คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 94 พระราชโองการไม่มีผล (1)
เมื่อยี่สิบปีก่อนตระกูลเซียวและเยี่ยนเคยดอง
กันเป็นญาติ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างผิงหนานอ๋องยกทัพ
เข้ารุกรานเมืองหลวงจนเป็นเหตุให้เด็กน้อยซึ่ง
อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบดีผู้นั้นต้องเสียชีวิตก่อนวัย
อันควร ความสัมพันธ์อันเปราะบางซึ่งเกิดจาก
การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนั้นก็พังทลายลง
อย่างง่ายดายตามไปด้วย
เซียวหย่วนครองบรรดาศักดิ์ติ้งกั๋วกงมาได้
ยี่สิบกว่าปีแล้ว
สมัยนั้นติ้งกั๋วกงผู้เฒ่ามีบุตรชายสายตรงสาม
คน เดิมทีเซียวหย่วนไม่มีโอกาสได้รับสืบทอด
บรรดาศักดิ์ติ้งกั๋วกงนี้ด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นต่างรู้
กันทั้งเมืองหลวงว่าเขาโชคดี พี่ชายสายตรงคนโต
ซึ่งควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นซื่อจื่อล้มปั่วยจับไข้จน
กลายเป็นคนสติเลอะเลือน ช่วงที่จวนกั๋วกงกำลัง
ลังเลอยู่ว่าจะแต่งตั้งใครดี เขาก็ ‘หากไม่ได้
ทะเลาะต่อยตีก็ไม่ได้รู้จักกัน’ กับเยี่ยนมู่ซึ่งเพิ่ง
รับสืบทอดบรรดาศักดิ์หย่งอี้โหวคนใหม่ที่ลาน
ฝึกซ้อม ต่อมายังสู่ขอเยี่ยนหมิ่นผู้เป็นพี่สาวแท้ ๆ
ของเยี่ยนมู่มาเป็นภรรยาอีกด้วย และเนื่องจาก
เขามีภรรยาที่สง่างามและมีความสามารถ ทั้งยัง
ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเดิมของนาง จึง
เป็นเหตุให้เขาพลิกสถานการณ์ซึ่งกำลังตกเป็น
รองภายในจวนได้อย่างง่ายดาย ไม่นานนักติ้งกั๋ว
กงผู้เฒ่าก็แต่งตั้งให้เขาเป็นซื่อจื่อ เมื่อติ้งกั๋วกงผู้
เฒ่าถึงแก่กรรม เซียวหย่วนจึงได้เป็นกั๋วกงอย่าง
ถูกต้อง
เซียวติ้งเฟยคือบุตรเพียงคนเดียวที่เขามี
ร่วมกับเยี่ยนหมิ่น
เด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลม ขณะเดียวกันยังมี
สายเลือดของเซียวและเยี่ยนสองตระกูล พูดได้ว่า
แค่เกิดมาก็ได้รับความสนใจจากทั้งเมืองหลวง
แล้ว เมื่อมีอายุได้ห้าขวบก็ได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ให้เป็นซื่อจื่อจากฮ่องเต้
แต่เซียวหย่วนไม่ชอบบุตรชายคนนี้
โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์กบฏของผิง
หนานอ๋อง ขอเพียงได้ยินผู้ใดเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาก็อด
ทำหน้าบึ้งตึงไม่ได้ ถึงขั้นโวยวายขอแตกหักกับ
คนเอ่ยเลยด้วยซ้ำ
เพราะเยี่ยนหมิ่นถึงกับขอแยกทางกับเขา
หลังจากเรื่องนี้!
ชั่วไม่กี่อายุคนที่ผ่านมาของจวนหย่งอี้โหว
ล้วนอาศัยการสร้างผลงานในสนามรบ ค่อย ๆ
เก็บสั่งสมความดีความชอบจนมีสถานะเช่นวันนี้
ในขณะที่จวนติ้งกั๋วกงสืบทอดกันมาอย่าง
ยาวนานหลายร้อยปีแล้ว นับเป็นตระกูลใหญ่
อย่างแท้จริง
ก่อนหน้าเซียวหย่วนไม่เคยมีผู้ดำรงศักดิ์กั๋วกง
คนใดถูกภรรยาขอแยกทางมาก่อน!
