คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 92 สายฝนในพิธีสวมกวาน (1)
คำกล่าวเช่นนี้ซุกซ่อนความอันตราย
บางอย่างเอาไว้
เซียวซูกับเยี่ยนหลินประสานสายตากัน
ทุกคนได้ยินแล้วใจเต้นรัวอย่างน่าประหลาด
แต่ก็ยากจะดูออกว่าเรื่องนี้มีสายสนกลในที่ไม่
อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือไม่ จึงได้แต่มองดูพวกเขา
โชคดีที่ยามนี้มีเสียงของพ่อบ้านซึ่งกำลัง
สนทนากับคนผู้หนึ่งแว่วมา “พิธีกำหนดไว้ว่าต้น
ยามอู่จะจัดเลี้ยงรับรองแขกที่ห้องโถงส่วนหน้า
ขณะนี้แขกเหรื่อส่วนใหญ่มาถึงแล้ว ท่านรอง
ราชครูไปตอนนี้กำลังพอดีเลยขอรับ”
เซี่ยเวยกลับมาจากเรือนเฉิงชิ่ง
เงาร่างของเขาเคลื่อนมาจากหลังประตู
ใบหน้าคล้ายซีดเซียวกว่าขาไปเล็กน้อย ขณะเดิน
มาถึงระเบียงทางเดินก็เงยศีรษะมองทุกคน เอ่ย
ถามขึ้นมาประโยคเดียวว่า “ยังไม่ไปห้องโถงส่วน
หน้ากันอีกหรือ?”
เยี่ยนหลินปิดกล่องกระบี่ ประสานมือคารวะ
เซี่ยเวย “จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เซี่ยเวยกวาดสายตาผ่านร่างทุกคน ยามเห็น
เซียวซูยังไม่มีท่าทีอันใด ทว่ายามเห็นเซียวเยี่ย
กลับหยุดชะงัก จากนั้นถึงเดินตามพ่อบ้านมุ่งไป
ยังห้องโถงส่วนหน้าก่อน
บรรยากาศตึงเครียดที่อบอวลนอกเรือนชิ่งอวี๋
ก่อนหน้านี้สลายไปไม่น้อย
เหยียนผิงอ๋องรีบฉวยโอกาสหัวเราะออกมา
ทันที “วันมงคลเช่นนี้ ไยทุกคนต้องอารมณ์ร้าย
ขนาดนี้ด้วยเล่า? เรื่องเล็กน้อยน่า เรื่องเล็กน้อย
ไป ๆ ไปห้องโถงส่วนหน้ากัน ไม่กล้าให้เซี่ยเซียน
เซิงกับแขกเหรื่อจำนวนมากขนาดนั้นรอนานได้
หรอก”
เซียวเยี่ยแค่นเสียงหนัก ๆ คราหนึ่ง ยิ้มหยัน
แล้วหมุนกายจากไป
แม้เซียวซูจะมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็เหมือนไม่มี
เจตนาจะเอาความเช่นกัน เพียงค้อมกายคล้าย
แสดงการคารวะแก่เยี่ยนหลินทีหนึ่ง ก่อนจะเดิน
ไปพร้อมกับเซียวเยี่ย
เมื่อได้เสียงหัวเราะของเหยียนผิงอ๋องช่วย
คลายบรรยากาศ กอปรกับสองพี่น้องตระกูล
เซียวจากไปแล้ว ในที่สุดทุกคนก็ผ่อนคลายลงได้
เสียที ทยอยกันเดินทางไปยังห้องโถงส่วนหน้า
เยี่ยนหลินอยู่รั้งท้าย เจียงเสวี่ยหนิงเดินอยู่
เบื้องหน้า
เพียงแต่ครั้นเห็นว่านางกำลังจะไปจากเรือน
ชิ่งอวี๋ ทันใดนั้นก็ส่งเสียงเรียกเบา ๆ “หนิงหนิง”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสะท้านเล็กน้อย ฝีเท้า
หยุดชะงักเช่นกัน
นางหันกลับมามองเขา
หนุ่มน้อยมองไปยังทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าไกล
ๆ ผาดหนึ่ง จากนั้นถึงเดินมาถึงตรงหน้านาง
พร้อมส่งยิ้มให้ ชักฝั่ามือที่ซ่อนไว้ทางด้านหลัง
ออกมา ก่อนสะบัดมือ เหวี่ยงถุงผ้าแพรหนักอึ้ง
ซึ่งบรรจุอะไรบางอย่างไว้ให้นาง “ให้เจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือรับตามสัญชาตญาณ
เหยียนผิงอ๋องซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าพลันพบว่า
ขาดไปคนหนึ่ง จึงอดหันกลับมาดูไม่ได้ ตะโกน
เรียกเขามาแต่ไกล “เยี่ยนหลิน มัวทำอะไรอยู่?”
