คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 652 ปฏิเสธ
เวินซิ่วอี๋ตกตะลึง นางเงยหน้ามองถังเช่า พยายามหาร่องรอยเล่นตลกบนใบหน้าของเขา แต่ไม่เลย…ถังเช่าในตอนนี้จริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ศิษย์พี่…” น้ำเสียงของนางอ้อนวอน มันต้องโหดร้ายเช่นนี้เลยหรือ ต้องตัดความหวังของนางเช่นนี้เลยหรือ เขารู้ว่าตนชอบเขามาหลายปีแล้ว…
ถังเช่าหมุนตัวกลับแล้วเดินต่อไป “เรื่องของพวกเจ้าที่เป่ยฉี ข้าได้ยินมาแล้ว…”
ดูเหมือนว่าเวินซิ่วอี๋จะหาเหตุผลได้แล้วเลยทนไม่ไหวที่จะขัดจังหวะเขา
“ศิษย์พี่ ท่านโทษข้าที่ทำลายวัดฉางเซิงใช่หรือไม่ เป็นความผิดของข้าเอง ตอนนั้นข้าหุนหันพลันแล่นเกินไปเลยไม่จัดการให้ดี…”
“ซิ่วอี๋!”
เวินซิ่วอี๋พูดต่อไปเรื่อยๆ นางไม่กล้าให้โอกาสให้เขาพูด “อาชิ่งเองก็เตือนข้าแล้ว แต่ตอนนั้นข้ามัวแต่โกรธแค้นจนตามืดบอด เป็นข้าเองที่ระงับความโกรธไว้ไม่อยู่จึงไม่ใช้หมากให้เกิดประโยชน์ ท่านจะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้เพียงแต่…”
อย่าโหดร้ายเช่นนี้เลย…
ครั้งนี้ถังเช่าไม่ได้ขัดจังหวะนาง เขาฟังนางพูดจนจบแล้วทั้งสองก็เดินมาจนถึงที่พักของฉือชิ่ง เวินซิ่วอี๋อยากจะพูดมากกว่านี้ แต่นางจะพูดอะไรได้อีก ผิดนางก็ยอมรับแล้วอย่างไร ขอให้นางได้จินตนาการถึงความสัมพันธ์ของนางกับเขาหลายปีมานี้แล้วก็เรื่องที่นางทำเพื่อเขามามากมายสักหน่อยไม่ได้หรือ อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ได้แต่งงานไม่ใช่หรืออย่างไร แต่ครั้งนี้นางถูกลิขิตมาให้ผิดหวัง
“ข้าไม่โกรธ” ถังเช่าพูด “เจ้าไม่ได้ทำได้ไม่ดี แต่ที่คว้าเอาไว้ไม่ได้เพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป” หัวใจของเวินซิ่วอี๋จมดิ่งเมื่อนึกถึงศัตรูที่เขาเอ่ยถึง…
“หลายปีมานี้เจ้าทำเรื่องมากมายเพื่อตระกูลถัง มีความดีความชอบที่พยายามอย่างหนัก หากพูดถึงเรื่องนี้เป็นตระกูลถังที่ให้เจ้าน้อยเกินไปตอบแทนความพยายามของเจ้าไม่มากพอ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดท่านยัง…”
“เพราะเรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน” ถังเช่ามองนางอย่างสงบ “สิ่งที่เจ้าต้องการข้าให้ไม่ได้ และไม่สามารถให้ได้ ข้าไม่อยากโกหกเจ้า” เวินซิ่วอี๋พยายามหาร่องรอยเล่นตลกบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง แต่ไม่เลย…เขาจริงจังยิ่งนัก
