คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 136 ก่อนวันส่งท้ายปีเก่า (1)
เช้าตรู่วันต่อมา แสงตะวันเรือง ๆ อาบ
ขั้นบันได
คล้ายมีเสียงความเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังมา
จากข้างใน
ก่อนหน้านี้เตาฉินกับเจี้ยนซูสั่งให้คนเตรียม
เครื่องใช้สำหรับล้างหน้าบ้วนปากเอาไว้แล้ว พวก
เขารอคอยอยู่ภายนอก ตอนได้ยินเสียงยังไม่กล้า
เข้าไป เพราะไม่รู้ว่าเซี่ยเวยจะตื่นและลุกจาก
เตียงแล้วหรือไม่
จวบจนได้ยินเสียงถามจากข้างในกะทันหัน
“เวลาเท่าใดแล้ว”
เจี้ยนซูตอบ “ยามเฉินหนึ่งเค่อขอรับ”
ข้างในเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นมาอีก
“เข้ามา”
ตอนเซี่ยเวยลืมตาตื่นก็รู้สึกเพียงว่าแสงตะวัน
ที่ทอผ่านกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามาทำให้เบื้อง
หน้าพร่ามัวไปหมด เขายกมือแตะมุมหน้าผาก
พลางลุกขึ้นนั่ง พบว่าตนหลับจนรุ่งสาง
เทียนมอดดับเย็นเยียบไปนานแล้ว ภายใน
ห้องหลงเหลือความอบอุ่นอยู่เบาบาง
เมื่อมองไปยังมุมห้องก็เห็นเอ๋อเหมยวางนิ่ง
บนโต๊ะพิณ ประหนึ่งไม่เคยมีผู้ใดแตะต้อง
ขณะเจี้ยนซูกับเตาฉินเดินเข้ามาเขาก็ลุกขึ้น
แล้ว กล่าวถามว่า “เมื่อคืนหนิงรองไปตั้งแต่
เมื่อใด”
เจี้ยนซูตอบ “ประมาณยามไฮ่ขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบไปอีกครา สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ย
อะไรเพิ่ม เพียงล้างหน้าบ้วนปากผลัดชุดและกิน
โจ๊กเล็กน้อย
กบฏนิกายสวรรค์ถูกกำราบเรียบร้อย เดิมจึง
ควรรั้งอยู่เมืองทงโจวสองวันเพื่อสะสางเรื่องที่
ต้องทำ หลังจากนั้นก็ควรเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่จนใจที่เย็นวานหิมะตกหนัก ผู้ใต้บังคับบัญชา
รายงานว่ามีหิมะกับหินถล่มกลบทางหลวงซึ่ง
เชื่อมต่อระหว่างทงโจวกับเมืองหลวงโดยยังมิได้
จัดการ เกรงว่าคงไม่อาจเดินทางได้ในช่วงวันถึง
สองวันนี้ กอปรกับจางเจอ เซียวเยี่ย และ
นายทหารซึ่งโชคดีรอดชีวิตส่วนใหญ่ยังคงได้รับ
บาดเจ็บ เมื่อเซี่ยเวยได้รับรายงานจากเบื้องล่าง
จึงสั่งให้อยู่เมืองทงโจวต่ออีกสองวัน
บรรดาขุนนางน้อยใหญ่รู้ข่าวว่ามีคนมาจาก
เมืองหลวงตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้จึงถือโอกาสมา
คารวะกันหมด
ประตูอารามซั่งชิงซึ่งเดิมทีเงียบสงบมาตลอด
มีรถและม้าสัญจรคับคั่ง อึกทึกคึกคักยิ่งนัก
เมื่อวานหลังจากเจียงเสวี่ยหนิงหนีออกมา
จากห้องเซี่ยเวยก็ฉวยโอกาสแวะไปเยี่ยมจางเจอ
ทว่าขณะเดินผ่านห้องของเขาก็เห็นว่าเทียนดับ
และมีแต่ความมืดมิด จึงนึกได้ว่าเขาเดินทางรอน
แรมด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งกายใจมา
