คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 91 ทดสอบกระบี่ (1)
เบื้องหน้าเรือนชิ่งอวี๋ ทุกคนตั้งสุราเรียงราย
ด้านหน้าเป็นที่เรียบร้อย ล้วนร่วมดื่มสุราพลาง
เล่นสิงจิ่วลิ่ง[1]
ความสามารถในการดื่มสุราของเจียงเสวี่ย
หนิงอยู่ในขั้นธรรมดา แต่ก็ถูกเสิ่นจื่ออีลากตัวมา
ให้ดื่มบ้างเช่นกัน
นางแตะต้องสุราเพียงเล็กน้อยใบหน้าก็เรื่อ
แดง งดงามยิ่งนัก
เสิ่นจื่ออีอดปรบมือไม่ได้ ชี้นางพลางถามทุก
คน “ดูสิ หนิงหนิงงามหรือไม่?”
ทุกคนในที่นั้นส่วนใหญ่เป็นสหายของเยี่ยนห
ลิน ต่างมีนิสัยของหนุ่มน้อยกันทั้งสิ้น
เมื่อครู่ติดที่ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน จึงไม่
สะดวกมองมาทางฝังของสตรี แต่ยามนี้เมื่อ
เสิ่นจื่ออีเอ่ยถาม หนุ่ม ๆ ทั้งหลายรวมถึงเหยียน
ผิงอ๋องจึงแอบชำเลืองมองนาง บางคนซึ่งยังไม่
ประสีประสาเรื่องความรักและหนังหน้าบางพลัน
หน้าแดงฉ่า
มีเพียงเยี่ยนหลินที่มองมาอย่างเปิดเผยและ
จริงจัง เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “งามมาก”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก
เดิมทีนางหน้าแดงเพราะดื่มสุรา บัดนี้พวง
แก้มซึ่งแดงระเรื่อกลับจัดจ้านขึ้นอีกหลายส่วน
เพราะถ้อยคำง่าย ๆ เพียงสองคำนี้จนแดงซ่าน
เผยให้เห็นความงามทรงเสน่ห์ซึ่งทำให้ผู้อื่นไม่
อาจละสายตายิ่งกว่าเดิม
ทุกคนต่างหัวเราะสรวลเสเฮฮาและกระเซ้า
เย้าแหย่ พอได้ร่ำสุราและสนทนากันก็ราวกับลืม
เลือนทุกสิ่ง แม้แต่เรื่องน่ากลัดกลุ้มรำคาญใจยัง
ทิ้งไว้โดยไม่แยแส
พวกของเซียวซูซึ่งมาสายไปพักหนึ่ง ครั้น
มาถึงก็ได้เห็นภาพเช่นนี้แล้ว
นางอยู่ตรงระเบียงทางเดิน ฝีเท้าหยุดชะงัก
พระสหายร่วมศึกษาคนอื่น ๆ ทางด้านหลังกับ
เด็กหนุ่มชุดหรูหราอีกคนก็รั้งฝีเท้าเช่นกัน
เสิ่นจื่ออีเพิ่งชูจอกสุราด้วยต้องการจะเรียกให้
เหยียนผิงอ๋องดื่ม ครั้นเงยศีรษะขึ้นมาเห็นว่ามีคน
อยู่ที่ระเบียงทางเดินก็ตะลึงงันเป็นอันดับแรก
ก่อนจะหัวเราะร่า “อาซู พวกเจ้ามากันแล้วหรือ
เอ๊ะ นั่นเซียวเยี่ยไม่ใช่หรือไร? มากับเขาด้วยหรือ
นี่”
เด็กหนุ่มซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเซียวซูเชิดหน้า
สูงขึ้นเล็กน้อย
ครั้นเห็นเสิ่นจื่ออีเรียกชื่อเขาโดยตรงก็เม้มริม
ฝีปากแน่นกว่าเดิมหลายส่วน แต่ติดตรงที่อีกฝั่าย
มีสถานะสูงส่งเป็นถึงองค์หญิง ไม่อาจแสดง
อาการไม่พอใจ จึงทำได้แค่ฝืนยิ้ม “เซียวเยี่ย
ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเยี่ย
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินชื่อนี้แล้วก็หันศีรษะไป
มอง
เด็กหนุ่มผู้นั้นอายุราวสิบแปดสิบเก้า หน้าตา
ละม้ายเซียวซูยิ่งนัก ชุดที่สวมบนร่างคือผ้าแพร
ลายเมฆสีฟั้าครามราคาแพง ส่วนบริเวณเอวห้อย
หยกประดับเอวและถุงเครื่องหอมจำนวนมาก
ทั้งยังพกกระบี่ยาวซึ่งบนฝักฝังอัญมณีมีค่าเต็มไป
หมด ถึงแม้จะกล่าวทักทาย แต่กลับไม่ได้ชายตา
