คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 644 ใส่ร้าย
ฉือชิ่งกระชับกริชที่เหน็บข้างเอวแล้วเดินไปยังจวนตระกูลถังช้าๆ ศิษย์สำนักหมอผีหลายคนเดินตามหลังเขา ลาดตระเวนอย่างระมัดระวัง
จู่ๆ ก็มีเสียงลอยเข้ามาทำให้พวกเขารีบป้องกันตัว
“ผู้ใด”
เสียงฝีเท้าฟังดูสะเปะสะปะ บุรุษชุดฮั่นฝูเดินโซซัดโซเซออกมาเขายกมือค้ำภูเขาเทียมจากนั้นก้มหน้าอาเจียนออกมา กลิ่นเปรี้ยวอบอวลไปในอากาศอย่างรวดเร็ว เหล่าศิษย์สำนักหมอผีอดขมวดคิ้วไม่ได้ ที่แท้ก็เป็นแขกขี้เมา
“ท่านหัวหน้าขอรับ” สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามหันไปหาฉือชิ่ง ฉือชิ่งส่ายหน้าแล้วหันไปลาดตระเวนต่อ ค่ายกลหยินหยางของเขาถูกอีกฝ่ายกดเอาไว้ มีเพียงส่วนหลังเรือนเท่านั้นที่ไม่เสียหาย
ส่วนด้านหน้าเรือนค่ายกลหยินหยางถูกทำลายเป็นชิ้นๆ แล้ว อีกทั้งยังตกไปอยู่ในการควบคุมของคู่ต่อสู้ดังนั้นจำเป็นต้องเพิ่มการระมัดระวังตัวไม่ให้ถูกบุกรุก
เมื่อพวกเขาเดินไปที่เรือนถัดไปบุรุษขี้เมาผู้นั้นจู่ๆ ก็ถูกปิดปาก และมีดบางแทงเข้าไปที่เอวของเขา เขาตายโดยไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ บุรุษสวมผ้าคลุมสีดำปกปิดใบหน้าปรากฏขึ้นข้างหลังเขา กลิ่นอายดำมืดราวกับอสรพิษในยามค่ำคืน
ทันใดนั้นเขาก็หันไปมองใบมีดบางแวบผ่านในชั่วพริบตาแมลงบินสองตัวก็ร่วงหล่นลงมา
……………
ณ ห้องหนังสือ เวินซิ่วอี๋ลืมตาขึ้นทันที
“มีการเคลื่อนไหวหรือ” หมิงเวยถาม
เวินซิ่วอี๋พยักหน้า “ลานด้านตะวันตกมีคนถูกฆ่าตาย คนร้ายแข็งแกร่งมาก และหนอนกู่ของข้าถูกค้นพบ”
หมิงเวยพยักหน้า “ตัวการหลักปรากฏตัวแล้ว”
เวินซิ่วอี๋ลังเลนางอ้าปาก
“ท่านอยากพูดอะไร” หมิงเวยหยิบชาที่ไห่เอี้ยนเพิ่งชงใหม่มาดื่มสบายๆ อย่างไม่รีบร้อน
“ท่านรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใดใช่หรือไม่” เวินซิ่วอี๋พูด “ดูจากแผนของท่านไม่เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย”
หมิงเวยกล่าวชื่นชม “สมแล้วที่คุณหนูเวินเป็นเจ้าสำนักหมอผี”
เวินซิ่วอี๋พูดอย่างเย็นชาว่า “หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว ตกลงเรื่องนี้มันอย่างไรกันแน่ ท่านล่อคนพวกนี้มาหรือ”
หมิงเวยส่ายหน้า “คุณหนูเวินดูถูกข้าเกินไปแล้ว หากข้ามีสหายที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะถูกท่านลักพาตัวมาหรือ และถ้าพวกเขาจะโจมตีข้าต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากเพียงนี้ด้วยหรือ ในเมื่อระหว่างทางมีโอกาสตั้งมากมาย”
ที่พูดมาก็ถูก…
เดี๋ยวนะ! สตรีผู้นี้เต็มไปด้วยคำโกหกต้องไม่เชื่อนางสิ
หมิงเวยพูดต่อว่า “ตั้งแต่ฝันร้ายของฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มขึ้นอีกฝ่ายก็วางแผนมาหลายปีแล้ว เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับข้าได้อย่างไรพวกเขาเริ่มโจมตีคนในตระกูลถัง แต่เป็นผู้ใดในตระกูลถังข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เหมือนจะเดาได้แล้ว”
เวินซิ่วอี๋อดไม่ได้ที่จะถาม “ท่านรู้มามากแค่ไหน”
หมิงเวยวางถ้วยชาแล้วผายมือให้นางนั่งลงด้วย “เริ่มแรกพวกเขาสร้างฝันร้ายในจิตสำนึกของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้เกิดหมอกควันในหัวใจของตระกูลถัง หลังจากนั้นใช้โอกาสที่ส่งเจ้าสาว ในตอนที่สมาชิกตระกูลถังทุกคนรวมตัวกันทำให้พวกเขาได้เห็นในสิ่งที่อยากให้พวกเขาเห็น”
“คนเหล่านั้นอยากให้พวกเขาเห็นอะไร” เวินซิ่วอี๋ถามต่อ
“ไม่รู้” หมิงเวยพูด
“ท่าน...”
