คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 95 เยี่ยนหุย (1)
ใต้หล้านี้ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าพระราชประสงค์ของ
ฮ่องเต้ก็คือพระราชโองการ พระราชโองการ และ
พระราชโองการ คำว่า ‘ราช’ นี้ก็คือโอรสสวรรค์
บ่งชี้ถึงฮ่องเต้! ขอเพียงเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ตัดสิน
พระทัยแล้วจะมีสักกี่คนที่เปลี่ยนแปลงได้
มิหนำซ้ำผู้ที่โอรสสวรรค์พระองค์ปัจจุบันมีพระ
ราชประสงค์จะจัดการก็คือจวนหย่งอี้โหว!
เดิมทีเซียวหย่วนนึกว่าเมื่อตนนำพระบัญชา
ของโอรสสวรรค์มาแล้ว วันนี้จะได้ระบายความ
อัดอั้นที่เก็บสั่งสมมาได้เสียที เขาจะได้ทำให้จวน
หย่งอี้โหวยอมก้มหัวรับคำสั่งตัวสั่นงันงกต่อหน้า
เหล่าขุนนางใหญ่ ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าต้องมาเจอ
คนชอบพูดจาขัดคอเช่นจางเจอ
เรื่องการใช้ฝีปาก ขุนนางฝั่ายบู๊จะไปสู้ขุนนาง
ฝั่ายบุ๋นได้อย่างไร
คิ้วดกหนาทั้งสองข้างขมวดแน่นอย่างรุนแรง
เซียวหย่วนรู้สึกได้ทันทีว่าตนกำลังตกอยู่ใน
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลอบตื่นตระหนก
และใจกระตุกสั่น จ้องมองจางเจอด้วยใบหน้า
ถมึงทึง “ตระกูลเซียวของข้าจงรักภักดี ยินดีบุก
น้ำลุยไฟเพื่อฝั่าบาท พระราชโองการฉบับนี้เป็น
ฉบับที่เปินกง[1]เห็นฝั่าบาททรงพระอักษรกับตา
ตัวเอง แล้วจะให้คำพูดของหัวหน้าหน่วยย่อยตัว
เล็ก ๆ เช่นเจ้าทำให้เสียงานได้อย่างไร? วันนี้ข้า
จะเชือดไก่ให้ลิงดู ดูซิว่าหากวันนี้ข้าสังหารขุน
นางถ่อยที่สมคบคิดกับโจรกบฏและขัดขวางพระ
ราชประสงค์ของฝั่าบาทเช่นเจ้า ฝั่าบาทจะทรง
ลงโทษเจ้าหรือว่าลงโทษข้ากันแน่!”
พอพูดจบเขาก็ชูกระบี่เดินไปหาจางเจอจริงๆ!
แขกเหรื่อที่อยู่ภายในห้องโถงทุกคนตื่น
ตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ประการแรกเป็นเพราะจู่ ๆ
เซียวหย่วนก็โยนความผิดอุกฉกรรจ์ให้ผู้อื่น
ประการที่สองเป็นเพราะคำพูดและการกระทำ
ของเขาเผยเจตนาร้าย ฉะนั้นจึงมีผู้ตะโกนเสียง
ดังออกมาทันที “หรือติ้งกั๋วกงคิดจะสังหารผู้
บริสุทธิ์!”
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงโลหิตเย็นเฉียบไปทั้งร่าง
เนื่องจากนางจำได้ว่า ในชาติก่อนทั้งที่เสิ่น
หลางมีพระราชโองการให้ยึดทรัพย์และนำตัวทุก
คนที่อยู่ภายในจวนหย่งอี้โหวเข้าคุก ไต่สวนจนได้
ความชัดเจนแล้วค่อยลงทัณฑ์อีกที แต่วันนั้น
ขณะที่นางรีบรุดมาถึงจวนโหวกลับเห็นโลหิตไหล
นองเป็นท้องธาร ศีรษะคนหล่นเกลื่อนพื้นแล้ว!
นี่หมายความว่า…
หากไม่ใช่เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะทำพิธีสวม
กวาน เช่นนั้นก็ต้องเป็นติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนซึ่ง
เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้จงใจหาข้ออ้างสังหารหมู่!