เยี่ยนหลินเงยศีรษะ “มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาก้มหน้ามองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยมุมปาก
หยักยก เพียงแต่ระคนความเจ็บปวดรวดร้าวเบา
บางราวเมฆหมอกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็สลายไปใน
ชั่วพริบตา กล่าวกับนางเบา ๆ ว่า “น่าเสียดายที่
ฤดูกาลนี้ไม่มีข้าวหัวไก่แล้ว”
ครั้นพูดจบก็เดินไปข้างหน้า ติดตามพวกเห
ยียนผิงอ๋องไปก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ที่เดิม แกะถุงผ้าแพรเบา
ๆ
ภายในนั้นบรรจุถุงเมล็ดสนคั่วซึ่งปอกเปลือก
เรียบร้อยขนาดเล็กถุงหนึ่ง
เหมือนเมื่อก่อน
นางคล้ายมองเห็นหนุ่มน้อยในสมัยนั้น
กระโดดลงมาจากกำแพงสูงภายในลานเรือนจวน
ตระกูลเจียง นั่งเหยียดขายาวบนหน้าต่างห้อง
นางด้วยท่าทางลอยชาย วางถุงขนาดเล็กซึ่ง
บรรจุเมล็ดสนที่ปอกเปลือกแล้วลงตรงหน้านาง
ด้วยสีหน้าผ่อนคลายและท่าทางคึกคัก
กระปรี้กระเปร่าอีกครา
เมื่อเงยศีรษะมองเบื้องหน้า แผ่นหลังของ
หนุ่มน้อยยังคงเหยียดตรง ทว่าเมื่อเทียบกับ
ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับทวีความหนักแน่นอันแสน
หนักอึ้งขึ้นมาหลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงอดถอนหายใจผะแผ่วไม่ได้
สุดท้ายก็หัวเราะโดยไม่ทราบสาเหตุ
ขอบฟั้ามีหมู่เมฆเคลื่อนคล้อยรวดเร็ว สายลม
โชยพัดจนบังเกิดคลื่นในทะเลสาบอันสงบนิ่ง
ขณะที่เกิดคลื่นนั้นเอง ปลาจิ่นหลีในสระก็ขึ้นมา
จุมพิตผิวน้ำ
เหมือนว่าฝนกำลังจะตก
นางรัดถุงเมล็ดสนอย่างจริงจัง ก่อนจะเดินมุ่ง
ไปยังโถงส่วนหน้า
*****
คนในศาลาริมน้ำส่วนใหญ่จากไปกันแล้ว
ยามท้องฟั้าเบื้องนอกเริ่มมืดครึ้ม ฝีเท้าของ
จางเจอกลับหยุดชะงัก รั้งอยู่ตรงหน้าราวระเบียง
ทอดสายตามองไปเบื้องนอก
เฉินอิ๋งเห็นเช่นนั้นก็อดหยุดเดินไม่ได้
ในความทรงจำของเฉินอิ๋ง หัวหน้าหน่วยย่อย
ซึ่งได้รับการโยกย้ายจากฝั่ายตรวจสอบภายในมา
ที่กรมอาญาผู้นี้ถือเป็นบุคคลที่พิสดารมากผู้หนึ่ง
ไม่กระตือรือร้นจะคบค้าสมาคมกับขุนนาง แม้แต่
งานเลี้ยงของเพื่อนร่วมงานที่มีไม่กี่ครั้ง เขาก็ทำ
แค่มาโผล่หน้าค่าตาให้เห็นแล้วจากไป