มองผู้อื่นสักแวบ สีหน้ากอปรด้วยความหยิ่ง
ผยองหลายส่วน
นี่คือบุตรภรรยาเอกสายตรงเพียงหนึ่งเดียว
คนปัจจุบันของตระกูลเซียว
เขาถือกำเนิดจากภรรยาเอกคนที่สองของ
ติ้งกั๋วกง เป็นน้องชายร่วมมารดากับเซียวซู ว่ากัน
ว่าสมัยนั้นคือครรภ์แฝดชายหญิง ทำให้เกิดเสียง
ทอดถอนชมเชยไปทั่วทั้งเมืองหลวง หาก
ปราศจากเหตุไม่คาดฝันอันใด อีกไม่นานจะได้รับ
การแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้เป็นติ้งกั๋วกงซื่อจื่อ รับ
สืบทอดตระกูลเซียวอันยิ่งใหญ่
มีสถานะสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้ ไม่แปลกที่จะ
เย่อหยิ่งไว้ตัวอยู่บ้าง
เพียงแต่…
เซียวติ้งเฟยจะปรากฏตัวในอีกสองปีต่อจากนี้
ถึงตอนนั้นหากเขายังทะนงตัวได้และยังหัวเราะ
ออก นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่ามีความสามารถ
โดยแท้
เจียงเสวี่ยหนิงถอนสายตากลับมา
เสิ่นจื่ออีกวักมือเรียก “พวกเรากำลังเล่นสิงจิ่
วลิ่งดื่มสุรากันอยู่ พวกเจ้าก็มาเล่นด้วยสิ”
เซียวซูค้อมกายคารวะ “น้อมรับบัญชาเพ
คะ”
เยี่ยนหลินมองอย่างนิ่งเฉย ทั้งไม่ส่งเสียงและ
ไม่คัดค้าน
เซียวเยี่ยเดินเข้ามาแล้วนั่งลงด้วยท่าทีไม่
ยี่หระ กวาดตามองรอบโต๊ะคราหนึ่งและเบะ
ปากเบา ๆ “ดื่มสุราอะไรกันอยู่?”
เหยียนผิงอ๋องตอบซื่อ ๆ “สุราดอกซิ่งที่หมัก
มานานหลายปี”
เซียวเยี่ยส่ายศีรษะ “รสชาติดีตรงไหนกัน”
ทุกคนพากันมองเขา
วันนี้เขาพกพัดจีบลงลายน้ำทองมาด้วยเล่ม
หนึ่ง เขาเคาะมันกับโต๊ะแล้วพูดว่า “หากรู้ตั้งแต่
แรกว่าจะมาเร็วกันเช่นนี้ และจะร่ำสุรากันที่นี่
ข้าจะนำไหสุราจื่อจิน[2]ของที่บ้านมาให้พวกเจ้า
เป็นสุราที่กลุ่มคนจากเจียงหนานนำมามอบให้
ถือเป็นสุราอันดับหนึ่งเชียวละ”
เยี่ยนหลินหัวเราะ ไม่ได้กล่าวอันใด
เซียวซูย่นหัวคิ้ว มองเซียวเยี่ยแวบหนึ่ง
เซียวเยี่ยลูบจมูก คล้ายรู้สึกอะไรขึ้นมาได้
ทว่ายังคงแสดงความไม่ยี่หระผ่านสายตาอยู่บ้าง
ชูจอกสุราตรงหน้าตนขึ้นมาและเอ่ยว่า “แน่นอน
ว่าสุราดอกซิ่งก็ไม่เลว สุราเก่า สุราเลิศ ก็ถือว่า
พอดื่มได้เช่นกัน”
ก่อนหน้านี้ทุกคนกำลังร่ำสุรากันอย่างมี
ความสุข พอได้ฟังคำพูดนี้ของเขาแล้วกลับรู้สึก
อยากอาเจียนยิ่งนัก
ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ใครบ้างไม่ใช่ลูกหลานตระกูล
ใหญ่
ต่อให้ตระกูลเซียวจะยิ่งใหญ่สูงส่งเหนือผู้อื่น
แต่จวนของผู้ใดบ้างจะไม่มีสุราชั้นเลิศให้ดื่มสัก
สองสามไห หากวันนี้ไม่ใช่วันพิธีสวมกวานของ
เยี่ยนหลิน เกรงว่าคงสะบัดแขนเสื้อจากไป คร้าน
จะสนใจเซียวเยี่ยกันหมดแล้ว
สุดท้ายยังคงเป็นเหยียนผิงอ๋องที่เป็นคนดี
เขาเห็นว่าจู่ ๆ บรรยากาศก็ผิดปกติจึงรีบช่วยแก้
สถานการณ์ ยื่นจอกสุราขึ้น ชูไปทางเยี่ยนหลิน
และเอ่ยว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของเยี่ยนหลิน ทุก
คนกว่าจะมารวมตัวกันได้ช่างไม่ง่ายเลย ไม่สู้ทุก
คนลุกขึ้นดื่มคารวะเขาจอกหนึ่งเพื่ออวยพรวัน
เกิดให้เขา ดีกว่า คิดเห็นเช่นไร?”