หลายวันติด ครานี้จะได้ใช้โอกาสนอนหลับ
พักผ่อนให้ดีสักตื่นหนึ่ง นางจึงอดทนไม่เข้าไป
รบกวน
ครั้นตื่นเช้าวันต่อมา นางจึงไปหาเขา
สีหน้าของจางเจอย่อมค่อนข้างดีกว่าเมื่อวาน
แต่ด้วยชินกับการเงียบขรึมประหยัดถ้อยคำ อีก
ทั้งคนทั้งสองต่างก็พ้นห้วงอันตรายกันมาแล้ว
มิได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคำนึงถึงส่วนได้
ส่วนเสียและต้องพึ่งพาอาศัยกันระหว่างทางอีก
ดังนั้นต่อให้เจียงเสวี่ยหนิงช่างจำนรรจาเพียงใดก็
ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดกับคนพูดน้อยเช่นนี้ดี ส่วน
จางเจอก็รักษาจรรยามารยาท ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่า
ท่านหมอเคยกำชับว่าเขาต้องพักผ่อนให้ดี เจียง
เสวี่ยหนิงจึงไม่สะดวกจะรบกวนมากนัก ทำได้
เพียงไปเยี่ยมยามเช้าคราหนึ่งยามเย็นคราหนึ่ง
จางเจอจะคิดเช่นไรไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ส่วนนางพึงพอใจเป็นพิเศษ ปราศจากท่าที
คิดถึงบ้านแม้แต่น้อย เบิกบานสำราญใจทุกวี่วัน
และมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ ไม่ว่าใครใน
อารามซั่งชิงหากได้พบเห็นนางต่างก็รู้สึกสบายใจ
เพียงแต่สวรรค์ไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ
ขุนนางทงโจวมาเยี่ยมคารวะอย่างเอิกเกริก
อยู่สองวัน พอดีกับเซี่ยเวยสะสางงานที่ตกค้าง
หลังจากกำจัดนิกายสวรรค์เสร็จ ทั้งยังหารือกับ
เซียวหย่วน อีกหลายครั้ง เดิมกำลังจะเตรียมตัว
ออกเดินทาง
ใกล้ถึงวันสิ้นปีแล้ว
หากเร่งเดินทางให้เร็วขึ้นอีกนิด ทุกคนก็จะ
กลับถึงบ้านทันวันเทศกาล
คิดไม่ถึงว่าเช้าวันที่สามจะมีหิมะตกหนัก
ศาลาพักม้าส่งข่าวมาว่าเส้นทางบนเขาซึ่งเคย
ถล่มเมื่อหลายวันก่อนถล่มลงมาอีกแล้ว เป็น
เพราะหิมะเมื่อหลายวันก่อนละลายรวมกัน
กลายเป็นสายน้ำหลากและพุ่งปะทะจนถล่มลง
มา ยังคงเดินทางไม่ได้ดังเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ครั้นฟังเสียว
เปั่าแจ้งข่าวเสร็จก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “หรือว่าใน
วันฉลองปีใหม่ก็ต้องรั้งอยู่ทงโจว”
เสียวเปั่าเปลี่ยนชาร้อนให้นางและตอบว่า
“ฟังจากเจตนาของเซียนเซิง เกรงว่ามีความ
เป็นไปได้สูงขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว
เสียวเปั่า “พวกของท่านกั๋วกงก็ไม่ไปเช่นกัน
หลายวันก่อนเขาเพิ่งหารือกับเซียนเซิง ได้ความ
ว่าวันส่งท้ายปีจะหาเหลาสุรามาจัดงานเลี้ยงใหญ่
เพื่อให้รางวัลเหล่าทหารและเพื่อปลอบประโลม
ความคิดถึงบ้านเกิดของทุกคน หากท่านคิดถึง
บ้านจนทนไม่ไหว ถึงเวลาก็ไปร่วมสนุกได้นะ
ขอรับ”
คิดถึงบ้าน?
