คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 214 จอกสุรา (1)
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่เข้าใจว่าไยจู่ ๆ ตนถึง
ถูกหาว่า ‘โง่’ เสียได้
นางเงยหน้ามองเสิ่นจื่ออี
ไม่คาดฝันว่ายามนี้ร่างที่แนบชิดไหล่จะพลัน
โอนเอนแล้วล้มทับ เจียง เสวี่ยหนิงร้องอย่าง
ตกใจ “องค์หญิง!”
เมื่อความตึงเครียดตลอดหลายวันคลายออก
ความเหนื่อยล้าจึงไหลท่วมท้น บังเกิดความเจ็บ
แปลบเล็กน้อยในท้องเสิ่นจื่ออีทันใด
เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผาก
นางขมวดคิ้วแน่น เบื้องหน้าเริ่มดำมืดทีละ
น้อย ยังไม่ทันเอ่ยอะไรมากกว่านั้นก็สิ้นสติ
ฝูงชนรอบข้างแตกตื่นในบัดดล
กระทั่งเยี่ยนหลินยังพลิกตัวขวับลงจากม้า
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าดวงใจหนักอึ้ง เมื่อเห็น
มีรอยเลือดเล็ก ๆ แผ่ ขยายบนกระโปรงของ
เสิ่นจื่ออี ลางสังหรณ์อัปมงคลบางอย่างก็ถาโถม
นางตะโกนอย่างตระหนก “ท่านหมอ…เร็ว…เชิญ
ท่านหมอมา!”
*****
เดิมทีเสิ่นจื่ออีกำลังตั้งครรภ์ ทว่าฐานะองค์
หญิงแห่งต้าเฉียนส่งผลให้พานพบอุปสรรคทุก
ย่างก้าวระหว่างพำนักอยู่ต๋าต๋า มีเพียงตัวนาง
เท่านั้นที่ รู้ว่าอดกลั้นความทรมานไว้ปานใด
มิหนำซ้ำหลังเกิดสงคราม เหยียนต๋า ผู้เป็นอ๋อง
แห่งต๋าต๋าก็บีบคั้นนางอย่างหนัก ทางหนึ่ง
คำนึงถึงบ้านเกิด เมืองนอน อีกทางก็กังวลเรื่อง
สงคราม ห้วงความคิดตึงเครียดใกล้ถึงขีดสุด พอ
มาถึงด่านเยี่ยนเหมินและได้พบสหายเก่าจึงยิ่ง
อารมณ์ผันผวนรุนแรง แล้วมีหรือจะไม่เกิดเรื่อง
การหมดสติครั้งนี้เป็นสัญญาณการคลอด
ก่อนกำหนด
เยี่ยนหลินแทบจะบัญชาให้ทั้งกองทัพไปตาม
หาหมอตำแยมาทำคลอด
ทว่าเดิมทีด่านเยี่ยนเหมินสร้างขึ้นเพื่อใช้ต้าน
การรุกรานจากชนเผ่าภายนอก ปกติมีแต่ทหาร
คอยเฝั้าประจำการ อีกทั้งยามนี้เป็นช่วงศึก
สงคราม มีเหล่าชายฉกรรจ์เป็นโขยง สตรีมีให้
เห็นแค่หยิบมือ ยิ่งไม่ต้อง พูดถึงหมอตำแยทำ
คลอดเลย
เคราะห์ดีพอจะมีหมอรักษาทหารบาดเจ็บ
ตามกองทัพ
โดยทั่วไปพวกเขาเหล่านี้อยู่ดูอาการคนไข้ที่
โรงหมอซึ่งเปิดในด่าน ใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะเจอ
ผู้ที่เคยรักษาไม่ก็ทำคลอดให้หญิงมีครรภ์แล้วรีบ
เชิญตัวมา
ทุกคนแทบจะรออยู่ในลานเรือนกันหมด
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าซีดเผือดเข้าไปใหญ่
เสิ่นจื่ออีชาติก่อนประสบเหตุไม่คาดฝัน
ที่ต๋าต๋า ทารกผู้สืบสองสายเลือดระหว่างต้าเฉียน
กับต๋าต๋าย่อมรักษาไว้ไม่ได้ นางไม่กล้าคิดเลยว่า
ชาตินี้จะมีจุดจบเช่นไร
ทั้งที่ช่วยกลับมาได้แล้วแท้ ๆ
หาก…หากเด็กคนนี้ทำให้…
นางยืนฟังเสียงความอลหม่านอยู่นอกม่าน
ประตู รู้สึกปลายนิ้วเย็น เฉียบ เสียงกรีดร้องของ
เสิ่นจื่ออีหลังจากฟืนสติยิ่งทำใจเตลิด
แทบจะวุ่นวายกันเช้าจดบ่าย
หมอ ๆ ขาดประสบการณ์เกือบถอดใจกัน
ถ้วนหน้า
ทว่ายามแสงสายัณห์สลัวมาเยือน ในที่สุดก็
บังเกิดเสียงทารกร่ำไห้ จากในห้อง แม้จะฟังไม่
ชัดและอ่อนกำลังจนคล้ายเสียงลูกแมวเพลียแรง
ทว่าอย่างไรเสียก็ดังขึ้นแล้ว
หมอทั้งหลายเกือบหลั่งน้ำตา
วิ่งโผเผออกมาบอกว่า “เด็กผู้ชาย เป็น
เด็กผู้ชาย องค์หญิงใหญ่ทรงปลอดภัยดี!”
