คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 604 รื้อค้น
“ปล่อยข้า!” เวินซิ่วอี๋ดิ้นรน ชายคนนั้นวิ่งออกไปไกล และเมื่อเห็นว่าวัดฉางเซิงอยู่ไกลออกไปถึงยอมวางนางลง
“ฉือชิ่ง! ท่านกล้ามากที่กล้าทำอย่างนี้กับข้า!” แววตาของเวินซิ่วอี๋โกรธจัด
ฉือชิ่งตอบกลับ “ข้าทำเพื่อช่วยชีวิตท่าน! ก่อนหน้านี้ท่านก็เสียเปรียบมาแล้ว เหตุใดถึงไม่หลาบจำบ้าง”
เวินซิ่วอี๋โกรธมาก “ท่านพูดอะไร”
ฉือชิ่งไม่ยอมถอยเขาพูดว่า “ซิ่วอี๋ ท่านอย่าลืมว่าข้าเป็นศิษย์พี่ของท่าน!”
“แล้วอย่างไร เจ้าสำนักหมอผีก็คือข้า!”
ฉือชิ่งมองนางด้วยความผิดหวัง “ท่านยังจำได้ว่าท่านเป็นเจ้าสำนักอยู่หรือ แล้วดูสิ่งที่ท่านทำ! ถึงการลอบสังหารจะล้มเหลว แต่คุณชายรองไม่ได้บอกว่าต้องทำให้สำเร็จ เหตุใดท่านต้อ องแข่งขันกับแม่นางหมิงถึงเพียงนั้นด้วย ตอนนี้เราสูญเสียกองกำลังลับในวัดฉางเซิงไปโดยเปล่าประโยชน์ นี่เป็นการทำลายแผนการใหญ่ของคุณชายรอง!”
“ไม่ใช่เพราะท่านลากข้ามาถึงได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ!” เวินซิ่วอี๋ยิ่งโกรธจัด
“ไม่อย่างนั้นอย่างน้อยข้าก็สามารถสังหารเยวี่ยอ๋องได้ ศิษย์พี่บอกว่านอกจากฮ่องเต้แคว้นฉีแล้วผู้ที่สำคัญที่สุดคือเขา!”
“แล้วท่านฆ่าเขาได้หรือไม่” ฉือชิ่งพูดตัดบท “พวกเราล้อมเขานานเพียงนั้นแต่ยังฆ่าเขาไม่ได้ กำลังเสริมก็มาถึงแล้วนี่ท่านกำลังฝันอยู่หรือ”
“ท่าน…”
เสียงวุ่นวายจากวัดฉางเซิงลอยเข้ามา ฉือชิ่งตัดบทสนทนา “ช่างเถอะ เรื่องเป็นเช่นนี้แล้วพวกเราถอนตัวก่อน!”
เวินซิ่วอี๋หน้าตึงไม่พูดอะไร ฉือชิ่งไม่ต้องการพูดคุยกับนางเช่นกัน โชคดีที่เขาเตรียมตัวมาอย่างดี และได้วางแผนหาทางหนีไว้แล้ว
ทั้งสองเดินเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วฉือชิ่งก็ผลักเวินซิ่วอี๋ไปข้างหลังก้อนหินแล้วลดเสียงลง “มีคนอยู่!”
เวินซิ่วอี๋ได้ยินเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายเมื่อพิจารณาดูดีๆ ก็พบว่าเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ พวกเขาพกมีดไว้ที่เอว และเดินอย่างเงียบๆ ในยามค่ำคืน หนึ่งในคนพวกนั้นแบกบางอย่างไว้บ บนไหล่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคน
รอจนพวกเขาเดินไปไกลฉือชิ่งพูดพึมพำ “ลักพาตัวหรือ จิตสังหารเช่นนั้นดูไม่เหมือนเลย!”
