คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 613 ร้านอาหาร
จี้เสียวอู่อยากจะร้องไห้ ก่อนหน้านี้ช่างไปเถอะ แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าอาหารแสนอร่อยกลับได้กินแค่หมั่นโถวนี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว! และหมั่นโถวของทางใต้ก็เล็กมาก ห้าลูกเขาคนเด ดียวมันจะไปพอได้อย่างไร!
เขามองหมิงเวยเห็นว่านางไม่พูดอะไรเลย และหยิบหมั่นโถวขึ้นมากินช้าๆ
ไม่จริงน่า ไม่พูดอะไรเลยหรือ
จี้เสียวอู่คิดตนเองมีแผนร้ายเช่นนั้น แต่พออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือกลับไม่เล่นกลอะไรเลย น้องหญิงไม่ก่อเรื่องแล้วเขาจะทำอะไรได้นอกจากต้องยอมรับชะตากรรม เขาหยิบหมั่นโถวนึ่งที่เ เวินซิ่วอี๋ให้มาแล้วกัดอย่างแรง
เวินซิ่วอี๋มีความสุขมากนางพูดกับฉือชิ่ง “อาชิ่ง ท่านส่งข่าวให้ศิษย์พี่หรือยัง เขาตอบกลับว่าอย่างไรบ้าง”
ฉือชิ่งพูด “คุณชายรองไม่ได้พูดอะไร”
เวินซิ่วอี๋ผิดหวังมาก “ศิษย์พี่ก็เป็นเช่นนี้ตลอดไม่บอกอะไรสักคำ พวกเราอยู่ทางเหนือมาเป็นปีเพื่ออะไรเขากลับไม่มีท่าทีอะไรเลย”
ฉือชิ่งพูดเสียงเรียบเฉย “คุณชายรองไม่ได้บอกให้พวกเราไป แต่ท่านไปเอง”
เวินซิ่วอี๋ไม่พอใจ “นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร! จะบอกว่าข้าดึงดันไปเองหรือ”
ฉือชิ่งไม่พูดอะไรอีก แต่ความหมายก็เป็นเช่นนั้น หมิงเวยอยากจะหัวเราะ แต่ต้องกลั้นมันไว้ เป็นจี้เสียวอู่ที่ทนไม่ไหวจนหลุดเสียง ‘พรืด’ ออกมา เวินซิ่วอี๋จ้อง และขู่เขาว่า “หัวเราะอะไร หากหัวเราะอีกข้าจะตัดลิ้นเจ้า” จี้เสียวอู่รีบปิดปากแล้วแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง
หมิงเวยทานหมั่นโถวไปสองลูกแล้วยกลูกสุดท้ายให้จี้เสียวอู่ จากนั้นก็ทบทวนคำพูดเมื่อครู่ของเวินซิ่วอี๋ ศิษย์พี่ที่นางพูดถึงคือผู้ใดกัน ฟังดูเหมือนเป็นผู้บงการที่สั่งให้พ พวกเขาไปที่เป่ยฉี
ฉือชิ่งเรียกเขาว่าคุณชายรองหมายความว่าสถานะของเขาไม่ธรรมดา ที่นี่ต่างจากทางเหนือ มีตระกูลใหญ่หลายตระกูลที่มีรากฐานมั่นคง…หมิงเวยคิดทบทวนในหัว และก็พบเป้าหมายทันที
ตระกูลถัง
แคว้นฉู่ใต้เข้ามาแทนที่ราชวงศ์ก่อน เป็นขุนนางยึดบัลลังก์ เพื่อดึงตระกูลขุนนางเข้ามาเป็นพวกจึงให้อภิสิทธิ์แก่พวกเขามากมาย แต่สิ่งนี้กลับกลายเป็นทำให้ดูแลตระกูลขุนนางไม่ทั่วถ ถึงจนถึงจุดที่อำนาจของฮ่องเต้ไม่สามารถควบคุมได้
ตอนนี้ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นฉู่ใต้คือตระกูลถัง แม้แต่สมาชิกราชวงศ์ยังต้องไว้หน้าพวกเขา
การยุยงให้องค์ชายรองก่อกบฏเพื่อทำให้แคว้นฉีตกอยู่ในความวุ่นวาย เหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้มีเฉพาะผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงของแคว้นฉู่ใต้เท่านั้นที่จะทำได้
จากการสันนิษฐานของหมิงเวยที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้อยู่ใกล้กับอี๋ตูภูมิลำเนาเดิมของตระกูลถัง ก่อนหน้านี้คนพายเรือบอกว่าปลายทางอยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งวัน นอกจากอี๋ตูแล้วจะม มีที่ไหนอีก
