คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 133 ชื่อแซ่เดิม
ตลอดเส้นทางที่เดินจากหลังเขากลับไปหน้า
เขา สิ่งที่พบเห็นล้วนเป็นหินผาที่พังทลาย
ระเกะระกะและซากศพเกลื่อนกลาด ปรายตา
มองบางครั้งจะเห็นร่างที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และ
ศพซึ่งนอนตายตาไม่หลับอีกด้วย
แม้ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงจะเคยผ่านความ
ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อพบภาพเหตุการณ์
เช่นนี้ก็ยังอดอกสั่นขวัญหายไม่ได้
เสียวเปั่าเดาออกว่านางคงกลัวภาพโหดร้าย
คละคลุ้งกลิ่นคาวโลหิต เขาจึงเดินเยื้องหน้าและ
ใช้เงาร่างของตนบดบังภาพอันเหี้ยมโหดส่วน
ใหญ่เอาไว้ พานางเดินเลียบผ่านกำแพงเรือนเขต
หลังเขามาตลอดทาง
แม้อารามซั่งชิงจะครอบครองโดยนิกาย
สวรรค์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเดิมของอารามเต๋าก็
มิได้เปลี่ยนแปลง
ด้านหน้าเป็นอารามเต๋า ส่วนด้านหลังเป็นที่
พักของเหล่านักพรต
เพียงแต่ขณะนี้ไร้ซึ่งนักพรตที่แท้จริงมานาน
นมแล้ว เหลือไว้เพียงเรือนว่างเปล่าจำนวนมาก
หลังอาราม
เสียวเปั่าจึงมาช่วยเจียงเสวี่ยหนิงเก็บกวาด
ห้อง “เซียนเซิงกำชับให้คุณหนูรองเจียงพักผ่อน
ที่นี่ก่อน ข้าคิดว่าเซียนเซิงกับใต้เท้าจางคงยังมี
เรื่องต้องสนทนากัน นอกจากนี้คุณชายของจวน
ติ้งกั๋วกงก็เหมือนจะได้รับบาดเจ็บไม่เบา เกรงว่า
คงไม่อาจกลับเมืองหลวงได้ชั่วคราว ต้องอยู่ค้าง
ที่นี่หลายวันแล้วละขอรับ”
เขาชงชามาให้กาหนึ่งด้วย
เสร็จแล้วจึงไปสนทนากับคนข้างนอก กระทั่ง
ว่ายังนำชุดใหม่เอี่ยมมาให้นางผลัดเปลี่ยนถึงสอง
ชุด “นี่เป็นชุดที่สั่งให้คนไปซื้อมาจากในเมือง
ชั่วคราว คุณชายเจี้ยนซูบอกว่าไม่อาจเทียบชุดที่
นิยมกันในเมืองหลวงได้อยู่แล้ว ทว่าคงได้แต่
ขอให้คุณหนูใช้แก้ขัดไปก่อนนะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงห่มเสื้อคลุมนักพรตที่เซี่ย
เวยรัดให้ ด้านในเสื้อคลุมบุหนังเสวี่ยเตียว
[1]ชั้นหนึ่ง เพียงห่มแนบร่างก็ทำให้อบอุ่น
นางเหลือบมองชุดทั้งสอง
ชุดหนึ่งสีฟั้าน้ำทะเล อีกชุดสีม่วงอ่อน แม้ไม่
อาจเทียบบรรดาเสื้อผ้าฝีมือประณีตในเมือง
หลวง ทว่ารูปแบบกลับเรียบหรูและเหมาะสม
เห็นชัดว่าเลือกสรรด้วยความตั้งใจ ติดเพียงว่าชุด
นี้คนของเซี่ยเวยส่งมา สุดท้ายแล้วนางจึงยังรู้สึก
แปลกประหลาดยู่ดี
นางกระสับกระส่ายยิ้มไม่ออก เพียงมองเสียว
เปั่าแล้วพูดว่า “ที่แท้เจ้าก็เป็นคนของเซียนเซิง
นี่เอง”
เสียวเปั่าเอ่ย “หากไม่มีคนคอยประสานงาน
ภายใน เซียนเซิงก็ไม่กล้าเสี่ยงอันตรายเช่นกัน
ขอรับ”
เขาตีหน้าขรึมขณะเปล่งวาจา กิริยาท่าทาง
คนละเรื่องกับช่วงที่อยู่กับเจียงเสวี่ยหนิงหลายวัน
ก่อนและเอาแต่เรียก ‘พี่สาว’ เลย เขาหลุบตาไม่
เหลือบมองนางสักแวบ ท่าทางเหมือนไม่ค่อยสบ
อารมณ์
เจียงเสวี่ยหนิงจึงนึกถึงเมื่อตอนเช้าตรู่
เด็กคนนี้วางยาในอาหารของนาง ทำให้นาง
พ้นสายตาของนิกายสวรรค์โดยใช้เหตุผลว่าไปหา