ครั้นเห็นเซียวหย่วนรุดเข้าหาจางเจอทีละก้าว
ขุนนางโดยรอบก็ยิ่งเดือดดาลตวาดด่าทอด้วย
โทสะ ทำให้เหล่าทหารซึ่งโอบล้อมห้องโถงอย่าง
แน่นหนาทยอยกระชับดาบในมือ เตรียมพร้อม
ลงมือได้ทุกเมื่อ เจียงเสวี่ยหนิงเครียดจนหายใจ
ไม่ออก
นางสัมผัสถึงภยันตรายที่ไม่อาจควบคุมได้
มากกว่าทุกคนในงาน!
ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน นางกวาดสายตา
มองรอบงาน กระทั่งมองเห็นเซียวเยี่ยคุณชาย
รองตระกูลเซียวซึ่งอยู่ทางฝังแขกรุ่นเยาว์และไม่
ไกลจากกลุ่มพระสหายร่วมศึกษาแห่งเรือนห
ยางจื่อได้อย่างง่ายดาย ทำให้ความคิดซึ่งเคยอยู่
ในหัวสมองก่อนหน้าพลันผุดขึ้นอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวไปข้างหน้าอย่างเร็วรี่
กระซิบเสียงเบาข้างใบหูเสิ่นจื่ออีประโยคหนึ่ง
เสิ่นจื่ออีกำลังขมวดคิ้วมองดูเหตุการณ์
วุ่นวายตรงหน้า ครั้นได้ฟังก็มองเจียงเสวี่ยหนิง
ด้วยความประหลาดใจ ทว่าขบคิดเพียงเล็กน้อยก็
แสดงความตื่นเต้นยินดีออกมาหลายส่วน เบน
สายตาไปทางเซียวเยี่ย
กระบี่ที่เจียงเสวี่ยหนิงมอบให้เยี่ยนหลินก่อน
หน้านี้ยังไม่ได้นำไปเก็บในคลังสมบัติ ชิงเฟิงกำลัง
ยืนอุ้มอยู่ด้านข้าง
เสิ่นจื่ออีไม่พูดไม่จา สาวเท้าขึ้นหน้าไปเปิด
กล่องและหยิบกระบี่เล่มนั้น กำลังจะเดินเข้าหา
เซียวเยี่ย!
เซียวเยี่ยกับเยี่ยนหลินถือว่ารุ่นเดียวกัน แต่
พอเขาเกิดมากลับถูกคนเปรียบเทียบกับเยี่ยนห
ลินไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นถึง
บุตรชายผู้สืบสกุลของตระกูลเซียว แล้วจะให้รู้สึก
ดีได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ยังมีเรื่องลงไม้ลงมือ
กับเยี่ยนหลินอีก
ยามนี้เขาได้เห็นจวนหย่งอี้โหวกำลังประสบ
กาลวิบัติครั้งใหญ่อยู่ใกล้ ๆ อย่าได้เอ่ยเลยว่า
สะใจมากเพียงใด ขาดก็แต่ปรบมือหัวเราะร่าแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เพียงไม่ได้แสดงสีหน้าตื่น
ตระหนกเช่นทุกคน แต่ยังเกลื่อนรอยยิ้มอีกด้วย
ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติทางฝังเจียงเสวี่ย
หนิงและเสิ่นจื่ออีแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม กระบี่เล่มนั้นหนักกว่าที่คิด
เสิ่นจื่ออีไม่ทันระวัง เพิ่งจะยกกระบี่ขึ้นมาก็
ถูกน้ำหนักของมันถ่วงลงจนแทบจะเซถลาล้มลง
กับพื้น
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบ
เซียวเยี่ยมองกลับมา ส่วนตัวนางก็อดมองไป
ทางเซียวเยี่ยไม่ได้
ชั่วพริบตานั้นไอเย็นเยียบสายหนึ่งก็คืบคลาน
ขึ้นมาตามกระดูกสันหลังของเซียวเยี่ย รอยยิ้มที่
มีอยู่ก่อนหน้าพลันสลายสิ้น แหกปากตะโกนลั่น
เร็วปรื๋อยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก “ท่านพ่อช่วยข้า
ด้วย!”
