คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 215 เริ่มตระหนัก (1)
ไม่พบเจอกันสองปี เปลี่ยนจากผู้คุมกองพัน
องครักษ์เสื้อแพรเป็นรอง ผู้บัญชาการองครักษ์
เสื้อแพรไปเสียแล้ว หลายปีนี้แม้เจียงเสวี่ยหนิง
จะอยู่ห่างไกลเมืองหลวง แต่ก็พอได้ยินข่าวลือ
เกี่ยวกับองครักษ์เสื้อแพรอยู่บ้าง
ไม่ต่างอะไรจากชาติก่อนเลย
ศัตราวุธของฮ่องเต้ สุนัขรับใช้ของผู้มีอิทธิพล
ลงมือเหี้ยมโหดฉับไว ปานสายอัสนี ต่างกันแค่ที่
พึ่งพิงชาติก่อนของเขาคือเจียงเสวี่ยหนิง ทว่า
ชาตินี้เหมือนจะเปลี่ยนคน
บนชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มปักลายสัตว์มงคล
เมฆอัสนีสีหม่น ยากจะดูสถานะออก ทว่าดาบซิ่
วชุนที่ห้อยเอวกลับบ่งบอกตัวตนอย่างชัดเจน
ไม่กี่ปีมานี้ตำแหน่งสูงขึ้น เมื่อมองก็รู้สึกได้ว่า
สุขุมกว่าเดิม
กุมอำนาจในมือบ้างแล้ว
ทว่าพอมาถึงภายในโถงกลับไร้ความหยิ่ง
ทะนง แสดงท่าทีอ่อนน้อม ถ่อมตนและยินดี
อย่างเต็มที่
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินชื่อเขาก็ลอบตื่น
ตกใจ
ครั้นเห็นคนผู้นี้เข้ามาในโถงต่อหน้าต่อตาก็ยิ่ง
หวาดหวั่น ทว่าห้องโถง ก็มีขนาดแค่นี้ หากโจวอิ๋
นจือรุดมาจากเมืองหลวง แล้วได้ยินข่าวลือ
บางอย่างตอนเข้าซินโจวก็คงเดาออกว่านางอยู่
ที่นี่ ในเมื่อหลบไม่ได้ มิสู้ สงบอารมณ์หน่อยจะ
ดีกว่า
พวกเซี่ยเวยและหลี่ว์เสี่ยนได้พบ ‘แขกไม่ได้
รับเชิญ’ กะทันหัน ด้วย รู้ดีว่าฝั่ายตนไม่ได้บุก
โจมตีต๋าต๋าเพื่อบ้านเมืองแว่นแคว้นหรือใต้หล้า
แต่ อย่างใดจึงผุดความคิดในใจเงียบ ๆ ส่วน
นายทหารระดับสูงคนอื่นไม่ล่วงรู้เรื่องที่ตนไปมี
ส่วนร่วมกับแผนก่อกบฏหลอกลวงฮ่องเต้ ยังนึก
ว่าราชสำนักตั้งใจส่งผู้ส่งสารมาเพราะทางฝั่าบาท
ทรงทราบข่าวที่ปราบต๋าต๋าชนะครั้งใหญ่แล้ว
ต้องการตบรางวัลด้วยซ้ำ จึงไม่เพียงไร้ความ
ตระหนกแต่กลับเปียม ความตื่นเต้นดีใจ ท่าที
กระตือรือร้นเป็นพิเศษ
โจวอิ๋นจือผู้นี้ นายทหารระดับสูงในด่าน
ชายแดนอาจไม่รู้จัก แต่พวกเซี่ยเวย เยี่ยนหลิน
และเจียงเสวี่ยหนิงล้วนรู้จัก
ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
เสิ่นจื่ออีประทับอยู่ที่นั่งตำแหน่งประธาน
ดวงตาวูบไหวเล็กน้อย อ้าปากคล้ายต้องการ
กล่าวบางอย่าง ทว่าพอเหลือบมองเซี่ยเวยทาง
ด้าน ข้างก็ปิดปาก
บรรยากาศในงานพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดเซี่ยเวยก็หัวเราะออกมาก่อน “ผู้
บัญชาการโจวเกรงใจไป แล้ว เดินทางไกลจาก