ทำงานด้วยความจริงจังละเอียดรอบคอบ แต่
กลับไม่หวังชื่อเสียงและผลประโยชน์
เวลาส่วนมากมักไม่พูดไม่จา มีเพียงยามสืบ
คดีหรือไต่สวนนักโทษเท่านั้นถึงจะเปล่งเสียง
ทว่าเวลาเอ่ยปากพูดก็ยังดูเงียบงันอยู่ดี คนเช่นนี้
เฉกเช่นผืนสมุทรอันสงบราบเรียบ ทำให้คนรู้สึก
ว่าภายใต้ใบหน้าอันเฉยชาซ่อนเร้นอะไรเอาไว้
หลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็เหมือนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ
จะปิดบัง เพียงแต่อาจเพราะไม่ชินกับการ
แสดงออกและไม่ยอมเปิดเผยเท่านั้นเอง
เสนาบดีเจิ้งแห่งกรมอาญาคนก่อนช่วยพูด
แทนจวนหย่งอี้โหว เป็นเหตุให้ฝั่าบาทกริ้วจนมี
พระราชโองการให้ออกจากราชการกลับคืนบ้าน
เกิดก่อนเวลา กู้ชุนฟางเสนาบดีกรมอาญาคนใหม่
กำลังเดินทางมาเมืองหลวง อีกไม่นานจะมาถึง
จากนั้นก็จะกลายเป็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของ
ทุกคน
ผู้ที่แนะนำจางเจอก็คือกู้ชุนฟางนี่เอง
เฉินอิ๋งแววตาลุกวาบเล็กน้อย ขบคิดอยู่ครู่
หนึ่งก็รู้สึกว่านี่ช่างเป็นโอกาสอันดียิ่ง จึงหัวเราะ
แล้วเดินไปข้างกายจางเจอ เอ่ยว่า “หัวหน้าจาง
ที่ยังไม่เดินไปเป็นเพราะกำลังชมดูอะไรอยู่หรือ?”
จางเจอเคลื่อนสายตากลับมามองเขา สีหน้า
ไร้ความกริ่งเกรงและความสนิทสนม ยังคงเฉยชา
ดังเดิม เพียงตอบกลับว่า “ฝนกำลังจะตกแล้ว”
เฉินอิ๋งรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เขาอยากจะบอกว่า ก็แค่ฝนตกจะมีอะไร
นักหนา ช่วงฤดูฝนบ๊วย[1]ที่เจียงหนานฝนตกทุก
วันด้วยซ้ำ ทว่าแม้จะคิดเช่นนี้กลับพูดไปอีกอย่าง
“ปกติเห็นหัวหน้าจางพูดจาประหยัดถ้อยคำ
คล้ายอึดอัดกลัดกลุ้มนัก คิดไม่ถึงว่าที่แท้ก็มี
อารมณ์สุนทรีย์เช่นนี้ด้วย ช่างเป็นผู้ที่มีความงาม
อยู่ภายในจิตใจแท้ ๆ มิน่าเล่าสมัยนั้นใต้เท้ากู้ถึง
มีดวงตาเป็นเลิศมองเห็นความสามารถของท่าน
น่านับถือนัก”
จางเจอ “ข้าน้อยเป็นคนหัวทึบ เป็นเพราะ
ได้รับความกรุณาจากใต้เท้ากู้ที่ไม่ทอดทิ้ง ลำบาก
พากเพียรบ่มเพาะถึงได้มีวันนี้ แต่ถึงกระนั้นก็เป็น
แค่ขุนนางตัวเล็ก ๆ ใต้เท้าเฉินกล่าวหนักเกินไป
แล้วขอรับ”
เฉินอิ๋งโบกมือเป็นพัลวัน “ที่ไหนกันเล่า ที่
ไหนกันเล่า!”