บุรุษควรเป็นฝั่ายยื่นเรื่องหย่าขาดจากภรรยา
เท่านั้น ส่วนการที่ภรรยาขอแยกทางถือเป็น
ความอัปยศอันใหญ่หลวง!
สตรีแม้จะมีเรือนผมยาวกว่าบุรุษ ทว่า
มุมมองกลับสั้นกว่า จะไปรู้ความหนักเบาของ
เหตุการณ์ในราชสำนักได้อย่างไร
เซียวหย่วนไม่อยากปล่อยให้ภรรยาจากไป
แต่จนใจที่เยี่ยนหมิ่นมีจวนโหวคอยหนุนหลัง
มิหนำซ้ำฝังเชื้อพระวงศ์ก็รู้สึกผิดต่อตระกูลเยี่ย
นอีกด้วย เมื่อเซียวไทเฮากล่าวตักเตือน สุดท้าย
เขาจึงต้องเขียนจดหมายปลดปล่อยภรรยา แยก
ทางกับเยี่ยนหมิ่น
ทว่านับจากนั้นตระกูลเซียวและตระกูลเยี่ยน
ก็ตัดขาดการไปมาหาสู่กัน
ยี่สิบปีผ่านไป ตระกูลเซียวไม่เคยเหยียบย่าง
เข้าจวนหย่งอี้โหวอีกเลย
วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี!
นายทหารสวมชุดเกราะหนักถือดาบเดิน
ติดตามอยู่ข้างหลัง เซียวหย่วนถือพระราช
โองการซึ่งฮ่องเต้ทรงพระอักษรด้วยพระองค์เอง
ความแค้นและความอึดอัดคับข้องใจที่เคยมียาม
นี้ล้วนระบายออกมาอย่างสาแก่ใจ!
เซียวหย่วนก้าวขึ้นขั้นบันได เขามีเส้นผมที่
ขาวโพลนแล้ว สวมหมวกขุนนางทรงสูง ชุดเซินอี
สีเข้ม และรองเท้าปลายงอน เมื่อเดินเข้ามาใน
ห้องโถงก็หยุดฝีเท้า กวาดสายตาซึ่งแฝงความ
อันตรายอยู่หลายส่วนผ่านใบหน้าทุกคน เมื่อเห็น
ว่าเซี่ยเวยยังคงทำพิธีให้เยี่ยนหลินดังเดิมก็ย่นหัว
คิ้ว สุดท้ายก็มองไปยังเยี่ยนมู่ซึ่งลุกยืนขึ้นแล้ว
ทางด้านข้าง
เยี่ยนมู่ใบหน้าถมึงทึงและเย็นชา “จวนหย่งอี้
โหวไม่เพียงปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
มาทุกยุคทุกสมัย ยังจงรักภักดีต่อฝั่าบาทและรัก
ใคร่ราษฎร สิ่งที่ติ้งกั๋วกงกล่าวเมื่อสักครู่
หมายความเช่นไร?”
เซียวหย่วนแค่นหัวเราะ “ย่อมเป็น
ความหมายของฝั่าบาท! มีข่าวแจ้งมาจากทงโจว
เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนว่ามีคนลอบยุยงทหาร
จำนวนห้าหมื่นนายซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่นั่นให้แข็งข้อ
บอกว่าจะทวงความเป็นธรรมให้จวนหย่งอี้โหว
ของเจ้า! เยี่ยนมู่เอ๋ยเยี่ยนมู่ สมัยก่อนผิงหนาน
อ๋องรุกราน เจ้ากับข้าสองตระกูลนับว่าเป็นผู้
ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์
ครั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าเจ้ากลับลอบติดต่อพวกกบฏ
เสียได้ ทั้งที่ฝั่าบาทมีพระเมตตาใคร่ละเว้นโทษ
ตายให้ตระกูลเจ้า แต่ใครจะไปคิดว่าพวกเจ้ากลับ
คิดก่อกบฏ! ถือว่าวันตายของพวกเจ้ามาถึงแล้ว!”
ค่ายใหญ่ที่ทงโจง กองทัพแข็งข้อ!
