คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 135 หยกไม่เจียระไนก็ไร้คุณค่า (1)
รังแกกันเกินไปแล้ว!
จะต้องแก้แค้นเป็นการส่วนตัวแน่ ๆ !
ช่วงกลางวันเจียงเสวี่ยหนิงเห็นว่าจางเจอ
ปลอดภัยสบายดี จิตใจที่เขม็งเกลียวจึงผ่อน
คลาย หมดสติไปในบัดดล ครั้นหลับใหลก็ลาก
ยาวมาจนถึงช่วงพลบค่ำ เมื่อตื่นมาถึงพบว่าตน
รู้สึกล้าไปทั้งร่าง เดิมทีความลำบากตรากตรำ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็ทำให้ร่างกายซึ่งเคยชิน
กับชีวิตอันสุขสบายเหนื่อยล้าตั้งนานแล้ว
เพียงแต่หลายวันก่อนนางมัวกังวลมากเกินไปจึง
ไม่ทันรู้สึกตัว ยามนี้จึงนอนกินอาหารลวก ๆ ให้
อิ่มท้องอยู่บนเตียง จากนั้นค่อยถามเสียวเปั่าว่า
จางเจอเป็นเช่นไรบ้าง
เสียวเปั่าบอกว่าใต้เท้าจางกำลังพักรักษา
อาการบาดเจ็บอยู่ภายในอารามเช่นกัน
นางจึงกะจะไปหา
ผู้ใดจะคาดคิดว่านางยังไม่ทันพลิกตัวลงจาก
เตียง คนของเซี่ยเวยก็มาถึงเสียแล้ว
เจี้ยนซูยืนค้อมกายอยู่นอกประตูห้องนางโดย
ไม่ได้เข้าไป ครั้นได้ยินเสียงร้องลั่นจากในนั้นก็
หลุบตา ยังคงกล่าวซ้ำอย่างสงบดังเดิม “เซียน
เซิงเชิญท่านไปเรียนพิณขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ข้าไม่มี
พิณ!”
เจี้ยนซู “เซียนเซิงกล่าวว่ามีให้ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบสำลักตาย “ข้าเป็นคน
ปั่วยนะ!”
เจี้ยนซู “เสียวเปั่าแจ้งว่าท่านหมอมาตรวจดู
อาการแล้ว ท่านแค่เหนื่อยล้าเท่านั้น มิได้เป็น
อะไรมากขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เจ้าเด็กบ้าที่เกือบโตเป็นผู้ใหญ่คนนั้นใจแคบ
คิดเล็กคิดน้อยจริงด้วย เขาจะต้องผูกใจเจ็บที่
ตอนนั้นนางไม่ไปโรงเตี๊ยมแต่ดันไปขอความ
ช่วยเหลือที่ศาลาว่าการเป็นแน่จึงนำเรื่องนี้ไป
ฟั้องเซี่ยเวย!
ในเมื่ออีกฝั่ายพูดมาถึงขั้นนี้นางก็ไม่อาจบ่าย
เบี่ยงได้อีก
นางกัดฟันกรอดตะกายร่างขึ้นมาผลัดชุด
หลังจากจัดแจงความเรียบร้อยบ้างนิดหน่อย ก็
เดินออกจากห้อง
เจี้ยนซูพกร่มมาและกำลังจะกางให้
ทว่านางไม่กล้าใช้งานผู้ใต้บังคับบัญชาของ
เซี่ยเวยอย่างบอกไม่ถูก เพียงรับมากางเองเหนือ
ศีรษะ จากนั้นติดตามเจี้ยนซูไปยังเรือนของเซี่ยเว
ยซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของลานเรือน
สถานที่แห่งนี้คงเป็นเรือนที่พักของเจ้าอาราม
ซั่งชิง เป็นเรือนขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของ
ภูเขาซึ่งอยู่ด้านหลังอารามซั่งชิงอย่างเป็นเอกเทศ
เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศสงบเงียบและเป็นส่วนตัว
เกล็ดหิมะชิ้นเล็กชิ้นน้อยโปรยปราย รอบ
ด้านปราศจากโคมแม้แต่ดวงเดียว
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงเดินมาถึงกลางลานเรือน
ก็อดตะลึงงันไม่ได้ ยามช้อนตานางเห็นเพียง
ลำแสงสีเหลืองนวลอันอบอุ่นฉายลอดกระดาษกรุ
หน้าต่างมาจากในห้อง แสงนั้นตกกระทบเกล็ด
หิมะละเอียดที่กำลังตกภายนอกจนเกิดเป็นความ
งามอีกรูปแบบหนึ่ง