ศิษย์พี่ไม่เคยพูดกับนางอย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อนเขาไม่ให้ที่ว่างให้นางได้จินตนาการเลย เวินซิ่วอี๋ไม่เคยรู้สึกชัดเจนเท่านี้มาก่อนสิ่งที่นางต้องการนางไม่มีทางได้ ไม่มีโอกาสเลยสักนิดก็ไม่มี…
เขาไม่แม้แต่ปล่อยให้นางหลบหนี แต่บังคับให้นางยอมรับความจริงนี้ แต่นางจะรับได้ได้อย่างไร…
เวินซิ่วอี๋ร้องไห้ แต่ถึงนางจะร้องไห้ก็ไม่ได้รับการปลอบโยนแม้แต่คำเดียว
เวินซิ่วอี๋ยิ่งร้องไห้ด้วยความเสียใจยิ่งไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาจึงหันหลังกลับวิ่งออกไปข้างนอก แม้แต่คำพูดรั้งนางก็ไม่ได้รับแม้แต่คำเดียว ฉือชิ่งได้ยินเสียงนั้นจึงเดินออกมาจากห้องภาพที่เขาเห็นคือเวินซิ่วอี๋ที่วิ่งหนีไป
“ซิ่วอี๋!” ฉือชิ่งไม่สามารถรั้งนางได้เขาลนลานเล็กน้อย “คุณชายรอง ท่านพูดอะไรไปหรือไม่” ถังเช่าตอบรับแล้วเดินเข้าไปในเรือน
ฉือชิ่งลังเลอยู่พักหนึ่งระหว่างวิ่งตามเวินซิ่วอี๋ หรือเข้าไปในห้อง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกอย่างหลัง “คุณชายรอง ท่านพูดอะไรไปกันแน่ เหตุใดซิ่วอี๋ถึงดูเสียใจเพียงนั้น”
“ข้าบอกนางไปว่าข้าไม่อาจแต่งงานกับนางได้”
ฉือชิ่งตกใจเขาพูดอย่างเป็นกังวล “ท่านก็รู้อารมณ์ของซิ่วอี๋ ท่านพูดอ้อมกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือขอรับ”
ถังเช่าถอนหายใจ “ข้าอ้อมมานานแค่ไหนแล้ว อาชิ่ง…มันไม่มีประโยชน์เลย นางได้แต่หลอกตัวเองต่อไปนางอายุเท่านี้แล้ว หากยืดเยื้อไปอีกคนที่เสียเวลาจะเป็นนางเอง”
“คุณชายรอง…”
“ความจริงบางครั้งก็โหดร้าย แต่จะทำอะไรได้นอกจากยอมรับมัน การโกหกตัวเองไม่ใช่เรื่องดี หากปล่อยให้นางฝันต่อไปอีกสักสองสามปีก็จะยิ่งถลำลึกขึ้น ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ นานไปจะยิ่งเสียใจยิ่งกว่า สู้หยุดเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า”
เขากำลังพูดถึงเวินซิ่วอี๋ แต่ฉือชิ่งฟังแล้วรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ เขาเพ่งสมาธิมองแล้วเห็นว่าใบหน้าของถังเช่ามีลายนิ้วมือห้านิ้วที่ชัดเจน ฉือชิ่งตกใจ “คุณชายรอง ฮูหยินใหญ่ตบท่านหรือ”
ถังเช่าพยักหน้าอย่างไม่ปิดบังแล้วนั่งลงในห้องโถงหลัก
ฉือชิ่งพูดว่า “ถึงฮูหยินใหญ่จะตบท่าน ท่านก็ไม่ควรเอาอารมณ์โกรธไปลงกับซิ่วอี๋นะขอรับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเลย”
ถังเช่าพูด “ข้าไม่ได้ระบายอารมณ์โกรธกับซิ่วอี๋ ข้าแค่เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง และไม่อยากให้นางเป็นเหมือนกันกับข้าที่ยังคงหมกมุ่นต่อไป”
“ท่าน...”
