คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 651 เสียเวลา
ในสายตาของเขา ฮูหยินใหญ่ดูเหมือนจะรู้สึกผิดเล็กน้อยจึงกล่าวตำหนิแบบแข็งนอกอ่อนในไปว่า “เหตุใดเจ้ามองข้าเช่นนี้ หรือว่าไม่จริงเล่า เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
ถังเช่ายิ้ม และยอมรับอย่างใจเย็น “ใช่ เป็นความผิดของลูกเอง”
ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นฮูหยินใหญ่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วพูดเสียงเคร่งขรึม “เจ้าทำเกินไปมากขึ้นเรื่อยๆ นะ กลับมาครั้งนี้ก็ทำให้อาของเจ้ากลายเป็นเช่นนี้ เขาเสียเจ้าสาวในคืนวิวาห์เกรงว่าเรื่องนี้จะติดตามเขาไปชั่วชีวิต หลังจากนี้คงละอายจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ ช่างเถอะ เรื่องมันกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้วด่าเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้ารีบจัดการของเจ้าให้เสร็จแล้วจะไปไหนก็ไป!”
พูดจบฮูหยินใหญ่หันศีรษะแล้วหันหลังให้เขาราวกับว่านางไม่สนใจ
ถังเช่าก้มหน้าตอบเสียงเบา “ขอรับ”
พอออกจากเรือนแล้วถังเช่ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้แล้วก็เดินทางไปหาฉือชิ่ง การปลอบโยนแขก จัดการปิดฉากสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เรื่องเหล่านี้สามารถทำได้อยู่แล้ว เขาต้องการค้นหาว่าคนเหล่านั้นยังซุ่มโจมตีอะไรในตระกูลถังอีกหรือไม่
เมื่อเดินไปตามทางเดินเขาก็ได้ยินคนพูดคุยกันจากอีกฝั่งของกำแพง
“เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่” เสียงของเวินซิ่วอี๋ อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่เขาได้ยินเมื่อคืนวาน “ข้าไม่อยู่ที่นี่แล้วจะไปอยู่ที่ไหนกัน คุณหนูเวินช่างประหลาดนัก”
เวินซิ่วอี๋พูด “กำลังกายของท่านฟื้นฟูแล้วอยากจะไปไหนก็ไปจะมาอยู่ในจวนตระกูลถังต่อทำไมกัน”
“เพราะข้าไม่อยากไปไงล่ะ!”
“ท่าน…ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”
“คำถามนี้คุณหนูเวินควรถามตัวเองนะ เป็นท่านที่ลักพาตัวข้ามามิใช่หรือ”
พูดกันไปกันมาเวินซิ่วอี๋ก็โกรธจนทนไม่ไหว ตอนนี้นางสามารถเสียใจทีหลังได้หรือไม่ หยุดพูดเช่นนี้สักทีได้หรือไม่เพราะมันเหมือนเป็นการบอกว่าตัวนางโง่เอง
แม้ตอนนี้นางจะมาคิดเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าตนเองโง่เกินไปหากรู้ก่อนหน้านี้ก็ควรฆ่านางเสียตั้งแต่ตอนนั้น!
“ท่านพอได้แล้ว!” เวินซิ่วอี๋ระงับอารมณ์โกรธ “ถึงข้าจะเดินผิดไป ท่านอย่าพูดประชดประชันเช่นนี้ได้หรือไม่ อย่าคิดว่าข้ามองไม่ออกว่าท่านมีความแค้นกับคนกลุ่มนั้น ตอนนี้พลังของท่านฟื้นตัวแล้วคิดจะไปต่อกรกับพวกเขาก็ไปเลย! อยู่ในจวนตระกูลถังจะไปมีประโยชน์อะไร”
หมิงเวยหัวเราะ “คุณหนูเวินมองสาระสำคัญออกด้วย ช่างมีวิสัยทัศน์จริงๆ แต่ท่านเองก็บอกแล้วว่าข้ามีความแค้นกับคนกลุ่มนั้น พวกเขาแข็งแกร่งเช่นนั้น ในเวลานี้ข้าไม่ควรพึ่งพาตระกูลถังหรือ”
“เหอะ!” เวินซิ่วอี๋โกรธ “คิดจะให้ตระกูลถังสนับสนุนท่านหรือ ฝันไปเถอะ! พวกเราเองก็มีความแค้นต่อกัน!”