เหลือพวกเขาเพียงสองคนภายในศาลาริมน้ำ
แห่งนี้ ฉะนั้นเสียงจึงก้องกังวาน
——————–
1. ฤดูฝนบ๊วย เป็นฝนที่ตกในช่วงผลบ๊วยสุก
บทที่ 92 สายฝนในพิธีสวมกวาน (2)
เฉินอิ๋งยืนอยู่ข้างกายเขา มองเมฆที่ลอย
เคลื่อนมาเช่นกัน “ใต้เท้าเจิ้งพูดจาตรงไปตรงมา
จนหลุดจากตำแหน่ง ถูกฝั่าบาทขับไล่กลับบ้าน
เกิด อีกไม่นานใต้เท้ากู้ชุนฟางจะมาดำรง
ตำแหน่งแล้ว คนแซ่เฉินได้ยินชื่อเสียงของใต้เท้า
กู้มานาน แต่เพราะใต้เท้ากู้ดำรงตำแหน่งอยู่นอก
เมืองหลวงจึงไม่มีวาสนาได้พานพบ สมัยก่อน
หัวหน้าจางเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของใต้เท้ากู้
ได้รับความไว้วางใจจากท่านมาก นับไปนับมา
พอใต้เท้ากู้กลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ยังต้องขอ
ฝากฝังให้หัวหน้าจางช่วยแนะนำให้คนแซ่เฉินเสีย
หน่อย”
พูดกันตามความสัตย์จริง ผู้คนในกรมอาญา
ยามนี้ต่างอยากสนทนากับจางเจอกันทั้งสิ้น
จนใจที่จางเจอเป็นคนไม่ชอบพูดจา มอง
ปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเข้าหายาก
ทุกคนคิดประจบประแจงเขา หรือไม่ก็หมาย
อยากทราบนิสัยใจคอของกู้ชุนฟางจากเขาบ้าง
แต่เมื่อพบจางเจอก็มักปวดเศียรเวียนเกล้าเป็น
ล้นพ้น ลับหลังไม่รู้ว่าพากันด่าทอคนที่แข็งทื่อดื้อ
ด้านผ่านไปครึ่งค่อนวันก็ยังไม่พูดไม่จาคนนี้ไปกี่
รอบแล้ว
เฉินอิ๋งพูดแสดงเจตนาชัดเจนมาก
เขาอยากพบกู้ชุนฟางก่อน หวังว่าจะได้คน
สนิทในอดีตเช่นจางเจอแนะนำให้ เมื่อเป็นเช่นนี้
ต่อให้กู้ชุนฟางเป็นคนเที่ยงธรรมตรงไปตรงมา
แต่ก็คงไม่ถึงขั้นเอ่ยปฏิเสธแน่
ไม่ว่าจะพูดเช่นไร เฉินอิ๋งก็ตำแหน่งสูงกว่า
จางเจอ ย่อมแตกต่างจากคนอื่น
เขาคิดว่าต่อให้จางเจอไม่ยินดี แต่ก็คงไม่
สะดวกใจจะปฏิเสธ
คิดไม่ถึงว่าจางเจอกลับตอบเรียบ ๆ “เมื่อใต้
เท้ากู้เข้าดำรงตำแหน่งแล้ว พวกเราย่อมได้พบ
อย่างแน่นอน เหตุใดต้องให้คนแซ่จางแนะนำ
ด้วยเล่า? ใต้เท้าเฉินให้เกียรติกันเช่นนี้ คนแซ่จาง
มิกล้ารับขอรับ”
เฉินอิ๋งเกือบสำลักตาย
เขาแทบรักษารอยยิ้มจอมปลอมที่ประดับบน
ใบหน้าเอาไว้ไม่อยู่ หนังตาเต้นตุบ ๆ กว่าจะฝืน
คิดประโยคที่ช่วยแก้สถานการณ์อันน่ากระอัก
กระอ่วนนี้ไปได้ เพียงแต่ครั้นเงยหน้าจะกล่าวคำ
ก็เห็นร่างอันงามชดช้อยร่างหนึ่งกำลังเดินมาจาก
ระเบียงทางเดินเบื้องหน้า เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นน้อย
ๆ ลืมเลือนไปแล้วว่าต้องการจะพูดอะไร
เฉินอิ๋งเคยพบสตรีผู้นั้นมาก่อน
ภายในตำหนักฉือหนิงเมื่อไม่นานมานี้
นางเป็นหนึ่งในพระสหายร่วมศึกษาขององค์
หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี ทั้งเป็นตัวละครเอก
ในการตรวจค้นเรือนหยางจื่อครั้งนั้น และเป็น…
คนที่เซี่ยเวยผู้เป็นรองราชครูขององค์รัชทายาท
เคยบอกให้เขาดูแล!