เซียวหย่วนซึ่งกำลังจะเงื้อดาบกดลงบนลำคอ
จางเจอตะลึงงันในบัดดล
เขาหันกลับไปมอง เห็นเซียวเยี่ยซึ่งยืนอยู่ทาง
นั้นชักเท้าจะวิ่งมาทางนี้
เสิ่นจื่ออีพลันร้อนใจ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ค่อนข้างใกล้บริเวณนอก
ห้องโถง เป็นเส้นทางที่เซียวเยี่ยกำลังจะผ่านมา
พอดี
นางหนังตากระตุก คิดว่าแผนการที่วางไว้ไม่
อาจไล่ตามสถานการณ์ที่พลิกผันได้ทัน แม้จะ
บอกตัวเองในใจมาเป็นหมื่นครั้งแล้วว่าห้าม
เปิดเผยร่องรอยของตนในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้า
ขวานเช่นนี้เด็ดขาด แต่ชั่วพริบตาที่เซียวเยี่ย
กำลังวิ่งตะลีตะลานผ่านหน้า นางก็กัดฟันราวกับ
รวบรวมความกล้าได้!
ปึก!
นางเตะขาข้างหนึ่งไปข้างหน้าโดนหัวเข่า
เซียวเยี่ยเข้าพอดี!
คุณชายใหญ่ผู้นี้วิ่งหนีเอาตัวรอดอยู่ดี ๆ ขณะ
กำลังคิดว่าโชคดีที่ตนประสาทไว มิเช่นนั้นคง
กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นจับเป็นตัวประกันเสีย
แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเจอลูกเตะอันชั่วร้ายเช่นนี้
ระหว่างทางเสียได้!
เวลาเพียงชั่วประกายไฟ ใครจะไปตอบสนอง
ได้ทัน
ตอนเขาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็ใจหายวาบ
ความเจ็บปวดรุนแรงส่งผ่านจากหัวเข่า ถลาล้ม
ลงบนพื้นเบื้องหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว ศีรษะ
กระแทกพื้นแข็ง ๆ ดังโปั๊ก ถึงขั้นโลหิตไหลอีก
ด้วย!
ในที่สุดเสิ่นจื่ออีก็สบโอกาส ได้สติกลับคืนมา
ยกกระบี่กดลำคอเซียวเยี่ยทันใด!
เซียวหย่วนกราดเกรี้ยวยิ่ง “องค์หญิงใหญ่
ทรงหมายความเช่นไร!”
เสิ่นจื่ออีพอจะจับท่าทีที่เสด็จแม่กับเสด็จพี่
ฮ่องเต้มีต่อจวนหย่งอี้โหวได้ราง ๆ กระทั่งว่าวันนี้
เสด็จพี่หลินจืออ๋องทรงอยากเสด็จมาด้วย แต่
เสด็จแม่ก็ไม่ทรงอนุญาต หากติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน
ทำงานด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม นางย่อมไม่อาจ
ตำหนิอันใดได้อยู่แล้ว แต่วันนี้เขากลับกระทำถึง
เพียงนี้ จะรังแกคนมากเกินไปแล้ว!
นางเป็นสหายสนิทของเยี่ยนหลิน ดังนั้นจะ
ทนดูได้อย่างไร
อย่างไรเสียเสิ่นจื่ออีก็เป็นถึงองค์หญิงของ
ราชสำนักและของแว่นแคว้น ยามชักสีหน้าช่าง
น่าหวั่นเกรงเหลือแสน นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็น
ชาว่า “เสด็จพี่ฮ่องเต้มีพระราชโองการให้เจ้ามา
จับกุมคน แต่เจ้ากลับต้องการเข่นฆ่าสังหาร! ใคร
จะไปรู้ว่าเจ้าคิดจะใช้งานบังหน้าเพื่อแก้แค้น
ส่วนตัวหรือไม่? เซียวหย่วน เจ้าจงฟังให้ดี หาก
เจ้ากล้าแตะต้องผู้ที่อยู่ในห้องโถงแห่งนี้ เปินกงจู่
รับรองเลยว่าลูกชายสารเลวไม่ได้ความของเจ้าจะ
หัวหลุดจากบ่าทันที!”