เมืองหลวงมาทันช่วงงานเลี้ยงฉลองพอดี ใครก็ได้
เชิญใต้เท้าโจวมายังที่นั่งที”
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเริ่มทักทายโจวอิ๋นจือ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็อยู่ตรงที่นั่ง มิหนำซ้ำอยู่
ข้างกายเสิ่นจื่ออีตำแหน่งจึงค่อนข้างสะดุดตา
หลังโจวอิ๋นจือกล่าวทักทายเยี่ยนหลินเสร็จก็แทบ
จะ มองเห็นนางทันที ครั้นผงะไปครู่หนึ่งซึ่งไม่รู้
ว่าแสดงออกแท้จริงหรือเสแสร้งก็เอ่ยทัก “ไม่นึก
ว่าคุณหนูรองจะอยู่นี่ด้วย ไม่เจอกันสองปีแล้วนะ
ขอรับ”
ชาติที่แล้วโจวอิ๋นจือเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่นาง
เลี้ยงไว้ มิใช่คนดีอะไร ทำ ทุกวิถีทางได้เพื่อไต่ขึ้น
สูง
เหตุที่ตระกูลเยี่ยนถูกตรวจสอบยึดทรัพย์ก็มี
สามส่วนเป็นฝีมือเขา
ต่อมาเปลี่ยนนายหลายครั้งจนมาพึ่งพิงนาง
อีก แล้วจึงไปเข้าหา เสิ่นเจี้ยแทน คอยทำพวก
เรื่องที่จำเป็นต้องทำทว่าไม่เสนาะหูนักแก่ ราช
สำนักโดยเฉพาะ
หากพูดถึงความสามารถ แน่นอนว่าไม่ด้อย
น่าเสียดายก็แค่ตอนนางกำลังรบรากับเซียวซู
เจ้าสุนัขตัวนี้ดันแว้งกัดคราหนึ่งจนนางตกอับไร้
หนทางจะกู้คืน ซ้ำร้ายยังลุกลามไปถึงจางเจอ
ชาตินี้รักษาบุตรในครรภ์ของเวินเจี๋ยอวี๋เอาไว้
ได้ ทั้งยังคลอดองค์ชายอย่างราบรื่น
เสิ่นหลางเองก็ไม่ได้สิ้นพระชนม์กะทันหัน
อย่างปริศนา
เป็นเหตุให้เสิ่นเจี้ยยังคงเป็นหลินจื๋ออ๋อง
ไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็น ‘พระ อนุชารัชทายาท’ และ
ยิ่งไม่ได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ผู้ที่โจวอิ๋นจือรับใช้ย่อม
กลายเป็นเสิ่นหลางที่กำลังครองราชย์ ทว่าเสิ่น
หลางนิสัยใจคอเหี้ยมโหด ไม่ได้โดดเด่นเรื่องการ
ว่าราชการ แต่ชำนาญศาสตร์ควบคุมใจคนและ
ใช้ อำนาจของผู้เป็นฮ่องเต้ จึงกล่าวได้ว่าไว้วางใจ
และให้ความสำคัญแก่คมดาบคนสนิทที่ทำงาน
สกปรกได้ทุกสิ่งยิ่งกว่าเสิ่นเจี้ยที่ขึ้นครองราชย์ใน
ภายหลังเมื่อชาติก่อนเสียอีก
เจียงเสวี่ยหนิงออกจากเมืองหลวงสองปีแล้ว
เดิมก็ไม่ได้ต้องการให้ คนในเมืองหลวง
สังเกตเห็นร่องรอยจึงแทบจะตัดขาดกับทางนั้น
กระทั่งจดหมายสักสองสามฉบับยังคร้านจะ
ส่งกลับจวนตระกูลเจียง
นางที่เป็นเช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์ต่ออาชีพการ
งานของโจวอิ๋นจืออีก
เมื่อก่อนยังเคยได้ข่าวว่าเขาไปเยือนจวน
ตระกูลเจียงบ่อย ๆ แต่ต่อมายิ่งได้รับความสำคัญ
