คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 132 นกบนกิ่งไม้ยามเหมันต์ (1)
ชั่วขณะนั้นโลหิตในกายเจียงเสวี่ยหนิงคล้าย
เดือดพล่าน จากนั้นก็ถูกแช่แข็งในบัดดล ใบหน้า
ยิ่งซีดเผือด
นางไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นเลย
จางเจอกลับหัวเราะไร้เสียงคราหนึ่ง ใบหน้า
เย็นชาเปือนคราบโลหิตอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย เขา
ยกมือขึ้นแตะบ่าอันบอบบางของนางอย่างเบามือ
ก่อนจะค่อย ๆ บีบแน่น…
เซี่ยเวยยืนอยู่บริเวณหุบเขาด้านล่าง ห่างไป
เพียงสิบกว่าจั้ง
ทั้งเตาฉินและเจี้ยนซูต่างหน้าเปลี่ยนสี
แม้ว่าเซี่ยเวยจะเผยทักษะการยิงเกาทัณฑ์ต่อ
หน้าผู้อื่นน้อยครั้ง แต่ก็มิใช่บัณฑิตตัวจริงเสียง
จริงที่มือไม้ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่อะไรนั่นอยู่
แล้ว เมื่อยิงลูกเกาทัณฑ์ออกไปอานุภาพจะ
รุนแรงถึงเพียงไหนน่ะหรือ ก็รุนแรงขนาดพุ่งตัด
ผ่านอากาศจนส่งเสียงหวีดแหลมอย่างไรล่ะ!
เพียงแต่ลูกเกาทัณฑ์ดอกนี้ไม่ได้มุ่งไปยังเจียง
เสวี่ยหนิงและจางเจอ กลับข้ามผ่านเหนือศีรษะ
คนทั้งสองรวดเร็วดุจสายอสุนีบาต พุ่งตรงไป
ด้านหลังของทั้งคู่…
เซียวติ้งเฟย!
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าพอเซียวติ้งเฟยเห็นเซี่ย
เวยปรากฏกายก็รู้แล้วว่าต้องเกิดเรื่องเลวร้ายแน่
เขาจึงย่อกายเตรียมหลบหนี ตอนแรกนึกว่าเซี่ย
เวยไม่สังเกตเห็น ผู้ใดจะนึกว่าลูกเกาทัณฑ์ดอกนี้
จะมุ่งมาทางตน
เพียงได้ยินเสียงดัง ‘ฟึบ’
ลูกเกาทัณฑ์ขนนกอินทรีมีพลังรุนแรงเพียงใด
น่ะหรือ เพียงพริบตาก็พุ่งทะลุบ่าของเขา บังเกิด
ทางโลหิตสายหนึ่งทำเอาล้มหงาย!