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงเบา ๆ ทีหนึ่ง
นางไม่ได้คิดถึงบ้าน
เป็นธรรมดาที่ผู้อื่นต้องการกลับบ้านไปฉลอง
ปีใหม่
จากนั้นก็จะนั่งรวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ทั้งครอบครัว แม้ยามปกติจะมีเรื่องไม่ลงรอยและ
ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ก็ต้องปล่อยวางใน
วันดี ๆ เช่นนี้ ต่างฝั่ายต่างกล่าวถ้อยคำมงคล จุด
ประทัด กินขนมเข่ง เฝั้ารอเวลาข้ามปี และหวัง
ว่าปีต่อไปจะดียิ่งกว่า เป็นช่วงเวลาแสนอบอุ่นอัน
หาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้
ทว่าสำหรับนาง ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกเงียบเหงา
วังเวง
กาลก่อนช่วงที่อยู่กับหว่านเหนียงในบ้านพัก
ชนบท เหล่าชาวไร่ชาวนาที่อาศัยตามปั่าเขาส่วน
ใหญ่ดูแคลนชาติกำเนิดของหว่านเหนียง แม้จะมี
ผู้มาขอความช่วยเหลือจากหว่านเหนียงอยู่บ้าง
เพราะอย่างไรเสียพวกนางก็มาจากตระกูลใหญ่
ทว่าลับหลังกลับดูหมิ่นไม่น้อยเลย
หว่านเหนียงเองก็ไม่อยากเสวนากับพวกคน
หยาบเหล่านี้เช่นกัน
ทุกวันเทศกาลฉลองปีใหม่ ทุกครอบครัวล้วน
ครึกครื้นมีชีวิตชีวา แต่หว่านเหนียงกลับเลี้ยงดู
นางตามปกติ ปราศจากความพิเศษอันใด กิน
อะไรบ้างตามอารมณ์ ไม่มีแม้กระทั่งการเฝั้ารอ
เวลาข้ามปี ครั้นง่วงก็ขึ้นไปนอนบนเตียง
ช่วงวัยเยาว์เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่รู้ว่ามีเรื่อง
เหล่านั้นและไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง
ครั้นเจริญวัยขึ้นอีกนิด นางก็เริ่มออกไปเล่น
และพูดคุยกับพวกเด็ก ๆ ภายในหมู่บ้าน ถึง
พบว่าที่แท้ครอบครัวอื่นต้องฉลองปีใหม่
มีอยู่ปีหนึ่งนางถามหว่านเหนียง
หว่านเหนียงกลับไม่แยแสนางสักนิด
เทศกาลฉลองปีใหม่มาถึงอีกคำรบ นางตาม
เด็กคนอื่นไปที่บ้านเพื่อกินข้าวและจุดประทัด
บ้างอย่างอดไม่ได้ ครั้นตกดึกก็แอบกลับเข้าบ้าน
เมื่อผลักประตูเข้าไปกลับพบหว่านเหนียงซึ่งควร
จะเข้านอนแล้วกำลังนั่งมองนางด้วยความเย็นชา
อยู่ในห้อง ก่อนจะหิ้วนางออกมาทิ้งไว้นอกประตู
เบื้องนอกทั้งมืดมิดทั้งหนาวเหน็บ นางตกใจจน
เสียขวัญ
นางยกมือตบประตู ร้องไห้ถามหว่านเหนียง
ว่าเหตุใดไม่ให้นางเข้าไป
หว่านเหนียงไม่สนใจดังเคย
เจียงเสวี่ยหนิงร้องไห้จนเหนื่อย สุดท้ายจึง
หลับพิงประตูอย่างสะลึมสะลือ เช้าวันต่อมา
พบว่ามีไข้ ครานี้หว่านเหนียงถึงพานางไปหาหมอ
นับจากเหตุการณ์นี้เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้า
เอ่ยถึงเรื่องฉลองเทศกาลปีใหม่อีกเลย
นางหวาดกลัวเหลือเกิน
กาลต่อมาเมื่อได้หวนคืนตระกูลเจียง ทุกสิ้นปี
ต้องได้กินอาหารพร้อมหน้าส่งท้าย แต่ถึงกระนั้น
กลับดูเหมือนว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย
รู้สึกเหมือนถูกขวางกั้นด้วยภาพมายาชั้นหนึ่งดั่ง
ชมบุปผาในสายหมอกมองจันทราในวารีอย่างไร
อย่างนั้น
อย่างไรเสียนางก็ไม่ชอบเจียงเสวี่ยฮุ่ยและเมิ่ง
ซื่ออยู่แล้ว
ยามปกติต่างคนต่างไม่ได้พบหน้า แต่ครั้นถึง
เทศกาลฉลองปีใหม่กลับต้องมาสร้างความอึดอัด
คับข้องใจให้อีกฝั่าย แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร
กันเล่า
ส่วนภายหลังเมื่อได้เข้าวังหลวงแล้ว…
ยิ่งน่าเบื่อเข้าไปใหญ่
ในงานพระราชทานเลี้ยงของวันส่งท้ายปี ขุน
นางทั้งราชสำนักมัวแต่สนใจหลักจรรยามารยาท
ของเจ้าผู้ปกครองและขุนนาง ส่วนเหล่าสนม
ชายาทั้งหลายก็ประชันความงามและ
ความสามารถ แม้จะเป็นวันที่ชวนให้มีความสุข
ทว่าทุกคนต่างวางแผนใช้เล่ห์ ไหนเลยจะมีความ
สนุกสนานอันใด