ทุกคนในงานมีผู้ใดบ้างไม่ได้อยู่ในแวดวงราช
สำนัก
เมื่อครู่ได้ยินเซียวหย่วนพูดคำว่า ‘แข็งข้อ’
มาแต่ไกลก็พอจะคาดเดาได้ บัดนี้เมื่อได้ยินเขา
สาธยายอย่างละเอียดก็ขนลุกชัน ต่างหันหน้า
กลับไปมองเยี่ยนมู่
เยี่ยนมู่เมื่อได้ยินว่าค่ายทงโจวแข็งข้อก็ตะลึง
งัน แต่ครั้นได้ยินว่า ‘เจ้ากับข้าสองตระกูลนับว่า
เป็นผู้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจาก
เหตุการณ์ครั้งนั้น’ ความรวดร้าวที่มีเต็มอกพลัน
กลายสภาพเป็นเพลิงโทสะอันไม่อาจประมาณ!
เขาตบโต๊ะด้านข้างโดยแรง!
ถ้วยชาสะเทือนจนร่วงลงพื้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ!
เยี่ยนมู่มองเซียวหย่วนตาถลน ดวงตาแทบ
เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ถามเน้นทีละคำด้วย
น้ำเสียงเจือความคั่งแค้นว่า “ตระกูลเซียวของ
เจ้ากล้าพูดว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายอย่าง
รุนแรงจากเหตุการณ์ผิงหนานอ๋องด้วยหรือ?!”
ภายในห้องโถงส่วนหน้าอันใหญ่โตเงียบกริบ
ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงสูดหายใจ
ด้านหนึ่งเป็นเพราะการมาถึงของพระราช
โองการ จวนหย่งอี้โหวกำลังจะประสบภัย ส่วน
อีกด้านหนึ่งนั้นคือประมุขของตระกูลเซียวและ
เยี่ยนอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรในเมืองหลวงกำลัง
ประจันหน้ากันภายในห้องโถง ต่างฝั่ายต่างพร้อม
เปิดศึก!
ในบรรดาพระสหายร่วมศึกษาที่มาร่วมงาน
วันนี้ บางคนขวัญอ่อนหน่อยก็ตื่นตระหนกจน
หน้าถอดสีไปตั้งแต่แรก
ต่อให้เป็นเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังรู้สึกเหมือนมีฝั่า
มือของใครบางคนกำลังบีบคอแน่นเช่นกัน…
การล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันเรื่องหนึ่ง ส่วน
การประสบด้วยตนเองมันก็เป็นอีกเรื่อง
สุดท้ายพิธีสวมกวานของหนุ่มน้อยก็มิอาจ
เลี่ยงที่จะต้องเปือนโลหิตและโดนเมฆดำแห่งการ
ฆ่าล้างตระกูลเข้าปกคลุม
ชั่วอึดใจนั้นเยี่ยนหลินคิดจะลุกขึ้นไปยืนเคียง
ข้างบิดา อยากร่วมเผชิญหน้าชะตากรรมอันพลิก
ผันและโหดเหี้ยมอำมหิตที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ร่วมกับ
เขา
ทว่าเซี่ยเวยผู้อยู่เบื้องหน้ากลับยื่นมือออกไป
ด้านข้างอีกครา
ผู้ดำเนินพิธีไหนเลยจะเคยพบเห็นเหตุการณ์
เช่นนี้
เขายืนถือถาดรองอยู่ด้านข้างด้วยอาการ
ตกใจ เข่าอ่อนจนแทบจะล้มคุกเข่า
ครั้นเซี่ยเวยยื่นมือออกไปแล้วพบว่าไม่มีใคร
ส่งของมาให้ จึงเหลือบมองพร้อมเอ่ยเบา ๆ
“ปิน”
ห้องโถงกำลังเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าเปล่ง
เสียง เส้นประสาทภายในสมองเขม็งเกลียวด้วย
เกรงว่าจะเกิดเรื่อง เมื่อมีเสียงซึ่งดูเหมือนจะ
เรียบเฉยของเซี่ยเวยดังขึ้นจึงอยู่เหนือความ
คาดหมายของทุกคน มีบางคนขนลุกชันไปทั้งร่าง
เหล่าทหารซึ่งถืออาวุธอยู่ก็เกือบจะชักดาบเตรียม
ลงมือเช่นกัน แต่เมื่อหันศีรษะไปมองกลับเป็น
เซี่ยเวยเสียได้
ผู้ดำเนินพิธีการยังไม่รู้สึกตัว
เซี่ยเวยจึงขมวดคิ้วนิด ๆ และกล่าวซ้ำ “ปิน”
สิ่งที่มาคู่กับกวานหยกคือปินไม้คู่หนึ่ง เมื่อครู่