อารามเต๋าแห่งนี้คงไม่ได้ทะนุบำรุงมานาน
หลายปี ฝั่ายเซี่ยเวยแม้จะนำไพร่พลมา แต่คงไม่
อาจเตรียมการได้พร้อมสรรพ ฉะนั้นการจะไม่จุด
ตะเกียงก็คงมิใช่เรื่องแปลกกระมัง
เจี้ยนซูก้าวไปเคาะประตูพร้อมเอ่ยว่า
“คุณหนูรองมาแล้วขอรับ”
เสียงเรียบเฉยแว่วออกมาจากด้านใน “เข้ามา
ได้”
ระหว่างทางเดินมาเจียงเสวี่ยหนิงยังมีเพลิง
โทสะสุมอก ครั้นได้ยินเสียงนี้ก็เหมือนมีน้ำเย็น
เฉียบราดรดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ต่อให้โอหัง
หรือเดือดดาลอีกสักเพียงใดก็ดับมอดสิ้น ขาแข้ง
เริ่มอ่อนระทวย
เจี้ยนซูผลักเปิดประตู เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้า
ไป
ในห้องจุดตะเกียงเพียงดวงเดียว
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิอยู่ริมฝังหนึ่งของตั่งหลัว
ฮั่นริมหน้าต่าง แสงจากเปลวเทียนส่องใบหน้าแค่
ซีกหนึ่ง เขาใช้นิ้วมือกดขมับเบา ๆ พลางมอง
สำรวจนางด้วยใบหน้าซึ่งเผยความอ่อนล้าให้เห็น
ราง ๆ
นางเปลี่ยนเป็นสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน
แม้รูปแบบจะไม่ค่อยล้ำสมัยสักเท่าใดและมิได้
งดงามหรูหราแปลกตาเหมือนชุดชาววัง แต่ก็
นับว่าประณีตบรรจงและให้ความรู้สึกเรียบง่าย
ละมุนละไมราวกับลำธารไหลรินใต้สะพานน้อย
ครั้นเข้ามาแล้วนางก็คารวะอย่างระมัดระวัง
“คารวะเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
ลำคอระหง ริมฝีปากชมพูระเรื่อ พวงแก้ม
ขาวนวลเนียน เพียงแต่ส่วนบนของใบหน้ายัง
คงเหลือรอยขีดข่วนบาง ๆ หลายรอย แม้จะ
ทายามาแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้สมานดี ดูเหมือนนาง
จะไม่กลัวมิได้ออกเรือนเลยจริง ๆ
เซี่ยเวยโบกมือเบา ๆ
เจี้ยนซูนิ่งอึ้ง ก่อนจะถอยออกไป
บานประตูคู่ด้านหลังเจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียง
‘แอ๊ด’ แล้วหับเข้าหากันเบา ๆ เจียงเสวี่ยหนิงตัว
สั่นอย่างเริ่มหวั่นวิตก
เซี่ยเวย “พบข้าแล้วตัวสั่นงันงกราวกับมุสิก
เจอวิฬาร์ แล้วนำความกล้ามาจากที่ใดถึงได้ไป
ศาลาว่าการโดยไม่สนความปลอดภัยของตนเอง
เพื่อขอกำลังเสริมไปช่วยจางเจอ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบเสียงค่อย “ชีวิตคนถือ
เป็นเรื่องใหญ่…”
เซี่ยเวยยื่นมือหานาง “มานี่ ข้ามองเห็นเจ้าไม่
ชัด”
ห้องก็แค่นี้ เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตนยืนใกล้เขา
เกินไปด้วยซ้ำ นางปรารถนาให้ห้องใหญ่ขึ้นอีกสัก
นิด จะได้ยืนให้ไกลห่างอีกสักหน่อย คิดไม่ถึงว่า
เซี่ยเวยจะกล่าวเช่นนี้
มีสิ่งใดให้มองไม่ชัดกันเล่า
นางใจเต้นรัว ทว่าไม่กล้าโต้แย้ง ขยับอ้อยอิ่ง
ไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างว่าง่าย
เซี่ยเวยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วยิ้มเอ่ย “หากขา
ทั้งสองข้างนี้เดินไม่เป็น เช่นนั้นข้าหาเวลาช่วย
เลื่อยทิ้งให้เจ้าก็แล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงเย็นสันหลังวาบ!
