คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 628 ช่างพูด
พระอาทิตย์กำลังตกดินท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม หมิงเวยเดินไปในทิศทางของการหลบหนีของฝันร้าย นางหยุดอยู่หน้าต้นไม้ที่เพิ่งโค่นลงไปแล้วพูดว่า
“ท่านเพิ่งโดนโจมตียังไม่ทันได้รักษาตัวจะตามข้ามาทำไม หรืออยากสูญเสียพลังเหมือนกันกับข้าหรือเจ้าคะ”
เมื่อถูกนางจับได้เวินซิ่วอี๋ทนต่ออาการเจ็บปวดภายในแล้วพูดออกไปว่า “สิ่งที่ท่านสอนอาชิ่งเมื่อครู่ ท่านไม่ได้โกหกใช่หรือไม่”
หมิงเวยหมุนตัวหันมายิ้มให้นาง “แล้วเหตุใดข้าต้องโกหกเขาด้วย”
“แน่นอนว่าเพราะ…”
“อยากแก้แค้นงั้นหรือ” หมิงเวยหัวเราะ “คุณหนูเวิน…การแก้แค้นตอนนี้มันมีประโยชน์ต่อข้าตรงไหนกัน มาลำบากในต่างแดน ไร้ที่พึ่งพิง แม้แต่พลังก็ไม่มี หากออกไปจากที่นี่ก็รับรองความปลอดภัยตัวเองไม่ได้ ข้าจะไปรนหาที่ตายทำไมกันเจ้าคะ”
เวินซิ่วอี๋กัดฟัน “ท่านมันเจ้าเล่ห์ หากหนีไปได้ท่านจะตายงั้นหรือ ข้าไม่เชื่อว่าท่านไม่อยากกลับแคว้นฉี!”
“ข้าอยากกลับไป! หากกลับไปข้าจะได้เป็นหวางเฟย ได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่เหมือนตอนนี้ที่ต้องระมัดระวังเอาอกเอาใจให้คนเฒ่าคนแก่โปรดปราน”
“เช่นนั้นท่าน...”
“แต่ต่อให้อยากกลับไปก็ต้องพิจารณาความเป็นจริงใช่หรือไม่ ตระกูลถังจะปล่อยข้าไปหรือ ท่านจะปล่อยข้ากลับไปหรือไม่ ในเมื่อไปไหนไม่ได้ก็ต้องรู้จักหาความสนุกให้ชีวิตตัวเองผ่านไปได้ด้วยดี ข้ามาคิดๆ ดูแล้วการอยู่ในจวนตระกูลถังไม่มีอะไรไม่ดี ได้ยินมาว่าตระกูลถังมีอิทธิพลมากในแคว้นฉู่
แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องหลีกทางให้ ข้าเอาอกเอาใจให้ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดปราน ได้อยู่ดีกินดี หากยังไม่พอใจก็สามารถเลือกบุรุษสักคนในตระกูลถังที่ถูกใจ ไม่แน่อาจได้เป็นเสียนอ๋องเฟยอีกครั้งก็เป็นได้ คุณหนูเวินท่านไม่คิดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
เวินซิ่วอี๋ตกตะลึง “ท่าน...คิดจะล่อลวงคุณชายตระกูลถังงั้นหรือ”
หมิงเวยหัวเราะ “เหตุใดถึงเรียกว่าล่อลวงล่ะเจ้าคะ ท่านก็พูดแรงเกินไป สตรีอ่อนโยน สง่างาม มีคุณธรรม บุรุษมีอารมณ์ความรู้สึกความปรารถนาแบบปุถุชนทั่วไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือ ข้าคิดว่านายท่านสิบเป็นผู้ที่มีความสามารถ แต่อีกไม่นานเขาก็จะแต่งงานแล้ว ข้าไม่อยากทำตัวเป็นเด็ก คุณชายใหญ่ตระกูลถังมีอนุหลายคนใช่หรือไม่ แน่นอนว่าไม่ได้ อืม…ส่วนผู้อื่นมีทั้งที่อายุไม่เหมาะกับข้า ทั้งไม่ใช่สายเลือดโดยตรง นับไปนับมาดูเหมือนว่าคุณชายรองจะเหมาะสมกว่า
ได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าโปรดปรานคุณชายรอง คิดว่าหากเขากลับมาก็คงมาพบฮูหยินผู้เฒ่า ข้ารักษาอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าได้แค่เพียงเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าดีๆ คอยอยู่ข้างกายนาง…”
“ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!” เวินซิ่วอี๋ก้าวไปข้างหน้า และยกมือขึ้นตวัดออกไป
“ซิ่วอี๋!” เสียงของฉือชิ่งดังขึ้นทันเวลาเขาห้ามได้ทันก่อนที่หมิงเวยจะถูกตบ
เวินซิ่วอี๋โกรธมาก “อาชิ่งปล่อยข้า! ตอนนี้ท่านปกป้องนางโดยไม่สนใจข้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้! มิตรภาพของพวกเรามากว่าสิบปีเทียบนางไม่ได้…”
“พอได้แล้ว!” ฉือชิ่งดึงนางพลางตะโกนว่า “ท่านไม่เห็นอาการบาดเจ็บของตนเองหรือไร รีบกลับไปรักษาตัวก่อนอย่าก่อเรื่อง!”