กระบี่เล่มนั้นยามอยู่ในมือเยี่ยนหลินกวัด
แกว่งได้ดั่งใจปรารถนา ทว่ายามอยู่ในมือนาง
กลับฝืนกำลังอยู่บ้าง
ปลายกระบี่กดบนพื้น ตัวกระบี่ทำมุมแคบกับ
พื้น
ลำคอเซียวเยี่ยอยู่ในมุมแคบนี้
เสิ่นจื่ออีขยับข้อมือเพราะความหนัก มุมแคบ
นั้นจึงย่นระยะลงไปอีกหนึ่งส่วนจนคมกระบี่แทบ
ประชิดลำคอเซียวเยี่ย เขาพลันร้องโหยหวนด้วย
อาการอกสั่นขวัญหาย “ท่านพ่อ นางจะฆ่าข้า
รีบมาช่วยข้าที!”
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ อย่าว่าแต่เซียวหย่
วนเลย กระทั่งผู้คนในจวนหย่งอี้โหวเองก็ยังคาด
ไม่ถึง
แขกผู้มาเยือนทั้งในและนอกต่างตกตะลึงอีก
ครา
ลำคอของจางเจอเองก็ถูกกระบี่ของเซียวหย่
วนกดเอาไว้ ทว่ายามนี้เขากลับเงยศีรษะขึ้นมอง
อย่างอดไม่ได้ จึงเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ตรงนั้น
อย่างเงียบเชียบโดยไม่แสดงสีหน้าอาการใด ๆ
ทั้งสิ้น มีเพียงไม่กี่คนที่เห็นนางใช้เท้าเตะใน
ช่วงเวลาสำคัญเมื่อสักครู่ ชาติก่อนนางไม่มา แต่
ในที่สุดชาตินี้นางก็มาแล้ว เป็นเพราะอยาก
ชดเชยความผิดและความเสียใจของชาติก่อน
อย่างนั้นหรือ
——————–
1. เปินกง (本公) แปลว่าตัวข้าผู้มี
บรรดาศักดิ์เป็นกง เป็นคำแทนตัวของกั๋ว
กง คำว่า ‘กง (公)’ ในที่นี้เป็นตัวอักษร
เดียวกับในคำว่า ‘กั๋วกง (國公)’ ไม่ใช่
ตัวอักษรเดียวกับ ‘กง (宫)’ ในคำว่า
‘เปินกง (本宫)’ อันเป็นคำที่ใช้แทนตัว
ของเจ้านายผู้มีตำหนักเป็นของตนเอง
บทที่ 95 เยี่ยนหุย (2)
ยามนี้ตระกูลเซียวมีบุตรชายแค่คนเดียว อีก
ทั้งยังรอให้เขาเป็นผู้สืบทอดตระกูล เซียวหย่วน
ตั้งใจเลี้ยงดูฟูมฟักเซียวเยี่ยจนเติบใหญ่ สนิทสนม
กับเขาอย่างหาได้ยากยิ่ง ไหนเลยจะคาดคิดว่า
เสิ่นจื่ออีจะใช้เขามาข่มขู่!
เซียวหย่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบน่า
กลัว “หรือว่าองค์หญิงใหญ่ทรงยืนอยู่ฝั่าย
เดียวกับตระกูลเยี่ยน คิดจะขัดพระราชโองการ
หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ใช่ว่าเมื่อครู่เสิ่นจื่ออีจะไม่ได้ยินคำพูดของจาง
เจอเสียหน่อย ฉะนั้นนางจึงไม่เห็นติ้งกั๋วกงอยู่ใน
สายตาแม้แต่น้อย “ประการแรก พระราช-
โองการขัดกับกฎหมาย ใต้เท้าจางแห่งกรมอาญา
กล่าวถูกต้อง เจ้าควรกลับไปประทับตรา
ประการที่สอง เปินกงจู่ไม่สนใจหรอกว่าราช
สำนักของพวกเจ้าจะมีเรื่องอะไร ขนาดนักโทษ
ประหารยังต้องกินอาหารมื้อดี ๆ สักมื้อหนึ่ง
วันนี้เป็นพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลิน ยังดำเนิน
พิธีการไม่เสร็จสิ้น ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำ
ตามอำเภอใจเด็ดขาด! เจ้าจงถอยออกไปเดี๋ยวนี้
ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าลูกชายของเจ้าเสีย!”