จากฮ่องเต้ก็ได้กุมอำนาจใหญ่ในองครักษ์เสื้อแพร
เจียงปั๋อโหยวที่เป็นเพียงรองเสนาบดีกรมคลังเล็ก
ๆ ยามเจอเขายังต้องให้เกียรติสักหน่อยด้วยซ้ำไป
เริ่มไม่ได้ยินว่าไปมาหาสู่อะไรกันอีก
นางคอยหวาดระแวงและเฝั้าระวังคนผู้นี้อยู่
ตลอด แม้จะเคยใช้เขาไปลอบเตือนเยี่ยนหลิน
และจัดการจวนชิงหย่วนปั๋อจนช่วยเหลือโหยว
ฟางอิ๋น ออกมา ทว่าก็ไม่เคยเชื่อใจโดยสมบูรณ์
บัดนี้ไม่เจอกันสองปี สถานะต่างจากเดิมโดย
สิ้นเชิง
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่ตื้นเขินถึงขนาดปฏิบัติ
ด้วยท่าทีเช่นในอดีต มอบรอยยิ้มที่แม้จะไม่ดูเป็น
มิตรแต่ก็ไม่เย็นชากลับไปให้ “ไม่เจอกันสองปี
ยินดีกับใต้เท้าโจวด้วยนะเจ้าคะที่ได้เลื่อนขั้นสู่
ตำแหน่งใหญ่โตอย่างราบรื่น”
พอกล่าวทักทายจนครบวง เวลานี้ถึงได้นั่งลง
จริง ๆ สักที
โจวอิ๋นจืออธิบายว่าหลังจากด่านชายแดน
รายงานชัยชนะไปยัง เมืองหลวง ฝั่าบาทก็เบิก
บานพระทัยและพอพระทัยยิ่ง จึงมีรับสั่งให้เขา
มาตกรางวัลเพื่อแสดงออกถึงพระเมตตา
โดยเฉพาะ ทั้งยังบอกว่าในที่สุดจวนหย่งอี้โหวก็
สามารถหวนคืนสู่เมืองหลวง รองราชครูเซี่ยซึ่ง
วางแผนการอยู่แนวหลังเองก็มีคุณงามความดี
ใหญ่หลวงอะไรสักอย่าง
ท่าทางเหมือนไม่รู้ความจริงโดยสิ้นเชิง!
ประหนึ่งเยี่ยนหลินไม่ได้ออกจากแดนเนรเทศ
โดยพลการ ราวกับว่าที่ชิงอำนาจทางการทหาร
มาได้ไม่ใช่เพราะปลอมแปลงพระราชโองการแต่
มีรับสั่งจากพระองค์จริง ๆ กระทั่งท่าทีของ
ราชวงศ์ซึ่งเดิมไม่ดูดำดูดี เสิ่นจื่ออี ปฏิเสธจะ
ช่วยเหลือนางที่สบภยันตรายก็คล้ายไม่เคย
ปรากฏ
ไม่ว่าจะอสุนีบาตหรือหยาดพิรุณล้วนแต่เป็น
พระมหากรุณาธิคุณ ทั้งสิ้น!
ต้องรู้ว่ากลุ่มคนที่เบื้องหน้ามีเยี่ยนหลินเป็น
หัวหน้า ส่วนเบื้องหลังนำโดยเซี่ยเวยนี้วางแผน
จะก่อกบฏกันโดยแท้ แต่โจวอิ๋นจือกลับนั่ง
สนทนา พาทีอย่างสนุกสนานกับพวกเขา…
แม้แต่เซี่ยเวยเองยังต้องทอดถอนใจชื่นชม
ความกล้า
เพียงแต่เมื่อเทียบกับความไม่สบายใจลึก ๆ
อันแปลกพิกลของผู้อื่น เขากลับใจเย็นและสงบ
กว่ามาก ถึงอย่างไรท่าทีของราชสำนักหลังสิ้น
สงครามก็อยู่ในการคาดเดามาตั้งแต่ต้น
ตอนแรกเจียงเสวี่ยหนิงก็อดพะวงเคลือบ
แคลงใจไม่ได้ ทว่าหลัง สงบสติพิจารณาอย่าง
ละเอียดก็เข้าใจสายสนกลใน…
สงครามที่ด่านชายแดนจบลงและได้ผลที่
แน่นอนแล้ว
ต๋าต๋ามีใจเหี้ยมโหดทั้งยังมักใหญ่ใฝั่สูง ถึงกับ
คิดจะสังหารเสิ่นจื่ออี ปีหน้าต้องเข้ารุกราน
ต้าเฉียนเป็นแน่ บัดนี้ทำสงครามได้รับชัยชนะ
อึกทึกครึกโครมทั้งแว่นแคว้น เยี่ยนหลินอดีต
ซื่อจื่อแห่งจวนหย่งอี้โหวในฐานะ ผู้มีโทษติดตัว
ได้มากุมอำนาจทหาร ช่วยองค์หญิงกลับมา
เหยียบย่ำต๋าต๋า ราบเป็นหน้ากลอง บัดนี้ก็ยิ่งมี
ชื่อเสียงขจรไกล ได้รับการสรรเสริญจาก ราษฎร
แม้แต่ฮ่องเต้ยังได้รับคำเยินยอมากมาย
ครั้นหันกลับมาดูราชสำนักเล่า นิกายสวรรค์
ก่อความวุ่นวายลอบเฝั้าคอยโอกาส กล่าวได้ว่า
‘มีภัยแฝงทุกหย่อมหญ้า’
เสิ่นหลางย่อมรู้ว่ากลุ่มคนที่ด่านชายแดนตบ
ตาฮ่องเต้หมายจะก่อกบฏ
ทว่าการเปิดโปงความจริงไม่เป็นประโยชน์ต่อ
พระองค์โดยสิ้นเชิง หนึ่งคือจะเท่ากับยืนยันข่าว
ลือที่ว่าราชวงศ์เลือดเย็น อกตัญูต่อบิดามารดา
ไม่เคารพรักพี่น้องตามคำสอนของนักปราชญ์
และสูญเสียศรัทธาของ ปวงชนอย่างเลี่ยงไม่ได้
สองคือด่านชายแดนมีกองกำลังนับแสน หากจะ
เอาผิดจริงก็รังแต่จะบีบคั้นให้เยี่ยนหลินก่อกบฏ
ทันทีเสียเปล่า ๆ ราชสำนักจะเพิ่มปัญหาภายใน
ให้ตัวเองทั้งที่ยังไม่ได้กำจัดภัยคุกคามภายนอกไป
ทำไม
มิสู้แสร้งคล้อยตาม พายเรือไปตามน้ำดีกว่า
บทที่ 215 เริ่มตระหนัก (2)
ในเมื่อโจรถ่อยวางแผนกบฏอย่างพวกเจ้า
กล้าแอบอ้างว่าได้รับ พระราชโองการ เราที่เป็น
ฮ่องเต้ก็กล้าทำราวกับว่าเคยมีพระราชโองการนี้
จริง ๆ เปลี่ยนเรื่องเท็จเป็นเรื่องถูก ก็จะ
กลายเป็นว่าได้ใจประชาชน บรรเทาสถานการณ์
ได้
ถึงขั้นส่งโจวอิ๋นจือมาซื้อใจคนที่ด่านชายแดน
เมื่อได้รับความสนใจจากฮ่องเต้ เห็นยศ
ตำแหน่งอยู่รำไร ใครเล่าจะ ยอมเสี่ยงถูกตัดหัว
ไปก่อกบฏ
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงคิดมาถึงตรงนี้ก็ช้อนตา
มองคนในงานซึ่งกำลัง ร่ำสุราหัวเราะเฮฮา ทว่า
ใครบ้างไม่ใช่พวกเข้าใจทุกอย่างดีแต่แสร้งโง่
ความรู้สึกเย็นเฉียบพลันท่วมท้น
นางเองก็ไม่สอดปาก เอาแต่ฟังทุกคนสนทนา
กัน
สองปีมานี้ยิ่งโจวอิ๋นจือมีที่พึ่งดีก็ยิ่งมาก
ความสามารถ ไม่เพียงพูดคุยยิ้มแย้มกับพวกเซี่ย
เวยเยี่ยนหลินได้ กระทั่งโหยวฟางอิ๋นกับเหริน
เหวยจื้อ ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเขายังสังเกตเห็น เอ่ย
ด้วยรอยยิ้มว่า “หลังจากแยกทางกันที่คุกครานั้น
ก็ไม่ได้เจอแม่นางโหยวอีกเลย ตอนนี้ได้ตบแต่งมี
วิวาห์อันดี ทั้งยังร่ำรวยมั่งคั่ง นับว่าเป็นคู่สามี
ภรรยาเปียมความสามารถโดยแท้”
เหรินเหวยจื้อไม่คุ้นเคยกับโจวอิ๋นจือ
เมื่อคราโน้นโหยวฟางอิ๋นเคยทนทุกข์เพราะ
ถูกโหยวเย่ว์ทรมาน ทั้งยังเคยได้รับการช่วยเหลือ