เสิ่นจื่ออีขานรับทันที “เยี่ยม!”
ทุกคนย่อมไร้ข้อโต้แย้ง ต่างลุกขึ้นชูจอกสุรา
ไปยังเยี่ยนหลินพร้อมเพรียงกัน
คนหนึ่งพูดว่า “ขอให้เยี่ยนซื่อจื่อมีโชคลาภ
ดุจทะเลบูรพา…”
เยี่ยนหลินหัวเราะ “จะไปไหนก็ไปเลย”
อีกคนรีบผลักคนก่อนหน้าออก “ข้าเอง ข้า
เอง ย่อมต้องให้มีชีวิตอยู่เป็นนิจนิรันดร์ดั่งจันทรา
รุ่งโรจน์ดั่งสุริยัน…”
เยี่ยนหลินถอนหายใจ “พื้น ๆ”
ครั้นถึงตาเซียวซู นางนิ่งเงียบครุ่นคิดเล็กน้อย
ก่อนจะชูถ้วยมองเยี่ยนหลิน กล่าวว่า “ข้าเป็นคน
พื้น ๆ เช่นกัน ดังนั้นจึงขออวยพรให้เยี่ยนซื่อจื่อมี
วันนี้ทุกปี มีทุกปีเช่นวันนี้”
มีวันนี้ทุกปี มีทุกปีเช่นวันนี้
สำหรับผู้อื่นที่ได้ยินล้วนรู้สึกว่านี่คือการอวย
พรให้เยี่ยนหลินอายุมั่นขวัญยืน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินกลับ
รู้สึกระคายหูเป็นพิเศษ ชั่วพริบตาที่ได้ยินเซียวซู
เอ่ยไม่กี่คำนี้ สีหน้านางก็แปรเปลี่ยนในบัดดล
สายตาพลันคมปลาบขึ้นเล็กน้อย ทอดสายตา
มองไปทางเซียวซู
เซียวซูยิ้มบางที่มุมปาก คล้ายกล่าวถ้อยคำนี้
ด้วยความจริงใจโดยแท้
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตัดสินไม่ได้ว่านางไร้เจตนา
หรือว่ามีเจตนากันแน่
เยี่ยนหลินนั่งอยู่ฝังตรงข้ามเจียงเสวี่ยหนิง
ครั้นได้ยินก็เงยศีรษะมองเซียวซู สีหน้ามิได้
แปรเปลี่ยน แสดงความหนักแน่นที่อยู่เหนืออายุ
อย่างเห็นได้ชัด กระทั่งว่ายังกล่าวขอบคุณเสีย
ด้วยซ้ำ “ได้รับคำอวยพรจากคุณหนูใหญ่ เยี่ยนห
ลินสมควรจะจดจำเอาไว้ตราบนานเท่านาน”
เซียวซูเอ่ย “เกรงใจแล้ว”
เยี่ยนหลินหันกลับไปมองเจียงเสวี่ยหนิง
สายตาเรียบเฉยเมื่อสักครู่อ่อนโยนลงมาก “เจ้า
ล่ะ จะอวยพรอะไรให้ข้า?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลินจะเป็น
ฝั่ายเอ่ยปากกับนางก่อน ยังคิดอยู่เลยว่า ในเมื่อมี
ผู้ที่อยู่ในงานมากเช่นนี้ คงไม่ถึงขั้นต้องพูดกันทุก
คน ตัวนางเพียงร่วมเออออกับทุกคนให้มันผ่าน