หมอ เขาสั่งให้นางไปซ่อนตัวที่โรงเตี๊ยมฝังตรง
ข้ามของถนน แต่นางไม่อยากไป พอพบว่าเรื่อง
ร้านขายยาหย่งติ้งเป็นเรื่องลวงก็รีบรุดไปยังศาลา
ว่าการและเอาตัวเข้าเสี่ยงโดยไม่แยแสสิ่งใด
คงเพราะทุกสิ่งล้วนอยู่เหนือการคาดการณ์
ของเซี่ยเวย
เซี่ยเวยถึงโกรธเช่นนั้น
เด็กคนนี้คงได้รับคำสั่งให้มาช่วยนาง ในเมื่อ
เซี่ยเวยไม่พบนางที่โรงเตี๊ยมเกรงว่าอีกฝั่ายคงถูก
ลงโทษด้วยกระมัง
เจียงเสวี่ยหนิงมิใช่คนแล้งน้ำใจ เมื่อคิดว่าทุก
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความลำบากให้ผู้อื่นก็รู้สึกผิดอยู่
บ้าง อย่างไรก็ตาม การที่จางเจอเข้าใจว่าจะมี
กำลังเสริมที่ร้านขายยาหย่งติ้งกลับเป็นเรื่องเท็จ
ก็ทำให้นางอดสงสัยเจตนาของเซี่ยเวยไม่ได้จริงๆ
อย่างไรเสียสำหรับนาง เซี่ยเวยก็มิใช่คนดิบดี
อะไร
ด้วยเหตุนี้แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะมีความคิด
ปรากฏในสมองสารพัดสารพัน สุดท้ายก็ทำได้
เพียงจมอยู่กับความเงียบ
หลังจากเสียวเปั่าจัดการข้าวของทุกอย่าง
เรียบร้อยก็แง้มหน้าต่างให้ครึ่งหนึ่ง จากนั้นไปตัก
น้ำสำหรับล้างหน้าบ้วนปากมาให้และจุดเตาผิง
ภายในห้อง “ข้าขอตัวออกไปก่อน แต่จะยังอยู่
แถว ๆ นี้ หากคุณหนูรองเจียงมีเรื่องอันใดเรียก
หาข้าได้ทันทีนะขอรับ”
เขาถอยออกไปพร้อมปิดประตู
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจสงบจิตใจพักผ่อน
ทันทีที่หลับตาหัวสมองก็เต็มไปด้วยภาพใบหน้า
ของจางเจอกับเซี่ยเวยซ้อนทับสลับวูบไปมาจน
ใจเต้นระทึก นางปลดเสื้อคลุมนักพรตบนร่าง
วางไว้ด้านข้างชุดกระโปรงซึ่งพับทบอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อยทั้งสองชุด บนผ้าแพรสีขาว
พิสุทธิ์มิได้เปือนคราบฝุั่นดินหรือโลหิตแม้แต่น้อย
กลับให้ความรู้สึกสูงส่งโดดเดี่ยวเย็นชาประหนึ่ง
กำลังยืนตระหง่านบนหมู่เมฆาและทอดสายตาลง
มองเหล่าสรรพชีวิตเฉกเช่นผู้เป็นเจ้าของ
เซี่ยจวีอัน…
เขามีอะไรให้สนทนากับจางเจอ?
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งในห้องครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อยู่
ไม่เป็นสุขจึงลุกไปยังใต้ชายคานอกห้อง
ทอดสายตามองภูเขาทางด้านหลังเรือนพัก
ลานเรือนปลูกต้นสนโบราณอยู่ไม่น้อย
จากประตูใหญ่ทางหลังเขามีทางเดินทอดยาว
มาถึงสถานที่แห่งนี้ ทว่าปัจจุบันมีทหารจำนวน
มากเฝั้าสองข้างทาง ไม่ว่าใครเดินผ่านเส้นทาง
สายนี้ นางจะมองเห็นได้ชัดเจน
แต่มองอยู่นานก็ไม่เห็นจางเจอ
หัวใจของนางหวิววูบ
จนเวลาล่วงเลยเกือบสองเค่อถึงเห็นทหารที่
เฝั้ารักษาการณ์มองไปด้านหลังพร้อมค้อมกาย
เล็กน้อย คล้ายกำลังคารวะใครบางคน
เจียงเสวี่ยหนิงพลันใจเต้นรัว
ต่อมาในที่สุดนางก็มองเห็นเงาร่างอันแสน
คุ้นเคยเดินออกมาจากภูเขาทางด้านหลัง
บาดแผลมีผ้าพันลวก ๆ แต่ถึงกระนั้นเสื้อคลุมสี
น้ำเงินก็อาบชุ่มโลหิตจนกลายเป็นสีดำมาตั้งนาน
แล้ว ใบหน้าค่อนข้างซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากเสียเลือดมากเกินไป
ไม่เป็นไร
เขาไม่เป็นไร!