จากโจวอิ๋นจือจริง ๆ กระทั่งเรื่องที่ศึกษาการทำ
บัญชีก็ได้โจวอิ๋นจือให้คนช่วยหามาให้ นางเป็น
คนจดจำน้ำใจผู้อื่นจึงรู้สึก ตื้นตันจากใจ “เวลา
นั้นได้ใต้เท้าโจวช่วยลำบากดูแล เพียงแต่ข้าน้อย
เป็น แค่แม่ค้าต้อยต่ำ ไม่มีโอกาสได้ขอบคุณสักที
ขอใช้จอกนี้คารวะใต้เท้าโจว แล้วกันเจ้าค่ะ”
นางยกสุราจอกหนึ่งดื่มคารวะจริง ๆ
คนส่วนมากไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นสหายเก่าอะไร
กัน ทว่าเมื่อเห็นโจว อิ๋นจือรู้จักกระทั่งโหยว
ฟางอิ๋นก็ประเมินเขาสูงกว่าเดิมหลายส่วน
ไม่รู้ไยเจียงเสวี่ยหนิงถึงไม่สบายใจนัก
โจวอิ๋นจือมาจากเมืองหลวง ส่วนเสิ่นจื่ออีป
ระทับอยู่ต๋าต๋าสองปี ไกลโพ้นจนแทบไม่ล่วงรู้
สถานการณ์ใดในวังอีกจึงอดถามระหว่างงาน
เลี้ยง ไม่ได้ โจวอิ๋นจือเองก็เล่าให้ฟังทีละอย่าง
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้รู้ว่าในเมืองหลวง
บังเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายอีกแล้ว
บรรดาสหายเก่าเผชิญชีวิตที่แตกต่างกันไป
เจียงเสวี่ยฮุ่ยแต่งงานเป็นพระชายารองแก่
เสิ่นเจี้ย ย่อมช่วยดูแล กิจธุระต่าง ๆ ในจวน
หลินจืออ๋องด้วยความเพียบพร้อมสง่างาม
ช่วงแรกจึงยังได้รับความรักใคร่เหลือล้น ส่วนฟาง
เมี่ยวแม้จะเป็นพระชายาเอกแต่ เทียบกันแล้วถือ
ว่าชาติกำเนิดต่ำต้อยกว่าอย่างช่วยไม่ได้ ซ้ำยังมี
พฤติกรรมเยี่ยงซินแสจอมปลอม เข้ากับนิสัยของ
เสิ่นเจี้ยไม่ค่อยได้ ทะเลาะเบาะแว้ง กันแทบทุก
วัน ทำเอาหลินจืออ๋องผู้แสนผ่าเผยโกรธจนควัน
ออกหู
ในเมืองหลวงคิดกันว่าเบื้องหลังจวนอ๋องคง
ตกเป็นของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ใครจะคาดว่าวุ่นวายกันมาหนึ่งปี ความรัก
ใคร่ที่เคยเอนเอียงกลับ ค่อย ๆ เจือจาง
กลายเป็นว่าผู้ที่มีปากเสียงกันเนือง ๆ กลับยิ่งน่า
พิศวาส และชวนสุขสันต์หรรษากว่าจนค่อย ๆ
กลมเกลียวเหนียวแน่น
ขณะโจวอิ๋นจือเพิ่งเดินทางออกจากเมือง
หลวง ข่าวฟางเมี่ยวตั้งครรภ์ก็แพร่ถึงในวัง จะ
มากจะน้อยก็ทำให้ไทเฮาซึ่งพำนักอยู่ตำหนักฉือห
นิง มานานและสิ้นอำนาจไปแล้วพอจะโสมนัส
คลายพระขนงอันขมวดแน่นได้เล็กน้อย
อดีตพระสหายร่วมศึกษาเรือนหยางจื่อเองก็
มีที่ไปกันแล้วเป็นส่วนใหญ่
นอกจากเหยาซีที่เสียสติอยู่ในบ้านจนเคราะห์
ร้ายจากไปก่อนวัย อันควร โหยวเย่ว์ผู้แสนเจ้า
เล่ห์ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่คนนั้นก็แต่งงาน
กับจิ้นซื่อคนหนึ่ง แต่ครั้นอีกฝั่ายเข้าสำนักราช