ทุกคนในที่แห่งนี้พลันตะลึงงัน
จนหันหน้ากลับไปมองเซียวติ้งเฟยถึงพบว่า
คนผู้นี้หลบอยู่ทางด้านหลังช่วงที่ทุกคนเผลอ
เกรงว่าหากมอบเวลาให้อีกเพียงนิด คงถอยหลัง
เข้าไปซ่อนตัวในพงหญ้าแล้ว
เห็นได้ชัดว่าลูกเกาทัณฑ์อำมหิตของเซี่ยเวย
ดับความหวังของเขาจนสูญสิ้น
หว่างคิ้วหล่อเหลาหมดจดพลันปรากฏความ
เจ็บปวดเด่นชัด เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลพรั่งพรู
ในบัดดล ทว่าขณะที่เขาล้มลงในพงหญ้าเปือน
โลหิตและออกแรงกดบาดแผลของตน ไม่รู้เพราะ
เหตุใดมุมปากกลับกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็น ให้
ความรู้สึกต่างจากบุคลิกเสเพลเกียจคร้าน
ตามปกติอยู่บ้าง ยามเขาช้อนตามองไปทางเซี่ย
เวยตรงที่สูง สีหน้าก็ปรากฏความเย้ยหยัน
ท้ายที่สุดแล้วตู้จวินก็ยังเกลียดชังเขาอยู่ดี
แม้อีกฝั่ายจะนุ่งห่มผิวหนังของนักปราชญ์
เวลาปกติจึงไม่ได้ต่อว่าอะไรเขานัก ทว่าเซียวติ้ง
เฟยก็รู้ดีแก่ใจมาตลอด
เขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าคนผู้นี้คงไม่มีทาง
ปล่อยตนไปโดยง่าย
โลหิตหยดหนึ่งร่วงลงมาตามการสั่นสะเทือน
ของสายเกาทัณฑ์ ใต้แสงตะวันอันหรุบหรู่จึงดูน่า
พรั่นพรึงอยู่บ้าง
เซี่ยเวยค่อย ๆ ลดแขน
ทันใดนั้นเตาฉินก็หันศีรษะกลับมาด้วยความ
ตกตะลึงเล็กน้อย เขาปรายตามองหยดโลหิตบน
สายเกาทัณฑ์ก่อน จากนั้นจึงย้อนมองนิ้วมือที่ทิ้ง
ต่ำใต้แขนเสื้อหลวมกว้างของเซี่ยเวย ถึงพบว่านิ้ว
ของเขาถูกสายเกาทัณฑ์บาด เนื่องจากเมื่อครู่จับ
สายเป็นเวลานานและแน่นเกินไป ยามนี้โลหิตจึง
กำลังไหลหยดจากปลายนิ้ว
ทว่าเจ้าตัวไร้การตอบสนองแม้แต่น้อย
ตลอดทั้งหุบเขาเงียบเชียบ
เตาฉินมองอยู่นาน แต่ไม่กล้าพูดเตือน
หลังจากเซี่ยเวยยิงเซียวติ้งเฟยจนล้มก็กล่าว
เพียงว่า “จับตัวเอาไว้”
เจี้ยนซูหนังตากระตุก รีบพาคนลงไปกดเซียว
ติ้งเฟยซึ่งได้รับบาดเจ็บให้อยู่กับที่ ทั้งยังรีบควัก
ผ้าสะอาดออกมาผืนหนึ่งอย่างเร็วรี่เพื่อนำมายัด
อุดปากแล้วสั่งให้คนคุมตัวไป
ส่วนคนที่เหลือทั้งหมดถูกล้อมไว้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงอยู่ในท่ากันจางเจอไว้
ด้านหลัง ขณะเห็นลูกเกาทัณฑ์ขนอินทรีดอกนั้น
พุ่งผ่านเหนือศีรษะไปกลับไม่รู้ว่าตนรู้สึกเช่นไร
กันแน่
ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวส่งผ่านมาจากมือ
ข้างนั้นที่กำลังแตะบ่า
ชั่วพริบตาที่เซี่ยเวยวางเกาทัณฑ์ นางก็รู้สึก
หมดเรี่ยวแรง แข้งขาอ่อนยวบจนเกือบล้ม
กระแทกพื้น
ถือว่าเดิมพันชนะแล้วหรือ?
ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ตนต้องการแท้ ๆ แต่
ขณะลมพัดมานางยังคงรู้สึกเย็นวาบตลอดร่าง
เพียงเพราะมีสายตาอันเรียบนิ่งของเซี่ยเว
ยซึ่งกำลังจ้องมองมาจากที่สูง
นางผิดใจกับเขาอีกแล้ว
เซี่ยเวยยื่นมือส่งเกาทัณฑ์คันนั้นคืนให้เตาฉิน
ประหนึ่งเมื่อครู่ตนไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น กล่าวสั่ง
การตามปกติว่า “ไปดูอาการบาดเจ็บของใต้เท้า
จาง”
มีคนลงไปพยุงจางเจอทันที
เขาบาดเจ็บสาหัสจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ด้านข้าง ยังคงเหม่อลอย
ไม่ไหวติง
เซี่ยเวยกล่าวกับนางอย่างเรียบเฉย “หนิงรอง
ขึ้นมา”
หากบอกว่าขนมแผ่นท้อที่เขามอบให้นางกิน
ในวังหลวงตอนนั้นทำให้นางค่อยๆ ลดความ
หวาดกลัวที่มีต่อเซี่ยเวยในชาติก่อน เช่นนั้นการ
น้าวเกาทัณฑ์เล็งจางเจอของเขาวันนี้ก็นำความ
หวาดกลัวทั้งหมดที่นางมีต่อคนผู้นี้กลับคืนมา
นี่คือผู้ที่เคยสังหารหมู่เชื้อพระวงศ์
นี่คือผู้ที่เคยกวาดล้างตระกูลเซียวจนสิ้นซาก
และคือผู้ที่ตรึงศีรษะโจวอิ๋นจือซึ่งเป็นคนสนิท
ของนางกับประตูวังหลวง
เขามิใช่นักปราชญ์ผู้มีเมตตาอะไรนั่นเลย!
แต่เพราะเหตุใดกัน เพราะเหตุใดต้องเกิดจิต
สังหารต่อจางเจอด้วย?
ทั้งคู่ต่างเป็นขุนนางราชสำนักเหมือนกันนี่นา
อีกทั้งครั้งนี้มีตระกูลเซียวมาร่วมด้วย เซี่ยเวย
ไม่เหมือนคนที่สนใจว่าใครจะแย่งผลงานเลยสัก
นิด
นางผินหน้ากลับไปมองจางเจอ เมื่อเห็นว่ามี
ทหารสองนายกำลังทำแผลให้เขาจริง ๆ จึงหลุบ
ตาลง กำหมัดซึ่งทิ้งอยู่ข้างตัวเบา ๆ สุดท้ายยังคง
เดินเข้าหาเซี่ยเวยทีละก้าว
แต่ละฝีก้าวล้วนอกสั่นขวัญแขวนประหนึ่ง
กำลังเดินเหยียบคมดาบ
เสื้อคลุมนักพรตสีขาวดุจหิมะอันหลวมกว้าง
ของเขาต้องลมจนกระพือขึ้น แววตานิ่งเฉยจับอยู่
บนใบหน้านางตามการขยับเข้าใกล้ บังเกิดเป็น
ความกดดันที่ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง
เจียงเสวี่ยหนิงก้มศีรษะ “เซียนเซิง”
เซี่ยเวยมองเส้นผมดำขลับที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย
และแก้มที่มีคราบโลหิตหลายสายจากการถูก
หนามกรีด จากนั้นจึงมองริมฝีปากที่เริ่มคล้ำเขียว
และชุดกระโปรงผ้าหยาบอันยับย่นอยู่บ้างบนร่าง
นางอีกครา แล้วความสงบก็ปรากฏกลางหว่างคิ้ว
“เมื่อครู่ตอนข้ายิงเกาทัณฑ์ ไยเจ้าจึงไปขวางหน้า
ใต้เท้าจาง”
เจียงเสวี่ยหนิงอึกอักไม่กล้าตอบ
เซี่ยเวยหัวเราะเบา ๆ คล้ายหัวเราะคล้าย