คุณชายรองตระกูลถัง ถังเช่างั้นหรือ หมิงเวยยิ้มเงียบๆ อย่างรู้สึกน่าสนใจมาก
ถังเช่าเป็นอู่ซิ่งโหวที่เกือบจะแย่งชิงบัลลังก์ได้ ที่แท้เขาได้วางแผนเรื่องทางเหนือเร็วเพียงนี้เลยหรือ ตอนนี้เขาเพิ่งจะมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ดูเหมือนเขาจะไม่ได้กุมอำ ำนาจตระกูลถังทั้งหมด
ในประวัติศาสตร์ของหมิงเวย หลังจากนี้อู่ซิ่งโหวผู้นี้จะเป็นดั่งเช่นเว่ยอู่ตี้ มีอำนาจเหนือราชสำนัก และฝ่ายค้าน อาศัยโอรสสวรรค์ในการสั่งการซึ่งอยู่ห่างจากฮ่องเต้เพียงก้าวเ เดียวเท่านั้น
น่าเสียดายที่โชคไม่ดีในยามที่แคว้นฉีเหนือเสื่อมลง แต่เว่ยตะวันตกที่ทรงพลังกว่าก็ปรากฏตัวขึ้น จวบจนกระทั่งเขาเสียชีวิตโดยไม่ทันได้รอโอกาสที่จะแย่งชิงบัลลังก์ หลังจากที่เขาเ เสียชีวิตอำนาจของแคว้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดราชวงศ์เว่ยตะวันตกก็บรรลุผลสำเร็จ
ในขณะที่หมิงเวยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากประตู “เสี่ยวเอ้อร์! นำอาหารสุราอร่อยๆ มาให้นายท่านเร็ว!” เสียงนี้ทำให้หลายคนตื่นตระหนกเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็น นว่าเป็นชาวยุทธภพกลุ่มหนึ่ง แต่ละคนแต่งตัวแปลกประหลาด รูปร่างทั้งอ้วนทั้งผอมดูเหมือนพวกคนไร้ความซื่อสัตย์
หมิงเวยเลิกคิ้วเล็กน้อย เอ๋…เป็นเสวียนชื่อสินะ!
ทางใต้เต็มไปด้วยนิกายแปลกๆ มากมาย ทั้งที่มีอำนาจใหญ่เล็ก และมีจำนวนมากมายเกินกว่าจะนับได้บางทีคนเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ดวงตาเปล่งประกายเหล่านั้น ยามที่ก้าวเดินพลังปราณของพวกเขาปั่นป่วนมากถือว่าเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่งเลย เมื่อเทียบกับโต๊ะของพวกเขา การจัดการพลังปราณของยอดฝีมือที่แท้จริงถือว่า ายังห่างชั้น
เจ้าของร้านที่ต้องต้อนรับแขกจากทั่วทุกสารทิศทุกวันมีไหวพริบที่ดีแค่เห็นท่าทางของพวกเขาก็ออกมาทักทาย และจัดโต๊ะให้นั่งทันที
ในตอนนั้นเองเสี่ยวเอ้อร์ที่ยกอาหารมาตะโกนขึ้นว่า “น้ำแกงปลาดองมาแล้วขอรับ!”
ในบรรดาชาวยุทธภพเหล่านี้ชายอ้วนผมเผ้ายุ่งเหยิงได้กลิ่นหอมก็ลุกขึ้นยกชามน้ำแกงปลาดองมา “ข้าอยากทานน้ำแกงปลาดองนี้!”
เสี่ยวเอ้อร์ตกตะลึงเขาพูดว่า “นายท่าน…จานนี้เป็นของโต๊ะข้างๆ พวกท่านยังไม่ได้สั่งอาหาร...”
โต๊ะข้างๆ หมายถึงโต๊ะของพวกหมิงเวย ชายอ้วนไม่แม้แต่จะมองเขาตะโกนว่า “พวกเจ้าก็ทำให้พวกเขาใหม่สิ เหตุใดต้องพูดมากด้วย”
เสี่ยวเอ้อร์อ้าปาก แต่ก็ถูกเจ้าของร้านยกมือปิดปากไว้ คิดจะให้เหตุผลกับคนเหล่านี้ อยากตายหรืออย่างไร แค่ไปขอโทษโต๊ะข้างๆ แล้วทำให้ใหม่เป็นการดีสำหรับพวกเขาแล้ว
ผู้ใดจะรู้ว่ายังไม่ทันที่เขาจะหันหลังกลับโต๊ะข้างๆ ก็มีคนตบโต๊ะขึ้น “นั่นปลาของพวกเรา ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้าเอาไปเอาคืนมานะ!”
