คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 218 ดาบจากอดีต (1)
ตอนเซี่ยเวยฟังทั้งสองสนทนากันเมื่อครู่ นึก
ว่ากำลังรำลึกความหลังจึงไม่ใส่ใจนัก ครั้นได้ยิน
เช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว แทบตระหนักได้ทันทีว่าคำพูด
ของโจวอิ๋นจือมีช่องโหว่เล็กน้อยอยู่ด้วยจริง ๆ
เขามองไปทางหลี่ว์เสี่ยน
หลี่ว์เสี่ยนเองก็ได้ยินวาจาเมื่อสักครู่ของเจียง
เสวี่ยหนิงเต็มสองหู เขาลอบตกใจ สีหน้าเคร่ง
ขรึมกว่าเดิมหลายส่วน สบตาเซี่ยเวยแล้วเอ่ยว่า
“ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบให้ชัดเจนเดี๋ยวนี้”
เซี่ยเวยเสริม “ส่งคนไปสะกดรอยตามเขา
ด้วย หากยังสืบไม่แน่ชัดห้ามปล่อยให้คนผู้นี้ออก
จากซินโจว”
หลี่ว์เสี่ยนขานรับ “ได้”
เวลานี้ตำแหน่งในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรของ
โจวอิ๋นจือโดดเด่นไม่เป็นรอง การหายตัวอย่างไร้
ร่องรอยเป็นเวลากว่าครึ่งเดือนโดยไม่ทราบ
สาเหตุ ทั้งยังเป็นช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ แสดงว่า
ต้องมีบางอย่างเกี่ยวพันอยู่ไม่น้อย เขาไม่กล้า
ชักช้า หันกายลงไปด้านล่างหอสังเกตการณ์เพื่อ
หาคนมาจัดการเรื่องต่าง ๆ ทันที
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ใจคอไม่ดี ยิ่งขบคิดยิ่ง
รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ทราบว่า
จุดประสงค์ของโจวอิ๋นจือคืออะไร
เอาเป็นว่าออกจากสถานที่ยุ่งยากนี้ให้เร็วขึ้น
หน่อยดีกว่า
นางไม่มัวเสียเวลากล่าวอะไรอีก หมุนกายจะ
ลาจาก
ไม่คาดคิดว่าเซี่ยเวยจะคว้านางไว้ด้วย
ปฏิกิริยาอันว่องไว สายตาจับบนใบหน้านาง
“เจ้ารู้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในวังดีเหลือเกิน
นะ”
ร่างของเจียงเสวี่ยหนิงชะงักกึก
ตลอดปีมีเครื่องบรรณาการจากแต่ละพื้นที่
ถวายเข้าวังไม่ขาดสายทุกฤดูกาล อย่าว่าแต่ขุน
นางอย่างเซี่ยเวยที่ตามหลักแล้วได้เข้าแค่เขต
พื้นที่ส่วนราชสำนักเลย ต่อให้เป็นขันทีผู้ดูแลคลัง
ในสำนักพระราชวังก็ใช่ว่าจะรู้ละเอียดยิบย่อย
ต้องเปิดบันทึกดูสักหน่อยถึงแน่ใจ แต่นางแค่ได้
ยินโจวอิ๋นจือพูดเรื่อยเปือยประโยคเดียวกลับ
ตระหนักได้ถึงช่องโหว่ทันที นับว่าเฉียบไวเกินไป
อยู่บ้าง หากมิใช่ว่าจดจำขึ้นใจ แล้วจะแม่นยำ
ปานนี้ได้อย่างไร
นางจับช่องโหว่ของโจวอิ๋นจือได้
เซี่ยเวยก็ฟังช่องโหว่ของนางออก
แม้เจียงเสวี่ยหนิงถูกยึดข้อมือก็หาได้ตื่น