บัณฑิตหลวงก็ไม่ได้มีตำแหน่ง ใหญ่โต ทั้งยังไม่ได้
รับความสำคัญ ไร้ความโดดเด่น ส่วนแม่หนูน้อย
โจว เปั่าอิงผู้รักการกินและชอบวางหมากกลับได้
สามีในฝัน หมั้นหมายกับ เหยียนผิงอ๋องอดีต
เพื่อนเล่นในเมืองหลวงของเยี่ยนหลิน ได้ยินว่า
ต่างฝั่ายต่างชอบพอกัน
ที่ประหลาดนักคือเรื่องเหยาหรงหรงได้เข้าวัง
หลังฮ่องเต้เมามายร่วมหลับนอนด้วยคืนหนึ่ง
นางก็โชคดีตั้งครรภ์จึง ได้รับการผลักดันจาก
เซียวซู แต่งตั้งเป็นไฉเหรินแล้วให้พำนักอยู่
ตำหนักข้างของตำหนักจงชุ่ย
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ยินข่าวคราวของสหายร่วม
ศึกษามานาน เมื่อได้ทราบก็บังเกิดความรู้สึกว่า
สรรพสิ่งไม่แปรผันผู้คนกลับแปรเปลี่ยนอยู่หลาย
ส่วน
ยามได้ยินชื่อของเซียวซู มุมปากก็ยิ่งผุด
รอยยิ้มเย็น
นางเติบโตมาในวัง มีหรือจะดูความนัยและใจ
ใฝั่สูงที่เซียวซูให้เหยา หรงหรงมาอยู่ตำหนัก
ตัวเองไม่ออก เพียงรังเกียจจะซักไซ้ต่อจึงช้อนตา
ถาม “สหายร่วมศึกษาที่ตำหนักเฟิงเฉินเมื่อตอน
นั้น ย้อนคิดกลับไปแล้วก็เป็น ช่วงวัยหนุ่มสาว
กำลังรุ่งโรจน์อันหาได้ยาก เวลานี้ทุกคนต่างมีที่
ไปกันหมด แต่ไฉนไม่มีข่าวคราวของซูอี๋เลย”
เฉินซูอี๋เป็นไข่มุกในฝั่ามือของมหาบัณฑิต
เฉินอวิ๋นจิ้นแห่งสำนัก มหาบัณฑิต ลองนับอายุ
คร่าว ๆ ดูก็ถึงวัยคุยเรื่องออกเรือนแล้วเช่นกัน
โจวอิ๋นจือได้ยินก็ยกจอกสุรา ไม่ปริปากคล้าย
ลังเลอยู่บ้าง
เป็นเหตุให้มีคนสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าหลี่ว์เสี่ยนทางด้านข้างดันหัวเราะ เปิด
โปงสายสนกลในอย่าง ง่ายดาย ถึงขั้นหยอกล้อ
อย่างทีเล่นทีจริงหน่อย ๆ ด้วย “ตอนนี้ใต้เท้าโจว
เป็นถึงรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร จะมีข่าว
ใดทั่วทั้งเมืองหลวงที่เขา ไม่ล่วงรู้กันเชียว
เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวพันกับงานวิวาห์ของตนเกรง
จะไม่ สะดวกเล่าละเอียดกระมัง องค์หญิงคงไม่
ทรงทราบว่าใต้เท้าโจวกับธิดา ของมหาบัณฑิต
เฉินหมั้นหมายกันเรียบร้อยตั้งแต่เดือนเก้า พ้นปี
ใหม่ก็จะแต่งงานกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อา…”
พลันบังเกิดเสียงชื่นชมภายในงาน
เสิ่นจื่ออีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ คล้ายคาดไม่ถึง
แม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงยังตะลึงงัน
คนอื่นกลับได้สติรวดเร็ว พากันดื่ม