ๆ ไปก็พอแล้ว
คราวนี้เมื่อถูกเยี่ยนหลินขานชื่อ ทุกคนจึงต่าง
มองมาที่นาง
นางอ้าปาก ทว่าสมองกลับขาวโพลนไปหมด
เยี่ยนหลินเห็นนางยืนถือจอกสุราด้วยนิ้วมือ
อันเรียวยาวนิ่งอยู่กลางงาน ทั้งมีท่าทางไม่รู้ว่าจะ
พูดอะไรก็อดหัวเราะพรวดไม่ได้ เป็นฝั่ายยื่นจอก
สุราของตนออกไปชนจอกของนางเบา ๆ แล้วพูด
ว่า “ถ้าเจ้านึกไม่ออก เช่นนั้นเปลี่ยนให้ข้าเป็น
ฝั่ายอวยพรเจ้าแทนก็แล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอึ้ง ๆ
หนุ่มน้อยจับจ้องนาง กล่าวอย่างจริงจังยิ่งนัก
“ขอให้จันทร์กระจ่างอยู่ข้างกาย สายลมอยู่เคียง
ข้าง ความทุกข์ระทมในใจสลายสิ้น เภทภัย
ทั้งหลายหากกล้ำกรายจงอย่าแผ้วพาน”
พูดจบก็เงยศีรษะดื่มสุราภายในจอกรวดเดียว
หมด
ทุกคนส่งเสียงโห่ร้องชมเชย ดื่มสุราในมือจน
เกลี้ยงเช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่ง
เยี่ยนหลินวางจอกสุราแล้วมองนาง นางถึง
รู้สึกว่าวันนี้ดวงใจถูกสุราอันร้อนแรงซึมซาบจน
ร้าวระทมยิ่งนัก จึงแหงนศีรษะดื่มรวดเดียวหมด
จอก ดวงตาทั้งสองข้างวับวาวด้วยประกายน้ำ
งามผุดผาดน่าลุ่มหลง
วันนี้เยี่ยนหลินเป็นเจ้าภาพ ทุกคนจึงเอาแต่
รายล้อมสนทนาและดื่มสุราร่วมกับเยี่ยนหลิน
เซียวเยี่ยเองก็ถือกำเนิดในจวนติ้งกั๋วกง จึงมี
ชาติกำเนิดไม่ด้อยไปกว่าเยี่ยนหลิน แต่หลังจาก
นั่งลงแล้วกลับไม่มีผู้ใดสนใจไยดี ทำให้ยิ่งนั่งยิ่ง
อึดอัด เขาวางจอกสุราทันใด จากนั้นก็ลุกขึ้นมอง
สำรวจลานหน้าเรือนชิ่งอวี๋แห่งนี้ไปทั่ว
กล่องกระบี่ที่เจียงเสวี่ยหนิงมอบให้เยี่ยนหลิ
นก่อนหน้านี้วางอยู่ด้านข้าง
เมื่อเขาเดินไปถึงก็มองเห็นเข้าพอดี ด้วย
ความสงสัยใคร่รู้จึงหยิบกระบี่มาชูขึ้นมองใต้
แสงอาทิตย์ ก่อนจะอดส่ายหน้าไม่ได้ “กระบี่เล่ม
นี้ดูแล้วก็ออกจะธรรมดาเกิน หนักมือไปหรือไม่?
คนเขาบอกกันว่า การออกกระบี่ต้องเบาและ
คล่องมือ ไฉนกระบี่เช่นนี้ถึงมาโผล่ในจวนโหวได้
เล่า?”