ไม่ได้หัวเราะ “เด็กสาวชอบคิดเหลวไหลฟุั้งซ่าน
คงไม่ได้นึกว่าอาจารย์จะสังหารชายในดวงใจของ
เจ้ากระมัง”
ทุกประโยคทุกถ้อยคำประหนึ่งเข็มที่ซ่อนอยู่
ในปุยฝั้าย
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าไฉนถึงมีคนเช่นเซี่ยจวีอัน
อยู่บนโลกได้นะ ตอนนั้นมีชั่วขณะที่นางรู้สึกถึง
จิตสังหารของเขาได้ชัดเจน แต่ความสงบนิ่งและ
เสียงหัวเราะแผ่วเบาของเขายามนี้กลับทำให้นาง
รู้สึกคล้ายว่าตนเข้าใจผิดและขี้กังวลไม่เป็นเรื่อง
นางจึงหวาดหวั่นกระวนกระวายเป็นล้นพ้น
นางเสียงสั่น “ข้า…”
เซี่ยเวยกลับเอ่ยว่า “เจ้าหนาวแล้ว”
เขาปลดเสื้อคลุมนักพรตหนาเตอะบนร่าง
แล้วยกมาคลุมให้นางเพื่อห่อหุ้มเรือนกายอัน
บอบบาง ก่อนจะปัดเส้นผมสีนิลที่ปรกข้างแก้ม
นางปอยหนึ่งและเอ่ยเสียงเรียบ “ใต้เท้าเจียงเป็น
ห่วงเจ้ามาก”
เสื้อคลุมนักพรตตัวนั้นยังหลงเหลือความ
อบอุ่นอยู่เล็กน้อย
สายลมรุนแรงบนภูเขาถูกสกัดให้อยู่ภายใน
นอกในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือกอดเสื้อคลุมนักพรตตัวนี้
ตามจิตใต้สำนึก แม้จะรู้สึกว่าความอบอุ่นนี้
ห่อหุ้มเรือนกาย แต่กลับถูกขัดขวางเอาไว้ชั้นหนึ่ง
ยากจะแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ
สาวกนิกายสวรรค์ทางด้านล่างถูกจับโดย
ละม่อมนานแล้ว
ทัพแตกพ่ายของฝั่ายตระกูลเซียวถูกคนทยอย
หามหรือไม่ก็ประคองออกไป ส่วนเซียวหย่วน
มองบุตรผู้เป็นแก้วตาดวงใจอย่างเคร่งเครียด
หลังจากร้องตะโกนบอกให้คนย้ายหินที่ทับ
เซียวเยี่ยออกแล้วก็สั่งให้คนรีบหามเซียวเยี่ยไป
พบหมอ เขาจึงมองไม่เห็นเซียวติ้งเฟยซึ่งถูกผู้อื่น
คุมตัวมา
บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บของจางเจอได้รับการ
รักษาลวก ๆ
ทหารซึ่งเดินทางติดตามมาด้วยรู้จักแค่วิธี
ห้ามเลือดเพียงเล็กน้อย หากต้องการรักษาอย่าง
จริงจังยังต้องไปพบหมออยู่ดี เมื่อเห็นว่าโลหิต
หยุดไหลแล้ว พวกทหารจึงคิดจะประคองเขา
ขึ้นมา แต่เขากลับส่ายหน้ากล่าวขอบคุณ แล้วจึง
เดินด้วยตนเอง
เซี่ยเวยทิ้งมือ เคลื่อนสายตามองเขา ทว่า
ยังคงสนทนากับเจียงเสวี่ยหนิง “เรื่องที่เจ้าหาย
ตัวไปมิได้แพร่งพราย ทางเมืองหลวงยังไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้ เพียงคิดว่าเจ้าล้มปั่วยเท่านั้น เรื่องการ
อภิเษกสมรมเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีขององค์หญิง
ใหญ่ก็กำหนดมาเรียบร้อย แต่ทรงคิดถึงเจ้าอยู่