ยิ่งไปกว่านั้นใช่ว่าขุนนางในราชสำนักจะมา
ร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ได้ทุกคน
บางคนตำแหน่งต่ำเกินกว่าจะมา
และมีบางคนที่มาได้แต่ไม่มา
อย่างเช่นเซี่ยเวยซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง
ราชครู มักจะอ้างว่าปั่วยและไม่เคยเข้าร่วมสักปี
อย่างเช่นจางเจอคนดื้อด้านหัวแข็งที่มักจะไม่
เห็นค่าพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้ เคยถวาย
ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กราบทูลว่าต้อง
คอยปรนนิบัติมารดาที่บ้าน
ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่เคยเห็นจางเจอ
ในวันงานเทศกาลจำพวกงานส่งท้ายปีเก่าเลย…
นิ้วมือแตะบนขอบหน้าต่างเย็นเฉียบ เจียง
เสวี่ยหนิงพลันใจเต้นรัว ผินหน้ากลับไปถามเสียว
เปั่า “ใต้เท้าจางเล่า”
เสียวเปั่าตะลึงงัน “อะไรนะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นเต้นทันที “ช่วงเทศกาล
ฉลองปีใหม่ ใต้เท้าจางไม่กลับเมืองหลวงเช่นกัน
ใช่หรือไม่”
ครานี้เสียวเปั่าจึงรู้ว่านางถามถึงสิ่งใด ตอบว่า
“วันก่อนใต้เท้าจางสั่งให้คนไปถามถึงสถานการณ์
ที่หิมะบนภูเขาถล่มทับทางหลวง ทั้งยังเคยเอ่ยว่า
อยากจะฝั่าหิมะกลับไป แต่เดิมทีทางหลวงที่ถูก
ตัดขาดก็อันตรายอยู่แล้ว มิหนำซ้ำเขายังได้รับ
บาดเจ็บ ท่านหมอยังต้องการให้พักฟืนอีกหลาย
วัน เซี่ยเซียนเซิงก็ไม่เห็นชอบ กล่าวเพียงว่าหาก
เกิดเหตุไม่คาดฝันกับใต้เท้าจาง ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจ
รับผิดชอบไหวขอรับ”
จางเจอเองก็ต้องฉลองปีใหม่ที่ทงโจว
กระแสความร้อนค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาจาก
ก้นบึ้งของหัวใจ นิ้วมือของเจียงเสวี่ยหนิงพลอย
สั่นระริก
เสียวเปั่าถามด้วยความสงสัย “ท่านเองก็
อยากกลับหรือขอรับ”
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะนิ่งไม่ไหวติง
เหมือนไม่ได้ยิน ผ่านไปเนิ่นนานนางก็หมุนกาย
เดินออกไปข้างนอกโดยไม่พกร่มไปสักคัน
เสียวเปั่าสะดุ้ง “ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากออกไปข้างนอก ทว่าเพิ่ง
เดินไปไม่กี่ก้าวก็นึกได้ว่าตนไม่รู้จักเส้นทาง
ภายในเมืองทงโจว จึงผินหน้าถามกลับ “ทงโจวมี
เหลาสุราหรือร้านขายสุราดี ๆ บ้างหรือไม่ จะไป
ได้อย่างไร และอยู่ที่ใดหรือ”
เสียวเปั่า “…”
ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งก่อนนี้มีแต่ความ
เบื่อหน่ายคล้ายจุดประกายจนสว่างไสว ปรากฏ
รัศมีเจิดจ้า นางยิ้มบอกเสียวเปั่า “เจ้าพาข้าไป
หน่อย”
เสียวเปั่าไม่เข้าใจว่านางคิดจะทำอะไร
แต่คุณชายเจี้ยนซูมอบหมายให้เขาดูแลและ
ปกปั้องคุณหนูรองเจียงให้ดี ห้ามเกิดเหตุไม่คาด
ฝันอย่างก่อนหน้านี้อีกเป็นอันขาด
เขาจึงไม่กล้าปล่อยเจียงเสวี่ยหนิงไปเดินเล่น
ในตัวเมืองตามลำพัง
แม้ว่าขณะนี้จะเปียมความสงสัย ทว่าก็ทำได้
เพียงถือร่มและออกไปพร้อมนาง
ขณะนี้เหลาสุราขนาดใหญ่ในตัวเมืองยังไม่
หยุดกิจการ อีกทั้งเมื่อถึงช่วงวันเทศกาลหรือวัน
ปีใหม่ก็มักมีพ่อครัวฝีมือดีบางคนไปช่วยจัดงาน
เลี้ยงให้ครอบครัวที่ร่ำรวย จวนตระกูลเจียงเองก็
เชิญพ่อครัวใหญ่จากเหลาเต๋อเย่ว์มายังจวนเพื่อ
ประกอบอาหารชั้นยอดโต๊ะหนึ่งยามช่วงปีใหม่
บทที่ 136 ก่อนวันส่งท้ายปีเก่า (2)
เจียงเสวี่ยหนิงที่รู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้จึงสั่งให้เสียว
เปั่านำทางทันที
ระหว่างทางนางเห็นว่าบางร้านยังคงเปิด
กิจการ สินค้าส่วนใหญ่คือสิ่งของที่ใช้ในช่วง
เทศกาลปีใหม่ หากเป็นก่อนหน้านี้นางคงไม่ค่อย