ทุกคนถึงโล่งอกได้เสียที
เจียงเสวี่ยหนิงยืนตัวแข็งมาทั้งวัน แทบจะลง
ไปกองกับพื้นอยู่แล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงจับมือเยี่ยนหลินซึ่งยื่นมา
จากด้านข้างแล้วออกแรง ลุก แหวกม่านประตู
เข้าไป
ถึงอย่างไรก็เป็นพื้นที่ชายแดนทุรกันดาร ห้อง
จึงเรียบง่ายเสียจน มีเพียงโต๊ะเก้าอี้กับเตียงไม้
เสิ่นจื่ออีนอนราบอยู่บนเตียง
สาวรับใช้อุ้มทารกแรกเกิดให้อีกฝั่ายดูน้ำตา
คลอหน่วย เจ้าตัวยื่นนิ้ว อันไร้กำลังลูบแก้มทารก
เบา ๆ จากนั้นมองเจียงเสวี่ยหนิง เอ่ยเรียกเสียง
แหบพร่า “หนิงหนิง”
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาไหลพรากราวสายฝน
ไม่กล้าคิดเลยว่าเสิ่นจื่ออีผู้มีฐานะเป็นถึงเชื้อ
พระวงศ์และเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ต้องเผชิญ
ความทุกข์ยากและถูกหมิ่นเกียรติเช่นไรที่ต๋าต๋า
มาบ้าง ทว่ายามสายตาเคลื่อนมองลูกน้อยเมื่อ
สักครู่กลับอ่อนโยนเหลือแสน
นางเดินไปข้างเตียง “ยินดีกับองค์หญิงด้วย
เพคะ เด็กเองก็ปลอดภัยเช่นกัน”
ใบหน้าของทารกแรกเกิดแดงระเรื่อ มีขนาด
ไม่ถึงฝั่ามือ ทั้งยังยับย่นและตัวเล็กกว่าเด็กแรก
เกิดทั่วไปมาก บนศีรษะมีผมไฟเปียกแฉะ ดวงตา
ปิดสนิท ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่รู้ความหมายผะแผ่ว
เสิ่นจื่ออีไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง นิ้วที่ลูบแก้ม
ลูกตกห้อย มองเจียง เสวี่ยหนิงพลางกล่าวว่า
“นานขนาดนี้แล้วข้ายังคิดไม่ออกเลยว่าจะตั้งชื่อ
อะไรดี ข้าอยากได้ลูกสาวผู้รู้ใจสักคน คาดไม่ถึง
ว่าจะเป็นลูกชาย หนิงหนิง ช่วยข้าตั้งชื่อหน่อย
สิ”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักงัน
ผ่านไปพักหนึ่งถึงตอบกลับ “อักษร ‘จยา’ ดี
ไหมเพคะ หวังว่าภาย ภาคหน้าจะเติบโตได้อย่าง
แข็งแรงและเปียมสุข”
เสิ่นจื่ออีทวนซ้ำรอบหนึ่งเสียงเบา กะพริบตา
ปริบแล้วเผยยิ้มน้อย ๆ “เช่นนั้นใช้แซ่เดียวกับข้า
ต่อจากนี้เรียกว่า ‘เสิ่นจยา’ ก็แล้วกัน”
แซ่เสิ่นตามนาง?