ความเด็ดขาดและจิตสังหารที่ฉายผ่านสีหน้า
นางยามนี้เป็นสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยพบเห็น
มาก่อน
ความอ่อนแอขณะร่ำไห้กอดนางที่ตำหนักห
มิงเฟิงคืนนั้นถูกเกราะอันแข็งแกร่งนี้ปิดบังจน
หมดสิ้น
งามสง่าเยือกเย็นอย่างแท้จริง!
เยี่ยนหลินอึ้งงันนับตั้งแต่จางเจอเอ่ยปาก
ต่อมาเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกับเสิ่นจื่ออีลงมือก็ยิ่งยืน
ตัวแข็งทื่อมองอยู่ที่เดิม
ขุนนางบุ๋นบู๊ขั้นสูงที่มาร่วมพิธีต่างก็ไม่พอใจที่
เซียวหย่วนนำพระราชโองการไร้ตราประทับมา
และแอบอ้างใช้พระราชอำนาจของเบื้องสูง
เช่นกัน นอกจากนี้เมื่อมีเสิ่นจื่ออีออกมาพูด
สุดท้ายจึงพากันเอ่ยเสริมอย่างทนดูต่อไปไม่ได้
“บุรุษทำพิธีสวมกวาน เปลี่ยนจากเด็กน้อย
กลายเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตนี้มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ไฉนติ้งกั๋วกงต้องตัดรอนกันขนาดนี้ด้วย?”
“นั่นสิ เช่นนี้รังแกคนมากเกินไปแล้ว!”
…
เสียงสนับสนุนภายในห้องโถงมีมากขึ้นและ
ดังขึ้นต่อเนื่อง
หากคนกลุ่มนี้รวมตัวในท้องพระโรงก็นับว่า
เป็นขุมกำลังที่ไม่อาจดูแคลนได้เช่นกัน
เซียวหย่วนได้ยินเช่นนี้ สีหน้าก็ย่ำแย่ลงไป
เรื่อย ๆ
เยี่ยนหลินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เลือดอันร้อน
ระอุภายในอกไหลทะลักจากดวงใจซึ่งกำลังเต้น
รัวเร็ว เดือดพล่านจนร่างเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อย
แม้แต่เบ้าตายังแดงเรื่อ ความฮึกเหิมนั้นประดุจ
เปลวเพลิงกองหนึ่งซึ่งกำลังแผดเผาความดำมืด
และปราการน้ำแข็งที่กดทับอย่างแน่นหนาให้
มลายหายไป
เรื่องราวในโลกล้วนเต็มไปด้วยความ
ยากลำบากและภยันตราย แต่น้ำใจของมนุษย์
บางครั้งเย็นชา บางครั้งก็อบอุ่น!
หนุ่มน้อยค่อย ๆ กำมือที่อยู่ข้างตัวจนแน่น
คิดเพียงว่าจะสลักเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้
ประทับตราตรึงในห้วงความทรงจำของเขา
เท่านั้น…
เซี่ยเวยในชุดสีขาวพิสุทธิ์ไร้ราคียืนอยู่บน
แท่นสูง เขามองสำรวจสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปมา
ของเซียวหย่วน จากนั้นก็เหลือบมองเสิ่นจื่ออีซึ่ง
กำลังใช้กระบี่กดเซียวเยี่ยและกำลังประจันหน้า
กับเซียวหย่วน สุดท้ายจึงเอ่ยปากออกมา “ติ้งกั๋ว
กงโปรดถอยออกไปก้าวหนึ่งก่อน”
เซียวหย่วนสังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าวันนี้เขา
ก็อยู่ที่นี่ด้วย
เพียงแต่ขุนนางทั้งราชสำนักต่างรู้ว่าเซี่ยเวย
เป็นขุนนางคนสนิทของโอรสสวรรค์ อีกทั้งเขายัง
รู้สึกว่าฝั่าบาททรงเชื่อถ้อยคำของคนผู้นี้มาก
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครกล้าล่วงเกิน ปฏิบัติราวกับ
เห็นเซี่ยเวยเป็นอากาศธาตุมาตลอด ด้วยกลัวจะ
ชักนำภัยมาสู่ตัว
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะพูดกับเขาเช่นนี้
เซียวหย่วนจ้องมองเขาพร้อมเอ่ยว่า “ท่าน
รองราชครูก็ยืนฝั่ายเดียวกับตระกูลเยี่ยนด้วย
หรือ?”