สนใจ ทว่าคราวนี้กลับหยุดยืนมองอย่างถ้วนถี่
กระทั่งซื้อโคมแดงมาหลายดวง นอกจากนี้นางยัง
ซื้อถุงผ้าแพรขนาดเล็กปักตัวอักษรคำว่า
‘ความสุข’ และตราประทับชั้นดีมาอย่างละหนึ่ง
ด้วย จากนั้นจึงไปร้านแลกเงินเพื่อเปลี่ยนเงินเป็น
ก้อนเงินก้อนทองซึ่งหลอมเป็นรูปมงคลจำพวก
ฟักทอง[1]ผลไม้อายุมั่นขวัญยืน[2]ต่าง ๆ นานา
เสียวเปั่ายืนมองอยู่ด้านข้าง คิดว่านางเหมือน
กำลังเตรียมฉลองเทศกาลปีใหม่ให้ใครสักคน
ทั้งสองคนเสียเวลาระหว่างทางอยู่พักหนึ่ง
กว่าจะมาถึงเหลาซื่อไห่ซึ่งทำอาหารชั้นยอดที่สุด
ภายในเมือง
ครั้นถามผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่าสามารถเชิญ
ตัวพ่อครัวไปได้ดังคาด
เพียงแต่ราคาไม่เบาเลย
การซื้อโคมหรือถุงความสุขอะไรต่อมิอะไร
มิได้สิ้นเปลือง ทว่าตราประทับกับก้อนเงินก้อน
ทองกลับจ่ายไปไม่น้อย เมื่อเจียงเสวี่ยหนิง
คำนวณเงินที่เหลือในมือก็ต้องย่นหัวคิ้ว “หนึ่ง
ร้อยตำลึง ต้องแพงขนาดนี้เชียวหรือ”
ผู้ดูแลร้านซึ่งเป็นมิตรอธิบายอย่างสุภาพ “ไม่
ขอปิดบังนะขอรับ สุราดอกหอมหมื่นลี้ของเหลา
เราเลื่องชื่อมาก ปกติราคาก็ไม่ถูกนักอยู่แล้ว ปีนี้
เหลือเพียงไม่กี่ไหเท่านั้น ส่วนพ่อครัวคนอื่นต่าง
ได้รับคำเชิญจากจวนอื่น ๆ ไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เดิมที
กำลังเตรียมตัวกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
อย่างมีความสุขกับลูกเมีย แต่ในเมื่อการค้ามาถึง
หน้าประตู หากเงินถึงย่อมไม่มีทางปฏิเสธ ถ้า
ท่านจ่ายไหว ข้าจะลองช่วยคุยให้ขอรับ”
หนึ่งร้อยตำลึงสำหรับเจียงเสวี่ยหนิงมิใช่เงิน
จำนวนมากมายอันใดจริง ๆ
ชาติก่อนนางเคยใช้โดยไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ
มองผาดเดียวก็รู้แล้วว่าผู้ดูแลคนนี้ฉวยโอกาส
ขึ้นราคาฟันลูกค้ารายใหม่ แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่นางจะ
ถือสาหาความเขาด้วยเรื่องเงินจำนวนเพียงเท่านี้
เช่นกัน
นางกลอกตาเอ่ยว่า “ก็ได้ เพียงแต่ข้าไม่ได้
พกเงินติดตัวมามากขนาดนั้น ท่านดูสิในมือข้า
เหลือเงินอยู่ยี่สิบตำลึง ขอจ่ายเป็นมัดจำให้ก่อน
ส่วนจำนวนที่เหลือสายสักหน่อยท่านจงส่งคนไป
รับที่อารามซั่งชิง ข้าพำนักอยู่ที่นั่น งานเลี้ยงคืน
ส่งท้ายปีก็จัดที่นั่นเช่นกัน”
ผู้ดูแลร้านพลันมองนางด้วยความประหลาด
ใจ
ในเมืองลือกันไปทั่วว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่อาราม
ซั่งชิง หลายวันนี้เห็นเกี้ยวของศาลาว่าการเข้า
ออกหน้าอารามเป็นว่าเล่น บัดนี้ผู้พำนักอยู่ใน
อารามซั่งชิงย่อมมิใช่คนธรรมดาทั่วไป
เขาพลันมีท่าทีพินอบพิเทาต่อเจียงเสวี่ยหนิง
รีบรับปากทันควัน
เสียวเปั่ามองอย่างอ้ำอึ้ง
ครั้นออกมาจากเหลาสุรา เจียงเสวี่ยหนิงจึง
ถามเขาว่า “เหตุใดถึงทำหน้าเช่นนี้”
เสียวเปั่าตอบ “แพงเกินไป อีกอย่างท่านจะ
เอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากที่ใดหรือ
ขอรับ”
ต้องรู้ไว้ว่าเงินที่เจียงเสวี่ยหนิงพกติดตัว
ขณะนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงที่เขาเคย
มอบให้ ทั้งยังเป็นเงินของเซียนเซิงด้วย เนื่องจาก
ตัวเขาไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น แต่เมื่อครู่เจียง
เสวี่ยหนิงกลับยอมรับราคานั้นทันที มันช่าง…
สรุปคือเสียวเปั่ารู้สึกว่าช่างใช้ไม่ได้เอา
เสียเลย
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วกลับเลิกคิ้ว
พลางยิ้มแย้ม เผยสีหน้ากระหยิ่มใจเล็กน้อยอย่าง
หาได้ยากยิ่ง “ไม่มีเงินรึ? แต่ข้ามีเยอะเลย!”