“หลายปีมานี้ข้าหลบเลี่ยงมาข้างนอกไม่พบหน้าท่านแม่ แต่ในใจก็คิดถึงนาง อันที่จริงตอนที่ข้ายังเด็กท่านแม่ดูแลข้าเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่มาหาข้าที่อยู่กับท่านย่า ท่านแม่มักจะพกขนมที่ข้าชอบมาให้…นางดีกับพี่ใหญ่มาก ข้าก็คิดเสมอว่าข้าทำตัวไม่ดีท่านแม่ถึงได้เกลียดข้า”
ฉือชิ่งเติบโตขึ้นมากับเขา และรู้จักนิสัยของถังเช่าดี ปกติเขาเป็นคนประหยัดคำพูดมาก น้อยครั้งที่จะพ่นความในใจของตนเองเช่นนี้ ตอนนี้กลับพูดต่อหน้าเขาคงเพราะได้รับแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง
ถังเช่าหัวเราะเยาะตนเอง “พอได้พบท่านแม่ข้าถึงได้รู้ว่าเป็นข้าที่รักนางอยู่ฝ่ายเดียว นางเกลียดข้า…ไม่รักข้าแล้วจะทำอย่างไรได้ ข้าหลอกตัวเองไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นข้าจึงไม่ตามใจซิ่วอี๋ไม่อยากให้นางเสียใจ นางจะอารมณ์เสียก็ตามใจนาง แต่การปล่อยให้นางจมอยู่แต่จินตนาการที่ไม่เป็นจริงต่างหากยิ่งทำร้ายนางมากขึ้น”
“คุณชายรอง” ฉือชิ่งอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ท่านให้โอกาสนางไม่ได้จริงๆ หรือ ฮูหยินผู้เฒ่าบอกแล้วว่าหากท่านชอบผู้ใด นางไม่สนใจชาติกำเนิด ท่านแต่งงานกับเหล่าคุณหนูในห้องหอพวกนั้นก็ไร้ซึ่งความรักเช่นกัน เหตุใดท่านถึงไม่แต่งงานกับซิ่วอี๋ล่ะ อย่างน้อยท่านกับนางก็เป็นเพื่อนกันมาหลายปี และซิ่วอี๋เองก็ชอบพอท่านเพียงนั้น”
ถังเช่าส่ายหน้า “เพราะเหตุนี้แหละข้าถึงแต่งงานกับนางไม่ได้ แม้ข้าแต่งงานกับคุณหนูในห้องหอพวกนั้นโดยปราศจากความรักข้าก็ไม่สามารถแต่งงานกับนางได้”
“เพราะอะไรขอรับ” ถังเช่าก้มหน้ามองลายเส้นที่ซับซ้อนบนฝ่ามือของตนเอง
“มนุษย์นั้นโลภ เพราะความรักจึงต้องการมากขึ้น และเพราะความรักอันลึกซึ้งของซิ่วอี๋ ข้าจึงไม่อยากให้นางปกป้องความรักที่ไร้ซึ่งความหวังจนในที่สุดกลายเป็นสิ่งที่โหดร้าย นางสมควรได้รับความรักที่สมบูรณ์ไม่ใช่มาเสียเวลาอยู่กับข้า”
“…” ฉือชิ่งพบว่าตนเองพูดอะไรไม่ออกที่แท้คารมของเขาก็สู้คุณชายรองไม่ได้
“นอกจากนี้ยังมีเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ” ถังเช่ามองเขาด้วยรอยยิ้ม “เจ้ารักเดียวใจเดียวต่อซิ่วอี๋ เหตุใดไม่สู้เพื่อตัวเองบ้างล่ะ”
ฉือชิ่งส่ายหน้า “นางไม่ชอบข้า ข้าไม่อาจบังคับฝืนใจนางได้”
“เช่นนั้นข้าไม่ชอบนางก็บังคับฝืนใจข้าไม่ได้เช่นกัน”
ฉือชิ่งมองท่าทีสงบของเขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเล็กน้อย “คุณชายรองชอบคนเช่นไรหรือ ท่านไม่อบอุ่นกับผู้ใดเลย ท่านมีหัวใจหรือไม่ ดูเหมือนท่านจะเบื่อซิ่วอี๋ และไม่อยากให้นางมารบกวน”
พอพูดออกมาแล้วฉือชิ่งก็รู้สึกเสียใจในภายหลังเขารู้ว่าถังเช่าใส่ใจเรื่องที่แม่เกลียดชังเขา และคำพูดนี้ย่อมไปจี้จุดเจ็บของเขาเช่นกัน
แต่ถังเช่าก็ไม่ได้ตอบโต้คำพูดของเขา เขายอมรับเสียด้วยซ้ำ “ใช่ นางเป็นเช่นนี้อันที่จริงก็รบกวนข้าอยู่ ข้าเองก็เบื่อที่ต้องมาพัวพันเช่นนี้”
ในตอนที่พูดประโยคนี้ออกไปถังเช่าก็นึกถึงคำพูดของสตรีผู้นั้น
หากข้ารักผู้ใดย่อมอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา…
มันช่างชัดเจนและอบอุ่น
…………..