——————–
1. สิงจิ่วลิ่ง เป็นการละเล่นที่นิยมกันในวง
เหล้า โดยทั่วไปจะกำหนดคนผู้หนึ่งเป็นผู้
ออกคำสั่งมาคิดประโยคหรือคำสั่งแรก
แล้วผู้อื่นจะผลัดกันแต่งกลอนที่เกี่ยวข้อง
หรือคิดประโยคต่อกัน ผู้แพ้อาจโดนลงโทษ
ให้ดื่มสุรา
2. สุราจื่อจิน เป็นสุราสมุนไพรที่หมักจากดอก
คำฝอยแก่ การบูร ข่าตาแดง และอื่น ๆ มี
สรรพคุณขับพิษเย็น ช่วยการไหลเวียนของ
ชีพจร ลดการปวดบริเวณก้นกบ เป็นต้น
บทที่ 91 ทดสอบกระบี่ (2)
เยี่ยนหลินซึ่งกำลังสนทนากับผู้อื่นหันหน้า
กลับมาด้วยสายตาเย็นชา
แม้แต่เสิ่นจื่ออียังขมวดคิ้ว
เยี่ยนหลินเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยเพียงว่า
“กระบี่นั้นบางเล่มก็เบาปราดเปรียว บางเล่มก็
หนักอึ้ง กระบี่แตกต่าง วิถีย่อมแตกต่าง คุณชาย
เซียวโปรดคืนกระบี่ให้ข้าเถิด”
จากนั้นก็คว้าเอากระบี่มาจากมือของเซียว
เยี่ย
เซียวเยี่ยได้ยินอีกฝั่ายเอ่ยถ้อยคำอย่างสงบนิ่ง
ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่เห็นเขาในสายตาแม้แต่น้อย
นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่เกิดมาก็กินดีอยู่ดีและ
ถูกคนยกยอปอปันจนเติบใหญ่ ทำให้ไม่เคยรู้ว่า
สิ่งใดคือการยับยั้งชั่งใจ เซียวเยี่ยพลันแค่น
หัวเราะเสียงเย็น “กระบี่เปินกงจื่อ[1]ได้รับมอบ
มาจากหลิ่วเซี่ยเซียนเซิงซึ่งเป็นมือกระบี่มีชื่อใน
เมืองหลวง ความหมายของเยี่ยนซื่อจื่อคือเขา
กล่าวไม่ถูกต้อง?”
กระบี่ของจอมยุทธ์พเนจรกับกระบี่ของ
ขุนพลหาญหาใช่กระบี่ประเภทเดียวกันไม่
แต่เยี่ยนหลินไม่ต้องการอธิบายให้เขาฟัง จึง
ตอบเพียงว่า “ท่านว่าใช่ก็ถือว่าใช่แล้วกัน”
หากเขาไม่ทำเช่นนี้ยังพอทำเนา ทว่ายิ่งทำ
เช่นนี้เซียวเยี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝั่ายดูแคลน ความ
หยิ่งผยองและความไม่พอใจซึ่งสะกดกลั้นเอาไว้
พลันปะทุ เมื่อเห็นเยี่ยนหลินค้อมกายจะเก็บ
กระบี่เข้ากล่อง เขากลับใช้มือกดเอวตนเองแล้ว
ชักกระบี่ประจำกายออกมา!
กระบี่เบาอันปราดเปรียวขยับวูบไหว กดลง
บนกระบี่ของเยี่ยนหลิน!
เขาหัวเราะ “เหตุใดถึงรีบเก็บกระบี่ลงกล่อง
เช่นนี้เล่า? ได้ยินว่าฝีมือกระบี่ของเยี่ยนซื่อจื่อ
ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านโหวเยี่ยนด้วย
ตนเอง หลิ่วเซี่ยเซียนเซิงชื่นชมฝีมือกระบี่ของ
ท่านโหวมากเช่นกัน วันนี้มีโอกาสได้พานพบ
เยี่ยนซื่อจื่อได้รับกระบี่ใหม่ ไม่ทราบว่าจะขอคำ
ชี้แนะได้หรือไม่?”
กระบี่ของเซียวเยี่ยเล่มนี้ขาวเปล่งประกาย
เฉกเช่นหิมะ ยาว แคบ กระทั่งว่ายังอ่อนเล็กน้อย
อีกด้วย
ส่วนกระบี่ของเยี่ยนหลินกลับกว้างเท่าสาม
นิ้วมือแนบติดกัน ตัวกระบี่หลอมมาจากเหล็ก
อุกกาบาต เปล่งประกายสีนิลออกมาสามส่วน
เขายังคงรักษาท่าทีจะเก็บกระบี่ลงกล่อง ก้ม
ศีรษะ สายตาเองก็หลุบลง จึงเห็นดวงตาของ
ตัวเองสะท้อนบนกระบี่ขาวสว่างดุจหิมะของ
เซียวเยี่ยได้อย่างง่ายดาย
เปียมความเดือดดาล จิตสังหาร และความ
เย็นชา
เยี่ยนหลินขยับหัวคิ้วเล็กน้อยและสะบัด
ข้อมือคราหนึ่งโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เขาตวัด
กระบี่ขึ้นมา ทำให้กระบี่ที่เซียวเยี่ยถือสั่นจน
กระเด็นไปด้านหลัง เกือบหลุดลอยออกจากมือ
อีกฝั่าย!