ตระหนกไม่ ยืนนิ่งจ้องเขากลับ “เซี่ยเซียนเซิงลืม
ไปเสียแล้วว่าสองปีมานี้ศิษย์ดูแลกิจการนาเกลือ
อย่างลับ ๆ ทว่าพวกชา ข้าว ผ้าไหมเองก็แตะ
ต้องบ้างเช่นกัน ย่อมรู้ว่าชาใหม่ช่วงสารทวสันต์
แต่ละที่เก็บเกี่ยวเมื่อใด ส่งเป็นเครื่องบรรณาการ
มากน้อยแค่ไหน ที่เหลือในหมู่ชาวบ้านเป็นชา
ระดับใด ยูนนานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเสฉ
วนซึ่งมิได้ห่างไกล ต้องโทษโจวอิ๋นจือที่เคราะห์
ร้ายดันพูดถึงสิ่งที่ข้ารู้พอดีเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่แสดงท่าทีใด ไม่รู้เช่นกันว่าเชื่อหรือ
เปล่า กลับเอ่ยว่า “ตอนอยู่เมืองหลวง เดิมโจวอิ๋
นจือเป็นลูกน้องบิดาเจ้า ภายหลังจึงมารับใช้เจ้า
นับได้ว่าเป็น ‘อดีตลูกน้อง’ ของเจ้า ทว่าจากที่
ข้าเห็นเจ้าเท้าความหลังกับเขาเมื่อครู่ แม้ดู
เหมือนสนิทชิดเชื้อ แท้จริงแล้วกลับไม่เชื่อใจ ถึง
ขั้นหวาดระแวงอย่างหนัก”
ก็แค่ ‘เคยถูกงูกัดจึงกลัวเชือกในบ่อน้ำไปสิบ
ปี’ เท่านั้นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจลืมเลือนความเศร้าโศก
เมื่อชาติที่แล้วได้
หากมิใช่ว่าตอนนั้นไร้คนให้ใช้งาน นางจะไม่
ขอเกี่ยวข้องใด ๆ กับคนผู้นี้เด็ดขาด ต้องหลีกลี้
หนีให้ไกลแบบเดียวกับที่เว้นระยะห่างจากเซี่ย
เวย
นางอธิบาย “เพราะเคยรู้จักโจวอิ๋นจือมาบ้าง
จึงรู้สันดานดี หากธาตุแท้คนเราเปลี่ยนง่ายก็ไม่
เหมาะจะเรียกว่า ‘ธาตุแท้’ แล้วเจ้าค่ะ จิตใจ
โหดเหี้ยม นิสัยชั่วร้าย ต่อให้เป็นมิตรชั่วคราวแต่
เดี๋ยววันหน้าก็จะเผยคมเขี้ยว คนเช่นนี้คบค้าได้
แค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพียงขณะหนึ่ง แต่ไม่ควร
คบค้าตลอดไปอย่างยาวนานเพื่อปั้องกันไว้น่ะเจ้า
ค่ะ”
ทั้งที่คำพูดคำจาเอ่ยถึงโจวอิ๋นจือ เซี่ยเวยกลับ
รู้สึกว่าวาจาของนางแฝงความนัย
สีหน้าจึงเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ
ดวงตาเขาจับจ้องนางขณะเค้นถาม “ฉะนั้น
ข้าในสายตาเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับโจวอิ๋นจือสินะ
ถึงทำให้เจ้าหวาดกลัวปานอสรพิษ”
หวาดกลัวปานอสรพิษ?
ต่อให้โจวอิ๋นจือร้ายกาจปานใดก็ยอมประจบ
เอาใจผู้อื่นได้ทุกอย่าง หลอกเบื้องบนปกปิดเบื้อง
ล่าง เป็นคนสามานย์สองหน้า ส่วนเซี่ยเวยเป็นผู้
มีปณิธานแน่วแน่ แบกรับความแค้นใหญ่หลวง
ทนต่อการขึ้นสูงลงต่ำ กล้ำกลืนความอัปยศ เป็น
ผู้ที่สักวันจะชโลมวังด้วยโลหิตแล้วขึ้นไปอยู่เหนือ
ผู้คนนับหมื่นเลยนะ!