ชั่วอึดใจที่เห็นว่าเขาปลอดภัยสบายดี เจียง
เสวี่ยหนิงก็รู้สึกเพียงว่าดวงใจพองโตจนแทบจะ
ล้นออกจากอก ปรี่เข้าหาเขาอย่างไม่อาจควบคุม
ตนเองได้ “ใต้เท้าจาง!”
สีหน้าของจางเจอเหมือนท่อนไม้ที่แห้งเหี่ยว
เมื่อนางเห็นเขาดวงใจก็เปียมไปด้วยความปีติ
ยินดี ไม่ได้สังเกตรายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้น รอยยิ้ม
คลี่ประดับริมฝีปาก “ท่านไม่เป็นอะไร ช่างดี
เหลือเกิน…”
ดีเหลือเกิน
พูดยังไม่ทันจบก็รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้ง
กว่าเดิมหลายส่วน นางพยายามกะพริบตา
สุดกำลัง ร่างส่ายโอนเอนเล็กน้อย สุดท้ายก็หงาย
หลังล้มหมดสติ
จางเจอใจหายวาบ โชคดีที่ตอบสนองรวดเร็ว
รับนางเอาไว้ทัน
หญิงสาวเอวบางร่างน้อย แก้มขาวนวลเนียน
ทว่าซูบเซียวเพราะความเหนื่อยล้าจากการ
เดินทางรอนแรมตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
นางหลุบเปลือกตา คิ้วเรียวบางประดุจใบหลิวทั้ง
สองข้างเองก็คลายออก
คล้ายจะหลับไปแล้ว
เดิมทีเสียวเปั่ามองดูจากอีกด้านหนึ่งของ
ชายคา ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิง ล้มหมดสติก็
สะดุ้งโหยง คิดจะปราดเข้ามาประคอง
แต่เมื่อเห็นจางเจอรับไว้ได้ทัน ฝีเท้าก็ชะงัก
ถัดออกไปอีกช่วงหนึ่งเขามองเห็นเซี่ยเวยยืน
มองภาพเหตุการณ์นี้อยู่ไกล ๆ ณ ปลายสุดทาง
เชื่อม แต่ไม่เดินเข้ามา ส่วนใต้เท้าจางผู้อยู่ใกล้กัน
ตรงนี้สีหน้าแปรเปลี่ยนหลายครา ก่อนจะ
กลับคืนสู่ความเงียบขรึมเย็นชาดังเดิม เพียงช้อน
เอวอุ้มคุณหนูรองเจียงซึ่งหมดสติไปแล้ว จากนั้น
เดินผ่านเขาไปวางร่างนางกลับลงบนเตียงภายใน
ห้องเบา ๆ ทั้งยังช่วยเหน็บชายผ้าห่มให้อย่างเอา
ใจใส่
————–
ในที่สุดหิมะก็ตก
ท้องฟั้าเหนือเมืองทงโจวปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม
สายลมหนาวที่พัดผ่านตั้งแต่ช่วงกลางวันเริ่มทวี
ความหนาวเย็นเป็นอันมาก ครั้นพลบค่ำก็เริ่มมี
หิมะตก เกล็ดหิมะลักษณะคล้ายขนห่านโปรย
ปรายจากฟากฟั้า ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ปกคลุม
หลังคาบ้านภายในเมืองเป็นสีขาวโพลน ยอดสน
บนเนินเขาของอารามซั่งชิงมีหิมะพูนเป็นกอง ๆ
จนมองไกล ๆ คล้ายทุ่งบุปผาน้ำแข็ง
หากเซียวติ้งเฟยจำไม่ผิด สภาพอากาศเช่นนี้
เซี่ยเวยรังเกียจที่สุด
จินหลิงอยู่ทางใต้ มีหิมะตกน้อยครั้งนัก
แต่กาลเวลาผันผ่านนานวันเข้าย่อมเกิด
ข้อยกเว้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
มีอยู่ปีหนึ่งกระแสความหนาวเย็นมุ่งลงใต้
สายลมพัดกระทบหน้าต่างยามราตรี ครั้นตื่นมา