บ้าง เอาละ เจ้าคงได้รับความตื่นตระหนกมาก
พอแล้ว เสียวเปั่า จงหาสถานที่ละแวกใกล้เคียง
อารามแล้วเก็บกวาดให้คุณหนูรองหนิงได้พักผ่อน
เถิด”
บทที่ 132 นกบนกิ่งไม้ยามเหมันต์ (2)
ความหมายคือต้องการให้นางจากไป
เสียวเปั่าอึ้งครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค้อมกาย
รับทราบ แล้วเชิญตัวเจียงเสวี่ยหนิงไป
เจียงเสวี่ยหนิงสองจิตสองใจ มองไปทางจาง
เจอ
เซี่ยเวยจึงยิ้มบาง ๆ “ข้าเป็นผู้นำการบุก
โจมตีนิกายสวรรค์คราวนี้ ยังมีเรื่องบางอย่างต้อง
สนทนากับใต้เท้าจาง”
ที่แท้เรื่องคราวนี้เป็นแผนการของเขาอยู่แล้ว
มิน่าเล่าทุกอย่างจึงอยู่ในกำมือ
เจียงเสวี่ยหนิงระทมทุกข์ แม้ไม่รู้ว่าเขาซ่อน
อะไรไว้เบื้องหลังมากเพียงใด แต่เดาว่าตนคง
ทำลายงานของเซี่ยเวยไปบ้างแล้ว ขณะนี้ต่อให้
ตนเป็นห่วงจางเจอก็ดูเหมือนความเป็นห่วงนั้น
ไม่ได้มีประโยชน์อันใด
นางยอบกายคารวะอีกครา แล้วจึงหมุนกาย
นางทอดสายตามองจางเจอขณะเคลื่อนฝีเท้า
ใบหน้ากระด้างเย็นชาของเขามีแต่ความเงียบ
ขรึม ริมฝีปากเม้มเหยียดเป็นเส้นตรง ไม่เอ่ย
วาจา
ไม่นานนักนางก็จากไปไกล
ท้องฟั้าเหนือศีรษะมืดครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ หิมะ
กำลังจะตก
บนร่างเซี่ยเวยเหลือเพียงเสื้อคลุมนักพรตสี
ขาวพิสุทธิ์ เขาซึ่งกลัวความหนาวเย็นอยู่บ้างยืน
ตระหง่านกลางสายลม ร่างจึงแลคล้ายผืนหิมะ
แถบหนึ่ง เซี่ยเวยเอามือไพล่หลังทอดตามองกลุ่ม
คนซึ่งถูกควบคุมตัวและเหล่าสาวกนิกายสวรรค์ที่
ยอมจำนนรอความตายอยู่ตรงก้นหุบเขา
เมื่อครู่หลังจากเตาฉินรับเกาทัณฑ์กลับคืนก็
นำคนลงไปข้างล่างเพื่อค้นหาบางอย่างจากร่าง
ของคนเหล่านี้
ไม่นานนักก็มีคนเดินกลับมา
คิ้วได้รูปของคนผู้นั้นขมวดมุ่น รายงานเซี่ยเว
ยเสียงเบา “ดูเหมือนจะหายไปแล้ว ไม่พบ
ขอรับ”
เซี่ยเวยหลุบเปลือกตา โบกมือตามสบาย
พร้อมเอ่ยว่า “ฆ่าให้หมด”
เหล่ามือเกาทัณฑ์ยืนอยู่ด้านบนมาตลอด
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ สายเกาทัณฑ์ที่น้าว
จนตึงก็คลายออกพร้อมกัน บังเกิดพิรุณเกาทัณฑ์
เสียงดังฟิว ฟิว ฟิว อีกคำรบ ลูกเกาทัณฑ์พุ่งใส่
เหล่าสาวกนิกายสวรรค์ที่มือเปล่าไร้อาวุธมา
ตั้งแต่แรกทางด้านล่าง ร่างของทุกคนพลันอาบ
โลหิตแล้วร่วงลงพื้น ถูกสังหารสิ้น
หุบเขาอบอวลกลิ่นคาวโลหิตอันเข้มข้น
ด้วยเหตุนี้เซี่ยเวยจึงคิดว่าหิมะก็ควรแก่เวลา
ที่จะตกแล้วเช่นกัน
จางเจอเห็นวิธีการโหดเหี้ยมอำมหิตไม่เหลือ