คนทะเยอทะยานเช่นนี้ โจวอิ๋นจือจะไปคู่ควร
ให้เปรียบเทียบได้อย่างไร
หากโจวอิ๋นจือเป็นอสรพิษ เซี่ยเวยก็เป็น
อาทิตย์แผดเผาบนท้องนภา
มองจากไกล ๆ ได้ แต่หากเข้าใกล้จะเผา
ผลาญดวงจิต
เมื่อใดตะวันร้อนแรงร่วงหล่นจากกลาง
อากาศ ก็จะไม่ใช่แสงที่ส่องสว่างโลกหล้าอีก
ต่อไป หากแต่เป็นความน่าสะพรึงซึ่งผลาญฟั้า
ทำลายดิน!
ตอนโดนกักบริเวณและถูกดูหมิ่นเหยียด
หยามภายในวังเมื่อชาติก่อน นางเองก็เคยมี
ความหวังเลือนรางต่อคนผู้นี้
นางคิดว่า นางเคยช่วยเขาไว้
แม้จะไร้การติดต่อมาหลายปี แถมนางเองก็
เคยพูดจาหยอกเย้าหรือหาเรื่องเขา ทว่าล้วนแต่
เป็นเรื่องหยุมหยิมที่ไม่สลักสำคัญอะไร หากลอง
ขอร้องดู ไม่แน่อาจจะเห็นแก่บุญคุณเก่าที่เคย
ปั้อนเลือดต่างยา แล้วยอมปล่อยนางไปจาก
ความทุกข์ทรมานก็ได้
ทว่าไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น
ต่อมาภายหลังนางได้ยินการคาดเดาของ
โหยวฟางอิ๋นในชาติที่แล้วว่า บุตรระหว่างตระกูล
เซียวและเยี่ยนเมื่อรัชสมัยก่อนยังมีชีวิตอยู่ เกรง
จะมิใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นเซี่ยเวยผู้กุมอำนาจใน
ฐานะพระอาจารย์ของฮ่องเต้นั่นเอง
ที่แท้เซี่ยจวีอันก็เป็นพี่ชายของเยี่ยนหลิน
เช่นนั้นการที่เขาเมินเฉยทำเป็นไม่เห็น
เหตุการณ์ที่นางถูกเยี่ยนหลินขืนใจจะมีอันใดผิด
หรือ การจมในสถานการณ์ตกอับใช่ว่าทำให้สิ้น
หวัง ทว่าหากกระทั่งความหวังเลือนรางสุดท้าย
ยังมอดดับ ซ้ำยังอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว แล้วจะใช้
สิ่งใดเป็นที่ยึดเหนี่ยวต่อไปเล่า
จริงอยู่ที่เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่านี่คือชีวิตใหม่ ไม่
ควรเอาคนจากสองชาติมาพูดเสมือนเป็นหนึ่ง
เดียว ทว่านิสัยของคนเดียวกันจะแตกต่างกันได้
อย่างไร
เซี่ยเวยก็คือเซี่ยเวยคนนั้น
นางไม่กล้ามีความหวังต่อคนผู้นี้แม้สักนิด ใน
เมื่อเขาจะถามให้ได้ นางก็จะเอ่ยคำพูดที่ไม่เคย
บอกเมื่อวานให้หมดเปลือก “ปณิธานของเซียน
เซิงสูงส่งก้าวไกล เป็นเมฆบนฟากฟั้า ส่วนศิษย์
มองการณ์ใกล้แค่ผิวเผิน เป็นโคลนตมใต้ดินเจ้า
ค่ะ นกจาบมิอาจเข้าใจหงส์ฟั้าฉันใด ไม่อาจคุย
เรื่องน้ำแข็งกับแมลงหน้าร้อนฉันนั้น เซียนเซิงกับ
ข้าคนหนึ่งบนฟั้าคนหนึ่งใต้ดิน เดิมทีก็ไม่
