คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 217 ช่องโหว่ (1)
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงออกไป แม้แต่เจี้ยนซูที่ยืน
อยู่ข้างนอกนางยังไม่กล้ามองสักผาด ฉวยจังหวะ
ที่ฟั้าสลัวกลับห้องแล้วถอดกระโปรงเลอะคราบ
สกปรก แต่กระนั้นก็ไม่สะดวกใจจะวางทิ้งไว้รอ
ให้สาวรับใช้มาเก็บกวาด จึงโยนใส่กะละมังแช่น้ำ
จนคราบหายค่อยเลิกไปยุ่งกับมัน
แต่นอนบนเตียงครึ่งค่อนคืนก็ยังหลับไม่ลง
นางลุกจากเตียงยามเช้าตรู่จิตใจคุกรุ่น
เตรียมไประบายโทสะและขอคำอธิบายจากเซี่ยจ
วีอัน ไม่คาดคิดว่าอีกฝั่ายจะให้คนนำจดหมายมา
มอบตั้งแต่ไก่โห่ ไม่รู้ว่าไม่ได้นอนมาทั้งคืนเช่นกัน
หรือเปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงหวาดระแวงเป็นล้นพ้น “เขา
จะให้ข้าไปเรียนพิณหรือ”
เจี้ยนซูประคองจดหมายซึ่งปิดผนึกไว้อย่างดี
ส่ายหน้างงงวย “เซียนเซิงไม่ได้พูดอะไรขอรับ
แต่บอกว่าต้องส่งถึงมือท่านให้ได้”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ชั่วขณะที่รับจดหมายไม่ต่างอะไรกับรับ
อสุนีบาตใกล้ระเบิด นางรอกระทั่งเจี้ยนซูจากไป
สักพักถึงแกะเปิดด้วยความระมัดระวังยิ่ง
ทว่าพอเห็นเนื้อหา…
คนผู้นี้กำลังขอโทษเรื่องคืนก่อนหรือนี่ ซ้ำยัง
อธิบายสาเหตุอย่างอ้อมค้อมด้วย
ที่แท้สุราจอกเมื่อคืน…
เจียงเสวี่ยหนิงหน้าแดงก่ำเป็นอันดับแรก
จากนั้นเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ ท้ายที่สุดก็จ้องมอง
ลายมืองดงามบนจดหมาย “คนต่ำช้า อักษร
เขียนสวยแล้วมีประโยชน์อันใด”
ในเมื่อสงครามด่านชายแดนสิ้นสุด โหยว
ฟางอิ๋นกับเหรินเหวยจื้อจึงวางแผนเลือกวัน
เดินทางออกจากซินโจว ทว่าไหน ๆ อุตส่าห์
มาแล้ว ทางด่านชายแดนเองก็มีของดีเฉพาะ
ท้องถิ่น นำกลับไปหน่อยไม่เสียหาย จะได้ทำมา
ค้าขายสักรอบด้วย จึงมาถามเจียงเสวี่ยหนิงแต่
เช้าตรู่ว่าจะไปเดินเล่นที่ถนนการค้าเยี่ยมชม
ทัศนียภาพในด่านด้วยกันหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงรีบเก็บจดหมายใส่กล่อง
ในเมื่อคนเขาก็เป็นฝั่ายขอโทษก่อน นางจึงไม่
สะดวกจะไปคิดบัญชีต่อ
ครั้นโหยวฟางอิ๋นมาหาจึงประจวบเหมาะให้
ออกจากจวนแม่ทัพที่ไม่รู้เหตุใดถึงน่าอึดอัด
กว่าเดิมหลายส่วนนี้พอดี ไปสูดอากาศหายใจ
ผ่อนคลายอารมณ์ ถือโอกาสครุ่นคิดให้กระจ่างที่
ถนนการค้าสักหน่อย
ทั้งสองจึงออกจากจวนด้วยกัน
ถนนการค้าเช้าแรกของปีคึกคักหลังงาน
ฉลอง ข้าวของตามร้านรวงน่าดูชมเต็มไปหมด มี
แต่คนออกมาเที่ยวเล่น
บนกำแพงประตูเมืองสูงตระหง่าน เซี่ยเวย
กับหลี่ว์เสี่ยนดูสถานการณ์ที่ค่ายใหญ่นอกเมือง
ห่าง ๆ เสร็จก็เดินกลับ