เซี่ยเวยโบกมือเบา ๆ ทีหนึ่งอย่างนิ่งเฉยไม่
สะทกสะท้านเพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ดำเนินพิธีการ
ซึ่งกำลังยืนอึ้งอยู่ด้านข้างถอยออกไป เขายังถึง
ขั้นหัวเราะเบา ๆ อีกด้วย “ ในเมื่อเปั้าหมายที่ฝั่า
บาททรงมีดำริจะจัดการคือจวนหย่งอี้โหว ท่าน
กั๋วกงที่ทำงานตามรับสั่งจึงเป็นเพียงคนกลาง
ฉะนั้นจะทำสิ่งใดควรละเอียดรอบคอบไว้ก่อน
เป็นการดี ตรงนี้ยังมีทหารอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่ง
ที่ท่านต้องทำอย่างมากก็แค่เสียเวลาเดินทาง
กลับไปรอบหนึ่ง ในเมื่อเป็นการรอมชอมให้ทั้ง
สองฝั่าย เหตุใดถึงไม่กระทำเล่า? มิหนำซ้ำยังเป็น
คำขอของสหายร่วมงานที่อยู่ภายในงานเป็นผู้
เสนออีก หากฝั่าบาทตรัสถาม ท่านกั๋วกงก็เพียง
กราบทูลไปตามความจริงเถิด คิดว่าคงไม่พลอย
ถูกเอาโทษไปด้วย…”
ทุกคนพอได้ฟังเช่นนี้ต่างสูดลมหายใจหนาว
เหน็บ!
สายตาที่กำลังมองเซี่ยเวยอยู่รอบด้านฉาย
แววแปลกประหลาดยิ่งนัก ผู้ที่มีความคิดตื้นเขิน
หน่อยถึงขั้นไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
เซียวหย่วนได้ฟังก็ตะลึงงัน จากนั้นจึงบังเกิด
ปฏิภาณและได้สติกลับมาทันที เซี่ยเวยเหมือนจะ
ช่วยพูดขอร้องให้จวนหย่งอี้โหว แต่แท้จริงแล้ว
พูดถึงผลลัพธ์ของพวกที่ยืนอยู่ฝั่ายจวนหย่งอี้โหว
ต่างหาก เมื่อพระราชโองการมาถึง จวนหย่งอี้
โหวจะถูกยึดทรัพย์ก็ถูกยึดทรัพย์ไป แต่หากมีผู้ใด
ยังกล้าหยิบยกเรื่องพระราชโองการขึ้นมาหาเรื่อง
ทั้งยังยืนฝั่ายเดียวกับจวนโหวและช่วยพูดจาออก
หน้าแทนจวนโหวอีก เมื่อฝั่าบาททรงทราบเรื่องนี้
เข้าจะต้องกริ้วอย่างรุนแรงแน่! ถึงตอนนั้นเรื่องนี้
ก็ไม่มีความผิดอันใดของเขาทั้งสิ้น สุดท้ายบัญชีนี้
ก็ต้องไปตกที่จวนหย่งอี้โหวอยู่ดีไม่ใช่หรือ
การกลับวังหลวงเพื่อเพิ่มตราประทับดู
เหมือนจะไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด แต่ที่จริงแล้ว
กลับได้ประโยชน์มากมายนัก!