เหมาะสมกันอยู่แล้ว ตลอดชีวิตปุถุชนธรรมดา
ต้องการแค่ ‘ความสงบสุข’ เท่านั้นเอง เซียนเซิง
โปรดมีเมตตาด้วยเจ้าค่ะ”
บทที่ 218 ดาบจากอดีต (2)
มีเมตตา
ครั้นเซี่ยเวยได้ยินคำพูดนางก็คล้ายถูกน้ำเย็น
ราดใส่หน้า แม้แต่โลหิตซึ่งเดิมทีไหลเดือดพล่าน
ในเส้นเลือดยังเย็นเฉียบ
ความหวานชื่นเมื่อตอนแรกคงอยู่ไม่นาน
ความเจ็บปวดกลับเข้าเจาะหัวใจเสียดแทง
กระดูก
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินเขาตอบกลับก็หยักยิ้ม
มุมปากเยาะเย้ย “หากเซียนเซิงปล่อยวางไม่ได้
หรือจะให้ข้านอนกับท่านสักสองปี รอจนท่าน
เบื่อ รังเกียจเมื่อใดค่อยปล่อยข้าไปดีเล่าเจ้าคะ”
หากคำพูดก่อนเสมือนเพียงหยิบดาบทิ่มแทง
เขา คำพูดนี้ก็คงแทบคว้านดวงใจ
นางถึงกับจงใจใช้วาจายั่วยุ
แรงปรารถนาและความผูกพันของเขาล้วนมา
จากใจ แล้วจะปล่อยให้นางดูแคลนเช่นนี้หรือ
ในที่สุดความอำมหิตซึ่งฝังลึกในดวงตาก็ผุด
พราย แต่เซี่ยเวยเพียงบีบมือนางแน่นขึ้น ก่อน
เอ่ยทีละคำว่า “กล่าวคือแผนที่ข้าวาง ความรัก
ใคร่และนิสัยของข้า ทำให้เจ้ารังเกียจกลัวจน
อยากหนีสินะ เจ้าถึงขี้ขลาดขี้กลัวปานนี้ ไม่กล้า
แม้แต่จะลองดูสักตั้ง เลยจะเป็นทหารหนีศึก
เช่นเดียวกับที่เจ้ากระทำกับจางเจออย่างนั้นสิ”
เขาพาดพิงจางเจออีกครั้ง
นี่ไม่ใช่หนแรกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่พอใจมากตั้งแต่คราวก่อน
ในที่สุดรอบนี้ก็ถูกยั่วโมโหอย่างหนัก อาจเป็น
เพราะเขาล้ำเส้นนางไปแล้ว หรืออาจเพราะนัย
แฝงในคำพูดเสียดแทงนางจนเจ็บแปลบ
หนามแหลมทั่วร่างตั้งชันทันใด ปฏิเสธเสียง
แข็งกร้าวว่า “ก็เบื้องหน้าเป็นหุบเหวไร้ก้นบึ้ง รู้
ทั้งรู้ว่ากระโดดลงไปมีแต่จะร่างแหลกกระดูก
สลาย หรือยังจะให้กระโดดลงไปอยู่อีก”
เซี่ยเวยกล่าว “ไม่ลองกระโดดดูแล้วจะรู้ได้
อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงตวาด “ท่านเป็นบ้าน่ะสิถึงจะ
กระโดดลงไป!”
เซี่ยเวยยิ้มเย็น “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกแค่ว่าเส้นสติตึงเขม็งขึ้น
เรื่อย ๆ จนแทบฉุดลากนางไปสู่แดนวิกลจริต
เดียวกับเขา ความหวาดหวั่นทำให้นางดิ้นรนถอย
หลังสุดกำลัง “ปล่อย! ข้าต้องเข้าใจอะไร มีอะไร
ที่ข้าไม่เข้าใจบ้าง?!”