เข้าปีใหม่แล้ว สายลมกลับยังหนาวเหน็บ
เพียงแต่ระหว่างหลี่ว์เสี่ยนกำลังพูดจา ก็รู้สึก
ว่าอารมณ์ของเซี่ยจวีอันคล้ายไม่ได้รับผลกระทบ
จากสายลมเย็นเฉียบ สีหน้าผ่องใสท่าทีสบาย ๆ
ทว่าแทนที่จะดูเหมือนจันทราไกลโพ้นแขวนสูง
บนฟากฟั้า กลับคล้ายสายลมโชยปุยหลิวใน
หนองน้ำมากกว่า
เขามองไปด้านหลัง ครั้นไม่เห็นเตาฉินก็อด
เอ่ยขึ้นไม่ได้ “วันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่ก็ได้ยินว่าเตาฉิน
ไปจับตัวสตรีผู้หนึ่งเมื่อคืน สั่งสอนไปยกหนึ่งจน
ร้องห่มร้องไห้น่าเวทนา ได้ยินว่าจะขังคุกหลาย
วันเลย เกิดอะไรขึ้นหรือ นางก่อเรื่องใดกัน”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วเล็กน้อย
เขาเหลือบตามองหลี่ว์เสี่ยน “เตาฉินนิสัยผิด
แปลกอยู่บ้าง ชอบจริงจังกับผู้อื่นอยู่เรื่อย นาง
อาจไปทำอะไรสักอย่างให้เขาไม่พอใจกระมัง”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
ยังตอบแบบขอไปทีกว่านี้ได้อีกหรือ มารดา
มันเถอะ ข้าว่าเจ้านั่นแหละมีลับลมคมใน!
เขาจึงไม่ซักไซ้อีก พอกวาดมองโดยรอบไม่
เห็นใครอยู่ใกล้ ๆ ถึงเอ่ยปาก “ราชสำนักส่งโจวอิ๋
นจือมา แปลว่าคิดจะเล่นงานพวกเราแล้ว เจ้า
วางแผนจะทำอย่างไรบ้าง”
เสิ่นหลางผู้นี้ ช่ำชองศาสตร์ควบคุมใจคนของ
ฮ่องเต้ไม่เลวเลยจริง ๆ
แม้ไม่ใช้ในทางที่ถูกที่ควร ทว่าใช้ในทางบิด
เบี้ยว ก็ยังมากพอจะรับมือคนทั่วไปแล้ว
เสียดายก็แต่เซี่ยเวยมิใช่คนธรรมดา
เซี่ยเวยหลุบตามองก้อนอิฐบนกำแพงเมือง
เบื้องหน้า ลูบรอยคมดาบซึ่งถูกทิ้งไว้มานาน
หลายปีพลางกล่าว “บัดนี้เขามาประกาศนิรโทษ
กรรม นายทหารตำแหน่งสูงในเมืองซินโจวจะ
มากจะน้อยก็เคยนำทัพ การจะชูธงก่อกบฏทันที
จึงไม่ง่าย เวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาอันเหมาะที่สุด
ทว่า…”
หลี่ว์เสี่ยนถาม “เจ้ามีแผนสำรอง?”
เซี่ยเวยดึงมือกลับ มองเส้นลายมือยิบย่อย
กลางฝั่ามือ ตอบแค่ว่า “นิกายสวรรค์ยังไม่ลงมือ
ว่านซิวจื่อวางแผนมาหลายปีมีหรือจะไม่จับตาดู
โอกาส ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง
เรื่องเช่นนี้ไม่อาจรีบร้อน”
ขณะกำลังพูดอยู่พลันมีเสียงความเคลื่อนไหว
จากข้างล่าง
ทั้งสองหันศีรษะมอง พบว่าโจวอิ๋นจือเดิน
ขึ้นมา
พลทหารทั้งสองฝังต่างคารวะ
โจวอิ๋นจือเหลือบเห็นเซี่ยเวยกับหลี่ว์เสี่ยนยืน
อยู่สักพักแล้ว หลังจากชะงักก็เดินเข้ามาหา
“คารวะรองราชครูเซี่ย เมื่อวานข้าน้อยมาอย่าง
ฉุกละหุก ทั้งยังเป็นช่วงงานเลี้ยงฉลองพอดี จึงไม่
ทันได้คุยธุระสำคัญ ไม่นึกว่ากำลังจะไปหาแม่
ทัพเยี่ยนหลินก็พบท่านเสียก่อน”
เซี่ยเวยถาม “ท่านมีธุระสำคัญ?”