เซียวเยี่ยไม่ทันตั้งตัว ตกใจอย่างยิ่งยวด
เยี่ยนหลินถือกระบี่ยาว ปลายกระบี่ชี้เฉียงลง
พื้น กระบี่ยาวที่เจียงเสวี่ยหนิงใช้สองมือประคอง
ยังรู้สึกกินแรง ถูกเขาถือโดยไม่ได้รู้สึกหนักแต่
อย่างใด ทั้งยังกล่าวปนหัวเราะอย่างเป็น
ธรรมชาติ “ ‘ชี้แนะ’ ย่อมมิกล้า ในเมื่อคุณชาย
เซียวมีใจคิดจะทดสอบกระบี่ จะประลองกันสัก
หน่อยคงไม่เป็นไร”
เซียวเยี่ยพลันใบหน้าถมึงทึง
เขาถือว่าตนฝึกกระบี่จากอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง
ฉะนั้นจึงไม่เห็นผู้ที่ฝึกกระบี่กับชายฉกรรจ์ผู้
หยาบกระด้างเช่นเยี่ยนหลินอยู่ในสายตาแม้แต่
น้อย ครั้นเห็นว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางรวมถึง
บุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงล้วนอยู่ด้วย
จึงคิดจะแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์
ตะโกนเสียงดังโดยไม่ต้องคิด “ได้! รับกระบี่!”
คำพูดเพิ่งจะจบ คนก็บุกเข้ามาพร้อมกระบี่
แล้ว
ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าพวกเขาบอกจะ
ประลองก็ประลองเลย ตกใจจนสะดุ้งโหยง
เจียงเสวี่ยหนิงผุดลุกจากที่นั่งเช่นกัน
กลับเป็นเสิ่นจื่ออีเสียอีกที่คึกคักอักโข “อ๊ะ
คราวนี้สนุกแล้วสิ!”
เยี่ยนหลินไม่ขยับเท้า เพียงหลุบตาเบี่ยงกาย
ก็เลี่ยงกระบี่นี้ได้พ้น
กระบี่ยาวเฉียดผ่านหัวไหล่เขาไป
เซียวเยี่ยหัวคิ้วขมวดมุ่นคิดจะชักกระบี่กลับ
แต่กระบี่ยาวในมือเยี่ยนหลินหมุนขวับในบัดดล
กระบี่อันหนักอึ้งเล่มนั้นกรีดเป็นวงโค้งฟาดลงบน
ตัวกระบี่ของเซียวเยี่ย เกิดสะเก็ดไฟสาดกระจาย
ทั่วทุกทิศทาง ตัวกระบี่ถูกกระแทกอย่างรุนแรง
เซียวเยี่ยเกือบกุมกระบี่ไม่อยู่ ต้องรีบหมุนกาย
แล้วชักกระบี่กลับถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง
ประมือครั้งหนึ่งก็เสียเปรียบครั้งหนึ่ง เขาจึง
ยิ่งรู้สึกขายหน้า
เขากัดฟันกรอด ยกกระบี่ขึ้นมาแล้วใช้
กระบวนท่าก่อกวนสายตาตามที่อาจารย์
ถ่ายทอด อย่างไรก็ตาม หากเยี่ยนหลินไม่ออก
กระบี่น่ะยังพอทำเนา แต่เมื่อออกกระบี่ทีไรกลับ
โจมตีจุดตายทุกครั้ง
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
…
เยี่ยนหลินสวมชุดคลุมแพรตัวยาวสีน้ำเงิน
เข้ม แขนเสื้อราวกับแฝงด้วยสายลมรุนแรง ครา
แรกยังไว้หน้าเซียวเยี่ยอยู่บ้าง อีกทั้งอยากจะดู
ตื้นลึกหนาบางของเขาด้วย แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่
กระบวนท่าก็พบว่าคนผู้นี้มีฝีมือแค่เปลือกนอก
เรียนมาแค่กระผีกเดียวก็คิดว่าตนเก่งกาจ ดังนั้น
จึงเริ่มลงมือหนักขึ้น
รวดเร็วขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า หนักหน่วงขึ้นครั้ง
แล้วครั้งเล่า!
