คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 612 แคว้นทางใต้
สถานการณ์เลวร้ายมักเกิดขึ้นได้เสมอ จี้เสียวอู่คาดหวังอยู่ตลอดทาง แต่ไม่มีผู้ใดมาตรวจสอบเรือที่พวกเขาอยู่เลย ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางมาถึงท่าเรือที่อยู่ใต้สุดของแคว้นฉีอย่างราบรื่น จากนั้นก็เปลี่ยนเรือเพื่อออกทะเลข้ามเกาะเผิงไหลแล้วเข้าสู่น่านน้ำทางทะเลของแคว้นฉู่
พวกเขาหายตัวไปในเทศกาลหยวนเซียว หลังจากอยู่บนเรือนานกว่าสองเดือน พวกเขาก็กลับมายังแผ่นดินใหญ่ ฤดูใบไม้ผลิในเดือนสามลมใบไม้ผลิสิบลี้
เนื่องจากหมิงเวยทำตัวดีพวกเขาจึงได้รับการปฏิบัติที่ไม่เลวอย่างน้อยก็ได้กินมีเตียงให้นอน เพียงแต่รสชาติอาหารไม่อร่อย และสภาพการนอนหลับแย่เล็กน้อย
แต่ไม่เป็นไรแค่รักษาชีวิตไว้ได้ก็ดีแล้ว
ตอนนี้จี้เสียวอู่มองโลกในแง่ดีมาก ไม่มองโลกในแง่ดีไม่ได้เพราะชีวิตตกอยู่ในมือของผู้อื่น!
“นี่เจ้าน่ะ มาเช็ดเรือหน่อย!”
จี้เสียวอู่ชำเลืองมองอย่างเศร้าๆ แล้วถามหมิงเวยที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาว่า
“เหตุใดถึงเรียกแต่ข้าให้ไปทำงาน แต่ไม่เรียกเจ้าเลยล่ะ” เห็นได้ชัดว่าทั้งสองนั่งตากลมอยู่ที่หัวเรือด้วยกัน!
หมิงเวยยิ้ม “เพราะข้างามอย่างไรละเจ้าคะ!”
“…” จี้เสียวอู่สบถเบาๆ แล้วลุกขึ้นไปทำงาน
ประตูห้องโดยสารของเรือถูกเปิดออกเวินซิ่วอี๋เดินออกมา “เหตุใดยังไม่ถึงอีก อีกนานหรือไม่”
คนพายเรือตอบด้วยความเคารพ “ตอนเช้าไม่มีลมการเดินทางจึงช้าลงเล็กน้อย เรือน่าจะเทียบท่าคืนนี้ขอรับ”
“รีบหน่อย!” เวินซิ่วอี๋พูด “ในเมื่อมาถึงแล้วอย่าได้ช้า”
“ขอรับ” คนพายเรือทั้งกลัวทั้งเกรงนาง เวินซิ่วอี๋หันหลังหมุนตัวกลับห้อง ในตอนที่เดินผ่านหมิงเวยนางกลอกตาแค่นหัวเราะ
หลังจากวันนั้นนางกับฉือชิ่งก็ทะเลาะกันใหญ่โต ถึงหมิงเวยไม่ได้ยิน แต่ก็พอเดาได้ เวินซิ่วอี๋เก็บนางไว้เพื่อแก้แค้น เรื่องสืบหาวิชาลับไม่ใช่เรื่องยาก แต่ฉือชิ่งได้ทำข้อตกลงกับนางโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกทั้งยังดูแลพวกเขาซึ่งทำให้เวินซิ่วอี๋ไม่พอใจ
จากเหตุการณ์นี้ทำให้หมิงเวยเข้าใจถึงสถานะของฉือชิ่งมากขึ้น
โดยรวมแล้วคนกลุ่มนี้มีเวินซิ่วอี๋เป็นผู้นำ แต่การตัดสินใจของเขานั้นแม้แต่เวินซิ่วอี๋ก็ไม่สามารถต้านทานได้…
เมื่อเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนหมิงเวยยิ่งจับฉือชิ่งไม่ปล่อย
บุรุษ…อ้อไม่สิ สตรีไร้พันธะสามารถยืดหยุ่นได้ไม่ฉวยโอกาสนี้ก็โง่เต็มทนแล้ว
ห้องโดยสารของเวินซิ่วอี๋ปิดลงอีกครั้งหมิงเวยนอนคว่ำหน้าอยู่ที่กาบเรือ และมองดูแม่น้ำอยู่พักหนึ่ง ฉือชิ่งก็เดินเข้ามาหา “ร่างกายของท่านมีพิษกู่ของข้า หากท่านกล้าที่จะหลบหนีพิษจะออกฤทธิ์ทันที”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้น และยิ้ม “คุณชายฉือพูดอะไรน่ะ ข้าจะคิดหนีได้อย่างไรเจ้าคะ”