ครั้นคิดได้เช่นนี้เซียวหย่วนก็เกือบจะหัวเราะ
ร่าอย่างอดไม่ได้ เมื่อมองเซี่ยเวยอีกคราก็รู้สึกว่า
เขาประดุจเซียนแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟั้า ดั่งมหา
ปราชญ์บนหอสูง ช่างล้ำเลิศไร้ที่ตินัก ดังนั้นจึง
ชักกระบี่กลับไปอย่างอารมณ์ดี “ในเมื่อเซี่ยเซียน
เซิงพูดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นแก่หน้า
กันบ้าง เปินกงจะเดินทางกลับวังหลวง เพื่อขอให้
ฝั่าบาททรงอนุมัติเรื่องนี้ จากนั้นค่อยกลับมาใหม่
อีกครั้ง!”
เซี่ยเวยหลุบตา ไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงกลับได้ยินเสียงกระซิบ
กระซาบรอบตัว สายตาของทุกคนเหมือนจะไป
จับอยู่ที่ร่างเซี่ยเวย คล้ายมีคนคิดว่าการที่เขาทำ
เช่นนี้จะถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ภายหลัง
ทว่าหากคิดอ่านให้ลึกซึ้งอีกเพียงนิด ก็อด
ยอมศิโรราบต่อเซี่ยเวยไม่ได้
เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยคำพูดเพียง
ประโยคเดียว ไม่มีสิ่งใดเหนือล้ำไปกว่านี้แล้ว
ขอเพียงคิดดูก็รู้ว่าแขกซึ่งมาร่วมพิธีสวม
กวานของเยี่ยนหลินที่จวนหย่งอี้โหวนั้นคงมิใช่คน
ถ่อยต่ำช้าอันใดแน่ การที่เขาพูดเช่นนี้จึงทำให้ทั้ง
สองฝั่ายสงบลง ช่วยคลี่คลายสถานการณ์กลืนไม่
เข้าคายไม่ออกได้อย่างง่ายดาย กระทั่งว่ายังบอก
ข้อดีข้อเสียที่แฝงอยู่ด้วย
สิ่งที่เจ้าผู้ปกครองหวาดระแวงมากที่สุดคือ
แม่ทัพนายกองมีผลงานโดดเด่นจนสะเทือนถึง
บารมีของเจ้าเหนือหัว แม้หลายปีมานี้ผลงานของ
จวนหย่งอี้โหวจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่สุดท้ายการ
เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏก็ยังเป็น
ประเด็นอ่อนไหวอยู่ดี
หากขุนนางทั้งราชสำนักยืนอยู่ฝั่ายเดียวกับ
จวนโหว ผู้ใดจะทราบว่านี่ใช่เป็นการทำร้ายจวน
โหวหรือไม่
การกระทำของพวกเขาเมื่อสักครู่ถือว่าเกิน
สมควร
หากวันนี้โชคดีผ่านพ้นคราเคราะห์ไปได้ ไม่
ว่าจะพูดหรือทำสิ่งใดต้องระมัดระวัง อย่าให้
กลายเป็นการทำร้ายจวนโหวเป็นพอ
เซียวหย่วนวางแผนการภายในใจเรียบร้อย
รอแค่กลับวังและฟั้องเรื่องจวนหย่งอี้โหวให้หนัก
ก็พอ ฉะนั้นจึงออกคำสั่งกับทหารโดยรอบทันที
“ล้อมจวนแห่งนี้เอาไว้ให้หมด อย่าให้ผู้ใดออกไป
แม้แต่คนเดียว!”
ครั้นกล่าวจบก็มองเสิ่นจื่ออี
โทสะฉายวาบบนใบหน้าเขาอีกหน กล่าว
เสียงทุ้มหนักว่า “องค์หญิงทรงปล่อยคนได้แล้ว
กระมัง?”