เซียวเยี่ยรู้สึกง่ามนิ้วชา เท้ายืนได้ไม่มั่นคง
ส่วนเยี่ยนหลินกลับไพล่หลังด้วยมือข้างหนึ่ง ฟัน
กระบี่ลงมาซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
ทุกครั้งที่ฟันลงมาเซียวเยี่ยจะถอยหลังก้าวหนึ่ง
กระทั่งถอยไปถึงใต้ต้นอิงเถา!
เคร้ง!
เสียงอันแหลมคมดังขึ้นคราหนึ่ง
เยี่ยนหลินใบหน้าไร้ความรู้สึก กระบี่ยาวอัน
หนักอึ้งและเย็นเยียบในมือเคาะใส่ข้อมือ
เซียวเยี่ยก่อนจะตวัดขึ้นอีกครั้ง กระบี่เบาเล่มนั้น
ปลิวหลุดจากมือเซียวเยี่ยประหนึ่งลำแสงสีขาว
บริสุทธิ์สายหนึ่งที่กรีดผ่าน!
สุดท้ายก็ตกกระแทกขั้นบันไดซึ่งทำจากแผ่น
ศิลาชิงสือดัง ‘เคร้ง’
เหล่าผู้ชมที่มุงดูพลันสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
เฮือกหนึ่ง
ส่วนใบหน้าของเซียวเยี่ยนั้นก็ยิ่งบัดเดี๋ยวแดง
ก่ำบัดเดี๋ยวคล้ำเขียว
ไม่ไว้หน้าข้าเลยสักนิด!
เยี่ยนหลินติดตามบิดาฝึกปรือวิชาด้วยความ
พากเพียรมาตั้งแต่เล็ก แม้จะเป็นบุตรหลาน
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเช่นกัน แต่กลับไปอยู่ที่
ค่ายทหารใหญ่อย่างทงโจวและเฟิงไถทั้งสองแห่ง
ซ้ำยังต่อสู้กับสุดยอดฝีมือในเหล่าทหารหาญได้
อย่างสูสี ไม่ว่าจะเป็นการฝึกยุทธ์หรือเรียนกระบี่
ล้วนเน้นการใช้งานจริงและตรงไปตรงมา!
หากไม่อาจเอาชนะศัตรูในสนามรบ ผู้ที่ตายก็
มีแค่ตนเองเท่านั้น
และนี่จึงทำให้ท่ากระบี่ของเขาดูแล้วเย็นชา
และโหดเหี้ยมเป็นพิเศษ กระทั่งว่ายังแฝงความ
น่าเกรงขามชวนอกสั่นขวัญแขวนอยู่หลายส่วน
อีกด้วย!
หลังจากปัดกระบี่ของเซียวเยี่ยจนร่วง เขาก็
พลิกข้อมือ ใช้สองมือกุมด้ามกระบี่ ถือกระบี่กลับ
ด้านด้วยสีหน้ามิได้แตกต่างจากคราแรก
ปราศจากความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพียง
ยืนลำตัวเหยียดตรง ประสานมือคารวะให้อีกฝั่าย
เท่านั้น “ออมมือให้แล้ว”
เซียวเยี่ยชาง่ามนิ้วมือ พูดเสียงลอดไรฟัน
“เจ้า!”
แววตาเยี่ยนหลินฉาบความเย็นชาเล็กน้อย
ในที่สุดก็เผยความเย็นเยียบที่ข่มเอาไว้ก่อนหน้านี้
ออกมาทั้งหมด กระทั่งว่ายังกอปรด้วยความคม
ปลาบที่บุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงไม่มี
อีกด้วย “ว่าอย่างไร?”