“เป็นหูเหริน” เวินซิ่วอี๋พูด “มีดที่พวกเขาพกเป็นรูปแบบของเผ่าหู”
เวินซิ่วอี๋ที่ไม่ออกอาการบ้าแล้วช่างสังเกตมากซึ่งฉือชิ่งไม่สงสัยในการตัดสินของนาง “เหตุใดหูเหรินถึงมาอยู่ที่นี่ได้พวกเขาลักพาตัวผู้ใดไปกัน”
เวินซิ่วอี๋หันศีรษะมองไปในทิศทางที่พวกเขาจากมาแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“มีคนวางค่ายกลที่นี่!”
“ช่างเป็นค่ายกลที่ฉลาดจริงๆ ปกปิดร่องรอยไว้อย่างสมบูรณ์”
เวินซิ่วอี๋จำเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ ท่านจำได้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เหมือนจะได้ยินเสียงขลุ่ย”
ฉือชิ่งนึกย้อน “หรือว่าเป็นคุณหนูหมิงที่เป่าขลุ่ยเพื่อทำลายค่ายกลนี้”
เวินซิ่วอี๋ส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่ เสียงขลุ่ยนั้นอยู่ไกลออกไป แต่ตอนนั้นค่ายกลที่เราตั้งในวัดดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับว่าได้ รับอิทธิพลจากบางสิ่งบางอย่าง”
“ท่านหมายความว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซงงั้นหรือ”
เวินซิ่วอี๋พยักหน้า “เมื่อครู่ข้าก็คิดว่ามันแปลกสตรีผู้นั้นเหตุใดถึงไม่กลับมาช่วยคน หรืออาจเป็นเพราะนางถูกผู้อื่นเกาะเกี่ยวไว้อยู่”
ฉือชิ่งอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “มีคนล่อนางมาที่นี่! เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ที่ถูกพาตัวไปเมื่อครู่จะเป็นนาง”
เวินซิ่วอี๋เลิกคิ้ว “นั่นเป็นกลุ่มหูเหริน ข้าไม่เชื่อว่าหูเหรินจะมีความสามารถนี้”
ก็จริงคนหูเหรินพวกนั้นดูไม่เหมือนคนเป็นเคล็ดวิชาเลย ทั้งสองยังคงเดินตามร่องรอยของค่ายกลไปตลอดทางจนถึงไหล่เขา
“ดูเหมือนว่าจะจบลงแล้ว” ฉือชิ่งพูด “พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
เวินซิ่วอี๋กำลังจะพยักหน้า แต่จู่ๆ นางก็ใจเต้นแรงจนโพล่งออกไปว่า “เดี๋ยวก่อน!”
“อะไรอีก” ฉือชิ่งหมดความมั่นใจในตัวนางคิดว่าถ้านางทำพลาดอีกครั้ง เขาจะตีนางจนสลบ และพากลับแคว้นฉู่ แต่ครั้งนี้เวินซิ่วอี๋ไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวาย
“ข้ารู้สึกได้” นางพูดเสียงเบา “วิญญาณของนางกินพิษกู่ของข้าไปจำนวนมาก บนตัวของนางจึงมีกลิ่นอายของข้า”
เวินซิ่วอี๋หันกลับมาช้าๆ นางก้มตัวลง และยกกิ่งไม้ที่หนาทึบขึ้น “นางอยู่ที่นี่! ”
……………
เวินซิ่วอี๋หนีไปได้พระในวัดฉางเซิงเมื่อไม่ได้รับคำสั่งใดๆ ก็เสียเปรียบในไม่ช้า
ทันทีหลังจากนั้นเกาฮ่วนก็มาถึงพร้อมกับเจ้าหน้าที่ และล้อมรอบพวกเขา
เมื่อควบคุมสถานการณ์ได้แล้วหยางชูก็ถอนตัวออกมา เขาเอามือกดบาดแผลที่แขน “สตรีผู้นั้นโหดเหี้ยมจริงๆ ลูกศรผลัดกันพุ่งเข้าใส่มือของข้าแทบพัง”
เมื่อเห็นว่ามือของเขาเต็มไปด้วยเลือดอาสวนจึงพูดว่า “ท่านอ๋องไปพันแผลก่อนเถอะขอรับ”
หยางชูพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่นานเสี่ยวถงก็เข้ามาทำความสะอาดบาดแผลของเขาพลางบ่นว่า “ท่านอ๋องนี่จริงๆ เลยนะเจ้าคะ ไปที่ไหนก็เกิดเรื่องโชคดีที่พี่อาหว่านสังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันไม่อย่างนั้นคงเสียม มากกว่ามือข้างเดียวเป็นแน่”
“แค่แผลเล็กน้อยเท่านั้น” หยางชูเอื้อมมือไปดื่มชา และถามพวกเขา “จริงสิ อาหว่านล่ะ”
“ไม่เห็นเลยขอรับ” อาสวนกล่าวต่อ “บางทีอาจหลงทางอยู่ในวัด”
หยางชูแค่นหัวเราะ “อาหว่านไม่ใช่คนมีปัญหาเรื่องจำทิศทางต้องเป็น…”
จู่ๆ รอยยิ้มของเขาก็หายไปเขาถามขึ้นว่า “หมิงเวยล่ะ”
ทั้งอาสวน และเสี่ยวถงมีสีหน้างุนงง “พวกเจ้าไม่เห็นนางหรือ” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน หยางชูยืนขึ้นในทันที
“ท่านอ๋อง!” เสี่ยวถงรีบดึงเขากลับมา “รอบ่าวพันเสร็จก่อนเจ้าค่ะ!”