“หึ! ดีแล้วที่ไม่คิด” ฉือชิ่งถามทันที “คาถาครั้งก่อนของท่านคืออะไรกันแน่ เหตุใดตอนที่ข้าเดินลมปราณถึงรู้สึกเจ็บที่จุดสำคัญ”
สีหน้าของหมิงเวยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “เพราะวิธีเดินลมปราณของคาถานี้ขัดกับวรยุทธ์ของท่านเจ้าค่ะ ท่านฝึกพลังหยินหยางเป็นเวลานานร่างกายของท่านอยู่ระหว่างมนุษย์กับภูติผี การฝึกฝนวรยุทธ์อื่นจึงเฉื่อยชา”
“ข้าเป็นเช่นนี้ตลอดเวลาไม่ได้ มีวิธีแก้หรือไม่” หมิงเวยมองไปที่เขา
ฉือชิ่งพูด “เมื่อเราไปถึงฝั่งจะจัดห้องแยกต่างหากให้ท่าน”
หมิงเวยยิ้ม และตอบคำถามโดยละเอียด “ในตอนที่ท่านฝึกฝนเปลี่ยนตำแหน่งลมปราณก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”
“เปลี่ยนอย่างไร”
“สำหรับข้านั้นง่ายมาก” หมิงเวยลุกขึ้นเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย จากนั้นเคลื่อนไปข้างหน้าข้างหลัง ยกแขนและเท้าขึ้น เคลื่อนไหวช้า และเป็นจังหวะ
ดวงตาของฉือชิ่งเป็นประกาย
นี่มันระบำพิชิตมาร!
สิ่งที่สำนักหมอผีสูญเสียคือส่วนนี้เขารู้รากฐานของหยินหยาง แต่ขาดวิธีแสดง
หมิงเวยหยุดอย่างรวดเร็ว และพูดว่า “ระบำพิชิตมารเป็นวิธีก้าวเท้าที่สามารถผสมผสานหยินและหยางได้อย่างลงตัว ท่านสามารถลองได้ใช้ระบำพิชิตมารเพื่อหมุนเวียนพลังงานหยินหยางของท่าน”
ในที่สุดจี้เสียวอู่ก็ทำงานเสร็จ และเข้ามาพูดกับนาง “วรยุทธ์ของเจ้าคือการวางหมากใช่หรือไม่”
หมิงเวยดูประหลาดใจ “เหตุใดพี่ห้าถึงพูดเช่นนี้เจ้าคะ”
“ข้าได้ยินหมดแล้ว!” จี้เสียวอู่กระซิบ “การฝึกฝนของเขาดูเหมือนจะมีปัญหา”
หมิงเวยพูด “ข้าบอกเหตุผลไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ เป็นเรื่องปกติที่จะมีปัญหากับการฝึกวรยุทธ์ใหม่ๆ เหตุใดพี่ห้าต้องสงสัยข้าด้วย”
จี้เสียวอู่ไม่พูดอะไรอีก แต่ดวงตาของเขาได้อธิบายทุกอย่างแล้ว
หมิงเวยถอนหายใจ “ข้าไม่ได้วางหมากวางอุบายอะไรเลย หากฝึกวรยุทธ์ผิดจะเกิดหายนะไม่มีสิ้นสุดข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก”
จี้เสียวอู่แค่นหัวเราะ และไม่เถียงนางอีก ไม่มีอะไรตั้งแต่แรกก็จริงอย่างที่พูด
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ดีพอผ่านด่านตอนบ่ายก็ไปเจอกับด่านตรวจขนส่งทางน้ำ เลยล่าช้าไปนานแผนการเดินทางจึงถูกเลื่อนออกไปอีก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแวะจอดท่าเรือใกล้เคียงหนึ่งคืนแล้วออกเดินทางเมื่อฟ้าสาง
เส้นทางการเดินทางทางน้ำของแคว้นทางใต้พัฒนามากถึงแม้ท่าเรือนี้จะไม่ใหญ่โต แต่คึกคักมาก
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นเวินซิ่วอี๋พอได้กลิ่นอาหารจากท่าเรือก็น้ำลายสอ
นางเป็นคนแคว้นใต้ แต่โตมาถึงเพียงนี้แล้วกลับเพิ่งได้ออกจากแคว้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เพื่อปลอมตัวเป็นคุณหนูตระกูลเวิน นางต้องปฏิบัติตามประเพณีของคนจากแคว้นทางเหนือ อีกทั้งบนเรือสภาพย่ำแย่จนไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหาร และเครื่องนุ่งห่ม ตอนนี้ได้กลับมาแคว้นฉู่แล้ว อีกทั้งยังได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคยนางจะทนได้อย่างไร
นางถามฉือชิ่ง “พวกเราไปกินข้าวที่ฝั่งกันดีหรือไม่ ข้าได้กลิ่นน้ำแกงปลาดอง อาชิ่งเองก็ไม่ได้ทานมานานแล้ว”
เวินซิ่วอี๋ที่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธเคืองเป็นคนน่ารักโดยเฉพาะเมื่อนางเงยหน้าขึ้นทำสีหน้าอ้อนวอน บุรุษควรทะนุถนอมอ่อนโยนต่อสตรีมีหรือจะปฏิเสธได้
ฉือชิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และพูดว่า “ท่านไปเถอะ ข้าอยู่เฝ้าคนบนเรือเอง”
เวินซิ่วอี๋เลิกคิ้ว “ข้าไปกิน และปล่อยให้ท่านเฝ้าพวกเขาอยู่ที่นี่คนเดียวเนี่ยนะ ท่านเห็นข้าไร้น้ำใจเพียงนั้นเลยหรือ”
ฉือชิ่งทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “คุณหนูหมิงผู้นั้นเป็นคนแปลกปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นี่ลำพังข้าไม่วางใจ”
เวินซิ่วอี๋พูด “เช่นนั้นก็พาไปด้วยให้อยู่ข้างกายวางใจที่สุดแล้ว”
“แต่ว่า…” ตามความเห็นของฉือชิ่ง ถ้าไม่พาคนไปด้วยย่อมดีกว่า คนเยอะง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่เขาไม่สามารถต้านทานเวินซิ่วอี๋ได้อีก หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตกลงในที่สุด ด้วยเหตุนี้หลังจากผ่านไปสองเดือน ในที่สุดหมิงเวยและจี้เสียวอู่ก็ได้ลงจากเรือ
ฉือชิ่งเตือนพวกเขาว่า “สงบปากสงบคำแล้วนั่งกินดีๆ หากก่อเรื่องก็อย่าโทษข้าที่ใช้วิชาพิษกู่ล่ะ”
หมิงเวยตอบรับอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้ว”
จี้เสียวอู่ก็ก้มศีรษะลงอย่างรู้ความ ทั้งสองพาสองพี่น้องที่รู้ความดีลงจากเรือแล้วหาร้านอาหารที่พอใช้ได้
เมื่อกลับมาที่บ้านเกิดได้สัมผัสถึงประเพณีที่คุ้นเคย เวินซิ่วอี๋รู้สึกตื่นเต้นมาก และสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เอาน้ำแกงปลาดองแล้วก็เป็ดตุ๋น น้ำแกงผักฉุนไช่ พวกเจ้าทำปลาเส้นนึ่งเป็นใช่หรือไม่ แล้วก็…”
จี้เสียวอู่ได้ยินก็กลืนน้ำลาย อยู่บนเรือพวกเขาได้กินอาหารง่ายๆ ในฐานะนักโทษ พวกเขาเป็นชนชั้นล่าง ดีหน่อยก็ให้เครื่องเคียงสองจานแย่หน่อยก็ได้แค่หมั่นโถว ชื่ออาหารที่นางเอ่ยออกมาเหล่านี้ฟังดูน่าอร่อยมาก!
ร้านอาหารทำอาหารอย่างรวดเร็วไม่นานเป็ดตุ๋นก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ
จี้เสียวอู่หยิบตะเกียบขึ้นมา แต่พอจะเหยียดมือออกไปก็ถูกปัดออกอย่างแรง
เวินซิ่วอี๋เหล่มองเขาแล้วพูดว่า “เสี่ยวเอ้อร์ ขอหมั่นโถวห้าลูก!”
“ได้เลย!”
หมั่นโถวห้าลูกถูกนำมาวาง เวินซิ่วอี๋วางลงบนโต๊ะอย่างเย่อหยิ่ง “พวกเจ้ากินอันนี้!”
……………