เซียวเยี่ยมองเขาอยู่นาน ก่อนจะถอยหลัง
ก้าวหนึ่ง เปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ช่างเถอะ
ผู้ฝึกยุทธ์หยาบกระด้างก็ทำได้แค่นี้เองนั่นแหละ”
เสิ่นจื่ออีเดินเข้าไปหาทันที จ้องเขาพร้อมเอ่ย
ว่า “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เยี่ยนหลินกลับไม่ได้บันดาลโทสะ เพียงมอง
สำรวจเซียวเยี่ยตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ยิ้ม
เรียบๆ “หากติ้งเฟยซื่อจื่อในสมัยนั้นยังมีชีวิตอยู่
เกรงว่าคงไม่ถึงขั้นเป็นเศษสวะเช่นนี้”
ติ้งเฟยซื่อจื่อ…
ในเมืองหลวงมีคนจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อ
นี้
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับความลับของ
สองตระกูลใหญ่อย่างเซียวและเยี่ยน ในทางลับ
จึงยังมีคนลือกันว่าเซียวซูกับเซียวเยี่ยต่างถือ
กำเนิดจากภรรยาเอกคนที่สอง ส่วนภรรยาเดิม
ของติ้งกั๋วกงเป็นถึงพี่สาวของหย่งอี้โหวและเป็น
ท่านปั้าของเยี่ยนหลิน เดิมทีผู้ที่ต้องรับสืบทอด
ตระกูลเซียวคือติ้งเฟยซื่อจื่อบุตรสายตรงของ
ภรรยาเอก หากมิใช่เพราะติ้งเฟยซื่อจื่อประสบ
เหตุร้ายเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเมื่อยี่สิบปีก่อนจน
เป็นเหตุให้เยี่ยนฮูหยินแยกทางกลับจวนหย่งอี้
โหว ไหนเลยจะถึงคราวให้ภรรยาเอกคนที่สอง
เข้าตระกูล กระทั่งมีเซียวเยี่ยซึ่งเติบใหญ่จนได้
เป็นบุตรสายตรง เกรงว่าแม้แต่โอกาสที่เซียวเยี่ย
จะได้ถือกำเนิดยังไม่มีด้วยซ้ำ
คำกล่าวของเยี่ยนหลินคล้ายเรียบเฉย ทว่า
อานุภาพไม่เบาเลยทีเดียว
สายตาของทุกคนตกอยู่บนร่างสองพี่น้อง
ตระกูลเซียว
เซียวเยี่ยคิดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลินจะเอ่ยถึงเรื่อง
นี้อย่างไม่มีปีมีขลุ่ย
เขาหน้าเปลี่ยนสี โทสะพุ่งพรวดคิดจะ
อาละวาด
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้เอง เซียวซูก็
ตวาดเสียงเย็น “เจ้าเงียบปากสักที!”
เซียวเยี่ยลมหายใจติดขัด สายตาเคียดแค้น
ทว่าสุดท้ายก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ
เซียวซูก้าวออกมา ยังคงรักษาความหนักแน่น
ได้เล็กน้อย เพียงแต่สีหน้าไม่ค่อยน่าดูชมนัก นาง
คารวะเยี่ยนหลินคราหนึ่ง และเอ่ยว่า “น้องชาย
หุนหันพลันแล่น พูดจาไม่ระมัดระวัง ทำให้เยี่ยน
ซื่อจื่อไม่สบอารมณ์ เซียวซูขอขมาท่านตรงนี้ ได้
ยินว่าท่านพี่ติ้งเฟยฉลาดหลักแหลม ความรู้
ความสามารถเหนือผู้ใด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผ่าน
มายี่สิบปีแล้ว ท่านพ่อไม่มีครั้งใดที่ไม่ทอดถอนใจ
ด้วยความเศร้าโศก คนได้จากไปแล้ว เรื่องราว
อดีตยากจะหวนคืน เหตุใดวันนี้เยี่ยนซื่อจื่อถึง
นำมากล่าวบีบคั้นผู้คนเยี่ยงนี้เล่า?”
เยี่ยนหลินมองเซียวซู เพียงเดินไปหน้าราว
ระเบียงเพื่อเก็บกระบี่ซึ่งทั้งดุดันและเยียบเย็น
เล่มนั้นกลับลงกล่อง ก่อนจะว่าเรียบ ๆ “นั่นสิ
สุดท้ายคนก็จากไปแล้ว เรื่องราวในอดีตยากจะ
หวนคืน หากบุคคลเช่นนี้โชคดีมีชีวิตอยู่ต่อไปคง
เป็นเรื่องน่ากลัวยิ่งนัก และทำให้หลายคนอกสั่น
ขวัญแขวน ยากจะข่มตาหลับยามค่ำคืนได้แน่”
——————–
1. เปินกงจื่อ เป็นคำแทนตัวของคุณชาย
แปลว่าตัวข้าผู้เป็นคุณชาย