ยามเช้าตรู่ก็พบว่าทั้งภูเขาจำลอง ศาลา และหอ
เก๋งล้วนปกคลุมด้วยหิมะ กวีผู้เปียมความสุนทรีย์
ต่างรวมตัวกันทั้งภายในและภายนอกเมืองจินห
ลิงเพื่อนัดไปชมหิมะกันอย่างกระตือรือร้น
แน่นอนว่าย่อมมีลูกผู้ดีมีเงินไม่ทำงานทำการ
บางคนมาเชิญเซียวติ้งเฟยไปด้วย
ยามนั้นเซี่ยเวยยังไม่ได้เข้าร่วมการสอบ
เคอจวี่ แต่ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือภายในเมืองจินหลิง
แล้ว เซียวติ้งเฟยคิดว่าตนเป็นพวกไม่ได้ความที่ไร้
ความรู้ความสามารถ คนเหล่านั้นที่พากันไป
แสวงหาความสุนทรีย์อย่างน้อยก็ต้องประพันธ์
บทกวีหรือไม่ก็วาดภาพกันแน่ ไม่สู้ชวนเซี่ยเวยไป
ด้วยดีกว่า เนื่องจากน้อยครั้งนักที่เขาจะอยู่แถวนี้
พอดี
คิดไม่ถึงว่าเมื่อไปถึงเรือนกลับเห็นประตูปิด
สนิท
บ่าวภายในลานเรือนกลุ่มหนึ่งกำลังสาละวน
กวาดหิมะ
เซียวติ้งเฟยแปลกใจ “หิมะนี้ยังไม่หยุด ดูท่า
ว่าจะตกไปอีกหลายวัน ยามนี้ถึงพวกเจ้าจะกวาด
เสียจนสะอาดสะอ้าน แต่อีกประเดี๋ยวก็จะกอง
สุมใหม่ จะไม่เท่ากับเสียแรงเปล่าอย่างนั้นหรือ”
ผู้ที่อยู่ในเรือนตู้จวินต่างพูดน้อยประหยัด
ถ้อยคำ
ไม่มีผู้ใดตอบเขา
เจี้ยนซูเดินถือชามยาเข้ามาจากระเบียง
ทางเดิน เมื่อเห็นเขาก็ชะงักฝีเท้า “คุณชายติ้ง
เฟย วันนี้เซียนเซิงไม่ออกไปที่ใด เชิญท่าน
กลับไปเถิดขอรับ”
เซียวติ้งเฟยหลากใจ “เขาล้มปั่วยเหรือ”
เจี้ยนซูตอบ “เผอิญเป็นหวัดขอรับ”
เซียวติ้งเฟยพลันหมดสนุก เขายักไหล่และ
กำลังจะจากไป ทว่าชั่วขณะที่กำลังจะหมุนกายก็
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เจี้ยนซูถือชามยาเปิด
ประตู หางตาที่ขยับวูบของเซียวติ้งเฟยจึงเหลือบ
เห็นชายม่านมุ้งสีนิลหนาเตอะที่ลำแสงไม่อาจ
ส่องทะลุผ่านมุมหนึ่งกระพือพัด ลำแสงจากเปลว
เทียนหลายสายส่องลอดออกมาให้เห็นรำไรทั้งที่
เป็นตอนกลางวันแสก ๆ
ใจเขาพลันเต้นรัว
ไม่นานบานประตูก็ปิด
เซียวติ้งเฟยรู้สึกพิกลนัก ทว่าขณะกำลังสงสัย
ใคร่รู้ก็อดพิเคราะห์สถานะของตนในนิกายไป
ด้วยไม่ได้ สุดท้ายจึงไม่กล้าเอ่ยถามอันใด และยิ่ง
ไม่กล้ารั้งอยู่ในลานเรือนแห่งนี้นาน
บ่าวไพร่ซึ่งกำลังกวาดหิมะข้างนอกยังคง
สาละวน
เขาระงับความสงสัยที่ลอบก่อตัว รีบหนี
ออกไปชมหิมะกับพวกคุณชายไม่เอาถ่าน
เพียงแต่แม้เวลาจะผันผ่านมานานขนาดนี้
ภาพที่เห็นวันนั้นกลับยังผุดในใจเขาเป็นบางครั้ง
ทิ้งปริศนาขนาดมหึมาในส่วนลึกของห้วงความ
ทรงจำ
เดิมทีวันนี้เกิดเรื่องใหญ่ เซี่ยเวยยิงเกาทัณฑ์
ทำร้ายเขาดอกหนึ่ง เห็นชัดว่าต้องการจะมาหา
แต่เมื่อเห็นอารามซั่งชิงหิมะตกหนัก เซียวติ้ง