เสิ่นจื่ออีชักกระบี่กลับโดยไม่กล่าวคำ
ทว่าเซียวเยี่ยศีรษะกระแทกพื้นจนเกือบจะ
เป็นเบื้อใบ้ไปแล้ว นอกจากนี้ยังเจ็บหัวเข่าจึงลุก
ด้วยตนเองไม่ได้
ยังคงเป็นเซียวซูที่มองเจียงเสวี่ยหนิงอย่างลุ่ม
ลึกผาดหนึ่ง ก่อนจะโบกมือเรียกให้บ่าวไพร่ซึ่ง
คอยรับใช้อยู่ด้านข้างเข้าไปประคองเขา
ทหารที่มาโอบล้อมจวนเฝั้าอยู่ทุกแห่งหน
บ่าวไพร่ภายในจวนใบหน้าซีดเผือดราวกับ
กระดาษ
สุดท้ายเซียวหย่วนก็นำพระราชโองการ
ย้อนกลับไปวังหลวง
ภายในห้องโถงเงียบเชียบยิ่งนัก
เยี่ยนมู่มองเซี่ยเวยอยู่นาน ไม่อาจเอ่ยสิ่งใด
ออกมาได้ ผ่านไปสักพักถึงรวบรวมสติ กัดฟัน
กรอดกล่าวเสียงดังฟังชัด “ในเมื่อสวมกวานแล้ว
ขอเซี่ยเซียนเซิงโปรดตั้งนามรองให้บุตรของข้า
ด้วย!”
ผู้ดำเนินพิธีการไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มา
ก่อน เขาจึงมือไม้อ่อนระทวยทำอะไรไม่ถูก
ยังคงเป็นพ่อบ้านที่รู้สึกตัวได้เร็ว พลันชู
กระดาษ พู่กัน น้ำหมึก และจานฝนหมึกซึ่ง
เตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกขึ้น แล้วมาค้อมกายอยู่
เบื้องหน้าเซี่ยเวย “ขอเซียนเซิงโปรดตั้งนามรอง
ให้ซื่อจื่อด้วยขอรับ”
เยี่ยนหลินมองไปทางเซี่ยเวยเช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงกำหมัดแน่นอย่างเงียบ ๆ ใต้
แขนเสื้อ แม้แต่อาการเจ็บแปลบเล็กน้อยบริเวณ
ข้อมือก็ไม่ค่อยรับรู้แล้ว นางอดไม่ได้ที่จะกลั้น
หายใจมองดูตาไม่กะพริบ
พ่อบ้านชูถาดเคลือบเงาซึ่งวางกระดาษเซ
วียนไว้ขึ้นสูง
สายตาของทุกคนไปอยู่บนร่างเซี่ยเวย
เขาใช้มือข้างหนึ่งรวบแขนเสื้อหลวมกว้าง
และยกพู่กัน ทว่าขณะจะจดพู่กันลงไปกลับชะงัก
อยู่นาน เมื่อเขียนอักษรได้ตัวหนึ่งก็หยุดอีกครา
สุดท้ายจึงวางพู่กันลง “เรื่องราวบนโลกหล้ายาก
จะคาดเดา เดิมทีคิดเอาไว้สองตัวอักษร บัดนี้มี
เพียงอักษรเดียวก็ใช่ว่าจะไม่ดี”
ทุกคนมองไปยังกระดาษแผ่นนั้น…
ตัวอักษรฉวัดเฉวียนประดุจมีมังกรซุกซ่อนอยู่
ตามเส้นขีด มองครั้งแรกไร้ซึ่งคมประกาย แต่เมื่อ
พินิจดูให้ดีกลับทรงพลังยิ่งนัก
มีแค่ตัวอักษรเดียว ‘หุย[1]’
เยี่ยนหลินมีนามรองตัวเดียวคือ ‘หุย’
“สักวันปักษาต้าเผิง[2]จะโบยบินพร้อมสาย
ลม พุ่งทะยานโผผินได้สูงถึงเก้าหมื่นลี้ แต่ถึง
กระนั้นท้องนภาหาใช่สถานที่จะพำนักไม่ ห้วง
มหรรณพต่างหากถึงจะเป็นสถานที่ที่หัวใจควร
ดำรงอยู่ จงข้ามพ้นคราเคราะห์ ปณิธานเดิมไม่
แปรผัน! ดังนั้นจึงมีนามรองว่า ‘หุย’ ”
——————–
1. หุย แปลว่า หวนคืน
2. ต้าเผิง เป็นพญานกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน
เทพปกรณัมจีน แปลงร่างมาจากพญา
มัจฉานามว่าคุน ภายหลังกวีมักนำต้าเผิง
มาใช้ในความเปรียบถึงผู้มีอุดมการณ์กว้าง
ไก