เนื่องจากเสียเวลาเพราะถุงเมล็ดสน ทำให้
เจียงเสวี่ยหนิงเดินล้าหลังทุกคน แต่นางไม่อยาก
ไปสายเกิน ดังนั้นจึงเดินตัดผ่านเส้นทางที่ใกล้
ที่สุดแห่งนี้ทันที
ไหนเลยจะคาดคิดว่ากลับมีคนอยู่ที่ศาลา
ริมน้ำด้วย
นางใจเต้นตั้งแต่เห็นเงาร่างนั้นอยู่ลิบ ๆ ครั้น
เดินเข้าไปใกล้และแลชัดว่าเป็นเขา ความตื่นเต้น
ยินดีที่เก็บงำเอาไว้พลันเบ่งบานในหัวใจ
ยามนี้จางเจอมองเห็นนางแล้วเช่นกัน
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสาน
จางเจอหลุบตาเบา ๆ ส่วนเจียงเสวี่ยหนิง
กลับมองเขา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเคลื่อนสายตามอง
เฉินอิ๋ง ก่อนจะค้อมกายคารวะคนทั้งคู่ “คารวะ
ใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจางเจ้าค่ะ”
มือข้างหนึ่งของนางแนบอยู่ระดับเอว
ในขณะที่มืออีกข้างจับมุมชายแขนเสื้อด้านบน
ของมือที่อยู่ต่ำกว่า
ข้อมือเรียวยาวขาวผุดผ่องจึงเผยออกมาให้
เห็นรำไร
สายตาหลุบต่ำของจางเจอประทับอยู่ที่ร่าง
ของนาง มองปราดเดียวก็เห็นรอยข่วนสีชมพู
อ่อนซึ่งไม่ค่อยชัดเจนนัก มือของเขาที่ประสาน
ทับกันอยู่ใต้แขนเสื้ออันหลวมกว้างจึงกำเบา ๆ
แน่นขึ้นอีก
เขาบังเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านเล็กน้อย ไม่
กล่าววาจา
เฉินอิ๋งหัวเราะให้เจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนูรอง
เจียงก็มาด้วยหรือ ได้พบรองราชครูเซี่ยหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นจางเจอไม่เอ่ยปากก็
ผิดหวังนิด ๆ
แต่เมื่อคิดดูอีกทีก็นึกได้ว่า ตอนนี้นางกับเขา
ไม่ได้สนิทสนมกัน อีกทั้งจางเจอก็เป็นคนพูดน้อย
มากทั้งยามอยู่ต่อหน้าและลับหลังผู้อื่นจริง ๆ
เพราะฉะนั้นจึงจุดรอยยิ้มใหม่อย่างรวดเร็ว ตอบ
เฉินอิ๋งว่า “เซี่ยเซียนเซิงไปเยี่ยมท่านโหว เมื่อครู่
เดินไปที่โถงส่วนหน้าแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินอิ๋งจึงร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง แม้เขาจะเป็นถึง
ขุนนางขั้นสามของราชสำนัก มีตำแหน่งทาง
ราชการขั้นเดียวกับบิดาเจียงเสวี่ยหนิง ทว่ากลับ
มีท่าทีอ่อนโยนสนิทสนมกับเจียงเสวี่ยหนิงยิ่งนัก
“ขอบพระคุณที่คุณหนูรองเจียงแจ้งให้ทราบ ข้า
กำลังคิดอยู่เลยว่าหาเซี่ยเซียนเซิงไม่เจอ อีก
สักครู่ตั้งใจจะไปพบเขาพร้อมใต้เท้าจาง”
เฉินอิ๋งสนิทสนมกับเซี่ยเวยมากเลยหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกสงสัย ก่อนจะมองจางเจอ
อีกครา อย่างไรก็ตามเจ้าคนหน้าตายผู้นี้กลับหัน
หน้าไปมองปลาในน้ำและระลอกคลื่นซึ่งเกิดจาก
สายลมเสียแล้ว นางอึดอัดคับข้องใจพิกล ดังนั้น
จึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ใต้เท้าทั้ง
สองท่าน ขอลานะเจ้าคะ”
แม้นางจะเดินจากไปไกลแล้ว แต่จางเจอก็ยัง
อดทนไม่หันกลับไปมองอยู่ดี
เฉินอิ๋งจับจ้องเงาร่างนางจนลับตาถึงค่อย
ถอนสายตากลับคืน อารมณ์นึกสนุกวับวาบ
ภายในดวงตา หันหน้ามากระเซ้าจางเจอ “ไฉน
ข้าจึงเห็นดรุณีน้อยผู้นี้มองท่านตั้งหลายครั้งกันนี่
ตัวท่านเองก็เป็นคนช่วยให้นางพ้นคราวเคราะห์ที่
ตำหนักฉือหนิงวันนั้น และถือว่าได้ ‘ช่วยหญิง
งาม’ เช่นกัน เหมือนว่านางจะให้ความสนใจท่าน
อยู่บ้างกระมัง?”
