คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 603 ช่วยเหลือ
อาสวนเห็นพลุไฟเหนือศีรษะสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
เขาดันเสี่ยวถง “เกิดเรื่องกับท่านอ๋องกับแม่นางหมิง ข้าต้องรีบไปช่วยเจ้าไปหาที่ปลอดภัยก่อน”
“เดี๋ยว…”
ตัวฝูรีบวิ่งเข้าไปหา “ข้าไปด้วย!”
อาสวนรู้ว่านางเก่งจึงพยักหน้า “มา!”
ในเทศกาลหยวนเซียวมีผู้คนมากมายเพียงนี้ ทางการต้องส่งคนมาเฝ้าแน่นอน อาสวนกวาดสายตามองหา และเห็นว่าผู้ที่รับผิดชอบเป็นเกาฮ่วน
ทันทีที่เขาอธิบายสถานการณ์เกาฮ่วนก็ชักกระบี่ออกมาทันที “จะรออะไรอยู่ แน่นอนว่าความปลอดภัยของท่านอ๋องสำคัญที่สุด ไป!”
เกาฮ่วนเรียกรวมเจ้าหน้าที่ส่วนอาสวนนำทหาร ทั้งสองกลุ่มรีบมุ่งหน้าไปที่วัดฉางเซิง ท่าทีแข็งกร้าวนี้ทำเอาคนเดินผ่านถึงกับหวาดกลัว
“เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน หลีกทาง!”
“ไปๆๆ อย่าขวางทาง”
จี้หลิงรีบเดินไปที่หน้าประตูโรงน้ำชา เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ และทหารวิ่งมาทางนี้ สีหน้าของเขาก็มืดครึ้ม
“เกิดอะไรขึ้น” สะใภ้ต่งอุ้มจูเอ๋อร์มา
“ทหารของเยวี่ยอ๋อง” จี้หลิงพูด “เกิดเรื่องขึ้นกับน้องหญิง และเยวี่ยอ๋อง”
“อา แล้วจะทำอย่างไรดี” สะใภ้ต่งตื่นตระหนก “ออกมาชมโคมไฟกันอยู่ดีๆ เหตุใดถึงเกิดเรื่องขึ้นมาได้”
“เจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าหน้าที่ และทหารเข้าไปช่วยเหลือแล้ว พวกเรากังวลไปก็ไม่มีประโยชน์” จี้หลิงวิเคราะห์อย่างใจเย็น “ตั้งแต่เยวี่ยอ๋องเสด็จกลับเมืองหลวง ท่านไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ มาโดยตลอด วันนี้มีคนมากมายเช่นนี้ต้องเกิดปัญหาอยู่แล้ว ดูจากปฏิกิริยาของเสียวอู่เมื่อครู่พวกเขาคงปะทะกับยอดฝีมือ”
“เขาจะไหวหรือ เขาเพิ่งเรียนมาได้สามปีเอง”
“จะไหวหรือไม่ไหว พวกเราคงทำได้แค่เชื่อใจเขา” บทสนทนาระหว่างสามีภรรยาสิ้นสุดลง แต่กลับได้ยินคนรอบข้างกระซิบกัน
“เกิดอะไรขึ้น ชมโคมไฟอยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่เข้าวัดฉางเซิงไปทำอะไร”
“หรือว่าเกิดไฟไหม้”
“เป็นไปไม่ได้ หากไฟไหม้ละก็พวกเขาคงตะโกนไปนานแล้ว”
“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ คนที่ไปกับเจ้าหน้าที่เมื่อครู่เป็นทหารจากจวนอ๋อง”
“แล้วอย่างไร”
“ไม่แน่ว่าอาจเป็นอ๋องสักคนเรียกมา”
“ก็เป็นไปได้ เฮ้อ…เหล่าอ๋องแค่เรื่องเล็กน้อยกลับทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ความเป็นความตายของประชาชนอย่างพวกเรากลับไม่สนใจ”
“ไม่ใช่หรอก...”
ท่ามกลางเสียงบ่นมีคนจำตราสัญลักษณ์บนตัวของทหารได้จึงพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนจะเป็นคนจากจวนเยวี่ยอ๋อง”
“เยวี่ยอ๋อง หรือจะเป็นคนที่เดิมทีมาจากจวนโป๋วหลิงโหว…”
“คนนั้นแหละ ก่อนหน้านี้ได้รับชัยชนะที่ซีเป่ยอีกทั้งยังกลับตัวกลับใจแล้ว เหตุใดตอนนี้ถึง…”
“บางทีนิสัยคงเปลี่ยนกันยาก...”