นางรู้ดีว่าท่านอ๋องของตนเป็นคนอย่างไรจึงรีบพันแผลให้อย่างรวดเร็ว
“แล้วพวกเจ้ามาช่วยได้อย่างไร” เขาถามอาสวนแล้วเดินออกไป
“ข้าน้อยเห็นพลุไฟที่แม่นางหมิงมักใช้เพื่อส่งข้อความ”
“แล้วเจ้าไม่เห็นนางหรือ”
“ไม่เห็นขอรับ”
“อาหว่านบอกจะมาช่วยก็ไม่เห็นงั้นหรือ”
“ไม่เห็นขอรับ!”
หยางชูสบถแล้วตะโกนออกไปว่า “แล้วรออะไรอยู่ รีบไปค้นหาเร็วเข้า!”
อาสวนได้สติทันที “ขอรับ!”
หยางชูเดินไปรอบๆ อย่างกระวนกระวาย เขาเดินไปตามทางออกจากวัดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าหมิงเวยเป็นพวกหลงทิศ ไม่มีทางเดินไปถูกทางแน่ดังนั้นเขาจึงหันกลับมาที่กำแพงอีกครั้ง
เสี่ยวถงเดินตามเขา “ท่านอ๋อง อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ! พี่อาหว่านเองก็อยู่ด้วย พวกนางต้องไม่เป็นอะไร”
“เพราะอาหว่านอยู่ด้วยข้าถึงเป็นกังวล!” หยางชูเกาหัวด้วยความหงุดหงิด
“พวกนางสองคนไม่ใช่สตรีอ่อนแอ หากอยู่ด้วยกันจริงๆ หายไปนานไม่พบร่องรอยเช่นนี้หมายความว่าต้องพบเจอศัตรูที่ยากจะรับมือ ขนาดพวกนางยังรับมือไม่ได้ อีกฝ่ายคงไม่เพียงแต่แข็งแกร ร่ง แต่ยังเตรียมพร้อมมากด้วย”
“ท่านอ๋อง!”
หยางชูพูด “กลับไปค้นรังตระกูลเวิน!”
เสี่ยวถงพูดเสียงเบา “ท่านไม่ได้ตรวจสอบแล้วหรือว่าเวินซิ่วอี๋ผู้นั้นไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลเวิน”
“เช่นนั้นก็เป็นคนที่ตระกูลเวินหามา!” หยางชูเต็มไปด้วยความโกรธ และไม่มีที่ระบาย
“…ตระกูลเวินก็ลำบากพอแล้ว พอฮุ่ยเฟย และองค์ชายรองสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ถูกบุกค้น และยึดทรัพย์ ต่อให้ท่านจะไปบุกค้นก็ไม่มีอะไรให้ค้นแล้วเจ้าค่ะ”
หยางชูโกรธมากจนถีบกำแพง “อย่างไรก็ต้องค้นทั้งหมด!”