เพิ่งจะเสียบด้านซ้าย ยังคงเหลืออีกข้าง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าทั้งที่ดาบมาพาดท้ายทอย
แล้ว เขายังจะนึกถึงเรื่องพิธีสวมกวานได้อีก
ครานี้ผู้ดำเนินพิธีการถึงรู้สึกตัว เขาหยิบปิน
ไม้ขึ้นมา ส่งถึงมือเซี่ยเวยด้วยท่าทางที่เกือบจะ
แข็งทื่อ
เซี่ยเวยไม่เหลือบแลผู้อื่นแม้แต่น้อย จับปินไม้
เสียบเข้าไปในกวานหยก
ยามนี้สายตาของติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนไปอยู่
บนร่างเขาเช่นกัน หัวคิ้วซึ่งแต่เดิมขมวดเป็นปม
อยู่แล้วทวีความยับย่นอีกหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว
แม้รู้ว่าเซี่ยเซียนเซิงผู้นี้เป็นถึงขุนนางคนสนิทของ
ฝั่าบาท กำเนิดในตระกูลเซี่ยแห่งจินหลิง เป็นผู้มี
ความสามารถอย่างยิ่งยวด ทว่าท่าทีไม่ตื่น
ตระหนกต่อเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ ช่างไม่เห็นผู้ใด
อยู่ในสายตาเสียเหลือเกิน
บทที่ 94 พระราชโองการไม่มีผล (2)
เซียวหย่วนคร้านจะเสียเวลาพูดไร้สาระกับ
คนพวกนี้อีก
ในสายตาของเขาแล้ว คนของจวนหย่งอี้โหว
ล้วนไม่ต่างจากคนตาย ฉะนั้นจึงพลันโบกมือที
หนึ่งพร้อมสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เลิกพูด
ไร้สาระกันเสียที ใต้เท้าทุกท่านที่มาร่วมงานใน
วันนี้อย่าขยับ ขอเพียงเป็นพลพรรคของตระกูล
เยี่ยนก็จับกุมตัวมาให้ข้าทั้งหมด!”
“ขอรับ!”
ทหารทางด้านหลังรับบัญชา กำลังจะเข้ามา
จับกุม
แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเสียงเอ่ยถามดังมาจากทาง
เยื้องข้าง “ตามกฎหมายของต้าเฉียน ผู้ที่รับพระ
ราชโองการมาจะต้องเป็นผู้อ่านพระราช-โองการ
ด้วย ในเมื่อท่านกั๋วกงเป็นผู้รับมา เหตุใดถึงไม่
อ่านพระราชโองการแต่กลับเริ่มจับกุมคนเสีย
แล้วล่ะขอรับ?”
เซียวหย่วนนิ่งอึ้ง
หากว่าตามกฎหมายแล้วย่อมเป็นเช่นนั้น แต่
พระราชโองการก็มาจากวังหลวงจริง ๆ หรือเขา
ยังจะบังอาจปลอมแปลงอีก
ประกายสังหารพลันฉายวาบในดวงตา
เขามองไปทางต้นเสียง พบว่าเป็นชายหนุ่ม
รูปร่างผอมสูงซึ่งยืนอยู่ท้ายฝูงชน อีกฝั่ายสวมชุด
สีน้ำเงินเข้ม มิได้สวมชุดเต็มยศอย่างเป็นทางการ
ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นขุนนางขั้นไหน เดาได้เพียงว่า
ดำรงตำแหน่งไม่สูงมากนัก เมื่อมองดวงหน้าเฉย
ชาอีกคราก็รู้สึกว่าไม่คุ้นตาอย่างยิ่ง เซียวหย่วน
จึงเอ่ยถามอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นใคร?”
มือทั้งสองข้างของคนผู้นั้นซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ
หลวมกว้างซึ่งทับซ้อนกันหลายชั้นและห้อยตกลง
มา บุคลิกท่วงทีเรียบเฉยปราศจากความตื่น
ตระหนก เพียงตอบกลับว่า “ข้าน้อยหัวหน้า
หน่วยย่อยประจำกรมอาญา จางเจอขอรับ”
จางเจอ
เมื่อเอ่ยนามนี้ขึ้นมาก็ทำให้เซียวหย่วนจดจำ
ได้ นึกออกว่าคืออดีตหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน
กรมอาญาที่จัดการยากและเคยก่อกระแส
วิพากษ์ในราชสำนักผู้นั้นนั่นเอง! ทำเอาหนังตา
กระตุกทันควัน
พระราชโองการอยู่ในมือเซียวหย่วน
ขณะนี้ทุกคนกำลังมองอยู่ ต่อให้เขารู้สึกเสีย
หน้า แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธการอ่านพระราชโองการ
อย่างโจ่งแจ้ง!