คารวะโจวอิ๋นจือพลางหัวเราะร่า แสดงความ
ยินดีที่มีเรื่องมงคลเช่นนี้ตั้งแต่ปีหน้า นับว่า
‘สร้างอาชีพการงานก่อน ค่อยสร้างครอบครัว
ตาม’ ได้อุ้มโฉมงามกลับบ้านโดยแท้
ภายในงานครื้นเครงกว่าเก่า สายตาของคน
ส่วนมากเคลื่อนไปอยู่บนร่างของโจวอิ๋นจือ
ชัดเจนว่าเห็นรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร
คนนี้เป็นคนมีความสามารถแต่ไม่พูด ซ้ำยังมี
ครอบครัวภรรยาที่ร้ายกาจขนาดนั้นสนับสนุน
เส้นทางข้างหน้าคงยาวไกลสุดคณานับ จึงกล่าว
แต่วาจารื่นหูเพื่อฉวยโอกาสผูกไมตรี
ขณะนั้นไม่มีใครสังเกตเซี่ยเวย
นิ้วเรียวยาวซึ่งถือจอกสุราของเขาสั่นระริก
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ความรู้สึกแปลกประหลาด
แผ่ซ่านจากล่างขึ้นบน ค่อย ๆ เด่นชัดและรุนแรง
ทำให้ร่างกายที่นั่งเหยียดตรงแข็งเกร็งเล็กน้อย
ยังไม่มีใครรอบข้างมองเห็นความผิดปกติ
ดวงตาเขาหรี่ลงอย่างเยียบเย็น แต่ละอย่างที่
เกิดขึ้นในงานวันนี้แล่นผ่านสมองอย่างฉับไว
ก่อนจะเงยหน้ากวาดตามองบรรดาสาวรับใช้
โดยรอบที่คอยเติมสุรา บีบจอกสุราแล้ววางลง
อย่างเงียบงัน
จากนั้นเบนศีรษะ เรียกเตาฉินมาสั่งการ
ประโยคหนึ่ง แววตาแฝง ความอำมหิต
เตาฉินอดตกใจไม่ได้ รับคำสั่งแล้วจากไป
จากนั้นถึงเรียกเจี้ยนซูมาสั่งการต่อ
เจี้ยนซูยิ่งตกตะลึง ตั้งตัวอยู่ครู่หนึ่งถึง
ตระหนักอะไรได้ มองจอกสุรา ที่เขาถือผาดหนึ่ง
ก็ตอบเสียงแผ่วเบาว่า “ขอรับ” แล้วรีบออกจาก
โถงให้คนไปเตรียมน้ำเย็นสำหรับอาบ
แล้วเซี่ยเวยก็เดินออกจากโถงตามมา
มีแค่พวกเยี่ยนหลินกับหลี่ว์เสี่ยนซึ่งนั่งอยู่ใกล้
เท่านั้นที่เห็น
แต่พวกเขาคิดว่าคงจะมีเรื่องบางอย่างให้
ออกไปจัดการ ไม่ก็เมาสุรา อยู่บ้างเลยออกไปตา
กลมเสียหน่อย ประเดี๋ยวคงกลับ จึงไม่ใส่ใจมาก
นัก
เดิมทีคืนนี้ก็เป็นงานเฉลิมฉลอง ทั้งยังเป็นคืน
ส่งท้ายปี เป็นวันดีน่าสุขสันต์อันหาได้ยาก
ประชาชนต่างมีน้ำใจจะมอบให้
ครั้นถึงปลายยามไฮ่ก็มีบะหมี่ร้อน ๆ ยกมา
เมืองกวนจงไม่ผลิตข้าว ชาวซานซีจึงกิน
อาหารที่ทำจากแปั้งเป็น ส่วนใหญ่ ในเมืองมีร้าน
บะหมี่ขึ้นชื่อลือชาที่เถ้าแก่เชี่ยวชาญการทำ
บะหมี่หนวดมังกรชั้นเลิศ วันนี้จึงมาช่วยเหลืออยู่
ในครัวด้านหลัง ตั้งใจใช้สุดยอดวิชาที่ตนถนัดทำ
บะหมี่ดี ๆ สักชามให้ทุกคน และเชิญองค์หญิง
ใหญ่ เล่อหยางเสิ่นจื่ออีลองสัมผัสทิวทัศน์และ
ข้าวของเครื่องใช้ของซินโจวดู สักครา
บะหมี่ลอยน้ำแกงใสมันวาวเล็กน้อยในชาม
กระเบื้องขาว เรียวบาง ราวเส้นไหม ด้านข้างยัง