นางพินิจสีหน้ายิ้มแย้มของเซี่ยเวยขณะกล่าว
คำ รู้สึกว่าคำพูดเขาจริงจังถึงสิบสองส่วน
มิหนำซ้ำยังเผยโทสะที่ข่มไว้ออกมาเล็กน้อยด้วย
ไหนเลยยังจะกล้าชักช้า
สุดท้ายจึงเดินเข้าไปใกล้
ทว่ายังคงเว้นระยะสองถึงสามก้าว
เซี่ยเวยหงายฝั่ามือมาทางนาง “มา”
บนนิ้วมือนั้นยังเหลือรอยแผลจากการจับสาย
เกาทัณฑ์จนแน่นเมื่อตอนกลางวัน ประหนึ่งรอย
ตำหนิสกปรกสีแดงทิ้งบนหยกงาม ใครเห็นเป็น
ต้องร้องว่า ‘น่าเสียดาย’ อย่างอดไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มสับสนเข้าแล้วจริง ๆ
ใจหนึ่งนางรู้สึกว่าค่ำคืนนี้เซี่ยเวยแปลกพิลึก
ควรอยู่ห่าง ๆ เขาหน่อย ส่วนอีกใจก็หวาดกลัว
ไม่กล้าแสดงอาการขัดขืนมากเกินไป ความคิดว่า
จะรุกหรือจะถอยดีตีกันในใจ นางยกมืออย่าง
ลังเล ไม่รู้ว่าควรยื่นให้เซี่ยเวยดีหรือไม่
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ชักรำคาญ อารมณ์ทั้งหมดที่
เผยผ่านสีหน้าหายไปสิ้น ถึงกับกระชากมือนาง
เข้าหา
เจียงเสวี่ยหนิงที่ไม่ทันตั้งหลักจึงทรงตัวไม่อยู่
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิบนตั่งหลัวฮั่น เดิมทีก็
ไม่ได้อยู่สูงมาก เมื่อนางสะดุดก็ล้มบนที่พักเท้า
หน้าตั่งหลัวฮั่น นางช้อนตามองเขา ดวงใจเปียม
ความตื่นตระหนกหวาดผวา
เขายกฝั่ามือเย็นเฉียบสัมผัสแก้มปราศจาก
การแต่งแต้มของนางพลางโน้มกายลงมาเล็กน้อย
เพื่อมองอย่างใกล้ชิด
ใบหน้าของเซี่ยเวยช่างไร้ที่ติ
คิ้วเรียวยาว นัยน์ตาหงส์ ริมฝีปากบาง จมูก
โด่งเป็นสัน แม้แต่เงาของขนตาซึ่งทอดลงบน
ใบหน้าก็ยังเหมือนเส้นวาดอันเล็กละเอียดที่ชาว
สวรรค์จดพู่กันแต่งแต้มน้ำหมึก ใบหน้าเขาดุจ
เทพเทวาก็มิปาน ไม่มีใครบังเกิดจิตอกุศลได้เลย
ทว่าอาจเพราะระยะใกล้กัน ยามสายตาของ
เจียงเสวี่ยหนิงมองเข้าไปในดวงตาเขา นางกลับ
พบว่าคล้ายมีเงาดำมืดปกคลุมชั้นหนึ่ง เขามอง
นางอย่างตั้งใจยิ่งนัก สายตาคมกริบดั่งคมมีด แต่
ไม่นานก็ถอยออกไปหนึ่งส่วน ลำแสงที่เคยส่อง
กระทบใบหน้าเขาจึงมืดลงพอสมควร พลัน
มองเห็นไม่ชัดเจน
ปลายนิ้วเย็น ๆ ทำให้นางร่างสั่นระริก
เจียงเสวี่ยหนิงเสียงสั่น “เซียน เซียนเซิง…”
นิ้วเขากดบนผิวที่แสนนุ่มเนียน บอบบางเสีย
จนราวกับว่าหากกดลงไปแล้วจะทิ้งรอยเอาไว้
ลำคอระหงเผยออกมายามแหงนหน้ามอง
เซี่ยเวยมองผาดหนึ่ง คล้ายต้องการสัมผัส
อะไรบางอย่างให้จงได้ หรือบางทีความมุ่งร้ายที่
ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกใต้ชั้นผิวหนังกำลังชำแรก
ออกมาอย่างเงียบ ๆ ทำให้เขาไม่อาจถอนมือ