ดวงตาโจวอิ๋นจือวาบประกายเล็กน้อย เผย
รอยยิ้มขณะจ้องมองเขา “ได้ยินว่าช่วยเหลือองค์
หญิงใหญ่กลับมาได้เดือนกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้
จำเป็นต้องพักรักษาพระวรกาย ในเมื่อตอนนี้
พระอาการดีขึ้นมาก ฝั่าบาทจึงมีพระราช
ประสงค์ให้รับตัวองค์หญิงเสด็จกลับเมืองหลวง
อีกอย่างการบุกโจมตีต๋าต๋าและช่วยพาองค์หญิง
กลับมาครั้งนี้ของท่านกับแม่ทัพเยี่ยนหลินก็ช่วย
ให้ต๋าต๋ายอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก บั่นทอน
กำลังของอีกฝั่าย ทั้งยังตัดภัยสงครามซึ่งจะอุบัติ
ณ ด่านชายแดนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นับเป็นคุณ
งามความดีใหญ่หลวง ต้องปั่าวประกาศต่อใต้
หล้า เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ กระทั่งหนังสือ
แต่งตั้งกรมพิธีการก็กำลังคัดลอกอยู่ ไม่รู้ก็แต่ว่า
ท่านกับแม่ทัพเยี่ยนจะออกเดินทางกันเมื่อใด”
ด่านชายแดนมีกองกำลังนับแสน ห่างไกล
อำนาจของเมืองหลวง ขืนกลับไปมีหวังมือเปล่า
ทั้งยังต้องเข้าสู่ถิ่นฐานของศัตรู
ใครจะกล้าเสี่ยง
เซี่ยเวยรู้สึกว่าคำพูดนี้ของโจวอิ๋นจือมีเจตนา
หยั่งเชิงค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ลนลาน หันมอง
รอบบริเวณทีหนึ่งแล้ววกกลับมายังโจวอิ๋นจือ ลด
เสียงทอดถอนใจเบา ๆ ว่า “ใต้เท้าโจว ราชสำนัก
จะปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ เลยจริงหรือ”
สีหน้าของโจวอิ๋นจือพลันแข็งค้างอยู่บ้าง “นี่
ท่าน…”
ภายนอกเซี่ยเวยกลับเย็นเยียบ “ตอนนั้น
ตระกูลเยี่ยนถูกตรวจสอบเรื่องสมคบกับกลุ่ม
กบฏผิงหนานอ๋อง บังเกิดจิตเคียดแค้นต่อฝั่าบาท
และราชสำนัก ยามนี้เยี่ยนหลินดูคล้ายช่วยเหลือ
องค์หญิงอยู่ที่ด่านชายแดน ถือเป็นการทำดีจน
ราษฎรสรรเสริญ แต่มีหรือท่านกับข้าจะไม่รู้ว่าฝั่า
บาทไม่เคยมีรับสั่งมาตั้งแต่แรก หลังมาถึงซินโจ
วคนแซ่เซี่ยจึงได้รู้ว่าจังหวะไม่เหมาะสม น่า
เสียดายที่ตอนนั้นสายไป อำนาจทางการทหาร
ตกอยู่ในมือโจรถ่อย หนึ่งคือเพื่อปกปั้องตัวเอง
สองคือเพื่อการณ์ใหญ่ สามคือเพื่อประชาชน ถึง
ได้คิดแผนแสร้งตามน้ำอันโง่เขลานี้ ตั้งใจว่าจะ
ช่วยเขาทำธุระก่อนค่อยแจ้งข่าวไปยังราชสำนัก
เพียงแต่ใต้เท้าโจวมาตัวเปล่า ระหว่างงานเลี้ยง
เมื่อวานยังคุยกับเขาสนุกสนานเสียด้วย ตัวข้าจึง
ไม่เข้าใจยิ่งนัก ไม่ทราบว่าราชสำนักมีแผนการ
อันใดกันแน่”
หลี่ว์เสี่ยนด้านข้างได้ยินก็อยากหัวเราะ
โจวอิ๋นจือกลับไม่คาดฝันว่าเซี่ยเวยจะกล่าว
อ้างเช่นนี้
ตอนเขามาถึงซินโจวก็เคยไปสืบข่าวทั่วทุกที่
แทบจะเชื่อไปแล้วว่าเซี่ยเวยเองก็มีส่วนร่วม