“อ้อ คุณหนูเวินจำได้ด้วยหรือว่าพวกเรามีความแค้นต่อกัน” หมิงเวยเปลี่ยนความหมายของคำพูดนั้น “แม้พลังของข้าจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ก็ยังติดอยู่ในตระกูลถัง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะออกไปโดยไม่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้คุณหนูเวินยังคิดจะทรมานข้าอยู่เลย เหตุใด…”
นางเหลือบมอง เวินซิ่วอี๋มีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนางกำลังจะพูด “ท่านหุบ…”
แต่ก็สายไปแล้วหมิงเวยพูดว่า “คุณชายรองกลับมาท่านก็รีบให้ข้าไปจากที่นี่ ท่านกลัวอะไรกันแน่”
เวินซิ่วอี๋จะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้านางได้อย่างไร ถึงแม้จะกลัวจริงๆ แต่นางก็ไม่ยอมรับเสียหรอก “ท่านพูดไร้สาระอะไร มันไม่มีอะไรทั้งนั้น!”
หมิงเวยยิ้มตาหยีมองนางด้วยสายตาที่เข้าใจ “คุณหนูเวิน อันที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเพียงนั้น ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วจะไปล่อลวงผู้อื่นได้อย่างไร ถึงแม้คุณชายรองจะเป็นคนมีความสามารถทำอะไรล้วนดูดี อีกทั้งยังเข้าใจเรื่องดนตรี แต่…”
“พอได้แล้ว!” เวินซิ่วอี๋ตะคอก “คนแซ่หมิง อย่าได้คืบจะเอาศอก”
หมิงเวยหัวเราะแล้วเอี้ยวตัวไปด้านหลัง “คุณชายรอง ท่านยังไม่ปรากฏตัวอีก แม่นางซิ่วอี๋จะโกรธตายอยู่แล้วนะ” ถังเช่าถอนหายใจแล้วเดินออกมาจากกำแพง
“ศิษย์พี่!” เวินซิ่วอี๋เห็นเขา ตอนแรกก็มีความสุข แต่หลังจากนั้นก็น้อยใจ
ถังเช่ายิ้มให้นางแล้วหมุนตัวกลับมา “คุณหนูเจ็ด ซิ่วอี๋มีความคิดไร้เดียงสา ท่านอย่าล้อเลียนนางเลย”
หมิงเวยยิ้มกึ่งประชดประชัน “แน่นอนว่าความรักทำให้โลกกลายเป็นสีชมพู คุณหนูเวินเป็นเช่นนี้ในสายตาของคุณชายรองนางดูไร้เดียงสา โลกนี้คงไม่มีคนที่มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านหมายความว่าอะไร” การมาของถังเช่าทำเอาเวินซิ่วอี๋แข็งทื่อ นางอยากจะบีบคออีกฝ่ายแล้วตะคอกใส่ “คิดเห็นอย่างไรกับข้าก็บอกไปตรงๆ ทำเป็นด่าคนนี้ แต่ความจริงด่าคนนั้นเพื่ออะไรกัน”
หมิงเวยไหวไหล่ “ข้าจะไปกล้ามีความเห็นกับท่านได้อย่างไร! ตอนนี้คุณหนูเวินมีคนคอยสนับสนุนอยู่ ข้าทำได้เพียงหลีกเลี่ยงปัญหาปิดปากไม่พูดอะไร!” พูดจบนางก็ทำท่าปิดปากจริงๆ
เวินซิ่วอี๋โกรธนางหันหลังกลับไปพูดว่า “ศิษย์พี่ดูนางสิ สตรีผู้นี้เป็นเช่นนี้ รีบไล่นางออกไปดีหรือไม่ หากปล่อยให้นางอยู่ต่อ ผู้ใดจะรู้ว่านางจะก่อเรื่องอะไรอีก! ”
“อ้อ อ้อนเป็นด้วย หากเป็นคุณหนูเวินคนก่อนคงนึกไม่ถึงจริงๆ…”
“ท่านพอได้แล้ว!” เวินซิ่วอี๋หน้าแดงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ นางแอบมองถังเช่าแล้วพูดตำหนิไปว่า “เมื่อครู่ไม่ได้บอกว่าหุบปากแล้วหรือ”