กลับ ถามขึ้นมาว่า “คนเราจะดำรงอยู่บนโลกได้
ก็ควรทำเพื่อตนเองก่อนค่อยทำเพื่อผู้อื่น ข้าเห็น
เจ้ายามอยู่ในวัง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ทำด้วยความ
ละเอียดรอบคอบ จึงเข้าใจว่าเจ้ามีสติแจ่มชัด หา
นึกไม่ว่าครั้นออกจากวังแล้วกลับสูญเสีย
สติปัญญาไปเสียได้ หนิงรอง จำได้หรือไม่ว่าตอน
เพิ่งเข้าวังข้าเคยบอกอะไรเจ้าเอาไว้”
บทที่ 135 หยกไม่เจียระไนก็ไร้คุณค่า (2)
เขาบอกว่าให้นางเชื่อฟังหน่อย อย่าทำให้เขา
ลุแก่โทสะ
จิตสังหารของเซี่ยเวยเป็นของจริงเสมอมา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ตอบกลับไปว่า “จำได้เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยออกแรงที่ปลายนิ้ว เนื่องจากนางยังมี
บาดแผลบนใบหน้า พอเขาบีบนางจึงรู้สึกเจ็บ
เขาขมวดคิ้วเบา ๆ พร้อมคลายมือเล็กน้อย แต่ถึง
กระนั้นน้ำเสียงกลับยิ่งเย็นชาไร้ปรานีอย่างเห็น
ได้ชัด “สมมติว่าคราวนี้ไม่ใช่ข้า เจ้าคงตายไปนับ
สิบครั้งแล้ว!”
การกระทำเช่นนี้ของเขานอกจากจะแล้ง
น้ำใจไมตรี ยังแฝงความผิดปกติส่วนหนึ่งด้วย
ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเจียงเสวี่ยหนิงก็เห็นเขา
เป็นทั้งนักปราชญ์และมารร้าย ชาติก่อนนาง
หาญกล้าเสนอตัวร่วมเรียงเคียงหมอน สุดท้ายก็มิ
ต่างจากหาเรื่องใส่ตัวจนต้องอับอายขายหน้า ยิ่ง
รู้ว่าเขาศึกษาพระธรรมคำสอนจนจิตผ่องแผ้วไม่
ใกล้ชิดสตรีก็ยิ่งปราศจากความคิดเป็นอื่น นาง
เพียงนึกว่าเซี่ยเวยรังเกียจและกำลังทรมานนาง
อยู่
ยิ่งเห็นว่าเขากำลังสะกดกลั้นโทสะ นางก็ยิ่ง
ว่านอนสอนง่าย
เจียงเสวี่ยหนิงมีนิสัยมุ่งหาผลประโยชน์
หลีกเลี่ยงอันตราย แม้ชาตินี้จะกลับตัวกลับใจ
และหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่การ
ตามหาช่องว่างภายในจิตใจของผู้อื่นเพื่อแทรก
ซึมเข้าไปก็แทบกลายเป็นสัญชาตญาณที่นาง
สันทัดยิ่งกว่าทักษะและความสามารถใดมาตั้ง
นานแล้ว
ไม่ว่าใครเผยความเวทนาสงสารและแสดง
ความใจอ่อนต่อนาง นางเป็นต้องฉวยโอกาส
แทรกซึมเข้าไปในช่องว่างนั้นทั้งสิ้น
เพราะช่วงวัยเยาว์นางต้องคอยทำเช่นนี้เพื่อ
เอาใจหว่านเหนียง
ยามนี้ความตึงเครียดเป็นเหตุให้สัญชาตญาณ
นั้นปรากฏทีละน้อย
นางสำรวจสีหน้าเขาด้วยความระมัดระวัง
รู้สึกได้จากจิตใต้สำนึกว่าสุดท้ายแล้วชาตินี้เซี่ย
เวยก็ยังนึกถึงบุญคุณเก่าที่นางเคยมีให้เขาอยู่
หลายส่วน อีกทั้งยังมีเรื่องของจวนหย่งอี้โหว เขา
จึงควรมีจิตเมตตาต่อนางมากพอสมควร
บางทีเขาอาจแค่หงุดหงิดที่นางทำลาย
แผนการของเขาก็เป็นได้