มีผักใบเขียวสำหรับกินคู่กันจำนวนหนึ่ง ทั้งยัง
เติมเนื้อบดที่ผัดจากเนื้อหมูติดมันสามส่วนไร้มัน
เจ็ดส่วนที่คัดสรรมาอย่างดีอีกสองช้อน
เพิ่งจะยกมาก็ได้กลิ่นหอมฉุย
เสิ่นจื่ออีทราบว่าเป็นความเอื้อเฟือจาก
ราษฎร จึงลุกขึ้นรับชามแล้ว เอ่ยขอบคุณเป็น
พิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ได้รับชามหนึ่งด้วย หลัง
หยิบตะเกียบคีบกินหนึ่ง คำ ดื่มน้ำแกงอีกอึก ก็
ได้ลิ้มรสชาติสดอร่อยอย่างหาได้ยาก เพียงแต่
นาง กินอาหารของเซี่ยจวีอันจนคอสูงไปแล้วจึง
ไม่รู้สึกตื่นเต้นสักเท่าใด
ทว่าพอหันหน้ามาเห็นเสิ่นจื่ออีนั่งอยู่ข้างตน
อย่างปลอดภัย ก็บังเกิดความสงบอันยากจะ
บรรยาย
เหล่าคนที่ถูกสังหารเมื่อชาติก่อน ชาตินี้ล้วน
ยังอยู่ดี
นางโค้งริมฝีปากน้อย ๆ ขยับเข้าไปข้างหู
เสิ่นจื่ออี ลดเสียงเบาแล้ว เอ่ยสัพยอกว่า “บะหมี่
นี้ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย บะหมี่ที่องค์หญิงทรงให้
คนเอามาส่งให้ในคืนวันเกิดหม่อมฉันอร่อยกว่า
อีกเพคะ”
เสิ่นจื่ออีได้ยินก็หันหน้ามา ดวงเนตรฉายแวว
งุนงงบางส่วน “บะหมี่ หรือ บะหมี่อะไร”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันตะลึง
นิ้วที่ถือตะเกียบแข็งค้าง นางเงยหน้าจ้อง
มองเสิ่นจื่ออี ความร่าเริง บนใบหน้าจางลงอย่าง
เลือนราง
เสิ่นจื่ออีเห็นท่าทางของนางก็ตกใจ “หนิง
หนิง?”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดราวกับละเมอฝัน “ในคืน
วันเกิดหม่อมฉันเมื่อสองปีก่อน หลังออกมาจาก
ตำหนักหมิงเฟิง องค์หญิงไม่ได้ทรงส่งคนมา
ประทานบะหมี่อายุยืนให้หม่อมฉันถ้วยหนึ่ง
โดยเฉพาะหรอกหรือเพคะ”
เสิ่นจื่ออีหลากใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร”
นางกล่าวต่อ “คืนนั้นเจ้ากับฟางเมี่ยวดื่มกัน
เก่งนัก ข้าดื่มได้ประเดี๋ยวเดียวก็เมาแล้ว เพิ่งมา
ตื่นเอาวันรุ่งขึ้นนี่เอง นอกจากนี้หากพ้นยามไฮ่ก็
จะเรียกใช้ห้องเครื่องในวังไม่ได้แล้วด้วย ให้คน
ทำบะหมี่อายุยืนอะไรไม่ได้ หรอก เจ้าจำผิดแล้ว
กระมัง”
“…”
จำผิดแล้วกระมัง
ชั่วพริบตานั้นพลันบังเกิดความฉงนอันไพศาล
ในใจเจียงเสวี่ยหนิง ตามมาด้วยความตระหนกที่
ค่อย ๆ แจ่มชัดหลังพิเคราะห์ละเอียด นางเอง ก็
แยกไม่ออกว่าหัวสมองอันยุ่งเหยิงของตนคิด
อะไรอยู่กันแน่ถึงมองไป ทิศทางหนึ่งในงานโดย
ไม่ตั้งใจ
ที่นั่งนั้นว่างเปล่า
ไม่รู้เซี่ยจวีอันออกจากงานอย่างไร้ร่องรอยไป
ตั้งแต่เมื่อใด