นางสอดตราประทับเก็บในอกเสื้อและเก็บ
ก้อนเงินก้อนทองเหล่านั้นลงถุงความสุข ก่อนจะ
นำถุงอันหนักอึ้งนั้นซ่อนในแขนเสื้อเพื่อไม่ให้ผู้ใด
พบเห็น จากนั้นเดินด้วยความกระฉับกระเฉง
กลับไปยังอารามซั่งชิง
หลายวันที่ผ่านมาเซี่ยเวยไม่เคยเรียกนางไป
เรียนพิณแม้แต่ครั้งเดียว
ได้ยินว่าเพราะงานยุ่ง
อย่างไรเสียขุนนางทงโจวที่มาเยี่ยมคารวะก็มี
จำนวนมากเสียเหลือเกิน เขาคงเจียดเวลามา
สอนนางไม่ได้ มิหนำซ้ำท่านรองราชครูผู้นี้ยังแจ้ง
ว่าล้มปั่วยเป็นไข้หวัด ไม่พบแขกจากภายนอกมา
ตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงคิดดูก็รู้ว่าเป็นข้ออ้าง
เขามีพละกำลังขนาดยิงเกาทัณฑ์ทะลวงบ่า
มนุษย์ได้ แล้วจะใช่บัณฑิตอ่อนแอซึ่งเจ็บไข้ได้
ปั่วยยามฤดูหนาวของทุกปีได้อย่างไร
เขาคงแค่คร้านจะคบค้าสมาคมกับขุนนางทง
โจวกลุ่มนี้เท่านั้นเอง
นางเพิ่งกลับถึงอารามซั่งชิงก็มุ่งหน้าไปยัง
เรือนของเซี่ยเวยอย่างที่ไม่เคยทำ
เจี้ยนซูยกน้ำชาเย็นชืดที่ต้องนำไปเททิ้ง
ออกมาพอดี ครั้นเห็นนางก็แสดงกิริยาเหมือน
เห็นผี “คุณหนูรองมาได้อย่างไรขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงกระแอม มองบานประตูปิด
สนิททางด้านหลังเขาพร้อมกดเสียงเบาถาม
“เซียนเซิงหลับแล้วหรือ”
ท่าทางนางดูลับ ๆ ล่อ ๆ
เจี้ยนซูลังเลครู่หนึ่ง “หลับไปแล้ว ท่าน
ต้องการพบหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ ๆ ๆ ๆ …”
เขาพูดเล่นหรือไร เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยาก
รนหาที่ตายหรอกนะ!
นางลากเจี้ยนซูมาด้านข้าง
“เรื่องนี้ข้าบอกเจ้าแทนก็ได้แล้ว”
เมื่อเจี้ยนซูเห็นมือขาวราวกับไข่ปอกของนาง
ดึงแขนเสื้อตน เปลือกตาก็กระตุก ใจหายวาบ
หน่อย ๆ “ท่านพูดมาเลย แต่อย่าใช้มือขอรับ”
เป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ คิดเล็กคิดน้อยไม่เข้าเรื่อง
ขนาดนี้เชียว!
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้คิดอะไรมาก นางปล่อย
มือ ทำหน้าสุดแสนเป็นมิตร “เจ้าออกมาพร้อม
กับเซียนเซิงของเจ้า จะต้องพกเงินติดตัวมาแน่ใช่
หรือไม่ แบ่งให้ข้านำไปใช้เล่นสักหนึ่งพันแปด
ร้อยตำลึงหน่อยสิ”
แบ่งให้เอาไปใช้เล่นสักหนึ่งพันแปดร้อยตำลึง
…
เจี้ยนซูมุมปากกระตุก “ท่าน…”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยทันควัน “เจ้าก็รู้นี่!”