ปลอมแปลงพระราชโองการก่อกบฏครั้งนี้ ถึง
อย่างไรสมัยที่เขารับใช้เจียงเสวี่ยหนิงก็ได้รู้บางสิ่ง
มา อีกทั้งสองปีที่ทำงานราชสำนักก็ไม่ได้คบค้า
สมาคมกับเซี่ยเวยมากนัก จึงไม่กล้าดูเบามาโดย
ตลอด ถึงขั้นกลัวเขากว่าคนอื่นเล็กน้อย
เซี่ยเวยกลับบอกว่าแค่แกล้งตามน้ำไป
กับเยี่ยนหลิน
โจวอิ๋นจือรีบใช้ความคิด แยกจริงเท็จไม่
ออกไปชั่วขณะ ทว่าเขาเองก็ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ใน
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรมาแล้ว เวลานี้นับว่าเป็น
คนมียศมีศักดิ์ เจอคนพูดภาษาคน เจอผีพูด
ภาษาผีก็ยังได้
จึงหัวเราะขมขื่นเสียงเบาคราหนึ่งในทันใด
กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ที่แท้ท่านรอง
ราชครูเซี่ยเองก็ได้รับความยากลำบากเช่นกัน ข้า
ก็คิดอยู่ว่าฝั่าบาทเห็นท่านเป็นพระอาจารย์ ใช้
งานเป็นแขนซ้ายแขนขวา คงไม่ทำถึงขั้นนี้ได้
หรอก เพียงแต่ในเมื่อท่านเองก็บอกว่า
สถานการณ์เป็นที่แน่นอนแล้วจนยากจะมีโอกาส
พลิกผันจริง ๆ มิสู้ตกกระไดพลอยโจนดู
สถานการณ์ไปก่อนดีกว่า หรือท่านมีความเห็น
สูงส่งอันใดหรือไม่”
เซี่ยเวยเก็บงำประกายตา ความคิดแล่นฉิว
เงียบไปครู่หนึ่งก็ส่ายศีรษะ “ศัตรูแข็งแกร่งฝั่าย
เราอ่อนแอ น่าหนักใจตรงไร้แผนการที่ดีพอ”
โจวอิ๋นจือเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นเรื่องกลับเมือง
หลวง…”
บทที่ 217 ช่องโหว่ (2)
เซี่ยเวยมองไปทางหอยิงธนูที่ตั้งอยู่ในหอ
สังเกตการณ์เหนือกำแพงเมือง กล่าวว่า “เยี่ยน
ซื่อจื่อเพิ่งเรียกนายทหารระดับสูงผู้นำกองทัพแต่
ละคนในเมืองมาหารือที่หอยิงธนู ทว่าคนแซ่เซี่ย
เป็นขุนนางฝั่ายบุ๋น ไม่เหมาะจะได้รับเกียรติให้
เข้าร่วม ใต้เท้าโจวมาได้เหมาะเหม็งนัก มิสู้ไป
หยั่งเชิงดูก่อนแล้วเราค่อยวางแผนกันอีกทีดี
หรือไม่”
โจวอิ๋นจือเองก็มองไปทางหอยิงธนู อดลังเล
ไม่ได้
คำพูดของเซี่ยเวย สักสามส่วนเขายังไม่กล้า
เชื่อเลย
ด้วยเกรงว่าหากเชื่อแม้แต่ส่วนเดียวจะตกที่
นั่งลำบากอย่างกู่ไม่กลับ จึงยิ่งกลัวตกหลุมพราง
ไม่ก็เผลอเผยความลับที่ไม่ควรพูดจนชักนำ
หายนะถึงชีวิตมาใส่ตัว
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนรู้เห็นแจ่มแจ้ง ย่อมทราบว่า
คำพูดของเซี่ยเวยไม่จริงสักประโยค แค่ใช้หลอก
ล่อโจวอิ๋นจือก็เท่านั้น เขาจึงรู้สึกขบขัน ทว่าเห็น
โจวอิ๋นจือพูดจาคล้ายระแวงที่มีคนนอกอยู่ด้วย
ตนจึงเคลื่อนฝีเท้าจะไปหลบด้านข้าง
ไม่นึกว่าเพิ่งเดินก้าวเดียวก็เห็นร่างของใคร
บางคนข้างล่าง
ถึงกับหลุดปากอย่างไม่รู้ตัว “แม่นางโหยว?”