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงตระกูลเซียว
ด้วยเหตุนี้นางจึงรวบรวมความกล้ายิ้ม
ประจบ “แต่ศิษย์โชคดีบังเอิญพบเซียนเซิง
อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
ยามเด็กสาวยิ้มแย้ม ประหนึ่งดอกท้อบนกิ่ง
ผลิกลีบสีสันสดใส งามเพริศพรายไม่อาจ
พรรณนา นางมิได้ใช้เสน่ห์ยั่วยวนเขา เพียง
ฉอเลาะเอาใจเล็กน้อย ท่าทีเช่นนี้ชวนให้ผู้คน
รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมและไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมา
หลายส่วน
ทั้งยังต้องยอมให้อภัยนางอย่างอดไม่ได้
ทว่าเซี่ยเวยเห็นแล้วกลับส่งเสียง “หึ” พร้อม
ออกแรงที่นิ้วมือ ถึงกับบีบคางบังคับให้นางเงย
ศีรษะ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความ
เมตตาสักเศษเสี้ยว เปียมความเย็นเยียบแจ่มชัด
จนคนฟังกลัวตัวสั่น “จะดีจะชั่วก็เป็นลูกศิษย์
ของข้ามานาน ทว่ากลยุทธ์และวิสัยทัศน์ไม่
เพิ่มพูนเลยสักนิด ชอบใช้แต่ลูกเล่นชั้นต่ำไม่ได้
เรื่องเช่นนี้แทน! ผู้ใดสั่งสอนเจ้ากันหา?”
เขาน้าวเกาทัณฑ์จนสุดสายโดยมิสิ้นเปลือง
แรง แล้วพละกำลังจะธรรมดาสามัญได้อย่างไร
เพียงออกแรงเล็กน้อยเจียงเสวี่ยหนิงก็เจ็บ
แล้ว
น้ำตาพลันไหลริน ครั้นได้ยินเขาตั้งคำถามก็
เหมือนมีเสียงอสุนีบาตดังสนั่นหู เพิ่งนึกได้ว่าสี
หน้าท่าทางแบบนี้ของตนเป็นสิ่งที่เซี่ยเวยชิงชัง
ที่สุด ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน นาง
หวาดหวั่นจนไม่กล้าเปล่งวาจา
เซี่ยเวยทอดสายตามองนางจากเบื้องสูง
กล่าวด้วยน้ำเสียงน่าสะพรึงกลัว “สาเหตุที่ข้าไม่
ฆ่าเจ้าเพราะเห็นว่าเนื้อแท้ของเจ้าไม่ได้เลวร้าย
เพียงแต่มนุษย์บนโลกนี้หากเลวร้ายจะต้องถูก
กำจัด หากโง่เขลายิ่งไม่อาจเก็บไว้ ข้าไว้ชีวิตเจ้า
ไปครั้งหนึ่ง แต่เจ้ากลับละทิ้งชีวิต เห็นเป็น
การละเล่นของเด็กน้อยเสียได้ อยากจะช่วยคน
แต่ไม่มีปัญญาหาวิธีที่สูงส่งกว่านี้จนต้องนำตัวเอง
เข้าไปพัวพัน หนิงรอง สิ่งที่เจ้าเรียนรู้ไปนับว่า
เสียเปล่าแล้วจริง ๆ !”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
แต่คล้ายเซี่ยเวยรังเกียจนางยิ่งนัก เขาคลาย
มือพลางหลุบเปลือกตา ไม่ชายตามองนางอีก
“ไสหัวไปฝึกพิณ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งมองเขาอยู่นาน อดคิด
ไม่ได้ว่า ท่านเคยสอนสิ่งที่มีประโยชน์กับข้าที่ไหน
กันเล่า ผ่านไปครู่หนึ่งถึงจะได้สติ คิดว่าศีรษะตน
คงถูกประตูหนีบเข้าเสียแล้วถึงกล้าใจลอยใน
เวลาเช่นนี้ ก่อนจะลุกขึ้นด้วยสารรูปดูไม่ได้
เล็กน้อย
ทว่าเพราะเมื่อครู่นางถูกเขากระชากจนล้มลง
ไปนั่งจึงเจ็บหัวเข่าอยู่บ้าง
นางย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้เพราะเหตุใดกลับ
รู้สึกร้อนตัวพอสมควร ไม่ได้แสดงความอวดดีเช่น
ยามปกติ อีกทั้งไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม
ด้วย นางข่มกลั้นความรู้สึกและทอดสายตามอง
ไปยังมุมห้อง
จริงดังคาด อีกฟากหนึ่งมีโต๊ะพิณซึ่งตั้งพิณไว้
คันหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วรู้สึกคุ้นตา
เป็นเอ๋อเหมยของเซี่ยเวยนั่นเอง
นี่คือพิณที่เซี่ยเวยประดิษฐ์เองเพื่อใช้งาน
นางหนังตากระตุก เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็น
พิณคันอื่น ความขลาดกลัวก็ผุดขึ้นในใจหลาย
ส่วน เจียงเสวี่ยหนิงไม่ค่อยกล้าแตะต้อง แต่เมื่อ
เห็นเซี่ยเวยยังนั่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้แสดงทีท่าว่ามี
เจตนาจะชี้แนะอันใด นางก็จำต้องนั่งแต่โดยดี
เพียงแต่นางไม่ได้ฝึกพิณมาหลายวันแล้วจึงไม่
ชินมือ
เพิ่งยกมือบรรเลง ‘ลำนำนภาคราม’ ได้สอง
ท่อนก็ดีดเสียงผิด
นางตกใจเงยศีรษะมองเซี่ยเวย กลับเห็นเขา
พาดข้อมือบนหัวเข่าโดยทิ้งปลายนิ้วลงมา สีหน้า
คล้ายหม่นหมองขณะนั่งอย่างเปล่าเปลี่ยวใต้แสง
ตะเกียงหรุบหรู่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงสิ่งใด สรุปคือ
ไม่ได้ด่าทอนาง
นางจึงรีบสงบจิตใจ
นางรีบแก้ตัวทันที แสร้งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แล้วบรรเลงพิณต่อ
เสียงพิณสั่นไหวเล็กน้อย หลั่งไหลจากสาย
พิณที่กำลังสะเทือนไหว ไพเราะเสนาะหูอย่างยิ่ง
ยามขึ้นเสียงสูงดุจเสียงครวญของสายลมอันสด
ชื่น ยามลงเสียงต่ำดั่งเสียงขับขานของสกุณา
กอปรความองอาจห้าวหาญที่ถ่ายทอดอย่างได้
อารมณ์ ยามถึงช่วงที่สายสัมพันธ์อันล้ำลึกถูกตัด
รอนก็เศร้าสร้อยกลัดกลุ้มอุรา
เจี้ยนซูกับเตาฉินฟังอยู่ข้างนอก
ท่ามกลางราตรีอันไร้สรรพสำเนียงอื่นใด มี
เพียงเสียงร่วงหล่นเบา ๆ ของหิมะซึ่งทับถมบน
ต้นสนบรรเลงเคียงคู่
ภายในห้องพักอันเรียบง่ายสะอาดสะอ้านมี
กลิ่นยาอบอวลเข้มข้น เป็นกลิ่นของยาที่ท่าน
หมอเพิ่งจะนำมาทาและทำแผลให้จางเจอใหม่
ท่านหมอกล่าวพลางทอดถอนใจ “เกือบไปแล้ว
ดีที่ไม่ได้บาดเจ็บบริเวณสำคัญ มิเช่นนั้นด้วยแผล
ดาบที่ลึกขนาดนี้ เกรงว่าคงถึงแก่ชีวิตไปแล้ว…”
จางเจอรวบปิดเสื้อคลุม ทันใดนั้นก็
ทอดสายตามองนอกหน้าต่าง
เงาขุนเขาและต้นไม้ทอดทับภายในลานเรือน
มืดมิด ทว่าเสียงพิณกลับลอยอ้อยอิ่งมาไม่ขาด