หางตาเซี่ยเวยกระตุกน้อย ๆ
เวลานี้กลับนึกถึง ‘เครื่องเคลือบมีรอยแตก’
อะไรนั่นที่นางเคยพูดขึ้นมาได้ รู้สึกในใจพลิกคว่ำ
ปานธารสมุทร ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ทุเลา โทสะกวาด
ม้วนจนไม่คลายแรงที่มือแม้แต่น้อย มิเพียงไม่
ปล่อยแต่ยังฉุดกระชากนางเดินไปอีกฝังหนึ่งของ
หอสังเกตการณ์ด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากไปแต่ทำอะไรไม่ได้
มองว่าเขาไร้สติโดยสมบูรณ์แล้ว “ท่านจะทำ
อะไร”
เซี่ยเวยไม่สนใจ เดินหน้าต่อเช่นเดิม
นอกกำแพงเมืองเป็นทุ่งรกร้างกับค่ายเรียง
ราย ในกำแพงกลับเป็นตลาดอันคึกคักกับราษฎร
ชนชั้นล่าง
ขณะนางโดนเซี่ยเวยลากไปข้างหน้า ทั้งสองก็
ถกเถียงกันไม่หยุดหย่อน ทหารระหว่างทางแต่
ละคนก้มศีรษะทำเป็นไม่ได้ยิน ยิ่งไม่มีใครกล้า
เข้ามาตรวจดูแม้แต่น้อย
ในที่สุดก็มาถึงฝังตะวันออกของหอ
สังเกตการณ์
ด้านล่างเป็นร้านตีเหล็ก
เตามากมายทั้งเล็กทั้งใหญ่ตั้งอยู่ในเพิงมุง
หลังคากระเบื้อง ภายในนั้นกำลังเผาถ่าน แม้จะ
เป็นเหมันต์อันหนาวเย็น ช่างตีเหล็กในร้านกลับ
สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบตัวสั้น บางคนถึงขั้น
เปลือยท่อนบน กำลังออกแรงเหวี่ยงค้อนทุบ
เหล็กที่ถูกเผาจนแดง ไม่ว่าจะเป็นสะเก็ดไฟที่
แตกกระเด็น ก้อนเหล็กแดงฉาน กระทั่งเหล็ก
เหลวที่ละลายอยู่บนสุดต่างก็แผ่ไอร้อนจนน่า
พรั่นพรึง
เซี่ยเวยชี้ด้านล่าง “คิดว่าตนเป็นแผ่น
กระเบื้องเคลือบ แตกแล้วก็ไม่อาจสมานได้อีก
หรือ เจียงเสวี่ยหนิง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน เจ้า
เองมีสิทธิ์เป็นแผ่นกระเบื้องเคลือบด้วยหรือ เจ้า
กับข้าก็เป็นแค่เหล็กเหลวที่กำลังเกลือกกลิ้งใน
เตานี้เท่านั้นเอง!”
เจียงเสวี่ยหนิงถูกเขาบีบคางให้มองลง
น้ำเสียงเยือกเย็นของเซี่ยเวยทั้งเฉียบคมและ
เย็นชา ดังเข้าหูนางประหนึ่งอสุนีบาต “ชาติ
กำเนิดเจ้าข้าล่วงรู้ สิ่งที่ข้าประสบเจ้าล่วงรู้ ตอน
เกิดมาสวรรค์ไม่ได้มอบโอกาสให้เจ้ากับข้าทำตัว
เป็นสวะอ่อนแอ เจ้าต้องทุกข์ทรมานเหลือแสน
ถูกทุบตีต่าง ๆ นานาถึงจะกลายเป็นรูปเป็นร่าง
ได้! แจกันดอกเหมยมีรอยแตกไม่อาจสมาน แต่
หากเจ้าเกิดมาคู่ควรเป็นแค่ก้อนเหล็กก็ควรรู้ว่า
เจ้าไม่ได้บอบบางเช่นนั้น แม้ถูกคนตีจน
กระดูกหักก็ต้องเข้าไปหลั่งโลหิตทนความอัปยศ
ในเตาอีกครั้งแล้วตีขึ้นรูปใหม่!”