จางเจอหลุบตา “ใต้เท้าเฉินกล่าวล้อเล่น
แล้ว”
เฉินอิ๋งยักไหล่ ไพล่นึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาจึงพูด
พึมพำกับตนเอง “จริงของท่าน เพราะถึงอย่างไร
ก็เป็นผู้ที่เซี่ยเซียนเซิงบอกให้ปกปั้อง ไหนเลยจะ
ถึงคราวของผู้อื่นได้”
“…”
จางเจอพลันมีอะไรบางอย่างอัดแน่นภายใน
ใจ เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับไปมองเฉินอิ๋ง
เฉินอิ๋ง “มีอะไรหรือ?”
จางเจอหลับตาเล็กน้อย “ไม่มีอะไรขอรับ”
ความคิดของเฉินอิ๋งย้ายไปเรื่องที่อีกสักครู่
เมื่อได้พบเซี่ยเวยแล้วจะสนทนาสิ่งใด ไม่ได้สนใจ
ความผิดปกติที่อีกฝั่ายแสดงออกมาค่อนข้าง
เด่นชัดขณะนี้ เอาแต่ครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น “รอง
ราชครูเซี่ยเป็นผู้ที่เข้าใจยาก ถึงจะเคยคบค้า
สมาคมกับเขามาบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้รู้จักกัน
ลึกซึ้งมากมายนัก เพียงแต่พูดไปแล้วก็แปลก แม้
หัวหน้าจางจะไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับเซี่ย
เซียนเซิงได้ แต่ก็เป็นผู้ที่ทำให้คนแซ่เฉินรู้สึกว่า
มองไม่ค่อยออกและเข้าใจยากเช่นเดียวกัน ท่าน
ว่าตัวท่านนั้นทั้งไม่ชมชอบหญิงงาม ผู้อื่นเรียกให้
ท่านไปเที่ยวหอคณิกาและแหล่งเริงรมย์ ท่านก็
ไม่ไป ทั้งไม่ชมชอบเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราอาหาร
เลิศรส วัน ๆ ไปไหนมาไหนตามลำพัง เก็บเนื้อ
เก็บตัวไม่ค่อยออกไปที่ใด ทำให้ผู้อื่นงุนงงสงสัย
นัก คนแซ่เฉินไม่ค่อยเข้าใจว่าบุคคลเช่นใต้เท้า
จางมีจิตฝักใฝั่สิ่งใดกันแน่?”
ซ่า ซ่า
ฝนตกแล้ว
ไอน้ำกลืนกินผิวทะเลสาบ ปกคลุมหอและ
ศาลาดั่งผ้าโปร่ง ทำให้โลกนี้เงียบสงัดในบัดดล
เปียมล้นด้วยความงามอันพร่าเลือนชนิดหนึ่ง
จางเจอเงยหน้าทอดสายตามอง
ผ่านไปเนิ่นนานจนแม้แต่เฉินอิ๋งยังนึกว่าเขา
ใจลอยจนไม่ตอบคำถามแล้ว เขาถึงเอ่ยปากพูด
อย่างไม่มีปีมีขลุ่ยออกมาเนิบ ๆ ว่า “ปณิธานไม่
สูงส่ง ความมุ่งมั่นไม่ยาวไกล แยกแยะความ
ถูกผิด ดูแลมารดา มีสถานที่ให้ได้ชมสายฝนอย่าง
สงบเงียบ เช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว”