คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 607 รนหาที่ตาย
ฉือชิ่งมองนางด้วยสายตาเย็นชา “ท่านอย่าเล่นเล่ห์อะไรเลย ข้าเลี้ยงพิษกู่ไว้ในร่างกายของพวกท่านหากท่านคิดหนีชีวิตของพวกท่านก็จะจบลง”
หมิงเวยยิ้มอย่างเป็นมิตร “คุณชายพูดอะไรน่ะสำหรับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งการถามชื่อถือเป็นมารยาท”
ฉือชิ่งกลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยเขาพูดเสียงเย้ยหยัน “ยอดฝีมืองั้นหรือ ท่านไม่เคยประมือกับข้าเลยด้วยซ้ำ”
สีหน้าของหมิงเวยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่เคยประมือ เพราะคุณชายซ่อนตัวอยู่หลังฉากมาโดยตลอด และหากไม่มีคุณชายแผนการลอบสังหารที่เขาซิ่วชาน และอันตรายจากการล้อมวัดฉางเซิงคงไม่เก กิดขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉือชิ่งก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
หมิงเวยทำทีมองไม่เห็นแล้วพูดต่อไปว่า “ผงยาบนร่างกายท่านมีกลิ่นที่เบามาก ดังนั้นวิชาพิษกู่คงไม่ดีเท่ากับคุณหนูเวินเพียงแต่พลังหยินหยางปั่นป่วนไม่หยุด ร่างกายดูเหมือนจะอย ยู่ระหว่างหยินหยางเหมือนภูติผีมากกว่ามนุษย์ คือสิ่งที่พ่อมดควรรักษาไว้ ในแง่ของวิชาท่านแข็งแกร่งกว่าคุณหนูเวินมาก! การก่อตัวของหมอกพิษที่เขาซิ่วชาน และค่ายกลหยินหยาง งที่วัดฉางเซิงเป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ฉือชิ่งก้าวไปข้างหน้าฝ่ามือของเขาพร้อมจู่โจม พลังหยินหยางที่อยู่รอบๆ ก็ถูกกระตุ้น ในตอนนี้แค่เขาลงมือหมิงเวยซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จะตายด้วยน้ำมือของเขาทันที
จี้เสียวอู่คว้าตัวนางแล้วพูดเสียงเบา “เจ้าอยากตายหรืออย่างไร เวลานี้ยังจะมาจงใจยั่วยุเขาอีก”
หมิงเวยยังคงยิ้มสายตามองไปยังมือของฉือชิ่ง “หากคุณชายฆ่าข้าปัญหาต่างๆ ก็จะสิ้นสุดลง วิชาลับจากสำนักหมอผีของพวกท่านสูญหายไปไม่ใช่เรื่องที่เกิดแค่วันสองวัน ผู้อื่นไม่รู้ก ก็ไม่คิดอะไรมากอย่างไรก็ตามวิชาพิษกู่ที่มีอยู่ในตอนนี้มันก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับสูงแล้วใช่หรือไม่”
มือของฉือชิ่งยิ่งกำแน่นสีหน้าของเขามืดครึ้ม จี้เสียวอู่อกสั่นขวัญแขวนเขาดึงหมิงเวยไปอยู่ด้านหลังตน “เจ้าหุบปากได้แล้ว! เป็นสตรีเหตุใดถึงพูดมากเช่นนี้!”
หมิงเวยรู้สึกซาบซึ้ง “พี่ห้าเป็นคนดีจริงๆ ตอนนี้พวกเราสองคนตกที่นั่งลำบากด้วยกันหากตายด้วยกันก็จะมีคนร่วมเดินทางไปยังปรโลกด้วยไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป”
จี้เสียวอู่อยากจะบีบคอนาง “หึ! ข้าไม่อยากตายไปกับเจ้า! เข้าข้างตนเองให้มันน้อยลงหน่อย”
หมิงเวยถอนหายใจ “พี่ห้าปากร้าย แต่ใจดีข้าเข้าใจเจ้าค่ะ”
“….”
ขอถาม…ศัตรูอยู่ตรงหน้า แต่ถ้าหากอยากสังหารน้องสาวของตนเองก่อนจะทำอย่างไรดี โชคดีที่การสนทนาตลกนี้ทำให้จิตสังหารของฉือชิ่งค่อยๆ หายไป
เขาพูดว่า “ท่านพูดมากเพียงนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าเอาขนมเปี๊ยะมาแขวนอยากให้พวกเราไม่เอาชีวิตท่าน หึ ท่านประเมินตนเองสูงไปจริงๆ วิชาลับสำนักหมอผีของพวกเราเหตุใดต้องให้ผู้อื่น มาวิพากษ์วิจารณ์ด้วย”
หมิงเวยยิ้ม “เช่นนั้นเหตุใดคุณชายไม่ฆ่าข้าเสียเลยล่ะ ในตอนที่ท่านคิดว่าคนผู้นี้อันตรายมากวิธีที่ดีที่สุดคือการฆ่าทันที หากผัดวันประกันพรุ่งมักไม่มีจุดจบที่ดี ท่านไม่ใช่ คุณหนูเวินคงไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายเพียงเพื่อเรื่องทะเลาะเล็กน้อยหรอกใช่หรือไม่”
ฉือชิ่งแค่นหัวเราะกำลังภายในรวมตัวกันที่กลางฝ่ามืออีกครั้ง “มีคนเคยบอกหรือไม่ว่าท่านช่างชอบรนหาที่ตายจริงๆ”
“มีเยอะมากเลยเจ้าค่ะ ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย” หมิงเวยเหลือบมองจี้เสียวอู่ที่อยู่ข้างๆ
“…”
สีหน้าของจี้เสียวอู่ว่างเปล่ารู้สึกอยากฆ่าน้องสาวตนเองขึ้นมาแล้วทำอย่างไรดี ฉือชิ่งเห็นท่าทีของจี้เสียวอู่ก็หายโกรธทันที ขนาดคนของตนเองยังโกรธได้แล้วคนนอกอย่างเขาจะโกรธ ธไปให้ได้อะไร
ฉือชิ่งที่สงบลงแล้วคิดทบทวนคำพูดของนาง และถามว่า “แต่ละหัวข้อที่ท่านพูดมาล้วนมีเหตุผลฟังดูดี ดูเหมือนท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับสำนักของพวกเรามาก”
หมิงเวยไม่ตอบ แต่เอามือลูบแขนของตนเองแล้วพึมพำว่า “ช่างหนาวจริง!”
ฉือชิ่งจ้องที่นางครู่หนึ่งจากนั้นก็หันหลัง และเดินออกจากห้องนี้ไป
ทันทีที่เขาจากไปจี้เสียวอู่ลากหมิงเวยเข้ามาแล้วพูดอย่างเป็นกังวล “พวกเราเป็นนักโทษแล้วเจ้าช่วยทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ได้หรือ อยากตายหรืออย่างไร”
หมิงเวยค่อยๆ ดึงมือของเขาออก และปลอบโยนเสียงนุ่ม “พี่ห้าวางใจเถอะเจ้าค่ะ คนเช่นเขาขอร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ การพูดตรงไปตรงมาต่างหากที่เพิ่มโอกาสรอดของเรามากขึ้น”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” จี้เสียวอู่มองนางอย่างระมัดระวัง
หมิงเวยพูด “คุณหนูเวินผู้นั้นอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ เมื่อนางสงบแน่นอนว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม แต่หากยั่วยุนางเข้ามักจะทำสิ่งที่ไม่คาดฝันที่นางปล่อยให้พวกเรามีชีวิตอยู่ หนึ่งเพราะข้าทำลายวิชาพิษกู่ของนางแล้วยังแสดงวิชาลับสำนักหมอผี นางเลยต้องการค้นหาที่มาของวิชาลับจากข้า สองคือใช้โอกาสนี้แก้แค้น ต้องการให้ข้าอับอาย การเอาชีวิตไปไว ว้กับนางไม่มั่นคงเท่าไรนักพวกเราต้องหาจุดมั่นคงเพื่อรักษาชีวิตของพวกเราไว้เจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่ครุ่นคิด “ดังนั้นเจ้าเลยจะตีสนิทกับสหายของนางหรือ”