ผู้รอดชีวิตสักรายของเขาแบบนี้ก็นิ่งเงียบไม่เอ่ย
คำ นึกถึงช่วงเวลาในชาติก่อนขณะที่ตนอยู่ในคุก
หลวง เขารับทัณฑ์ทรมานแสนสาหัส รอคอยการ
ประหารหลังฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเกิดจากการเขียนคำ
พิพากษาของตนเอง แต่แล้วช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่
อากาศกำลังหนาวเย็น เขากลับได้ต้อนรับแขกคน
หนึ่งที่ตนคาดไม่ถึง
ราชครูคนปัจจุบันซึ่งกุมอำนาจใหญ่ในมือ
ยังคงเหมือนคลื่นน้ำสงบนิ่งดังเดิม
เพียงแต่ขณะนั้นจางเจอรู้สึกได้ถึงความล้ำลึก
เข้าถึงยากเสมือนอยู่ไกลห่างออกไปที่ไม่อาจ
สาธยายจากร่างของคนผู้นี้ ดุจหิมะหนาปกคลุม
ทั่วผืนปฐพี ดั่งนกเกาะนิ่งบนกิ่งไม้ยามเหมันต์
เขาบอกว่าหนิงรองสิ้นชีวิตแล้ว
จางเจอไม่รู้ว่าเขาพูดถึงใคร มีเพียงความ
งุนงง
อีกฝั่ายหยุดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่า
จางเจอฟังไม่เข้าใจ จึงเปลี่ยนคำพูดด้วยท่าที
เรียบเฉย บอกว่าฮองเฮาของเขาสิ้นแล้ว
จางเจอราวกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
ส่วนเซี่ยเวยยังคงยิ้มแย้ม บอกเขาว่า “นาง
ทิ้งถ้อยคำเอาไว้ ขอให้ข้าละเว้นเจ้า แต่ถึง
กระนั้นกลับทำให้เยี่ยนหลินแค้นเจ้าเข้ากระดูก
ดำ เขาเมามายร่ำไห้หน้าปั้ายดวงวิญญาณของ
นางอยู่หลายวัน เช้าวันนี้เขาขว้างไหสุรา ถือดาบ
คิดจะมาสังหารเจ้าที่นี่ ใต้เท้าจาง เจ้าช่างร้าย
กาจเสียจริง”
จางเจอรู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงไปในก้อนเมฆ
แล้วเมฆก้อนนั้นก็ร่วงลงมาอีก จากนั้นแปลงเป็น
พิรุณห่าใหญ่เทลงมาเหนือใบบัวที่แหงนรับนภา
ระหว่างตกในภวังค์ เขาก็หวนรำลึกถึงภาพ
เหตุการณ์ที่บังเอิญพบกันในพระราชวังฤดูร้อน
อีกครา ขณะนั้นทั้งเขาและนางต่างหลบสายฝนที่
เทกระหน่ำลงมาในยามบ่าย
เขาคือรองเสนาบดีจางผู้หัวแข็ง นิสัยไม่ดี
และไม่ยอมไว้หน้าผู้ใด ส่วนนางคือฮองเฮาหน้า
ระรื่นผู้โอหังที่หากไม่ได้แกล้งคนก็จะไม่พอใจ
นางจงใจเหยียบชายชุดของเขา
เขาคิดว่าหากให้โอกาสเลือกอีกครั้ง ตนจะไม่
ค้อมเอวลงไปฉีกชายชุด แต่จะปล่อยให้นาง
เหยียบไป ขอเพียงนางพึงพอใจ ใคร่เหยียบนาน
เท่าใดก็จะปล่อยให้เหยียบนานเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จางเจอได้ยินเสียงเซี่ยเว
ยลุกขึ้นและเสียงสั่งให้คนเปิดประตูห้องขัง
ก่อนที่อีกฝั่ายจะกล่าวกับตนว่า “เจ้าไปเสีย
เถอะ”
โซ่และแม่กุญแจซึ่งแขวนบนประตูห้องขังส่ง