เจี้ยนซู “ข้ารู้อะไรหรือขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเจี้ยนซูกับเตาฉินเป็นคน
สนิทของเซี่ยเวย พวกเขาย่อมรู้เรื่องของเซี่ยเวยอ
ย่างแจ่มแจ้ง นางจึงเท้าเอวกล่าว “เซียนเซิงของ
พวกเจ้าติดหนี้ข้าตั้งหลายหมื่นตำลึงยังไม่ได้ชดใช้
ข้าต้องการสักหนึ่งพันแปดร้อยตำลึงคงไม่เกินเลย
ไปใช่หรือไม่ ข้าเห็นว่าเซียนเซิงของพวกเจ้าเป็น
หวัด สุขภาพไม่ดี จึงไม่สะดวกเข้าไปรบกวน เจ้า
แค่มอบเงินให้ข้าก่อนแล้วค่อยไปรายงานเขาก็
พอ”
“…”
เจี้ยนซูกลัวว่าหากตนตอบรับ หลังจากนั้นเขา
จะถูกเซียนเซิงของตนตีตาย ทว่าคนตรงหน้าก็มี
สถานะพิเศษอยู่บ้างจริง ๆ เขาจึงไม่กล้าไม่ให้
คำตอบ ลังเลตัดสินใจไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเร่งรัด “ไม่เช่นนั้นข้าจะไป
รบกวนเซียนเซิงของพวกเจ้าแล้วนะ!”
ดูจากการวางตัวยามปกติ คล้ายว่าพวกเขา
จะไม่กล้าเข้าไปรบกวนเซี่ยเวยตามใจชอบจริง ๆ
นางจึงคิดว่าจะขอเงินที่เป็นของตนกลับมา
ก้อนหนึ่งได้อย่างราบรื่น
คาดไม่ถึงว่าหลังจากเจี้ยนซูจ้องมองนางอย่าง
เงียบงันเป็นเวลานานก็บอกว่า “เช่นนั้นท่านเข้า
ไปเถิดขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นี่ยังใช่เจี้ยนซูที่ข้ารู้จักหรือเปล่าเนี่ย เหมือน
มีอะไรผิดปกติเลย!
นางตะลึงงัน
เจี้ยนซูกลับหมุนกายไปเคาะประตู เอ่ยขึ้นมา
ว่า “ข้าจะไปรายงานให้เดี๋ยวนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงใจหายวาบ ตกใจสะดุ้งโหยง
รีบดึงตัวเขาไว้ทันที “อย่านะ เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
ขณะเดียวกันประตูห้องทางด้านหลังซึ่งเดิมที
ปิดอยู่ก็เปิดดังแอ๊ด
เซี่ยเวยยืนอยู่หลังประตู ร่างกายสูงใหญ่สวม
ชุดบางเบา มือยังแตะขอบประตู เหมือนจะเพิ่ง
ลุกขึ้นมา เส้นผมที่ปล่อยยาวสยายมีหลายปอย
ปรกสาบเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ อากัปกิริยาเกียจคร้าน
เล็กน้อยอย่างยากจะได้พบเห็น
อย่างไรก็ตาม หว่างคิ้วกลับแฝงความเย็นชา
สายตาของเขาตกลงบนร่างคนทั้งสองเบื้อง
หน้า ก่อนจะเคลื่อนไปยังมือของเจียงเสวี่ยหนิง
ซึ่งยังคงจับแขนเจี้ยนซู
เจียงเสวี่ยหนิงปราศจากความรู้สึกอันใด
ทว่าเจี้ยนซูที่ถูกมองเช่นนี้กลับหนาวสันหลัง
วาบประหนึ่งเดินผ่านตำหนักพญามัจจุราชมา
รอบหนึ่ง เขารีบชักแขนกลับ ค้อมกายเอ่ยว่า
“เซียนเซิง เมื่อครู่คุณหนูรองหนิง…”
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “ข้าได้ยินแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกท้ายทอยเย็นวาบ
นางมองสำรวจเซี่ยเวย แม้ใบหน้าเขาจะซีด
เซียวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอาการของคนเป็นหวัด
จนถึงขั้นไม่อาจออกมาร่วมสมาคม นางอึ้ง
เล็กน้อยพลางบ่นอุบในใจว่า เสแสร้งจริงด้วย
เซี่ยเวยมองนาง “ต้องการเงินหรือ”
เจตนาเดิมของเจียงเสวี่ยหนิงคือมาขอจาก
เจี้ยนซู อย่างไรเสียเรื่องที่เซียนเซิงของพวกเขา
ติดเงินนางก็เป็นเรื่องจริง ไม่มีเหตุผลที่อีกฝั่ายจะ
ไม่ให้ จากนั้นนางค่อยปล่อยให้พวกเขากลับไป
บอกกล่าวเซี่ยเวย เซี่ยเวยย่อมไม่มีทางตระหนี่ถี่
เหนียวจนมาถือสาหาความแน่
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเขาจะออกมา…
นางอึกอัก “ต้องการเจ้าค่ะ เพียงแต่ได้ยินว่า
เซียนเซิงกำลังหลับอยู่ จึงไม่กล้ารบกวน”
ได้ยินว่าเขากำลังหลับอยู่?