โหยวฟางอิ๋นกำลังดูร้านใบชาท้องถิ่นซินโจว
เป็นเพื่อนเจียงเสวี่ยหนิง เพิ่งซื้อสองตำลึงเสร็จก็
เตรียมกลับไปดูว่ามีอะไรต่างจากของกิจการตน
บ้าง ไหนเลยจะคิดว่าอยู่ดี ๆ ก็มีคนเรียก
ทั้งสองเงยหน้าตามเสียงถึงได้เห็นหลี่ว์เสี่ยน
ตามด้วยเซี่ยเวยกับโจวอิ๋นจือบนหอ
สังเกตการณ์เหนือประตูเมือง
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
เซี่ยเวยเองก็ประหลาดใจอยู่บ้าง พอมอง
เจียงเสวี่ยหนิงก็สังเกตว่าวันนี้นางเปลี่ยนมาสวม
กระโปรงจีบสีมรกตอ่อนตัวใหม่ ทั้งยังมีผ้าพันคอ
นุ่มฟูปิดต้นคอระหงมิดชิด ไม่รู้เหตุใดเรื่องเมื่อคืน
ถึงผุดในสมองอีกครา
ความรู้สึกประหม่าอันหาได้ยากทำให้เขาตัว
แข็งไปจังหวะหนึ่ง
ถึงอย่างไรเรื่องแบบสำเร็จความใคร่ด้วย
ตนเองน่ะ…
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปทางเขา
แม้เซี่ยเวยไม่หลบสายตา ปลายหูกลับเปลี่ยน
แดงเรื่ออย่างค่อนข้างน่าสงสัย
เพียงแต่ความสนใจของคนอื่น ๆ ล้วนอยู่
ด้านล่างจึงไม่ทันสังเกต
โจวอิ๋นจือเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกับโหยวฟางอิ๋
นอยู่ด้วยกันก็ดวงตาทอประกาย เป็นฝั่ายชวนคุย
ก่อน “คุณหนูรองกับเถ้าแก่โหยวกำลังวุ่นวาย
เรื่องค้าขายกันอยู่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงถอนสายตาที่ประสานกับเซี่ย
เวย
อย่างไรเสียคนทำเรื่องขายหน้าพวกนั้นก็
ไม่ใช่ตน นางจึงสงบนิ่งเป็นพิเศษถึงขั้นยกยิ้มมุม
ปาก “เปล่าหรอก แค่เดินเล่นเท่านั้นเอง”
วาจาก็เอ่ยไปแล้ว ย่อมไม่สะดวกจะลาจาก
ทันที
มิหนำซ้ำนางเคลือบแคลงโจวอิ๋นจือมาตลอด
ในเมื่อครั้งนี้บังเอิญเจอกัน จึงบอกโหยว
ฟางอิ๋นว่าจะขึ้นไปหอสังเกตการณ์หน่อย แต่อีก
ฝั่ายกลับส่ายหน้า มองคนที่ยืนบนนั้นผาดหนึ่ง
ก่อนจะว่าตนขอรอในโรงน้ำชาข้าง ๆ ไม่ขึ้นไป
ด้วยกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นหลี่ว์เสี่ยนข้างบนก็เข้าใจ
ทะลุปรุโปร่ง พยักหน้าไม่กล่าวอะไรแล้วยก
ชายกระโปรงเดินขึ้นบันไดใต้หอสังเกตการณ์
เซี่ยเวยคล้ายอึดอัดอยู่บ้างแต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
หลี่ว์เสี่ยนเห็นโหยวฟางอิ๋นไม่ขึ้นมาก็หุบปาก
อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
โจวอิ๋นจือเสียอีกที่ทักทายเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
ท่าทางคุ้นเคยยิ่ง ครั้นเห็นในมือนางยังถือใบชา
สองตำลึงก็อดกล่าวไม่ได้ “เกรงว่าใบชาที่ตลาด