เสียงขณะแกว่งไกวเบา ๆ
จางเจอสวมชุดนักโทษซึ่งเปือนโลหิตไปทั้ง
ร่าง นั่งในคุกอยู่นานก็เผยรอยยิ้ม “ขุนนางผู้มี
โทษเช่นข้าต้องการเพียงเซ่นไหว้มารดาเท่านั้น”
ต่อมา…
ต่อมา
จางเจอมองเซี่ยเวยผู้อยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า
รู้สึกว่าสำหรับชาวโลกแล้ว คนผู้นี้เปรียบเสมือน
ปริศนาที่ยากจะแก้ เพียงแต่คล้ายว่าชาตินี้เขาจะ
ปรากฏร่องรอยของความเป็นมนุษย์ให้เห็นบ้าง
ไม่เหมือนนักปราชญ์ผู้อยู่ไกลสุดขอบฟั้าอีก
เซี่ยเวยทั้งไม่เดินไปหาและไม่ได้เรียกเขาเข้า
มา เพียงเอ่ยว่า “ติ้งกั๋วกงขอพระราชทานพระ
ราชโองการจากฝั่าบาทเพื่อชิงนำหน้าเข้าเมืองทง
โจว แผนการของคนแซ่เซี่ยจึงถูกทำลายและทำ
ให้ใต้เท้าจางต้องเดือดร้อนประสบคราเคราะห์
โชคดีไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต มิเช่นนั้นคนแซ่เซี่ย
คงยากจะรอดพ้นความผิดไปได้”
จางเจอ “ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว”
เซี่ยเวย “หนิงรองศิษย์ผู้นั้นของข้านิสัยดื้อรั้น
ซุกซน ลำบากให้ใต้เท้าจางต้องคอยดูแลตลอด
ทาง นางคงไม่ได้สร้างความยุ่งยากอันใดให้ท่าน
กระมัง”
จางเจอได้ยิน ‘หนิงรอง’ สองคำนี้ก็นึกถึงจุด
จบที่อีกฝั่ายเลือกในชาติก่อน รู้สึกว่าเรื่องนี้อาจมี
นัยแอบแฝงบางอย่างที่ตนไม่รู้ อย่างไรก็ตามเขา
เองก็มิได้เกลียดชังเซี่ยเวยซึ่งถูกลิขิตว่าสักวันหนึ่ง
ต้องกลายเป็นโจรกบฏผู้เปียมความ
ทะเยอทะยานและอำมหิตสักเท่าใด
เนื่องด้วยใต้หล้าสงบสุขแล้ว วีรบุรุษถึงต้อง
สังเวยชีวิตเช่นนั้นหรือ
หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่…
เขาตอบช้า ๆ “คุณหนูรองเจียง นางเป็นคน
ฉลาดหัวไวมาก…”
เพียงแต่ยังสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ค่อยได้เช่น
เคย
เซี่ยเวยเห็นอีกฝั่ายไม่เดินเข้ามาหาเสียทีจึง
หัวเราะ “เหมือนว่าใต้เท้าจางจะไม่ค่อยเห็นด้วย
กับคนแซ่เซี่ยสักเท่าไหร่นะ”
เซี่ยเวยปรายตามองศพสาวกนิกายสวรรค์ที่
กองสุมเป็นชั้น ๆ ด้านล่างแวบหนึ่งด้วยแววตาไร้
ความรู้สึก
ส่วนจางเจอเพียงหลุบเปลือกตาและหยิบของ
สิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อพร้อมกล่าวเรียบ ๆ “เมื่อครู่
รองราชครูเซี่ยสั่งให้คนตามหาของสิ่งนี้ใช่
หรือไม่”
สิ่งที่เขาคีบอยู่ในมือคือกระดาษบางครึ่งแผ่น
นั่นเป็นสารลับจากตู้จวินซานเหรินที่เฝิงหมิ
งอวี่อัครมหาเสนาบดีซ้ายแห่งนิกายสวรรค์เคย
ถือ!