อย่างมากเขาก็แค่ต้องอ่านพระราชโองการ
เท่านั้นเอง
เซียวหย่วนในตอนนี้ยังไม่ได้ขบคิดอะไรมาก
นัก เขาหัวเราะเสียงเย็นแล้วเอ่ยคำว่า “ขอบใจ”
ที่จางเจอเตือนสติ จากนั้นจึงคลี่พระราชโองการ
พร้อมเปล่งเสียงอ่าน “ด้วยโองการแห่งฟั้า
ฮ่องเต้มีพระราชกระแส” หลักใหญ่ใจความไม่
ต่างจากสิ่งที่เขาพูดขณะกำลังเดินเข้ามาในจวน
เมื่อสักครู่แม้แต่น้อย ประการแรก การทำให้
กองทัพแข็งข้อถือเป็นเรื่องใหญ่ ประการที่สอง
การสมคบคิดกับกบฏผิงหนานอ๋องไม่อาจละเว้น
มีคำสั่งให้ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนำกองทหารรักษา
พระองค์มาตรวจค้นและยึดทรัพย์จวนหย่งอี้โหว
ด้วยตนเอง ขอเพียงเป็นคนในจวนให้จับกุมเข้า
คุกหลวงทั้งหมด
เมื่อสิ้นเสียงคำว่า “ให้ดำเนินการตามนี้”
เซียวหย่วนก็ปิดพระราช-โองการในบัดดล กล่าว
ด้วยเสียงทุ้มต่ำออกมาว่า
“คราวนี้อ่านพระราชโองการเสร็จแล้ว พวก
เจ้าคงเชื่อข้าได้แล้วสินะ? ต่อให้ข้าขวัญกล้าเทียม
ฟั้าสักเพียงใดก็มิบังอาจปลอมแปลงพระราช
โองการได้ เด็ก ๆ …”
“ท่านกั๋วกง หย่งอี้โหวยังไม่ได้รับพระราช
โองการเลยนะขอรับ”
จางเจอมองอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นเขากำลังจะ
ออกคำสั่งจับกุมคนก็หลุบตา พูดเสริมเสียงเรียบ
อีกประโยค
“…”
“…”
“…”
คราวนี้อย่าว่าแต่ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนซึ่ง
รับหน้าที่มาถ่ายทอดพระราชโองการเลย แม้แต่
หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่ซึ่งยอมรับชะตากรรมแล้วว่าต้อง
เผชิญหน้ากับภัยพิบัติใหญ่หลวงก็ยังอดตะลึงงัน
อยู่บ้างไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าใต้เท้าแซ่จางผู้นี้คิดจะทำ
สิ่งใดกันแน่
ส่วนเซี่ยเวยครั้นได้ยินนาม ‘จางเจอ’ สองคำ
นี้กลับเลิกคิ้วทีหนึ่ง
พิธีจบลงแล้ว เยี่ยนหลินยืนขึ้นคารวะเซี่ยเว
ยอีกครา ก่อนจะหันศีรษะกลับไป
เซี่ยเวยมองใบหน้าจางเจอด้วยสายตาสงบนิ่ง
ไม่เปล่งวาจา
เซียวหย่วนเกือบสำลักตายเพราะประโยคนี้
ใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำบัดเดี๋ยวคล้ำเขียว กัดฟัน
กรอดเอ่ยว่า “คิดหรือว่าข้าจะไม่รู้ ยังต้องให้เจ้า
มาเตือนอีกหรือ?”
จากนั้นจึงยื่นพระราชโองการไปเบื้องหน้า
“หย่งอี้โหว มารับพระราชโองการ!”
เยี่ยนมู่ก้าวออกมารับพระราชโองการ ครั้น
เห็นจางเจอก็รู้สึกไม่คุ้นหน้า คิดว่าจวนโหวไม่
น่าจะมีสหายเช่นเขาผู้นี้ ไม่รู้ว่าอีกฝั่ายมีเจตนาใด
กันแน่
เซียวหย่วนคิดว่าดำเนินเรื่องมาจนถึงขั้นนี้คง
เหมาะสมแล้ว เจ้าคนแซ่จางผู้นี้ไม่น่าจะจับผิดสิ่ง
ใดได้อีก ดังนั้นจึงโบกมือสั่งการให้เข้าไปจับกุม
คนอีกหน
ทว่าคราวนี้ยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาหนังตาก็
กระตุก!