ดวงตาเจียงเสวี่ยหนิงพลันเปียมน้ำตา
เซี่ยเวยกลับจับนางไว้แน่น กดดันทีละคำที
ละประโยค “ใครกันที่รักเจ้า ใครกันที่เห็นเจ้า
สำคัญ แล้วใครอีกเล่าที่ต้องการเจ้า เจ้าไม่เข้าใจ
การมีชีวิตอยู่เท่าข้าหรอก ในเมื่ออยากเป็นสุข
แต่หากไม่ทุกข์แล้วจะสุขได้อย่างไร เอาแต่อยาก
ได้สุขแต่หลบทุกข์มันเสียหมด แล้วชีวิตเจ้าจะ
ต่างอะไรจากมดแมลงหรือหนูกับงูในคูระบายน้ำ
โสโครกพวกนั้น?!”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกปานถูกลงทัณฑ์เฉือนเนื้อ
ถูกคำพูดเขากรีดร่างกายเผยกระดูกกล้ามเนื้อฉ่ำ
เลือดจนสั่นเทาไปทั้งร่าง “ใต้หล้าจะมีคนเช่น
ท่านสักกี่คนกันเซี่ยเวย ข้าไม่ใช่ท่านเสียหน่อย!”
เขายังคงเย็นชา “เพราะอย่างนี้คนขี้ขลาด
แบบเจ้าถึงไม่อาจอยู่กับจางเจอได้ หากมิใช่เขา
มองเจ้าออก ก็แปลว่าเขาโง่งมเป็นที่สุด
เช่นเดียวกัน!”
นางตาแดงก่ำ “ท่านน่ะหุบปากไปเลย!”
เซี่ยเวยถาม “เจ็บหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงถอยหลัง “ท่านไม่ยอมปล่อย
ข้าไปเสียที!”
เซี่ยเวยมีแต่จะถูกคำปฏิเสธและความ
หวาดกลัวของนางทิ่มแทงเป็นรูพรุน ทว่ายิ่งเป็น
เช่นนี้ยิ่งไม่ยอมเผยความอ่อนแอ กลับปลุกความ
โหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกให้พวยพุ่งกว่าเดิม “เจ้าก็หนี
ไปให้สุดหล้าฟั้าเขียวเลยสิ”
นางแทบตะโกนสุดเสียง “ท่านจะบ้าลากคน
อื่นไปฝังร่วมด้วยหรือไร?!”
เซี่ยเวยเกรี้ยวโกรธถึงขีดสุด “ฝังร่วมด้วยแล้ว
จะอย่างไรเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกว่าเขาไร้หนทาง
เยียวยาแล้ว “เซี่ยจวีอัน เรื่องบนโลกมิใช่อะไรที่
ฝืนร้องขอแล้วจะบังเกิดผล เป็นได้แค่การทรมาน
กันและกันเท่านั้น”
ทว่าเซี่ยเวยไม่ยอมรับรู้ “ผลลัพธ์อันเจ็บปวด
ก็ยังเป็นผลลัพธ์!”
ผลลัพธ์อันเจ็บปวดก็ยังเป็นผลลัพธ์
‘ผลลัพธ์อันเจ็บปวดก็ยังเป็นผลลัพธ์’ เนี่ย
นะ!