เซี่ยเวยรู้ดีว่าปากของจอมหลอกลวงน้อยผู้นี้
ไม่เคยกล่าวความจริงแม้แต่ประโยคเดียว ทว่า
เขาคร้านจะเปิดโปงลูกไม้ตื้น ๆ ที่นางใช้ประจบ
เอาใจตน จึงถามยิ้ม ๆ “เจ้าช่างจดช่างจำเงิน
เล็กน้อยก้อนนั้นเสียจริง ว่ามาเถอะ จะใช้ทำ
อะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้ำอึ้ง คำพูดยังไม่ทันหลุดออก
จากปาก แก้มก็แดงระเรื่อเสียแล้ว
เดิมทีเซี่ยเวยยังยิ้มแย้ม แต่เมื่อเห็นสีหน้า
ท่าทางแบบนี้ ความอบอุ่นที่ฉายในดวงตาจึงค่อย
ๆ เลือนหาย แม้ริมฝีปากยังคงหยักโค้ง ทว่า
ความรู้สึกดั่งสายลมยามวสันต์โชยชายเมื่อครู่
กลับอันตรธานสิ้น เขามองนางออกทะลุปรุโปร่ง
ทันที “เพื่อจางเจอ?”
เรื่องที่นางชอบจางเจอ หาใช่ความลับอันใด
ต่อเซี่ยเวยไม่
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก รู้สึกกระดากอาย
แต่ในเมื่อเซี่ยเวยเดาออกนางก็พลอยเบาใจ
คิดว่าอย่างไรเสียเซี่ยเวยก็รู้เรื่องแล้ว นางจึงเงย
ศีรษะกล่าวด้วยรอยยิ้มชื่นบาน “ปิดบังเซียนเซิง
ไม่ได้เลย ข้าคิดว่าเดิมทีใต้เท้าจางจะกลับบ้าน
เสียอีก แต่หิมะตกหนักปิดกั้นถนนจนไม่อาจ
เดินทางและต้องรั้งอยู่ฉลองปีใหม่ที่ทงโจว ข้าจึง
คิดจะวางแผนจัดงานเพื่อสร้างความครึกครื้นเสีย
หน่อย มิเช่นนั้นคืนก่อนปีใหม่เขาคงต้องอยู่อย่าง
อ้างว้างตามลำพัง ไม่ได้ออกไปที่ใด…”
“…”
เซี่ยเวยมองดูนางยืนงามชดช้อยใต้ชายคา
หน้าตาเปียมอารมณ์เปรมปรีดิ์ดุจบุปผาตูมบน
ยอดกิ่ง ครั้นเขาทอดสายตามองผ่านไปด้านหลัง
นาง กองหิมะที่ยังไม่ทันได้กวาดเรียบร้อยก็ทอ
แสงขาวจ้าจนแสบตา
ใจเขามีแต่รอยยิ้มหยันอันเย็นเยียบ
ทว่าวาจาที่เปล่งออกมาจากปากยังคง
อ่อนโยนดังเดิม “เจ้ากลับคิดอ่านรอบคอบนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเขาชม จึงตอบกลับด้วย
ความเบิกบานใจ “เช่นนั้นท่านรับปากแล้วหรือ
เจ้าคะ”
เซี่ยเวยหัวเราะแผ่วเบา “ในเมื่อเป็นเงินของ
เจ้าก็ย่อมต้องมอบให้เจ้าอยู่แล้ว”
——————–
1. ชาวจีนเชื่อว่าฟักทองเป็นสัญลักษณ์ของ
ความอุดมสมบูรณ์และการเหลือกินเหลือ
ใช้
2. ผลไม้อายุมั่นขวัญยืน หมายถึงผลไม้ที่ใช้
มอบในงานวันเกิดเพื่ออวยพรให้มีอายุมั่น
ขวัญยืน เช่น ลูกท้อ ทับทิม เป็นต้น