โต๊ะนั้นอึ้งไปครู่หนึ่งไม่คิดว่าจะมีคนกล้าท้าทายพวกเขา อีกทั้งยังเป็นสตรีเสียด้วย เขามองด้วยความสนใจดวงตาเป็นประกาย
ไม่เพียงแต่เป็นสตรี แต่ยังงดงามเสียด้วย! สตรีที่พูดขึ้นมานั้นมีใบหน้าที่งดงาม แม้ว่าอีกคนหนึ่งจะก้มหน้าอยู่จนมองเห็นไม่ชัด แต่ทรวดทรงนั้น…
ชายอ้วนเช็ดน้ำลายแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “โอ้ ต้องขออภัยจริงๆ ที่แท้ก็แย่งปลาของแม่นางไป”
เวินซิ่วอี๋พูดอย่างเย็นชาว่า “ก็ดีที่ขอโทษส่งคืนมาซะ!”
ชายอ้วนกลับพูดว่า “ปลาตัวใหญ่เช่นนี้แม่นางจะทานหมดได้อย่างไร มาทานกับพวกเราดีกว่า! มาๆๆ…”
จี้เสียวอู่เหลือบมองหว่างนิ้วของเวินซิ่วอี๋แวบเดียวจากนั้นมองไปที่ชายอ้วนหัวล้านอย่างเห็นอกเห็นใจ ช่างรนหาที่ตายเสียจริงกล้าแหย่สตรีผู้นี้อีกสักครู่คงกลายเป็นศพใช่หรือไม่
เวินซิ่วอี๋ก็คิดเช่นเดียวกับเขา แต่ยังไม่ทันที่สิ่งที่อยู่ในมือของนางจะถูกส่งออกไป จู่ๆ ก็มีมือยื่นออกมารั้งนางไว้
เป็นฉือชิ่ง เขาชำเลืองมองอย่างเย็นชาจากนั้นเลิกชายเสื้อขึ้นเผยให้เห็นกริชสันโค้งที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา จากนั้นจึงพูดกับเจ้าของร้านที่ตกตะลึงว่า “ไปทำมาใหม่อีกชามเร็ว เข้า”
เจ้าของร้านได้สติเขารีบพยักหน้า และโค้งคำนับ จากนั้นก็พูดว่า “ท่านโปรดรอสักครู่จะรีบไปนำมาเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
หลังจากเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากแล้วเขาก็รีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปแจ้งที่ครัว
มารดาเถอะ หากเกิดทะเลาะกันขึ้นมาร้านแตกแน่ไม่ต้องพูดถึงหากมีคนไปแจ้งทางการ ไม่แน่ว่าอาจต้องปิดกิจการลง ส่วนโต๊ะนั้นเมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่สนใจแล้วมองกริชที่เอวของฉือชิ่ ง หลังจากคิดอยู่พักหนึ่งพวกเขาก็ไม่หาเรื่องอีกต่อไป
ถึงจะมีคนมากกว่า แต่การต่อสู้เพื่อเรื่องนี้ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด! กินอิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
“อาชิ่ง!” เวินซิ่วอี๋โกรธมาก “ห้ามข้าทำไมกัน คนพวกนั้นสมควรตาย!”
“แล้วท่านจะฆ่าพวกเขาหรือ” ฉือชิ่งพูด “หากจะรีบไปอี๋ตู การมีคนตายเป็นเรื่องที่จัดการยากอย่าสร้างปัญหาให้คุณชายรอง”
พอเขาพูดถึงคุณชายรองเวินซิ่วอี๋ก็หยุดลงนางทำหน้ามุ่ยแล้วบ่นเสียงเบา
“ก็ได้ ข้าเชื่อฟังท่าน”
หมิงเวยเหลือบมองนางได้กลิ่นเลือดจางๆ เล็ดลอดออกมาจากอาวุธของอีกฝ่ายก็เกิดความคิดขึ้นมาเลยพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังไม่เบาว่า “ใช้ชีวิตนอกบ้านทางที่ดีไม่ควรทำตัวเป็นจุดสนใจ อ อีกอย่างร้านอาหารเล็กๆ เช่นนี้จะหาอาหารอะไรดีๆ ทานได้กันแค่ได้เพียงลิ้มรสชาติมันไม่คุ้มค่าที่จะโกรธหรอก”
เวินซิ่วอี๋แค่นหัวเราะ “ไม่จำเป็นต้องให้ท่านพูดหรอก” ฉือชิ่งขมวดคิ้ว และเหลือบมองนางอย่างสงสัย