“ท่านโง่หรือไม่” จี้เสียวอู่พ่นลมหายใจ “ลงแรงไปเพียงนี้แน่นอนว่าต้องเป็นการใส่ร้ายสิ! สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เขียนไว้ในหนังสือนิทานด้วยหรือ ท่านไม่เคยอ่านหนังสือหรือ”
เวินซิ่วอี๋จ้องมองเขา “ท่านพูดอะไร นิทานนับเป็นหนังสือด้วยหรือ”
“แน่นอนว่านิทานก็เป็นหนังสือ” จี้เสียวอู่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดได้อย่างเต็มที่ “ท่านคิดว่าการแบ่งประเภทหนังสือที่ตกทอดเป็นมรดกวัฒนธรรมเท่านั้นที่เรียกว่าหนังสือหรือ โลกในนิทานแม้ว่าจะไร้สาระ และบิดเบี้ยว แต่ก็เป็นการฉายภาพแห่งความเป็นจริง นิทานที่ดีไม่ควรบรรยายถึงความจริงเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้เข้าใจ และสามารถมองเห็นชีวิต แน่นอนว่าเห็นท่านดูหัวทึบเช่นนี้อ่านไปคงไม่รู้สึกอะไรเลยใช่หรือไม่”
“…พูดไร้สาระอะไร!” เวินซิ่วอี๋ถูกเขาขัดด้วยคำพูดยาวเหยียดก็ไม่รู้จะพูดอะไร
หมิงเวยประหลาดใจ และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ห้า ท่านร่ำเรียนกับนักพรตซีเฉิงมาหลายปีนี้ดูก้าวหน้าขึ้นมาก!”
จี้เสียวอู่แค่นหัวเราะแล้วเชิดหน้าขึ้น “ข้าเป็นคนรู้ความอยู่แล้ว อย่าประเมินข้าต่ำไป”
“ได้ๆๆ ข้าประเมินท่านต่ำไปจริงๆ ขออภัยด้วย”
จี้เสียวอู่ทั้งมีความสุข และภาคภูมิใจ “อีกฝ่ายชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการใส่ร้ายคนผู้หนึ่งในตระกูลถังเพื่อให้เขาแบกรับความผิด แผนการเช่นนี้พูดง่ายๆ คือคนเลวโยนความผิดหรือไม่ก็จงใจผลักอีกฝ่ายเข้าสู่เส้นทางชั่วร้าย หากดูจากสถานการณ์ในตระกูลถังแล้วความเป็นไปได้ที่สองมีโอกาสสูงมาก”
หมิงเวยเคาะราวบันได “ที่พี่ห้าพูดมาก็ถูกอีกฝ่ายต้องการใส่ร้ายคนผู้หนึ่งในตระกูลถัง แล้วให้ทุกคนพากันตีตัวออกห่าง”
“ใช่!”