“ใช่ๆๆ ข้านี่คำพูดเชื่อถือไม่ได้จริงๆ ต้องขออภัยด้วยคุณหนูเวินข้าจะรีบไปจากตรงนี้ให้พวกท่านระลึกความหลังกัน”
นางจงใจเน้นคำว่า ‘ระลึกความหลัง’ สายตามองสีหน้าของถังเช่าจากนั้นก็หันหลัง และเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม หากเป็นเมื่อก่อนเวินซิ่วอี๋จะไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ แต่ถังเช่าอยู่ที่นี่จิตใจของนางไม่ได้คิดถึงหมิงเวยเลยนางจึงขี้เกียจที่จะสู้กับอีกฝ่าย
นางแค่อยากจะอธิบายให้ถังเช่าฟังว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่พอนางหันหน้ากลับไปแล้วเห็นรอยแดงจางๆ บนแก้มของเขา เมื่อคิดได้ว่าเขามาจากที่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความตกใจ “ฮูหยินใหญ่ตบท่านหรือ”
ถังเช่ายิ้มบางแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไร เจ้าอย่าตกใจทำให้เป็นการใหญ่เลย”
“ศิษย์พี่!” เวินซิ่วอี๋กังวลใจ “นานๆ ทีท่านจะกลับมา เหตุใดฮูหยินใหญ่ต้องทำร้ายท่านด้วย เป็นแม่ลูกกันแท้ๆ ไม่ใช่ศัตรูเสียหน่อย เหตุใดต้อง…”
“ซิ่วอี๋” ถังเช่าพูดตัดบทนาง “นางเป็นแม่ของข้า”
เวินซิ่วอี๋กลืนคำพูดกลับไปแล้วถามว่า “เจ็บหรือไม่”
ถังเช่าส่ายหน้า “ท่านแม่มีแรงแค่ไหนกันเชียว อีกอย่างนางจะตบข้าก็ไม่ผิด คนพวกนี้เป็นข้าที่พามาเอง”
“เหตุใดต้องมาลงที่ศิษย์พี่ด้วยเห็นได้ชัดว่าเป็นคนอื่น…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ถังเช่าห้ามนางเสียงเบาแล้วเดินไปตามทางเดิน “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่จำเป็นต้องพูดถึงมัน”
เวินซิ่วอี๋ยิ่งอึดอัด แต่ก็เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ อารมณ์ของถังเช่าสงบลงแล้วถามนางว่า “เจ้ากับอาชิ่งเป็นอย่างไรบ้าง”
“อะไรคือเป็นอย่างไรบ้าง” เวินซิ่วอี๋คอตกนางตอบกลับอย่างอ่อนแรง
“หลายปีมานี้อาชิ่งไม่เคยทิ้งเจ้าไปไหนยังรักเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เจ้าก็โตแล้วไม่เคยคิดที่จะ…”
“ศิษย์พี่!” เวินซิ่วอี๋เงยหน้าขึ้นตะโกน ปกติหากเป็นเช่นนี้ถังเช่ามักจะยิ้มอย่างขอไปทีแล้วช่างมันไป แต่ครั้งนี้ปฏิกิริยาของเขาเกินความคาดหมายของเวินซิ่วอี๋ไปมาก
เขาหันกลับไปมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง “ก่อนหน้านี้เจ้ายังเด็กอยู่ เลยคิดว่าเมื่อเจ้าโตขึ้นเจ้าจะเข้าใจ ตอนนี้เจ้าโตพอแล้วซึ่งไม่สามารถโกหกตัวเองเช่นนี้ได้อีก ซิ่วอี๋…เจ้าจำไว้เลยว่าข้าไม่เคยคิดกับเจ้าเฉกเช่นชายหญิงจะไม่แต่งงานกับเจ้า อย่ามาเสียเวลาชีวิตวัยเยาว์กับข้าอีกเลย”
……………