยหนิงลืมเลือนบุคลิกของมารดาแห่ง
แผ่นดินไปสิ้น นางอดเปล่งเสียงโห่ร้องยินดีไม่ได้
รีบสั่งให้นางกำนัลข้างกายไปจับนกตัวนั้นมา
ประหนึ่งลืมไปแล้วว่าตนไม่ชอบหน้าเซี่ยเวย
นางกำนัลเก็บนกกลับมา มันยังมีชีวิตอยู่
จริงๆ
เพียงได้รับบาดเจ็บที่ปีกเล็กน้อย ทว่ายังคงมี
สีสันสดใสตระการตาดังเดิม เหมาะจะเลี้ยงใน
กรงและแขวนไว้ตรงระเบียงทางเดินพอดี
นับแต่นั้นทั่วทั้งพระราชวังต่างรู้กันว่าฮองเฮา
ทรงเลี้ยงนกน้อยแสนงามตัวหนึ่งไว้ภายใน
ตำหนักคุนหนิง
ช่วงเวลาหลายวันนั้นทุกคนต่างมีความสุข
ฮองเฮาแย้มพระสรวลทีพริ้มเพราจนใจ
ละลาย ยามพระเนตรและขนงซึ่งงามระยับกว่า
ขนของนกตัวนั้นโค้งด้วยความอ่อนโยนยังเฉิดฉัน
กว่าดอกโบตั๋นแห่งลั่วหยางเสียอีก
นางชอบนั่งตรงระเบียงเพื่อชมนกน้อย
นั่งครั้งหนึ่งปาไปค่อนวัน
เพียงแต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านวันแล้ววันเล่า
รอยแย้มพระสรวลกลับค่อย ๆ จาง
กระทั่งเกือบครึ่งเดือนก็เลือนหายจากดวง
พักตร์
เหล่านางกำนัลแอบพูดกันว่าฮองเฮาทรง
แขวนกรงนั้นตรงระเบียงทางเดิน เมื่อพระองค์
ประทับเพื่อทอดพระเนตรแต่ละครั้งก็ล่วงเลยไป
ครึ่งค่อนวัน แต่กลับทรงหม่นหมองลงเรื่อย ๆ
ราตรีหนึ่งฝนเทกระหน่ำ
เช้าวันต่อมาเหล่านางกำนัลเห็นว่ากรงนกอัน
วิจิตรประณีตร่วงอยู่บนระเบียงทางเดิน ประตู
กรงน้อย ๆ แง้มออก ส่วนนกน้อยแสนงดงาม
ภายในกรงกลับอันตรธานไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
เหล่านางกำนัลตระหนกตกใจอย่างยิ่ง กราบ
ทูลเรื่องนี้กับนางตัวสั่นงันงก
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงมิได้มีปฏิกิริยาอะไร
ตอบสนอง
ได้ยินว่านางนอนอุดอู้อยู่ในวังสองวัน ฮ่องเต้
เสด็จมาหาก็ไม่สนใจ นับจากวันนั้นระเบียง
ทางเดินของตำหนักคุนหนิงก็เงียบสงัด ไม่ได้ยิน
เสียงนกร้องอีกเลย
บางทีนางอาจไม่ได้ชอบเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา
อาหารเลิศรส และการท่องเที่ยวเพื่อหาความ
สำราญโดยแท้จริงก็ได้
สิ่งที่นางรักมีเพียงนกน้อยปีกงามหลากสีสัน
ตัวนั้น
เพียงแต่บางครั้งเมื่อคนเราลุ่มหลงสิ่งใดก็ทำ
ให้หลงลืมความเป็นตัวเอง
จางเจอเงยศีรษะมองดูท้องฟั้ามืดทะมึน ไพล่
นึกถึงถ้อยคำที่ดรุณีน้อยกล่าวกับเขาริมฝังแม่น้ำ
ละแวกหมู่บ้าน เขาพลันรู้สึกยินดีกับนางขึ้นมา
แม้จะเสี่ยงอันตรายแล้วมันทำไมเล่า
เขาเคลื่อนสายตากลับไปมองเฝิงหมิงอวี่
กล่าวเสียงเรียบ “นางไม่เรื่องมาก”
นี่ยังไม่เรื่องมากอีกหรือ
เฝิงหมิงอวี่รู้สึกว่าตนยังคลำเงื่อนงำอะไรไม่
เจอ หากต้องพูดจาอ้อมค้อมกับเจ้าคนหน้าตายผู้
นี้ต่อก็ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดถึงจะหลอก
ถามสิ่งที่ตนอยากรู้ได้ ไม่สู้เลิกพร่ำวาจาเรื่อย
เปือยไร้สาระแล้วถามเปิดอกกันเลยดีกว่า
“เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจ ทั้งที่น้องสาวของท่านเป็น
สตรีงามหยาดเยิ้ม แล้วท่านหักใจพามาได้
อย่างไร หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับนางจะทำเช่น
ไรเล่า”
———————–
หากตอบคำถามนี้ไม่ดี ผิดพลาดขึ้นมาอาจมี
อันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้
“คือ…”
เจียงเสวี่ยหนิงสนทนากับหวงเฉียนมาตลอด
ทาง นางตอบคำถามหยั่งเชิงของอีกฝั่ายกลับโดย
มิได้เผยพิรุธแม้แต่น้อย อย่างไรเสียเรื่องที่นาง
ชอบจางเจอก็เป็นความจริง จึงรู้เรื่องนั่นนี่
เกี่ยวกับเขาเยอะมาก
แต่เมื่ออีกฝั่ายถามมาเช่นนี้กลับทำให้นางตื่น
ตระหนก
ทว่าก็นึกอะไรออกในเวลาเพียงไม่นาน
หวงเฉียนกับเฝิงหมิงอวี่ย่อมกำลังวางแผน
บางอย่าง พวกเขาครุ่นคิดกันว่าคนที่ตู้จวินซาน
เหรินเอ่ยถึงในสารคือใครกันแน่ แน่นอนว่าผู้ควร
ถูกสงสัยมากสุดย่อมเป็นจางเจอ
และการที่จางเจอพาเจียงเสวี่ยหนิงตามมา
ด้วยก็ยิ่งไม่สมเหตุสมผล
มีใครบ้างออกมาเสี่ยงอันตรายแท้ ๆ ยังจะพา
น้องสาวตามมาอีก
ช่างน่าฉงนเสียจริง
แต่หวงเฉียนคิดไม่ถึงว่าเมื่อตนถามเช่นนี้
ออกไป ใบหน้าไร้การแต่งแต้มและเชิดสูงของ
ดรุณีน้อยซึ่งเดิมทีพูดจาฉะฉานเปียมไหวพริบ
กลับกดลงเล็กน้อย นางเริ่มอึกอักคล้ายไม่สะดวก
ใจจะตอบ
หวงเฉียนพลันนึกอะไรได้
เขาเผยสีหน้าพิกล “หรือว่าเจ้ากับใต้เท้าจาง
ผู้นั้นจะ…”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาหน่อย ๆ ไม่มีผู้ใด
มองเห็นแววตาเย้ยหยันซึ่งซ่อนอยู่ใต้แพขนตาดก
หนา นางคิดเพียงว่าถึงอย่างไรจางเจอก็ไม่มีทางรู้
ว่านางพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลอะไรไว้ จึงขบริม
ฝีปากเบา ๆ แสดงท่าทางเอียงอายระคนขลาด
กลัวอย่างสมจริงยิ่งนัก เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ากับ
พี่ชายมีใจให้กัน ทว่าจนใจด้วยคนที่บ้านไม่
ยินยอม ข้ากลัวผู้อื่นจะล่วงรู้ถึงการหนีตามกัน
ครั้งนี้ ขอท่านเจ้าวิหารโปรดเก็บรักษาความลับ
อย่าได้แพร่งพรายเลยนะเจ้าคะ”
หวงเฉียน “…”
เขารู้สึกประหนึ่งถูกสายอสุนีบาตฟาดร่าง
เมื่อครู่ข้าได้ยินเรื่องห่าเหวอะไรกันนี่?!
——————–
1. ชาอวิ๋นอู้ ตั้งชื่อตามแหล่งเพาะปลูกที่เต็ม
ไปด้วยไอหมอกบนภูเขาเย่ว์ มณฑลหู
หนาน ใช้ถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการ
แด่ฮ่องเต้
2. ชู่จวี เป็นการละเล่นโบราณชนิดหนึ่ง คล้าย
ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน
3. หมากซวงลู่ เป็นเกมกระดานชนิดหนึ่งรู้จัก
กันในชื่อ ‘แบ็กแกมมอน’ มีประวัติ
ยาวนานกว่าห้าพันปี พบในอารยธรรมเมโส
โปเตเมีย อินเดีย จีน และญี่ปุั่น วิธีการเล่น
คือแบ่งผู้เล่นเป็นสองฝั่าย สลับกันทอยเต๋า
ผลัดกันเดิน