“ท่าน...”
“ไป!” ฉือชิ่งลากนางบังคับให้ออกไป “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ทักษะของท่านจะถดถอยแม้ว่าพลังของท่านจะไม่หายไปก็ตาม!” เวินซิ่วอี๋ถูกลากไปเช่นนั้น
นางมองหันกลับไปหมิงเวยส่งยิ้มให้นางราวกับจะบอกว่ารสชาติของการสูญเสียพลังเป็นอย่างไรบ้าง บริเวณโดยรอบเงียบลงอีกครั้ง
หมิงเวยก็หันไปอีกทาง “นายท่านสิบเห็นว่าคึกคักดีหรือไม่เจ้าคะ”
ถังซีเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่งของต้นไม้ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “คุณหนูเจ็ดแตกต่างจากที่ข้าคิดไว้มาก”
หมิงเวยยังคงยิ้ม “แล้วนายท่านสิบคิดว่ามันดีหรือไม่ดีเจ้าคะ”
ถังซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้ บทสนทนาเมื่อครู่นี้สามารถพูดได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่เขาไม่ชอบ อาฆาตแค้นมากเกินไป เล่นลิ้นมากเกินไป แหย่จุดเจ็บของเวินซิ่วอี๋ทุกคำ
เขาคิดว่าสตรีควรสงบเสงี่ยมนุ่มนวล ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องบทกวี หรือเรื่องดนตรี หมากรุก ภาพวาดอื่นๆ ไม่ทำตัวน่ารำคาญ รู้จักหลบหลีก
แต่…เขาพบว่าหากเขายืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับนาง ก็ฟังแล้วแอบรู้สึกดียิ่งนัก…
“แม่นางซิ่วอี๋อารมณ์ไม่ดี” ในที่สุดเขาก็พูด “แต่นอกเหนือจากนั้นนางก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”
“นั่นเป็นเพราะท่านเป็นคนตระกูลถังเจ้าค่ะ” หมิงเวยพูด “นางทุ่มเทสุดใจให้ตระกูลถัง แน่นอนว่าต้องดีมากในสายตาของนายท่านสิบ แต่ข้าต่างออกไปหากไม่ใช่เพราะนาง ข้าคงไม่ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางขอความช่วยเหลือได้ สำหรับข้าแล้วเป็นเรื่องปกติที่จะต้องกำจัดก่อนถึงจะมีความสุข”
ถังซีได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ท่านต้องการสังหารนางหรือ”
หมิงเวยยิ้ม “ข้าไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ อย่างไรแม่นางซิ่วอี๋ก็เป็นคนของตระกูลถัง ถึงฮูหยินผู้เฒ่าจะดีต่อข้า แต่ก็ไม่ปล่อยให้ข้าสังหารนางหรอกเจ้าค่ะ”
“แต่ท่าน...”