นางทราบความดำมืดและใจอำมหิตใต้กาย
เนื้อนักปราชญ์ของเซี่ยเวยตั้งแต่คราที่ติดถ้ำ
เพราะหิมะแล้ว ทว่าไม่ได้คาดคิดว่าความดันทุรัง
ความบ้าคลั่ง และความน่าสะพรึงของเขาจะ
มาถึงขั้นนี้
สติในหัวสมองขาดผึงในที่สุด
อารมณ์หมื่นพันที่สั่งสมในใจเจียงเสวี่ยหนิง
ทั้งความเคารพและหวาดกลัวในชาตินี้ ผนวกกับ
ความโกรธเกลียดจากชาติก่อน ต่างทะลักทลาย
จนหมดสิ้นอย่างไม่อาจควบคุม!
ถึงขั้นไม่ผ่านสมองเลยด้วยซ้ำ
ชั่วพริบตานั้นดวงตานางแดงก่ำ ถามเขาเสียง
เข้ม “หากว่าท่านเคยฆ่าข้าล่ะ?!”
สายลมเย็นเฉียบพัดผ่านหอสังเกตการณ์ ธง
ซึ่งปักสูงโบกสะบัดตามแรงลม
เซี่ยเวยยืนประจันหน้ากับนาง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าตนฝังกลบสิ่งต่าง ๆ
มากมายไว้ได้ลึกแล้ว ทว่าชั่วขณะที่คำพูดนั้น
หลุดจากปากก็พลันรู้สึกถึงความต่ำช้าประการ
หนึ่ง ใกล้เคียงความสาแก่ใจที่ได้เอาคืน ถึงขนาด
ไม่นึกเสียใจภายหลังเลยสักเสี้ยว ประหนึ่งว่านาง
ควรทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
เซี่ยเวยพินิจนางโดยไม่พูดจา ทำอะไรไม่ถูก
ไปชั่วขณะ
เขาคิดว่าตนควรถามออกไปก่อนว่าทำไม
แต่ครั้นเห็นนางขอบตาแดงเรื่อ ทั้งยังมีความ
ขึ้งเคียดรุนแรง เขาจึงไม่ได้ถาม
ความบ้าคลั่งนอกจากจะไม่เลือนหายจาก
ส่วนลึกของนัยน์ตา กลับลุกโชนยิ่งกว่าเก่า
เซี่ยเวยเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้าปลดมีดสั้น
ที่พกติดตัวตรงข้อมือแล้วยื่นส่งถึงมือนาง!
ก่อนจะบอกว่า “มา ฆ่าข้าสิ”
นิ้วของเจียงเสวี่ยหนิงแตะด้ามจับ ความ
อบอุ่นบางเบาที่หลงเหลือบนนั้นไม่อาจขับไล่
ความหนาวเย็นออกไปจากร่างนาง
ทุกอารมณ์ในดวงตาพลันอันตรธาน
ทันใดนั้นนางก็กำมีดที่เขาส่งมาแน่น แล้ว
แทงใส่จริง ๆ
ปลายมีดคมกริบจมหายในร่างอันเต็มไปด้วย
เลือดเนื้อซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม
โลหิตสดไหลทะลักจากบริเวณท้องทันที
เสื้อคลุมนักพรตสีขาวหิมะของเซี่ยเวยเปือน
เป็นวง
เจียงเสวี่ยหนิงคลายมือ
เขาเจ็บจนแทบตัวงอ ขณะเอามือปิด
บาดแผลที่มีมีดปักคาก็ยังคงมองนาง ยื่นมือหา
ประหนึ่งคนจมน้ำไขว่คว้าเส้นฟาง “หนิงรอง…”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา หยดน้ำตาจึงค่อย
หลั่งริน “เซี่ยจวีอัน ท่านนี่มันน่าสมเพชนัก”
ท้ายที่สุดเซี่ยเวยก็ไม่อาจสัมผัสนาง
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายผ่านความฝันครั้งใหญ่มา
หันกายเดินลงจากหอสังเกตการณ์โดยลืมแม้แต่
จะปาดหยาดน้ำตา