เวินซิ่วอี๋ไม่เข้าใจ “ใส่ร้ายศิษย์พี่แล้วให้ทุกคนตีตัวออกห่าง แล้วเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างไร หากมีความแค้นฆ่าทิ้งไม่ดีกว่าหรือ”
หมิงเวย และจี้เสียวอู่มองหน้ากัน และไม่พูดอะไรอีก
ไม่ฆ่าคน แต่เลือกที่จะโยนความผิดให้แทน เหตุผลเบื้องหลังจะต้องซับซ้อนมาก และไม่สามารถเดาได้ด้วยเพียงสองประโยคเพื่อให้ได้คำตอบเกรงว่าจะต้องรอให้เรื่องนี้จบลง
หมิงเวยมีการคาดเดาลึกๆ ในใจ นางพายเรือไปตามน้ำจนมาอยู่ที่อี๋ตูเพราะแผนที่ใบนั้น แคว้นฉีตอนนี้ไม่มีโอกาสให้ใช้ประโยชน์ คนจากตำหนักดวงดาวจึงมาที่อี๋ตู และต้องการหาคนที่พวกเขาสามารถสนับสนุนได้จากที่นี่ใช่หรือไม่
หากเป็นเช่นนี้ก็พบสาเหตุของการใส่ร้ายถังเช่าแล้ว
…………
ฉือชิ่งก้าวไปข้างหน้า แต่แล้วจู่ๆ ก็มีแมลงบินมาเกาะบนไหล่ของเขา ฉือชิ่งตกตะลึงครู่หนึ่งแน่นอนว่าเขาจำหนอนพิษกู่ของเวินซิ่วอี๋ได้
เมื่อหนอนพิษกู่เห็นว่าเขาสังเกตเห็นแล้วมันก็บินกลับทันที ฉือชิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันกลับมา
“ท่านหัวหน้า”
“ไป” ฉือชิ่งกระชับกริช และตามหนอนพิษกู่กลับไปที่ลานเดิม และในไม่ช้าก็เห็นศพที่ซ่อนอยู่หลังหิน
“ท่านหัวหน้า มีคนแอบเข้ามา!”
ฉือชิ่งหรี่ตา และมองไปที่ลานบ้าน “ไป!”
ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในลานบ้านก็พบคนร้ายถือมีด
“กล้ามาก!” ฉือชิ่งตะโกน “กล้ามากที่ฆ่าคนในจวนตระกูลถัง!”
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าตนเองถูกพบแล้วไม่เพียงแต่ไม่ถอย แต่ยังมีสีหน้าดุร้ายและพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขา ฉือชิ่งปล่อยพลุสัญญาณออกไปได้ทันเวลาจากนั้นก็เข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย
…………
สีหน้าของถังซีเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเขาเห็นพลุสัญญาณ “พลุสีแดง ฉือชิ่งพบศัตรูแล้ว!”
ถังเช่าเงยหน้าขึ้น และถามเขา “ตามตำแหน่งของพวกท่าน เวลานี้ผู้ใดสามารถไปสนับสนุนได้”
“อาจารย์เหลียง”
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาไป”
“แล้วพวกเราไม่ต้องไปช่วยหรือ”
ถังเช่าส่ายหน้า “ผู้ที่ไปที่นั่นได้ล้วนเป็นลิ่วล้อ พวกเขาทำได้แค่ยื้อเวลาเท่านั้น”
ถังซีเข้าใจ “กำลังหลักของพวกเขาจะมาที่นี่หรือ” ถังเช่าพยักหน้า
ถังซีกังวลเล็กน้อย “เหตุใดแม่นางซิ่วอี๋ยังไม่มา”
“ผู้ที่ต้องมาสนับสนุนพวกท่านที่นี่คือซิวอี๋หรือ”
“ใช่”
ถังเช่าครุ่นคิด “ซิ่วอี๋เชี่ยวชาญเรื่องพิษกู่ วิชาแบ่งแยกของอีกฝ่ายทำอะไรนางไม่ได้ ตามหลักแล้วนางควรมาสนับสนุนเร็วกว่านี้ แต่ตอนนี้นางยังไม่มา…”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าแม่นางซิ่วอี๋ถูกใครบางคนรั้งเอาไว้”
ถังเช่ามองไปที่แมงมุมที่ไต่อยู่ตรงประตู “ไม่ใช่ แมลงกู่ของซิ่วอี๋ยังอยู่ที่นี่ นางไม่เป็นอะไร”
“หมายความว่า…”
“ท่านอาสิบ เกรงว่าท่านจะถูกหลอกแล้ว!” ถังเช่าหัวเราะขึ้นมา “ยอดฝีมือที่ช่วยท่านวางแผนดูเหมือนจะจับพวกเราเป็นเหยื่อล่อนี่คือแผนล่องูออกจากถ้ำที่แท้จริง!”
………………