เฟยก็รู้สึกได้ราง ๆ ว่าคนผู้นี้คงไม่มาแล้ว
อย่างน้อยก็ไม่มีทางมาช่วงกลางวัน
จริงดังคาด เซียวติ้งเฟยรอคอยจนแสงนภา
หรุบหรู่ ความดำมืดปกคลุมทั่วทั้งอารามเต๋า บน
ทางเดินเชื่อมซึ่งถูกปัดกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน
เบื้องหน้าถึงค่อยมีโคมสีเหลืองนวลส่องสว่างมา
ทางห้องของเขา
เจี้ยนซูและเตาฉินเดินตามอยู่ข้างหลังเซี่ยเวย
ผู้หนึ่งถือโคม ผู้หนึ่งกางร่มเคลือบน้ำมัน
ครั้นถึงหน้าขั้นบันไดก็แขวนโคมและหุบร่ม
เคลือบน้ำมัน ก่อนจะก้าวขึ้นหน้าเพื่อผลักเปิด
ประตูห้อง เมื่อเห็นเซียวติ้งเฟยก่อนสิ่งอื่นใดก็
เปล่งเสียงเรียกด้วยความเคารพนบนอบยิ่ง “คุณ
ชายติ้งเฟย”
เซียวติ้งเฟยนอนกลับลงไปบนเตียง
ภายในห้องจุดเตาผิง อุณหภูมิจึงร้อนผะผ่าว
เขาสวมเพียงเสื้อทับสีขาว ถอนลูกเกาทัณฑ์ที่
ยิงทะลุบ่าและทายาสมานแผลชั้นดีจนโลหิตหยุด
ไหลนานแล้ว แต่ถึงกระนั้นท่านหมอก็ยังกำชับว่า
อย่าขยับเขยื้อนตามใจชอบเพราะเขาจำเป็นต้อง
พักฟืน
เซี่ยเวยเดินตามเข้ามา
ใบหน้าเรียบเฉย สายตาลุ่มลึก ชุดยาวขาว
ประดุจหิมะ ปินไม้เกล้าผมดำขลับ ท่วงทีสง่างาม
ประดุจผู้เร้นกายจากทางโลกอย่างแท้จริง
เจี้ยนซูปิดประตูทางด้านหลัง
แสงเทียนที่ส่องกระทบกระดาษกรุหน้าต่าง
สว่างโรจน์เสียจนแสงสะท้อนของหิมะทางด้าน
นอกหายไปหลายส่วน ใบหน้าของเขาจึงดู
อ่อนโยนกว่าเดิม
เซี่ยเวย “ขาของเจ้าช่างดีนักนะ”
เซียวติ้งเฟยยิ้มเอ้อระเหย “แต่ครั้นวิ่งก็ไม่ได้
เร็วไปกว่าลูกเกาทัณฑ์ของท่านอยู่ดี”
เซี่ยเวยกลับไม่ยิ้มแย้ม “น่าเสียดายยังแม่นไม่
พอ มิเช่นนั้นเหตุใดถึงยังยิงกุดศีรษะของเจ้า
ไม่ได้”
เซียวติ้งเฟยรู้ว่าอีกฝั่ายเกิดจิตสังหารกับตน
จึงจ้องมองเขาพร้อมกล่าวทีเล่นทีจริง “ก็ผู้ใดใช้
ให้ข้ายังมีประโยชน์ใช้สอยอันยิ่งใหญ่ต่อเซียนเซิง
อยู่เล่า ข้ารู้อยู่แล้วละว่าเซี่ยเซียนเซิงเกลียดชังข้า
เป็นที่สุด”
เซี่ยเวยใช้มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะ ไม่เอ่ย
วาจา
เซียวติ้งเฟยกล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
เช่นกัน “ผู้ใดใช้ให้ข้าใช้ชื่อแซ่ที่ท่านเกลียดที่สุด
กันเล่า”
หลายปีมานี้เกรงว่าได้ยินครั้งหนึ่งก็เกลียด
ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ครั้นทับถมกันหนแล้วหนเล่าก็ยิ่ง
ล้ำลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อาจสลายไปได้ตลอดกาล
เลยกระมัง
——————–
1. เสวี่ยเตียว หมายถึงตัวเฟอร์เร็ต นิยมนำขน
หนังมาใช้เป็นเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าใน
ฤดูหนาวเพื่อเพิ่มความอบอุ่น