เจียงเสวี่ยหนิงพลันฉุกคิดบางอย่างได้ แม้จะ
รวดร้าวแต่ไม่กล้าเผย ความโศกสักนิดเดียว กลับ
แย้มยิ้มตามเสียอีก “เสิ่นจยา ออกเสียงแล้ว
ไพเราะยิ่งนักเพคะ”
*****
ในเมื่อรับเสิ่นจื่ออีกลับมาแล้ว สงครามด่าน
ชายแดนจึงถึงคราวยุติ
ต๋าต๋าได้รับความเสียหายใหญ่หลวงจาก
สงครามต่อเนื่องตลอดหลายวัน ต้องใช้เวลานาน
ปีกว่าจะฟืนตัว ส่วนเรื่องอย่างฆ่าล้างบางพล
เรือน เยี่ยนหลินกับเซี่ยเวยก็ไม่ถึงกับทำได้ลง
วัฒนธรรมของดินแดนภาคกลางไม่สอดคล้อง
กับต๋าต๋า ต่อให้ยึดครองบ้านเมืองได้ การจะ
ปกครองไว้ใต้อาณัติ ก็จำต้องทุ่มเท ซ้ำยังจะมี
ปัญหาตามมาไม่หยุดหย่อน
เป็นเหตุให้แม้จะโค่นล้มราชสำนักสำเร็จ
กองทัพใหญ่ก็ยังทยอย ถอนทัพกลับในอีกหนึ่ง
เดือนให้หลัง
ต๋าต๋าเองก็ย่อมส่งสัญญาผูกพันธมิตรมาซิน
โจว
ยามข่าวแพร่มาถึงภายในด่านก็ลิงโลดกัน
ถ้วนหน้า
เนื่องจากเสิ่นจื่ออีร่างกายอ่อนแอหลังคลอด
ลูก เจียงเสวี่ยหนิงจึงอยู่เป็นเพื่อนต่ออีกเดือนที่
ด่านเยี่ยนเหมิน เมื่อเห็นสุขภาพนางค่อย ๆ ดีขึ้น
ถึงวางใจจะเดินทางกลับซินโจววันที่ยี่สิบสอง
เดือนสิบสอง ระหว่างทางไม่กล้าให้รถม้า
โคลงเคลงมากนัก ระยะทางซึ่งเดิมทีไม่ยาวไกล
จึงใช้เวลาเดินทาง ถึงสองสามวัน
ข่าวองค์หญิงหวนคืนราชสำนักแพร่สะพัดถึง
ซินโจวแล้ว
หายากนักที่เหล่าราษฎรจะได้พบเชื้อพระ
วงศ์ผู้สูงศักดิ์ ทั้งยังเป็นช่วงที่กองทัพใหญ่ถอน
กำลังหลังคว้าชัยชนะ หลังทราบข่าวจึงแห่กันมา
ยล พระสิริโฉมขององค์หญิงและรับชมการ
กลับมาพร้อมชัยชนะของกองทัพ ทั้งในและนอก
ถนนแออัดยัดเยียดจนหยดน้ำไม่อาจซึมผ่าน
เข้าเมืองตอนเที่ยง กว่าจะได้เข้าจวนแม่ทัพก็
พลบค่ำ
ภายในจวนเตรียมห้องสะอาดสะดวกสบาย
เอาไว้แล้ว อีกทั้งมีท่าน หมอผู้เก่งกาจยิ่งกว่าเดิม
มาตรวจพระวรกายให้เสิ่นจื่ออีและทารกที่เพิ่ง
คลอด รวมถึงปรุงยาบำรุงเสริมความอบอุ่นให้
จำนวนหนึ่ง
ไป ๆ มา ๆ อย่างนี้จนใกล้จะสิ้นปี
ต๋าต๋าซึ่งเคยก่อปัญหาไม่หยุดถูกแม่ทัพผู้เพิ่ง
กุมอำนาจทางการทหารกำราบจนหมอบกระแต
ราชสำนักตัวเองยังรักษาไว้ไม่อยู่ ส่วนองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีที่ไปอภิเสกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีเมื่อคราโน้น ก็ได้รับการช่วยเหลือ
กลับมาอย่างปลอดภัย ซ้ำยังคลอดบุตรชายโดย
ราบรื่น ราษฎรชายแดนต่างยินดีปรีดา ทั้งในและ
นอกค่ายทหารเปียมขวัญกำลังใจ ตลอดเบื้องบน
จดเบื้องล่างเสนอให้แต่ละบ้านในเมืองลงแรงจัด