เนื่องจากเขาเห็นเจ้าคนแซ่จางผู้นั้นเดินไปหา
เยี่ยนมู่ แล้วยื่นมือซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก่อนหน้า
นี้ออกมา เหมือนต้องการขออนุญาตเยี่ยนมู่ดูพระ
ราชโองการ แต่ถึงกระนั้นกลับหันหน้ามาทางตน
พร้อมถามอีกประโยค “ขอบังอาจถามท่านกั๋วกง
เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าข่าวเรื่องค่ายใหญ่ ที่ทงโจ
วแข็งข้อเพิ่งจะมาถึงหนึ่งชั่วยามก่อน แล้ว
จากนั้นฝั่าบาทจึงมีพระราชโองการให้ตรวจค้น
และยึดทรัพย์จวนโหวใช่หรือไม่ขอรับ?”
คนผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่!
ยามนี้เซียวหย่วนอดกำด้ามกระบี่ประจำตัวที่
อยู่ตรงเอวไม่ได้ ตอบกลับด้วยเสียงทุ้มต่ำและ
เย็นชา “ใช่”
จางเจอหันไปกล่าวกับเยี่ยนมู่ “ขอข้าดูพระ
ราชโองการได้หรือไม่ขอรับ”
เซียวหย่วนเริ่มหงุดหงิดบ้างแล้ว “เป็นแค่ขุน
นางเล็ก ๆ กลับอวดดี ต้องการสิ่งใดกันแน่!”
เยี่ยนมู่กลอกตาวนรอบหนึ่ง แต่มือกลับยื่น
พระราชโองการให้อีกฝั่ายโดยไม่ลังเล
จางเจอรับมาคลี่ออกเบา ๆ ด้วยนิ้วมือเรียว
ยาวซึ่งปรากฏข้อกระดูกให้เห็นชัดเจน “ท่านกั๋ว
กงโปรดระงับโทสะ การยึดทรัพย์ล้างตระกูลถือ
เป็นโทษอุกฉกรรจ์ หากว่ากันตามกฎหมาย ปกติ
แล้วไม่ว่าจะเป็นพระราชประสงค์ของฝั่าบาท
หรือเป็นคำสั่งจากแต่ละหน่วยงานของทางการก็
จะต้องมีตราประทับของสำนักราชเลขานุการถึง
จะถ่ายทอดลงมาได้ เมื่อวานข้าน้อยได้ยินว่าท่าน
ฉู่ซีอี๋เสนาบดีสำนักราชเลขานุการล้มปั่วย ในเมื่อ
ข่าวเรื่องการก่อความวุ่นวายจากทงโจวเพิ่งจะ
มาถึงแค่หนึ่งชั่วยาม ดังนั้นกว่าใต้เท้าฉู่จะเดิน
ทางเข้าวังหลวงก็ต้องใช้เวลาสักระยะ จากนั้น
กว่าใต้เท้าจะนำพระราชโองการฉบับนี้มา
ประกาศยึดทรัพย์ก็ยังต้องเสียเวลาไปอีกเช่นกัน
เกรงว่าคงไม่มีทางใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามแน่
เช่นนั้นแล้ว…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สายตาเขาก็ไปจับอยู่บน
พระราชโองการ
ชาติก่อนเขาได้ยินความลับนี้มาจากกู้ชุนฟาง
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงด้วย…
เสิ่นหลางเป็นผู้เขียนพระราชโองการให้ตรวจ
ค้นและยึดทรัพย์จวนหย่งอี้โหวจริง อย่างไรก็ตาม
ตอนที่ถ่ายทอดพระราชโองการในสมัยนั้น
ประทับเพียงตราพระราชลัญจกรของฮ่องเต้ แต่
ไม่มีตราประทับของสำนักราชเลขานุการ! ต่อมา
พระราชโองการซึ่งปรากฏในเอกสารคดีจวนหย่ง
อี้โหวกลับมีตราประทับทั้งสองอย่างครบถ้วน ลือ
กันว่าหลังจากยึดทรัพย์และฆ่าล้างตระกูลโหวไป
ครึ่งหนึ่งแล้วถึงให้เสนาบดีสำนักราชเลขานุการ
ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ลงตราประทับ
ส่วนใต้เท้าฉู่ซีอี๋ซึ่งเป็นเสนาบดีคนเดิมกลับถูก
ถอดยศ เขาลากลับบ้านเกิดเพราะโรคชรา ไม่ถึง
ครึ่งปีก็เสียชีวิตในบ้าน สาเหตุมาจากความ
ยากจนและโรคภัยไข้เจ็บ
สหายในวงราชการที่ไปกล่าวคำไว้อาลัยมีแค่
กู้ชุนฟาง
ด้วยเหตุนี้จึงคาดเดาได้เป็นส่วนใหญ่ว่า ฉู่ซีอี๋
ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีสำนักราชเลขานุการ
และมีสถานะเทียบเท่ากับอัครมหาเสนาบดีของ
ราชสำนัก เหตุใดถึงตกต่ำจนมีจุดจบเช่นนี้
จางเจอเคลื่อนสายตาออกจากพื้นที่ว่างเปล่า
ซึ่งเดิมทีควรมีรอยประทับตราไปยังใบหน้าเซียว
หย่วน “พระราชโองการที่อยู่ในมือท่านกั๋วกง
เกรงว่าไม่อาจอ่านและยังไม่อาจมีผลบังคับใช้
กระมัง”
เซียวหย่วนเหลือจะทน พลันชักดาบชี้ลำคอ
เขา!
น้ำเสียงเปียมด้วยโทสะจนยากจะปกปิด
“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมบังอาจกล่าววาจา
เหลวไหล! เจ้ามีสิทธิ์วิจารณ์พระราชโองการที่ฝั่า
บาททรงพระอักษรด้วยพระองค์เองอย่างนั้น
หรือ?! วันนี้ข้าจะตัดหัวเจ้าเพื่อลงโทษในฐานะ
กบฏ!”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ถึงว่าจางเจอจะออกหน้า
มาพูด มิหนำซ้ำยังกล่าววาจาทำนองนี้อย่าง
ต่อเนื่องอีก กฎหมายต้าเฉียนที่เขาท่องออกมา
อย่างคล่องแคล่วนั้นถูกต้อง เพียงแต่นางไม่รู้ว่า
สถานการณ์ในวันนี้เมื่อชาติก่อนเป็นเช่นไรกันแน่
นางพลันใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมา!
ส่วนด้านเฉินอิ๋งนั้นค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกห่าง
ตั้งแต่ตอนจางเจอเริ่มเอ่ยวาจาแล้ว
อย่างไรก็ตามจางเจอกลับมีท่าทีนิ่งเฉยยิ่งนัก
จางเจอยื่นมือส่งพระราชโองการกลับไป
ประกายดาบเย็นเยียบตกกระทบบนใบหน้าเฉย
เมยไร้อารมณ์ของเขา กล่าวราวกับกำลังเตือน
ด้วยความหวังดี “หากท่านกั๋วกงจะสังหาร
ข้าน้อยด้วยโทสะก็ไม่เป็นไรขอรับ แต่ถึงกระนั้นก็
ยังต้องส่งพระราชโองการกลับไปยังวังหลวงเพื่อ
ขอให้สำนักราชเลขานุการลงตราประทับ จากนั้น
ถึงจะนำมาถ่ายทอดได้อยู่ดี”
ทั้งที่พระราชโองการมาถึงแล้ว ส่วนทหารก็
มาปิดล้อมจวนแล้วด้วยซ้ำ แต่คนผู้นี้กลับบอกว่า
รับสั่งของฝั่าบาทไม่มีผล ต้องส่งกลับไป
ประทับตราก่อนค่อยกลับมายึดทรัพย์ใหม่!
มีอย่างนี้ที่ไหนกัน มีอย่างนี้ที่ไหนกัน!
เซียวหย่วนมีชีวิตอยู่มาเกือบห้าสิบปียังไม่เคย
พบเรื่องแปลกประหลาดพิสดารเช่นนี้มาก่อน
เขาโมโหเดือดดาลเป็นล้นพ้นจนควันแทบจะพวย
พุ่งจากทวารทั้งเจ็ด พูดจาไม่เป็นประโยค มือสั่น
ระริกไม่หยุด “เจ้า! เจ้า เจ้า…”