หมิงเวยพยักหน้า “คนผู้นี้วิชาพิษกู่ไม่ดีเท่าคุณหนูเวิน แต่ในแง่ของวิชาเขาใกล้เคียงกับรากฐานของสำนักหมอผีมากกว่านาง หากให้ข้าเดาเขาเป็นบุคคลสำคัญในสำนักหมอผีด้วย บาง งทีสถานะของเขาอาจไม่ดีเท่ากับเวินซิ่วอี๋ แต่ความรู้สึกรับผิดชอบของเขาที่มีต่อสำนักหมอผีไม่ต่ำกว่านางแน่นอน”
อย่างที่นางพูดไปเมื่อคืน พิธีเข้าทรง ระบำพิชิตมาร ทำนายโชคชะตาเป็นรากฐานของวิชาหมอผี แต่สิ่งเหล่านี้ได้สูญหายไปนานแล้ว ฝึกฝนไปก็ไม่เห็นผลอะไร เขาไม่ได้เชี่ยวชาญในวิชาพิษก กู่เช่นเวินซิ่วอี๋ แต่เน้นไปที่วิชาหยินหยางซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับมรดกของสำนักหมอผีมากกว่าเวินซิ่วอี๋
เขามักจะซ่อนอยู่เบื้องหลัง และในยามที่ล้มเหลวก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่าต้องลากเวินซิ่วอี๋ออกไปเห็นได้ชัดว่าเขาใจเย็น และเก่งในการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ถ้าสามารถเกลี ยกล่อมเขาได้ชีวิตของพวกเขาจะรอด
หลังจากฟังการวิเคราะห์ของนางจี้เสียวอู่ก็กลับมาสงบลงในที่สุด
ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกผิดในใจเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมาเขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาแข็งแกร่งจริงๆ และนางก็ช่าง…ชื่นชอบรนหาที่ตายจริงๆ ตอนนี้พอมาคิดดู ดูเหมือนว่าเขาจะดูถูกน นางมากเกินไป ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องรนหาที่ตายต่างๆ ที่นางทำมีตรรกะที่เข้มงวดอยู่เบื้องหลัง เขาควรจะมั่นใจในน้องสาวของเขามากกว่านี้
“พี่ห้ากำลังซาบซึ้งอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ เมื่อครู่นี้เข้าใจข้าผิด ไม่เป็นไร..ข้าไม่ถือสาหรอกเจ้าค่ะ ผู้ใดใช้ให้พี่ห้าปฏิบัติต่อข้าดีเพียงนี้กันข้าจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใ ใจ และจะไม่ลืมมันอีกในอนาคตเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่หน้าแดงเขาแค่นหัวเราะ “ผู้ใดบอกให้เจ้าจำกัน! หลังจากนี้อย่ามาหลอกข้าอีกก็พอแล้ว”
“ข้าไปหลอกพี่ห้าตั้งแต่ตอนไหนกันเจ้าคะ นั่นไม่ใช่ว่าพี่ห้ามารบกวนข้าเองหรอกหรือ ได้ๆๆ ท่านพูดถูกเป็นความผิดของข้าเอง…” จี้เสียวอู่จะยิ้มก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิงสีหน้ าของเขาบูดเบี้ยวมาก
ท้ายที่สุดก็หาเรื่องคุยได้ “ที่เจ้าทำเมื่อครู่แน่ใจหรือว่าจะทำให้เขาหวั่นไหวได้ หายไปนานไม่กลับมาเช่นนี้คงเปลี่ยนใจไปแล้วหรือไม่”
หมิงเวยยิ้ม “ใจร้อนไปทำไมกันเจ้าคะ รออีกหน่อยเดี๋ยวก็รู้”
ทันทีที่พูดจบประตูก็ถูกเปิดอีกครั้งฉือชิ่งก็เข้ามาพร้อมผ้าห่ม เขาโยนผ้าห่มที่มีกลิ่นเหม็นให้พวกเขา และพูดอย่างประชดประชันว่า “ท่านสามารถโน้มน้าวข้าได้ ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ ฆ่าท่าน และไม่สนด้วยว่าซิ่วอี๋จะโกรธหรือไม่”
“เข้าใจแล้ว” หมิงเวยส่งผ้าห่มให้จี้เสียวอู่ด้วย จากนั้นนางก็ห่อผ้าห่มแล้วถามอีกครั้ง “สหายมีนามว่าอะไรหรือ”