สาย คราแรกยังฝืดฝืนอยู่บ้าง กระทั่งบรรเลง
นานเข้าก็ค่อย ๆ คล่องแคล่วขึ้นมากจนให้
ความรู้สึกว่าพอจะมีความชำนาญอยู่บ้าง
นำพิณติดตัวมาในสถานการณ์เช่นนี้ เห็นทีคง
มีแต่รองราชครูเซี่ยผู้นั้น
เป็นพิณของเขา
แต่เสียงมิใช่ของเขา
จางเจอหลุบเปลือกตา ปล่อยให้ท่านหมอหิ้ว
ล่วมยาจากไป เขายกมือแตะบาดแผลบนไหล่ช้า
ๆ ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ลึก ๆ
เขาฟังอยู่นานแสนนาน ในที่สุดเสียงพิณก็
ค่อย ๆ เงียบงัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าตนบรรเลงมาครึ่งชั่ว
ยามหรือว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว รู้สึกแค่ว่านิ้วมือ
กำลังจะถูกสายพิณกรีดเป็นแผล นางทนไม่ไหว
แล้วจริง ๆ จึงหยุดบรรเลงด้วยความอุกอาจ
เมื่อชายตามอง เซี่ยเวยซึ่งเดิมทีกำลังนั่งอยู่
ไม่รู้ว่าฟุบไปตั้งแต่เมื่อใด
นางลุกขึ้นไปหาอย่างเบามือเบาเท้า ก่อนเอ่ย
เรียกเสียงเบา “เซี่ยเซียนเซิง?”
เซี่ยเวยเอนพิงหมอนอิงด้านข้าง สองตาปิด
สนิท แสงเทียนอันอบอุ่นรำไรส่องให้เห็นใบหน้า
ซีดเผือดที่ยังคงไร้สีเลือด ท่าทางคล้ายหลับไป
แล้ว ปราศจากความดุร้ายเย็นชาชวนสะทก
สะท้านเมื่อครู่ คิ้วที่คลายออกสงบนิ่งราวกับทิว
เขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงทำให้คนมิกล้ารบกวน
ด้วยเกรงจะทำให้ชาวสวรรค์ผู้นี้ตกใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็เงียบ
นางยืนอยู่ตรงหน้า ไม่กล้าส่งเสียงเรียกอีก
ขบคิดว่านี่เป็นโอกาสชั้นยอดเชียวละ ควรหนี
ออกไปโดยเร็วได้แล้ว ด้วยเหตุนี้นางจึงย่องออก
นอกประตูดั่งแมวน้อย
เพียงแต่ขณะกำลังจะถึงประตู นางก็หัน
กลับไปมองพร้อมขบริมฝีปากเบา ๆ ลังเลครู่หนึ่ง
ก็ย้อนกลับไปใหม่ ดึงผ้าห่มทางด้านข้างออกมา
ผืนหนึ่ง กลั้นลมหายใจแล้วค่อย ๆ วางลงบนบ่า
เขา
ท่าทางติดจะคล้ายหัวขโมย
จากนั้นจึงค่อยไปเปิดประตู ขยับวูบเผ่น
แผล็ว
พวกเจี้ยนซูรออยู่นอกประตูมานานแล้ว ครั้น
เห็นนางออกมาจึงหันหน้ากลับไปจะเอ่ยคำ
เจียงเสวี่ยหนิงรีบยกนิ้วแตะริมฝีปาก
เจี้ยนซูและเตาฉินพลันนิ่งอึ้ง
นางกดเสียงให้เบาที่สุด กล่าวงึมงำว่า “เซียน
เซิงหลับไปแล้ว!”
“…”
เจี้ยนซูและเตาฉินอึ้งงันอีกครา สบตากันด้วย
ความงงงวย
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงที่รอดชีวิตหลังประสบ
เภทภัยก็โบกมือให้พวกเขาด้วยความดีใจราวกับ
มุสิกที่ขโมยกินน้ำมันสำเร็จ ก่อนจะถือร่มซึ่งวาง
พิงผนังไว้ก่อนหน้านี้ เดินระวาดระไวแอบหนีไป
โดยไม่ต้องให้ผู้ใดไปส่ง