ในด่านขายจะสู้ของเมืองหลวงไม่ได้ ถึงอย่างไร
ของดีก็อยู่เจียงหนานหรือไม่ก็ส่งเข้าวังไป
หมดแล้ว”
สองปีนี้กิจการของเจียงเสวี่ยหนิงเองค่อนข้าง
กว้างขวาง ในอดีตก็นับว่าเคยปกครองวังหลัง คน
ที่รู้ดีว่าแต่ละพื้นที่ส่งเครื่องบรรณาการถวายราช
สำนักเช่นไรบ้างมีหรือจะไม่แจ่มแจ้ง
เพียงแต่โจวอิ๋นจือในเวลานั้นไม่ได้เข้าใจเรื่อง
ชาขนาดนี้
นางระลึกถึงตอนไปบ้านโจวอิ๋นจือครั้งแรก มี
เยาเหนียงปรนนิบัติแค่คนเดียว ชาที่สตรีผู้นั้นชง
อย่างประณีตยกมาต้อนรับย่อมเป็นชาชั้นเลิศ
ที่สุดในบ้าน ทว่าก็เป็นแค่ชาอู่หลงต้งติ่งชั้นรอง
ของปีนั้น
พอเจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงเยาเหนียงก็ไพล่คิด
เกี่ยวกับงานวิวาห์ระหว่างโจวอิ๋นจือกับเฉินซูอี๋
อดถามไม่ได้ว่า “เยาเหนียงยังสบายดีอยู่หรือไม่”
โจวอิ๋นจือตกตะลึง คล้ายไม่คาดฝันว่านางจะ
ถามถึงเยาเหนียง
เขาไหนเลยจะรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงรู้จักตนดี
เพียงใด
ถึงชาติก่อนคนที่โจวอิ๋นจือแต่งงานด้วยจะ
เป็นเหยาซี ทว่าในจวนมีอนุภรรยามากมาย แม้
รูปลักษณ์ของเยาเหนียงไม่ถือว่าล้ำเลิศที่สุด
ความโปรดปรานไม่ถึงกับลึกล้ำที่สุด แต่ก็อยู่
เรือนหลังของเขาเนิ่นนานที่สุด ต่อมาเมื่อเหยาซี
ตายอย่างไร้สาเหตุ เจียงเสวี่ยหนิงไม่สนเรื่อง
ส่วนตัวในเรือนหลังของโจวอิ๋นจือก็จริง แต่พอจะ
ได้ยินข่าวโคมลอยมาบ้างว่าเหยาซีเกิดเรื่อง
เพราะคิดจะจัดการเยาเหนียง
นางจึงใส่ใจสตรีผู้งดงามคนนี้เป็นพิเศษแม้ได้
เจอกันไม่กี่ครา
โจวอิ๋นจือระมัดระวังอยู่บ้าง “ไยท่านถามถึง
นาง”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “แค่ว่าเอ่ยถึงชาแล้วนึก
ถึงน่ะ ตอนนั้นนางชงชาให้ข้า ถึงชาจะไม่ได้เยี่ยม
ยอดแต่ฝีมือการชงชาไม่เลวเลย ตอนนี้ท่านจะ
ตบแต่งเฉินซูอี๋เข้าบ้านก็อย่าผิดต่อนางเสียเล่า”
โจวอิ๋นจือเงียบลงกะทันหัน
สักพักถึงได้เผยยิ้ม “เมื่อก่อนนางเป็นธิดา
จากตระกูลปลูกชา หลังครอบครัวตกอับจึงมากับ
ข้า นับว่านางรักชาจริง ๆ ก่อนข้าออกจากเมือง
หลวงมาซินโจว ภายในวังเพิ่งพระราชทานชาฤดู
ใบไม้ร่วงมาให้พอดี นางชอบรสชาติของชาเตียน
หง[1]นัก ความห่วงใยของคุณหนูรองไว้ข้า
กลับไปจะบอกกล่าวนางแน่นอน”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันช้อนตามองเขาผาดหนึ่ง
ประกายตาสว่างวาบชั่วขณะ
จู่ ๆ โจวอิ๋นจือก็บังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ
หน่อย ๆ “มีอะไรไม่เหมาะสมหรือ”
แต่แล้วแววตาก็กลับเป็นปกติในทันใด เจียง
เสวี่ยหนิงส่งเสียง “อ้อ” ประหนึ่งไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้นแล้วยิ้มบอก “ไม่มีอะไร ข้าจะยุ่งเรื่องของ
ใต้เท้าโจวไปทำไมเล่า แค่อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นได้เท่า
นั้นเอง ใต้เท้าโปรดอย่าใส่ใจ เป็นข้าที่
ละลาบละล้วงเอง”
โจวอิ๋นจือรีบเอ่ย “มิกล้า”
เซี่ยเวยที่อยู่ด้านข้างดูทั้งสองทักทายกันมา
สักพักแล้ว แต่ละประโยคฟังราวกับสหายเก่า
ไม่ได้เจอกันนานอย่างไรอย่างนั้น จึงคับข้องใจไม่
สบายอารมณ์ พูดแทรกประโยคหนึ่งอย่างไม่เย็น
ชาทว่าไม่ชิดเชื้อ “ใต้เท้าโจว หากยังไม่ไปอีกคง
ใกล้สิ้นสุดการหารือที่หอยิงธนูแล้ว”
โจวอิ๋นจือถึงได้สะดุ้ง ฟังออกเช่นกันว่าคำพูด
ของเซี่ยเวยมีเจตนาจะ ‘ส่งแขก’ พลันรู้สึกถึง
เบาะแสบางอย่าง จึงไม่สนทนากับเจียงเสวี่ยหนิง
ต่อ กลับค้อมกายกล่าวว่า “ดูสิ เกือบลืมธุระ
สำคัญเสียได้ ขอตัวลาไปพบแม่ทัพเยี่ยนก่อนนะ
ขอรับ”
พูดจบก็คารวะทีละคนแล้วเดินตามกำแพง
เมืองคดเคี้ยวไปยังหอยิงธนูที่อยู่ไกล ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วแน่นจ้องแผ่นหลังเขา
เซี่ยเวยถามเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “เจ้า
สนิทกับเขามากหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหนาวเยือกในใจ พูดขึ้นมา
ว่า “โจวอิ๋นจือผิดปกติ”
เซี่ยเวยชะงักกึก
เจียงเสวี่ยหนิงกลับสมองแล่นปราด หันกาย
มองเซี่ยเวย ลดเสียงกระซิบอย่างรวดเร็วว่า “ชา
เตียนหงปลูกที่ยูนนาน ชาฤดูใบไม้ร่วงจาก
ตะวันตกเฉียงใต้จะเก็บเกี่ยวช้า ระยะทางก็ไกล
นัก ทุกปีถวายมาถึงวังช่วงกลางเดือนสิบเอ็ด
หากมีพายุหิมะอาจคลาดเคลื่อนไม่เกินสิบวัน
แล้วฮ่องเต้จะพระราชทานให้ขุนนางคนสนิท
ประมาณช่วงปลายเดือนสิบเอ็ดไม่ก็ต้นเดือนสิบ
สอง เขาบอกว่าตอนออกเดินทางมาด่าน
ชายแดน ภายในวังเพิ่งพระราชทานชาฤดูใบไม้
ร่วง แต่ว่าขี่ม้าเร็วจากเมืองหลวงมาซินโจวใช้
เวลาแค่เก้าวันสิบวันเอง ไฉนล่าช้าจนเพิ่งเข้าซิน
โจวเอาคืนส่งท้ายปีเมื่อวานเล่า”
รูม่านตาเซี่ยเวยหดรั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยฉับ “หากไม่ใช่ว่าเขาโกหก
เรื่องเวลาออกเดินทางซึ่งไม่จำเป็นเลย ก็แปลว่า
ระยะเวลาที่หายไประหว่างนี้เขาไปเยือนที่อื่นมา
มีแผนการบางอย่างแอบแฝง!”
——————–
1. ชาเตียนหงหรือชาแดง เป็นชาขึ้นชื่อของ
มณฑลยูนนาน