งานเลี้ยงใหญ่ หนึ่งเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ สอง
เพื่อแสดงความยินดีที่ องค์หญิงเสด็จกลับราช
สำนัก สามเพื่ออวยพรให้ทารกที่อายุครบเดือน สี่
เพื่อฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
บทที่ 214 จอกสุรา (2)
คืนสิ้นปี จวนแม่ทัพย่อมประดับประดาโคม
ไฟหลากสีสัน
เสิ่นจื่ออีบำรุงร่างกายจนดีขึ้นบ้าง หลายวันนี้
ลงจากเตียงมาเดินเหิน ในลานเรือนได้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงแต่งหน้าให้นางด้วยตนเอง
มาถึงโถงจัดงานเลี้ยงแล้ว เช่นกัน
พวกเซี่ยเวย เยี่ยนหลิน หลี่ว์เสี่ยน และโหยว
ฟางอิ๋นอยู่กันพร้อมหน้า กระทั่งเหรินเหวยจื้อ
ที่มาช้าสักหน่อยเพราะก่อนหน้านี้ต้องขนส่ง
เสบียง อีกชุดตรงแนวหลังก็อยู่ในงานด้วย ทั้งยัง
มีนายทหารยศสูงในกองทัพ นักแสดงและนัก
ดนตรี บรรยากาศครื้นเครงต่างจากปกติ ถึงขั้น
จุดพลุ ประดับโคมไฟ ไร้ซึ่งความเงียบเหงาของ
เมืองชายแดนในอดีต งานสังสรรค์คึกคักชวนให้
รู้สึกเหมือนได้หวนกลับเมืองหลวง
“ทั้งชีวิตไม่เคยทำสงครามไหนสาแก่ใจขนาด
นี้มาก่อน อยากได้ เสบียงก็มีเสบียง อยากได้เงิน
ทองก็มีเงินทอง อย่าว่าแต่ทำศึกเดือนเดียว เลย
ให้ทำศึกต่ออีกสิบปีข้าก็ไม่กลัว!”
“นั่นสิ มีครั้งไหนสะดวกสบายถึงเพียงนี้บ้าง”
“ก่อนนี้ข้าน้อยกลับดูถูกแม่ทัพเยี่ยนเสียได้
ปรากฏว่าเป็นวีรบุรุษ รุ่นเยาว์จริง ๆ ด้วย ข้าแก่
เกินไปแล้ว แก่เกินไปแล้ว!”
“ไป ๆ ๆ ไปคารวะแม่ทัพเยี่ยนหนึ่งจอก!”
…
บางคนในงานดื่มสุราจนหน้าแดง ประคอง
กันลุกจากที่นั่ง ถือจอกสุรามาหาเยี่ยนหลินเพื่อ
ดื่มคารวะ
คืนนี้เยี่ยนหลินถอดเกราะหนักอึ้งมาสวมชุด
รัดรูปสีดำสนิท ช่วงไหล่กว้าง ช่วงเอวแคบ ขณะ
เคลื่อนไหวไม่รู้ดึงดูดให้นักแสดงและสาวใช้ที่ริน
สุรารอบด้านเมียงมองส่งสายตาระยับสื่อความใน
ใจมามากน้อยตั้งเท่าใด
ทว่าเขาทำราวกับมองไม่เห็น
ครั้นพบว่าทุกคนตรงมาหา แม้จะผุดลุกเขา
กลับไม่ถือจอกสุรา เอ่ยแค่ “แม่ทัพทั้งหลาย
โปรดอภัย คนแซ่เยี่ยนไม่ดื่มสุรา เกรงจะต้อง
ปฏิเสธน้ำใจทุกท่านเสียแล้ว”
ใครต่อใครพากันอึ้ง
นายทหารยศสูงไว้หนวดเคราที่อายุ
ค่อนข้างมากในบรรดาคนเหล่านั้นยื่นมือมาพาด
บ่าเขา พูดโผงผางว่า “วีรบุรุษเช่นท่านแม่ทัพจะ
ไม่ดื่มสุรา ได้อย่างไร ลูกผู้ชายอกสามศอกจะเมา
ก็เมาไปสิ! ใคร ๆ ก็ดื่มกันสนุกสนานออกปานนี้
หากท่านไม่แตะต้องสุราเลยมันใช้ได้ที่ไหน ใครก็
ได้ยกสุรามาให้แม่ทัพเยี่ยนของพวกเราหน่อย!”