หางตาเซี่ยเวยกระตุกเล็กน้อย
ส่วนเตาฉินยิ่งตกตะลึง
จางเจอส่งกระดาษแผ่นนี้ให้เตาฉิน หวนนึก
ถึงความสงสัยสารพัดอย่างในชาติก่อน ทุกสิ่ง
ล้วนได้รับคำตอบเมื่อเขาเห็นลายมือบนกระดาษ
ผู้ใดใช้ให้ชาติก่อนเขาเคยเห็นลายมือเช่นนี้กันเล่า
เพียงแต่ความวุ่นวายเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับตน
ด้วยหรือ
เขามองเซี่ยเวยและเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าน้อยคิด
ว่าในเมื่อสิ่งนี้คือสารลับที่ตู้จวินเซียนเซิงผู้เสมือน
เทพมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหางของนิกายสวรรค์
ส่งมาให้ บางทีสารนี้อาจให้เบาะแสบางอย่างที่
จะช่วยกำจัดกลุ่มกบฏให้สิ้นซากได้ ดังนั้นจึงจับ
ตาดูแล้วฉวยโอกาสช่วงชุลมุนเก็บสารฉบับนี้ไว้
ระหว่างทางมีแต่เรื่องปลีกย่อยมากมาย ไม่อาจ
เล่าจนหมดในคราวเดียว หากรองราชครูเซี่ยไม่มี
ธุระอื่นใดแล้ว รอให้ข้าน้อยจัดแจงตนเองเสร็จจะ
กลับมารายงานภายหลังนะขอรับ”
เตาฉินรับสารลับฉบับนั้นมา ส่วนมืออีกข้าง
ลอบกุมดาบในแขนเสื้อ
เขาเองก็มองไปยังเซี่ยเวย
จิตสังหารที่เก็บซ่อนจวนจะปะทุ
เซี่ยเวยอดคิดไม่ได้ว่าระหว่างการเดินทางจาง
เจอผู้นี้รู้มากเพียงใดกันแน่ การมอบสารลับฉบับ
นี้กลับคืน เป็นเพราะไม่รู้เรื่องอันใดจริงหรือ…
หากหลี่ว์เสี่ยนอยู่ที่นี่ ลูกเกาทัณฑ์เมื่อครู่คง
เสียบทะลุกะโหลกคนผู้นี้ไปแล้ว
ต่อให้ผีสางมาดลใจชั่วขณะจนปล่อยให้จาง
เจอมีชีวิตรอดจนถึงบัดนี้ แต่เมื่อคนผู้นี้เห็นสาร
ลับแล้วเกรงว่าคงต้องทำให้ถึงที่สุด ยอมฆ่าผิด
พันคนโดยไม่ยอมละเว้นแม้แต่คนเดียว
เซี่ยเวยค่อย ๆ ยกนิ้วมือ ชั่วขณะนั้นเขาจึง
รู้สึกถึงความเจ็บปวด เมื่อหลุบตาถึงพบว่าเมื่อครู่
สายเกาทัณฑ์บาดนิ้วจนเป็นแผล เขารู้สึกถึง
ความเหลวไหลของตนขึ้นมาหลายส่วน ทันใดนั้น
ก็มองจางเจอพร้อมกล่าวด้วยความขบขันยิ่งนัก
“หนิงรองบอกว่าชอบเจ้า”
ร่างจางเจอพลันชะงักงัน
เซี่ยเวยเห็นอากัปกิริยาของอีกฝั่ายในสายตา
เขากระตุกยิ้มมุมปาก พูดอย่างนึกสนุกว่า “ข้าซึ่ง
เป็นอาจารย์ใคร่รู่ยิ่งนักว่าเจ้าเองก็ต้องใจนาง
เช่นกันหรือไม่”