“ข้ารู้จักกาลเทศะดีเจ้าค่ะ” หมิงเวยขัดจังหวะเขา “ในเมื่อไม่สามารถทำได้ก็คือทำไม่ได้”
ถังซีครุ่นคิดอยู่นาน “ท่านต้องการอะไร”
“เมื่อครู่นายท่านสิบก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือ” หมิงเวยพูด “ที่ข้าต้องการคือที่อยู่อาศัย ในเมื่อกลับแคว้นฉีไม่ได้ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าทุ่มเทรักษาฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อให้นายท่านสิบเสนอโถวหมิงจ้วง[1]หรือ”
ถังซีพูด “คุณหนูเจ็ดประเมินตนเองได้ดีจริงๆ”
หมิงเวยยิ้ม “ฟังดูเหมือนนายท่านสิบตอบรับนะเจ้าคะ”
ถังซีพูด “เลี้ยงคนเกียจคร้านเพิ่มสักคนตระกูลถังไม่ว่าอะไรหรอก แต่หวังว่าคุณหนูเจ็ดจะรู้จักตัวเองดีเช่นนี้ไปให้ได้ตลอด หากท่านกล้าที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใดก็ตามในตระกูลถัง ท่านจะไม่สามารถมีชีวิตออกไปได้”
หมิงเวยพยักหน้า “ข้าไม่ใช่แม่นางซิ่วอี๋ ข้าไม่มีความสุขในการทรมานผู้อื่นหรอกเจ้าค่ะ ท่านวางใจได้…ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ถังซีเห็นนางเข้าใจความหมายของตนแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป
“เดี๋ยวเจ้าค่ะ!” หมิงเวยกลับเรียกเขาไว้
ถังซีหันกลับมา และเห็นนางชี้ไปที่แห่งหนึ่ง “ผู้ใดอยู่ที่นั่นหรือเจ้าคะ”
ถังซีตกใจ “ท่านถามทำไม”
หมิงเวยพูด “เมื่อครู่ของสิ่งนั้นเพิ่งหนีจากทิศทางนี้ข้าคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าผิดปกติ เรียกฝันร้ายให้หนีได้ทันเวลาเช่นนี้คนผู้นั้นจะต้องอยู่ชิดใกล้”
สีหน้าของถังซีเปลี่ยนไป “ไม่มีทางเป็นแขกที่นั่นได้หรอกท่านดูผิดแล้ว”
หมิงเวยสงสัย “เหตุใดนายท่านสิบถึงมั่นใจเพียงนี้เจ้าคะ ตระกูลถังใหญ่เช่นนี้ ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจมีอะไรซ่อนอยู่”
“ข้าบอกว่าไม่มีทางก็ไม่มีทางสิ! ฟ้ามืดแล้วคุณหนูเจ็ดกลับไปเถอะ!”
ถังซีพูดเสียงกร้าวแล้วหันหลังเดินจากไป หมิงเวยอธิบายไม่ถูก และเหลือบไปในทิศทางนั้นอีกครั้ง มีผู้ที่เก่งกาจอาศัยอยู่ที่นั่นหรือถึงได้ไม่สงสัย
จนกระทั่งเสวี่ยอิงมารับนางถึงได้เอ่ยปากถามไป
เสวี่ยอิงตอบ “ที่นั่นคือสวนหลานซินเจ้าค่ะ ผู้ที่อาศัยอยู่คือคุณหนูเหลียง”
“คุณหนูเหลียงหรือ” หมิงเวยคิด “คู่หมั้นของนายท่านสิบใช่หรือไม่”
เสวี่ยอิงพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ตระกูลเหลียงอยู่ไกลถึงหยวนเฉิงขบวนส่งเจ้าสาวมาถึงอี๋ตูเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองเจ้าค่ะ”
หมิงเวยอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีแปลกๆ ไม่น่าแปลกใจในปฏิกิริยาของถังซี การบอกว่าคู่หมั้นของเขาน่าสงสัยแน่นอนว่าเขาคงไม่พอใจ แต่คุณหนูเหลียงผู้นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางหากพิจารณาเป็นกลางหมิงเวยยังคงสงสัยอยู่
อืม…คงต้องหาวิธีพบคุณหนูเหลียงผู้นี้เสียแล้ว…
………………
[1] โถวหมิงจ้วง : ใบรับรองสมาชิกภาพ ( มอบตัว+ชื่อฐานะ+เอกสารเหมือนนักเรียนปัจจุบัน สอบเข้าที่ใดที่หนึ่งได้ก็ต้องมี ‘ใบมอบตัว’)