มีคนขานรับจากข้าง ๆ ทันที
ถึงอย่างไรวันนี้ทั่วทั้งเมืองก็จัดงานเลี้ยงกัน
หมด ร่วมสุขสันต์กลมเกลียวทั้งประชาชนและ
ทหาร ลูกมือแต่เดิมในจวนแม่ทัพย่อมไม่เพียงพอ
จะ ปฏิบัติงานทั้งหลายแหล่ เด็กรับใช้กระทั่ง
ผู้ดูแลร้านจากเหลาสุราหลายแห่งในเมืองซินโจ
วจึงมาช่วยเหลือ
ชาวเมืองชายแดนนิสัยใจคอเปิดกว้าง ถึงขั้น
มีสตรีเยาว์วัยที่อยาก แสวงหาบุพเพสันนิวาสดี ๆ
พากันมาด้วย
อย่างไรเสียหากต้องตาต้องใจบุรุษที่ดูใช้ได้สัก
คนในกองทัพ ก็ถือเป็นเรื่องมงคลมิใช่หรือ
ผู้ขานรับเป็นโฉมสะคราญชุดแดงซึ่งประทิน
โฉมพิถีพิถันเพื่อวันนี้ โดยเฉพาะ แต้มบุปผาสี
ทองไว้กลางหว่างคิ้ว ยามพินิจหัวตาและหัวคิ้วให้
ดี ก็แลหยาดเยิ้มพอสมควร
ไม่รู้มีสายตามากน้อยปานใดมองเจ้าตัว
นางกำลังรินสุราให้คนในงาน ครั้นได้ยินคน
เรียกก็ยกกาสุราหันมา
เยี่ยนหลินไม่ได้ใส่ใจนัก ยังคงยืนกรานว่าตน
ไม่ดื่มจริง ๆ
สตรีนางนั้นกวาดตามองเขาผาดหนึ่งก็
แก้มแดงเรื่อแฝงความเขินอาย ภายในงานคึกคัก
เช่นนี้ดูแล้วยิ่งชวนให้ใจเต้นระรัว
นางหันกายรินสุราลงจอกเปล่าบนโต๊ะ ก่อน
จะประคองจอกส่งให้ เยี่ยนหลิน
เยี่ยนหลินย่นคิ้ว ไม่ได้ยื่นมือรับ เพียงบอก
เหล่านายทหารยศสูงที่เฝั้ากระเซ้าเย้าแหย่ว่า
“พวกท่านชักจะดื่มกันมากไปแล้วนะ”
เวลานี้เองเจียงเสวี่ยหนิงก็ประคองเสิ่นจื่ออี
เข้ามา
ครั้นเห็นงานเลี้ยงครื้นเครงขนาดนี้จึงกล่าว
ยิ้ม ๆ กับเยี่ยนหลิน “ทำ ศึกเป็นตายในสนามรบ
จนกระทั่งชีวิตก็มอบไปแล้ว แค่สุราจอกเดียวจะ
เป็นอันใดไป แม่ทัพทั้งหลายเองก็มีน้ำใจ ดื่ม ๆ
ไปเถอะ”
เยี่ยนหลินเคลื่อนสายตามองโดยไม่เอ่ยคำ
นางพลันหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ความทรงจำไหลย้อนมาจนในที่สุดก็นึกได้
ใจเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาบ้าง
นายทหารยศสูงเหล่านั้นเห็นว่าอยู่ดี ๆ ก็มี
สตรีรูปโฉมเพริศพราย ขนาดนี้เข้ามา จึงนึกถึง
‘คุณหนูรองหนิง’ ที่เล่าลือกันเมื่อหลายวันก่อน
ทั้งยังได้ยินนางคุยกับเยี่ยนหลินอย่างสนิทสนมก็
พากันหัวเราะตาม “นั่นสิ กระทั่งคุณหนูรองหนิง
ยังออกปาก ต่อให้แม่ทัพเยี่ยนไม่เห็นแก่หน้าพวก
ข้า ถึงอย่างไรก็ต้องเห็นแก่หน้าคุณหนูสักหน่อย
นะ! มา พวกข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก!”