สะใภ้ต่งได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วแล้วกระซิบกับสามีว่า “เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง! เหตุใดถึงได้ผลักทุกเรื่องไปที่เยวี่ยอ๋องด้วย”
“ประชาชนมักเป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นสูงเสมอ” จี้หลิงพูดเสียงเบา “เดิมทีเรื่องนี้ไม่มีอะไร เพียงแต่สถานการณ์ปัจจุบันของเยวี่ยอ๋อง…เกรงว่าเป็นการยื่นดาบให้ผู้อื่น”
“แล้วอย่างไร”
จี้หลิงหันซ้ายขวาแล้วบังเอิญเห็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากที่ว่าการท่านหนึ่งเดินผ่าน คิดว่าเขาคงมาปฏิบัติหน้าที่ในคืนนี้
ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดขึ้นฉับไวเขาตะโกนขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมาย
“พี่ชายโปรดรอก่อน!”
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบผู้นั้นที่ถูกเรียกหันศีรษะ และเห็นจี้หลิงเดินมาหาตนก็รู้สึกประหลาดใจ
“ท่านคือ…” เขาเห็นจี้หลิงมีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน กลิ่นอายดูไม่ธรรมดา บางทีเขาอาจเป็นคนมีชื่อเสียงเลยต้องสุภาพหน่อย
จี้หลิงทำความเคารพแล้วพูดเสียงเบา “ข้าน้อยแซ่จี้ ทำงานอยู่ที่สำนักฮั่นหลิน น้องสาวของข้าน้อยหมั้นหมายกับเยวี่ยอ๋อง เมื่อครู่เห็นทหารจวนเยวี่ยอ๋องเดินผ่านไปเลยรู้สึกเป็นกั งวลจนต้องรั้งท่านไว้ ขออภัยที่เสียมารยาทด้วย”
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตระหนักได้ในทันทีแล้วรีบทำความเคารพ “ที่แท้ก็เป็นใต้เท้าจากฮั่นหลินนี่เอง มิกล้าๆ”
เขาในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากที่ว่าการรู้จักเครือญาติของชนชั้นสูงในเมืองหลวงอย่างทะลุปรุโปร่ง แค่ได้ยินชื่อก็รู้สถานะของจี้หลิงแล้ว ไม่ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับเยวี่ ยอ๋อง ใต้เท้าจี้ผู้นี้ได้ตำแหน่งทั่นฮวาเป็นฮั่นหลินอย่างเป็นทางการ เส้นทางในอนาคตไร้ขีดจำกัดโดยปกติแล้วต่อให้เขาอยากปฏิสัมพันธ์ด้วยยังทำได้ยาก
เขาตอบอย่างกระตือรือร้นทันทีว่า “ใต้เท้าจี้ไม่ต้องกังวล เยวี่ยอ๋องได้พบกับโจรในวัดจึงเรียกเจ้าหน้าที่เข้าไปคนมากมายเช่นนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกขอรับ”
จี้หลิงกล่าวขอบคุณเขา และกลับไปที่โรงน้ำชา
เขาจงใจพูดกับสะใภ้ต่งเสียงดังว่า “ภรรยา ที่แท้เป็นโจรบุกรุกเข้าไปในวัด บังเอิญเยวี่ยอ๋องอยู่ที่นั่นด้วยจึงให้ทหารเชิญเจ้าหน้าที่เข้าไปจับโจรอีกเดี๋ยวคงจับได้แล้ว”
สะใภ้ต่งเข้าใจได้ทันทีจึงตอบกลับเสียงดังไปว่า “ที่แท้ก็มีโจรนี่เอง หนีออกมาได้หรือไม่ วันนี้มีคนพลุกพล่านเช่นนี้ หากเกิดทำร้ายผู้ใดขึ้นมาจะทำอย่างไร”
จี้หลิงปลอบโยน “วางใจเถอะ! ตอนนี้เจ้าหน้าที่คงทำการปิดวัดแล้ว แม้แต่เยวี่ยอ๋องยังนำทหารของตนเองเข้าไปด้วย พวกเขาล้วนเคยผ่านสนามรบมาก่อน เชื่อว่าคงจับโจรได้ในอีกไม่ช้า ”
“อย่างนี้นี่เอง! เช่นนั้นพวกเราก็รออย่างสบายใจได้แล้ว”
บทสนทนาของสองสามีภรรยาแพร่กระจายผ่านหูของหลายๆ คน พวกเขาเห็นจี้หลิงสนทนากับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมาก่อนหน้านี้ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็หันไปเอนเอียงเข้ากระซิบกระซาบซึ่งหัวข้ อสนทนาก็เปลี่ยนไปแล้ว
“ที่แท้ก็มีโจร เช่นนั้นต้องอวยพรให้เจ้าหน้าที่จับได้ทุกคน!”