เยี่ยนหลินเพียงกล่าวว่า “ข้าไม่ดื่มสุรา”
แม่ทัพผู้ไว้หนวดเคราอดฉงนไม่ได้ “ท่านใช่
ว่าอายุเจ็ดสิบแปดสิบ สักหน่อย เหตุใดจะดื่ม
ไม่ได้”
เยี่ยนหลินถอนสายตาที่จับจ้องเจียงเสวี่ยหนิง
เอ่ยพลางหลุบตาคล้ายอารมณ์ค่อยไม่ดี “เกรงจะ
ทำให้คนกลัว”
เจียงเสวี่ยหนิงเจ็บแปลบในใจ
แต่จากนั้นเขากลับกล่าวเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้
พูดอะไร “ข้าน้อยขอรับความปรารถนาดีของแม่
ทัพทุกท่านเอาไว้ ทว่าเก็บสุราชั้นเลิศไว้ให้ทุก
ท่านดื่มจะดีกว่า”
ผู้นำทัพออกรบส่วนมากเป็นคนหยาบ
กระด้าง มีหรือจะเคยถูก หักหน้าเช่นนี้ มิหนำซ้ำ
เยี่ยนหลินยังอายุน้อย แต่กลับไม่ดื่มสุราโดย ไม่
ทราบสาเหตุ จึงพานไม่สบอารมณ์
ดีที่เซี่ยเวยกับหลี่ว์เสี่ยนคุยกันเสร็จแล้วเดิน
เข้ามาจากด้านนอก
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเข้าก็ช่วยไกล่เกลี่ย
สถานการณ์ “เซียนเซิงเองก็มาแล้ว การทำศึก
แนวหน้าครั้งนี้ย่อมเป็นผลงานยิ่งใหญ่ของแม่
ทัพเยี่ยน ทว่าหากไร้การเติมเสบียงสัมภาระ
ทันท่วงที สงครามก็คงขาดตอนและไม่อาจสู้ได้
สาแก่ใจเช่นนี้เป็นแน่ มิสู้ทุกท่านร่วมกันคารวะ
เซียนเซิงสักจอกดีหรือไม่”
เซี่ยเวยชะงักฝีเท้ามองนาง
แม้เขาไม่ได้สอดมือยุ่งเรื่องในกองทัพโดยตรง
ทว่าในเมืองซินโจว ผู้ใดบ้างไม่รู้ฐานะของเขา ทั้ง
พูดน้อยแล้วยังเป็นขุนนางฝั่ายบุ๋นตำแหน่งสูง
จากเมืองหลวง แม่ทัพฝั่ายบู๊นิสัยแข็งกระด้างอยู่
ร่วมกับเขามักไม่สบายใจ เท่ายามพูดคุย
กับเยี่ยนหลิน จึงบังเกิดความรู้สึกค่อนข้างเก้ ๆ
กัง ๆ บางครามองนัยน์ตาสงบนิ่งของเขาก็ถึงกับ
หวาดผวาโดยไร้สาเหตุ
ทันทีที่เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยจบ ทุกคนก็เก็บสี
หน้าหยอกล้อจนสิ้น
พากันขานรับว่า “ได้” แล้วหันไปยกจอกสุรา
คารวะเซี่ยเวยแทน
เซี่ยเวยไม่โต้ตอบใด ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นสองมือเขาว่างเปล่าก็มอง
ไปด้านข้าง เจอสตรีที่ยกสุรามาให้เยี่ยนหลินเมื่อ
ตอนแรกจึงถือโอกาสรับจอกมายื่นให้เซี่ยเวย
เดิมทีนางแค่อยากคลี่คลายสถานการณ์ให้
เยี่ยนหลิน
ทว่ายามช้อนตาสบกับเขา ในใจกลับผุด
ความรู้สึกซับซ้อนยากจะ บรรยาย ไม่ว่าอย่างไร
การที่กองทัพชายแดนบุกโจมตีราชสำนักต๋าต๋า
และ ช่วยองค์หญิงออกมาได้ คนแรกที่นางควร
ขอบคุณคือเซี่ยเวย
มือที่ถือจอกสุราชะงักเล็กน้อย สุดท้ายเจียง
เสวี่ยหนิงก็ประคองด้วยสองมือ ก้มศีรษะ
เล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “เชิญเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
สุราชั้นเลิศในจอกกระเพื่อมไหวแผ่วเบา
เซี่ยเวยเหลือบมองจอกสุราก่อนเบนมาที่นาง
จากนั้นถึงได้รับจอก ปลายนิ้วสัมผัสโดนปลาย
นิ้วนางเบา ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นผลให้นาง
ถอยกรูดราวกับถูกบางอย่างลวกนิ้ว
บรรดานายทหารระดับสูงเอ่ยอย่างพร้อม
เพรียง “ข้าน้อยขอคารวะท่านรองราชครูหนึ่ง
จอก!”
เซี่ยเวยเองก็ไม่พูดจา เอียงจอกดื่มสุราจน
หมด
รอบด้านพากันร้องเยี่ยม หัวเราะโหวกเหวก
กันสนุกสนาน ทว่าตัวเขาเองไม่เผยท่าทีสุขใจ
เท่าใดนัก เมื่อยื่นจอกเปล่าไปด้านข้างก็มีบ่าวรับ
ใช้ ตาไวรับจอกแล้วถอยไป
ทุกคนกลับเข้าที่อีกครั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ถอนหายใจโล่งอก
ไม่มีใครทันสังเกตสตรีชุดแดงด้านข้างที่ริน
สุราให้เยี่ยนหลินเมื่อ ตอนแรก พอนางเห็นเซี่ยเว
ยดื่มสุราจอกนั้นจนหมดก็หน้าซีด เผยสีหน้า
กระวนกระวายหลายส่วนแล้วกัดริมฝีปาก ฉวย
จังหวะที่ไม่มีใครเห็นลอบปะปนในฝูงชนที่กำลัง
เฮฮาแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เจียงเสวี่ยหนิงประคองเสิ่นจื่ออีนั่ง ก่อนจะ
นั่งตามด้านข้าง
เหรินเหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นกำลังก้มหน้า
คุยกันอยู่ข้าง ๆ
ขณะหลี่ว์เสี่ยนนั่งลงบังเอิญเหลือบไปเห็น ไม่
รู้เหตุใดถึงขุ่นเคือง จึงเคลื่อนสายตาไม่มอง
เปลี่ยนไปสนทนากับเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินแทน
แต่เขายังไม่ทันปริปาก เจี้ยนซูก็สาวเท้าฉับ ๆ
มาจากด้านนอก พูด บางอย่างข้างหูเซี่ยเวย
สีหน้าเซี่ยเวยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาหันศีรษะมองประตูห้องจัดเลี้ยง
ชั่วขณะนั้นได้ยินเพียงเสียงรายงานลากยาว
ดังที่ประตูจวนแม่ทัพ “รองผู้บัญชาการองครักษ์
เสื้อแพร ใต้เท้าโจวอิ๋นจือมาแล้ว…”
ภายในงานเงียบสงัดทันควัน
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วฉับพลัน ครั้นคลาย
ความตะลึงก็ขมวดมุ่น
ครู่เดียวโจวอิ๋นจือผู้สวมชุดลำลองสีน้ำเงิน
เข้มก็เดินผ่านลานกลางเรือนมายังหน้าโถง ค้อม
กายเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “โจวอิ๋นจือรับพระราช
โองการให้มาแสดงความยินดีแก่ชัยชนะอัน
ยิ่งใหญ่ที่ด่านชายแดนกำราบต๋าต๋าได้ ถวาย
บังคมองค์หญิงใหญ่ คารวะท่านรองราชครู!”