“ใช่ๆ โชคดีที่เยวี่ยอ๋องอยู่ด้วย…”
…………..
เกาฮ่วนนำคนเข้าไปในวัดฉางเซิง อย่างแรกที่เขาทำคือตะโกนหยุดกิจกรรมทายปริศนาโคมไฟ และให้ประชาชนที่กำลังเดินเล่นอยู่ถอนตัวออกไป
อาสวนเดินนำทหารไปไม่หยุดโดยมุ่งหน้าไปทิศทางที่พลุไฟถูกจุดขึ้น
เมื่อเข้าไปในลานข้างหลังวัดฉางเซิงพวกเขาก็พบสิ่งผิดปกติทันที
“หัวหน้า ตรงนี้เคยมีคนปะทะกันขอรับ”
“ที่นี่ยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่”
“ดูนั่น มีศพอยู่บนกำแพง!”
อาสวนรีบเดินเข้าไปดู และสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก “เกาทัณฑ์แขนเสื้อของอาหว่าน รีบค้นหาเร็ว!”
ทหารได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีพวกเขาได้สำรวจทีละลาน และในไม่ช้าก็พบหยางชูซึ่งถูกล้อมไว้
“ท่านอ๋องอยู่ที่นี่!”
อาสวนตะโกน “จับพวกเขาทั้งหมด!”
ชายหนุ่มข้างกายเวินซิ่วอี๋เห็นว่าสถานการณ์ท่าไม่ดีจึงเอ่ยเรียกนาง “ซิ่วอี๋”
เวินซิ่วอี๋ไม่สามารถปล่อยหมิงเวยไปได้ นางโกรธมากเมื่อเห็นว่าหยางชูหัวเดียวกระเทียมลีบมีหรือจะปล่อยไป นางกัดฟันแล้วตะโกนสั่งการว่า “หยุดพวกเขาซะ!”
ชายหนุ่มกังวลจนเหงื่อตก “ซิ่วอี๋! ที่นี่คือหยุนจิง! พวกเขาค้นพบเราแล้วจากนี้จะต้องมีกำลังสนับสนุนมาอีกแน่หากไม่หนีไปตอนนี้จะไม่ทันเอานะ!”
สีหน้าของเวินซิ่วอี๋เย็นชา “เส้นทางลับของวัดฉางเซิงถูกใช้งานแล้ว หากไม่สามารถเก็บเกี่ยวอะไรกลับไปได้เจ้าจะให้ข้ากลับไปอธิบายว่าอะไร”
“หากมัวแต่มาคิดเรื่องอธิบายจะตายเอาได้นะ!” เมื่อเห็นว่าพระเหล่านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทหารจวนเยวี่ยอ๋อง ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะก่นด่าในใจ
เขาบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าการจัดการกับวัดฉางเซิงนั้นไม่ง่าย อย่าได้คิดใช้มันง่ายๆ แต่นางก็ไม่ฟังเพราะคิดว่าแผนของตนจะสำเร็จ ตอนนี้จบแล้วขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกก กำมือ[1] ไม่เพียงแต่ทำร้ายผู้ใดไม่ได้ ยังทำลายวัดฉางเซิงอีก
เวินซิ่วอี๋ไม่ฟังนางหยิบขลุ่ยสั้นออกมาคิดที่จะใช้สั่งการหนอนพิษกู่
ชายหนุ่มรู้ว่าครั้งก่อนนางเสียหนอนพิษกู่ไปหลายตัว และตัวที่เหลืออยู่ก็มีความผิดพลาด พลังถดถอยเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าหากชีพจรได้รับบาดเจ็บก็อาจเสียชีวิตได้
ครั้งนี้จะไม่มีการตามใจอีกต่อไป สองมือตั้งท่า และตีไปที่หลังของเวินซิ่วอี๋
เวินซิ่วอี๋ยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ชายหนุ่มแบกนางพาดบ่าอาศัยจังหวะที่หยางชูและคนอื่นๆ พัวพันอยู่กับเหล่าพระพาเวินซิ่วอี๋หนีข้ามกำแพงไป
หยางชูเห็น และคิดที่จะไล่ตามไป แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับขว้างขวดกระเบื้องมาทางนี้
“หึ่ง…” เกิดเสียงดังขึ้นเป็นฝูงผึ้งพิษที่หยุดเขาไว้
…………….
[1] ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ : ฉวยโอกาสไม่สำเร็จยังขาดทุนอีกต่างหาก